Why looking for true love, when it never exists in this cruel world.
Group Blog
 
<<
มกราคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
12 มกราคม 2551
 
All Blogs
 
Holden Award : My top 10 Movie of 2007

ขอโทษนะครับขอโทษที่และแล้วก็ไม่ได้แวะไปหาใครเลย คือหัวหน้าพึ่งลาออกไปครับ ตอนนี้นาย Holden จึงเหมือนเจ้าไม่มีศาล และมีกระแสน้ำป่าไหลหลากมากระทบตลอดเวลา ดังนั้นจะ Up Blog ก็ยากแล้ว จะแวะไปหาคนอื่นๆยิ่งยากเข้าไปใหญ่ อ้อ เห็นแล้วด้วยว่ามีคนโหวตให้ผมในสาขาบลอกกีฬายอดเยี่ยม ขอบคุณมากนะครับ แม้คะแนนโหวตจะไม่ถึง แต่ไม่เป็นไรครับ แค่มีคนโหวตให้ผมก็ดีใจแล้วครับ ขอบคุณนะครับ

มาเข้าเรื่องได้ ตอนนี้ก็ปีนึงเวียนมาจบแล้วนะครับ สถาบันบันเทิงหลักอย่าง Holden Caulfield ก็ต้องประกาศรางวัลเหมือนสถาบันอื่นๆเค้าเช่นกัน ไม่งั้นสถาบันเราจะสั่นคลอนได้ แต่ก็อ่ะนะ เหมือนเคย รางวัลจากสถาบันนี้ ไม่จำเป็นต้องมาจากความเยี่ยม แต่มาจากการที่ผมชอบ และรัก รวมทั้งอคติส่วนตัวทั้งสิ้น หนังดีน่ะใช่ แต่ไม่จำเป็นต้องเยี่ยมขนาดกวาดรางวัลมาทุกเวที ขอแค่มีบางอย่าง "จับใจ" ผมก็พอ

เริ่มจากเรื่องเพลงก่อน น่าเสียดายที่ปีนี้ไม่มีอัลบั้มไหนหลุดเข้ามาในใจผมได้เลย งั้นรางวัลนี้ยกให้แม่สาวโคเคนผมทองกวาวอย่าง Amy Winehouse ไปแบบไม่มีใครมาแย่งได้นะครับ

MY TOP 10 MOVIE OF 2007


แล้วก็เข้ามาสู่สาขาภาพยนตร์กันมั่ง ปีนี้หลังเรื่องอะไรที่ติดใจนาย Holden จนต้องเอามาสรุปปลายปี เราไปเริ่มกันเลยครับ

10 Babel

Photobucket


หนังตัวเต็ง oscar เมื่อปีที่แล้วที่เจ๋งด้วยการเล่าเรื่องราว 4 เรื่องใน 3 มุมโลก ที่ต่างก็เกี่ยวพันกันด้วยปืน 1 กระบอก หนังเล่าสลับแบบไม่สนว่าคนดูจะรู้เรื่องรึเปล่า แต่เฮ้ย นอกจากจะรู้เรื่อง แล้วยังดำดิ่งไปในความหดหู่กดดันที่เพิ่มขึ้นมากทุกวินาทีบนจอหนัง

ที่สำคัญ หนังเรื่องนี้ยังเป็นเหมือนหน้าบันทึกประวัติศาสตร์ทางสังคมโลกในยุค post 911 เพราะมันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจจากการแบ่งแยกของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ แบ่งแยกที่เชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้นทางสังคม เมื่อมีการแบ่งแยกก็นำมาซึ่งการไม่เข้าใจกัน ทั้งเพราะไม่ตั้งใจ และไม่สนใจที่จะทำความเข้าใจ ตัวละครในเรื่องจึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง อึดอัด กดดัน และที่สำคัญเปลี่ยวเหงา

และที่ผมชอบมากๆในหนังเรื่องนี้คือการแสดง โดยเฉพาะ 2 สาวที่เข้าชิง oscar
น้องญี่ปุ่นที่พูดไม่ได้ มีสายตาก้าวร้าวแต่เปลี่ยวเหงา พร้อมการแสดงนิ่งๆแต่มีคลื่นความรู้สึกพุ่งออกจากตัวเธอตลอดเวลา
และคุณแม่บ้านเม็กซิกัน ที่ทั้งสุขจนถึงสิ้นหวัง เธอให้การแสดงที่ไม่เหมือนการแสดง เพราะมันจริงจนหาที่เปรียบไม่ได้ โดยเฉพาะฉากที่เธอจิตหลุดกลางทะเลทราย
ดูเสร็จ แทบจะอยากกระชาก oscar ออกมาจากเจนนิเฟอร์ ฮัดสัน เอามาให้ 2 คนนี้ แล้วกระซิบบอกเธอว่า oscar มีให้กับการแสดงนะจ๊ะ ถ้าแค่ร้องเพลงดี แต่แสดง over ขนาดนั้น แม้จะเป็นขวัญใจ american แต่ขอร้องช่วยไปเอารางวัลที่เวทีแกรมมี่แทนนะ

9 Music & Lyrics

Photobucket


ถามว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เยี่ยมมั้ย คำตอบคือไม่ใช่ แต่หนังเรื่องนี้มีอะไรดีล่ะ นี่เป็นตัวอย่างของการทำหนังซักเรื่องที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

หนังโรแมนติค คอมเมดี้ คนดูจะต้องการอะไรมากไปกว่าการเข้าไปนั่งอมยิ้มตลอด 2 ชั่วโมงของหนัง และที่แน่ๆ หนังเรื่องนี้ทำได้ หนังเต็มไปด้วยเสน่ห์ของนักแสดงทั้ง 2 ที่ขนกันมาเต็มเปี่ยม บทก็น่ารัก เพลงเพราะในระดับที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง

อีกทั้งมุกที่ขนมาใส่ในเรื่องนี้ยังมีรายทางไปตลอดเรื่อง ทั้งจากตั้งแต่อมยิ้มเล็กๆไปจนถึงฮาดังลั่นโรง ทั้งจากบุคลิกที่น่ารักจากตัวละคร ที่การจิกกัดวงการเพลง pop ยุค 80 โดยเฉพาะ วง wham ของป้าจอร์จ ไมเคิล

นี่ขนาดไปดูวันวาเลนไทน์ในช่วงที่ชีวิตเหงาสุดๆ แต่หนังรักเรื่องนี้ยังทำให้ผมยิ้มได้ สุดยอดครับ

8 Children of Men

Photobucket


หนังจากอีก 1 ผู้กำกับในดวงใจผม อัลฟรังซัว ครัวรอน ที่คราวนี้มากับหนัง Sci-fi เล่าเรื่องราวในอนาคตเมื่อมนุษย์ไม่สามารถไม่ลูกได้ เด็กคนสุดท้ายที่เกิดขึ้นบนโลกก็เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว ทำให้ความหวังและศรัทธาในการดำรงชีวิตหายไป นำมาสู่เรื่องราวการต่อสู้กันของผู้มีแนวความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง

หนังวิทยาศาสตร์ในอนาคต แต่ไม่มีใครได้เห็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สิ่งที่เห็นคือความโหดร้ายของมนุษย์ที่ไม่ว่าจะตอนไหนก็ไม่เปลี่ยนแปลง

หนังเรื่องนี้นอกจากเรื่องราวจะเจ๋ง งานเทคนิคต่างๆยังยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฉาก long shot อันลือลั่นของเรื่องที่ถ้าได้ดูคงรู้ว่าเป็นฉากไหน และมันเจ๋งยังไง รวมทั้งฉากสงครามตอนท้ายที่ทั้งสมจริง น่าหวาดหวั่นประหนึ่งเราอยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่ปาน

นอกจากนี้ยังมีฉากทรงพลังที่ผมชอบมากๆ เมื่ออยู่ท่ามกลางสงคราม เสียงจากกระบอกปืนดังลั่นไปทั่วทุกทิศ สงครามที่มีแต่การสูญเสีย แต่เมื่อมีเสียงเด็กคนนึงดังขึ้นมา เสียงทารกที่สามารถดับเสียงปืนทุกกระบอก เสียงแห่งความบริสุทธิ์ที่สามารถหยุดความรุนแรงได้

7 Perfume

Photobucket


หนังที่สร้างมาจากนิยายขายดีเล่มหนึ่ง นิยายที่มีคนเคยบอกว่าไม่มีวันสร้างเป็นภาพยนตร์ได้เพราะหนังสือเหมือนเปิดประสาสัมผัสอีกอย่างนึงในการอ่าน นั่นคือทุกหน้าที่เปิด คนอ่านแบจะสัมผัสกลิ่นตามเรื่องราวที่หลุดออกมาจากหน้ากระดาษได้อีกด้วย

และในที่สุดหนังเรื่องนี้ก็สร้างออกมาได้ในลักษณะ surreal นิดๆ ก็แน่หล่ะเรื่องราวอย่างนี้คงไม่สามารถทำให้สมจริงได้ หนังเล่าเรื่องของเกอร์นุย เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เกิดมาอย่างไร้ค่า ไร้คนสนใจ และเหมือนไร้ตัวตน เค้ามีความสามารถพิเศษ ที่ไม่สามารถบอกได้ว่านั่นคือพรสวรรค์หรือคำสาป เกอร์นุย สามารถจำแนกกลิ่นได้ทุกกลิ่น รวมทั้งเค้าสามารถได้กลิ่นไปไกลหลายกิโล และเมื่อเขาได้พบกับนักปรุงน้ำหอมชื่อก้องของปารีส นั่นเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เค้าสร้างน้ำหอมที่พิเศษสุด น้ำหอมที่คนได้กลิ่นจะรู้สึกสุขเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์

หนังเรื่องนี้ผมชอบมากก็เพราะการนำเสนอที่เราแทบจะได้กลิ่นออกมาจากจอหนัง ตั้งแต่กลิ่นคาวปลาในตลาดอันน่าขยะแขยง จนไปถึงกลิ่นน้ำหอมอันน่าจรรโลงใจ

ภาพที่เต็มไปด้วยความเป็นศิลปะโดยเฉพาะฉากอานุภาพน้ำหอมของเกอร์นุยในตอนท้าย ที่เจ๋งสุดๆ และที่สำคัญชะตากรรมของเกอร์นุยที่ต้องพบเจอตั้งแต่ต้น จนถึงตอนจบที่เค้าเลือกแนวทางชีวิตเอง ที่คนดูอย่างเราได้แต่อึ้งในชีวิตของเขา

6 Little Children

Photobucket


มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีอายุมากน้อยขนาดไหนก็ล้วนแต่มีความเป็นเด็กในตัวด้วยกันทั้งสิ้น บางคนใช้มันเป็นแรงบันดาลใจ บางคนใช้เป็นแหล่งบำบัดจิตใจตัวเอง และบางคนก็ใช้ความเป็นเด็กนี้เป็นข้ออ้างในการหาความสุขแบบไม่สนใจคนอื่น

และเรื่องนี้ก็เช่นกันที่เราจะได้เห็นผู้ใหญ่ใจเด็กทำอะไรที่เราได้แต่คิดว่า ช่วยคิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าปลดปล่อยตัวปลดปล่อยใจขนาดนั้น เพราะคุณและคนรอบข้างต้องรับผลของมันแน่นอน

เรื่องนี้สุดยอดที่เคต วินสเลต สวยหวานมาก และที่สำคัญเธอเล่นเป็นแม่บ้านเปลี่ยวเหงาที่พยายามสร้างความตื่นเต้นให้ชีวิตตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง อีกครั้งที่เคตแสดงให้เห็นว่าเธอมีความสามารถกลืนเป็นตัวละครที่เหมือนธรรมดา คือเป็นเหมือนผู้หญิงซักคนที่เราจะได้เห็นในหมู่บ้านเดียวกับเราได้ดีขนาดไหน เหมือนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาจริงๆครับ

5 Stardust

Photobucket


และก็เหมือนที่บอก ไม่ว่าจะโตขนาดไหน ทุกคนยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว ดังนั้นจงอย่าแปลกใจที่ในส่วนลึกของทุกๆคนยังต้องการเรื่องราว เจ้าชาย เจ้าหญิง แม่มด โจรสลัด และการผจญภัยของพวกเขา

หนังที่เหมือนธรรมดาเรื่องนี้จริงๆแล้วไม่ธรรมดา เพราะตลอดเวลาของหนังได้ช่วยเติมเต็มจินตนาการที่ขาดหายไป รวมทั้งสร้างความสุขกับเรื่องราวง่ายๆแบบเทพนิยายที่มีการเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บางครั้งคนเราเวลาดูหนังก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของจินตนาการที่สวยงามเพื่อหลบเร้นจากความเป็นจริงที่โหดร้ายที่เราต้องเผชิญอยู่ และเทพนิยายเดิมๆแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ในทุกส่วนเรื่องนี้ก็ทำได้ดีซะด้วย

4 Sunshine / 28 Weeks Later

Photobucket
Photobucket


หนัง pack คู่จากสุดยอดผู้กำกับคนที่ผมโคดชอบ แดนนี่ บอยด์ เรื่องแรกกำกับเอง เรื่องหลังอำนวยการสร้าง แต่ก็เหมือนมีอิทธิพลคลุมหนังทั้งเรื่องอยู่ดี

หนังทั้ง 2 เรื่องแม้จะดูเหมือนเทียบกับงานเก่าๆของแดนนี่ บอยด์ไม่ได้ แม้จะคงเอกลักษณ์ของแดนนี่ บอยด์ไว้เต็มเปี่ยม ทั้งภาพที่จับอยู่ที่ตาของตัวละคร กล้องที่สั่นไหว รวมทั้งดนตรีประกอบที่เป็น brit electonic pop สุดเจ๋ง

เรื่องแรกเล่าเรื่องเมื่อพระอาทิตย์ดับลง โลกขาดพลังงานสำคัญ โลกกำลังจะตาย จึงต้องส่งทีมนักวิทยาศาสตร์หนึ่งขึ้นไปจุดพระอาทิย์ขึ้นมาใหม่ ส่วนเรื่องหลังเป็นภาคต่อของหนัง 28 days later เมื่อไวรัสความรุนแรงแพร่ระบาด จนกวาดล้างคนแทบจะทั่วเกาะอังกฤษ เมื่อผู้ติดเชื้อทั้งหมดตายไป ก็เริ่มอพยพคนกลับมา แต่เชื้อยังอยู่ และระบาดอีกครั้ง

ทั้ง 2 เรื่องแม้จะต่างกันในเรื่องราว แต่ theme หลักยังคงเป็นหนัง แดนนี่ บอยด์ นั่นคือการตีแผ่จิตใจอันโหดร้าย และเห็นแก่ตัวของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ มนุษย์ผู้เย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว และใช้ความรุนแรง ภาพมนุษย์ที่น่ารังเกียจนี้ถูกนำเสนอผ่านหนังของแดนนี่ บอยด์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็จับใจผมทุกครั้งไม่มากก็น้อย ภาพของมนุษย์ที่เราได้แต่ถามว่า พวกเรามีค่าที่จะอยู่บนโลกใบนี้ หรือสูญสลายไปตามบัญชาพระเจ้าอย่างที่หนัง Sunshine ถามเรา

3 Little Miss Sunshine

Photobucket


พ่อผู้ล้มเหลว แม่ผู้เหนื่อยหน่าย ปู่ขี้ยาปากจัด ลุงเกย์อาภัพรักฆ่าตัวตาย พี่ชายเก็บกด และเด็กอ้วนผู้อยากเป็นนางงาม ครอบครัวขี้แพ้สมบูรณ์แบบ

ทั้งหมดออกเดินทางเพื่อพาหัวใจของบ้าน น้องโอลีฟ ไปประกวดนางงามเด็ก Little Miss Sunshine ตลอดการเดินทางบนรถตู้สีเหลือง เราได้เห็นเรื่องราวมากมายของแต่ละคน แต่ที่สำคัญที่สุด เราได้เห็นความรักของครอบครัวนี้ ความรักที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่น้องโอลีฟ ไม่ว่าแต่ละคนจะร้ายต่อกันขนาดไหน แต่ไม่เคยเลยที่จะร้ายต่อโอลีฟ

และเมื่อมาถึงตอนสุดท้ายที่ทุกคนรู้ว่าการประกวดนี้มันไม่ได้เหมาะกับโอลีฟเลย แต่เมื่อโอลีฟยืนยันที่จะลงประกวด ทุกคนก็อยู่ตรงนั้นเพื่อเป็นกำลังใจ แต่เมื่อเกิดเหตุผิดพลาด โอลีฟกลายเป็นตัวตลกของทุกคน ด้วยความรักของครอบครัวนี้ ทุกคนรวมพลังเพื่อช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้โอลีฟ "ในแบบของพวกเค้าเอง" ฉากนี้ผมดูไปในอารมณ์ยิ้มร่าน้ำตาริน มันเป็นฉากที่คุณจะได้หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะตลกในสิ่งที่พวกเค้าทำ แต่ขณะเดียวกันก็ซาบซึ้งกับความพยายาม และความรักอันไม่มีขีดจำกัดของครอบครัวนี้ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ น้องโอลีฟก็ได้รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือความรัก

หนังที่ภาพสวย การแสดงเยี่ยม แต่เจ๋งสุดๆที่บทที่ทั้งสนุกและคมกริบบาดหัวใจคนดูกันเป็นแถบๆ

2 รักแห่งสยาม

Photobucket


เห็นเขียนชมไว้เยอะ คงคิดว่าจะชนะอ่ะดิ ก็อยากให้นะ แต่เรื่องนี้มาได้ไกลแค่อันดับ 2 เท่านั้น แค่นี้ก็ลำเอียงสุดๆแล้ว

นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้ดูหนังไทยที่ละเมียดละไมในทุกองค์ประกอบแบบเรื่องนี้ เรื่องราวความรักอันหลากหลายที่ฉาบหน้าอยู่ด้วยภาพของสังคมไทยเมืองใหญ่ในปัจจุบัน คนรอบข้างมากมายแต่หมือนไม่มีใคร เต็มไปด้วยคำพูดจาแต่กลับไม่เข้าใจ เปลี่ยวเหงา หว้าเหว่ อารมณ์คนเมืองที่ถูกนำเสนอได้ถึงแก่นในหนังเรื่องนี้

หนังเล่าเรื่องราวของครอบครัวที่แหลกสลาย ไปพร้อมๆกับการเรียนรู้และยอมรับตัวตนที่แท้จริงของ 2 ตัวละครนำ หนัง drama ที่หนักอึ้ง ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงเรื่องนี้สมบูรณ์อย่างยิ่งทั้งในส่วนความเป็นภาพยนตร์ และการเป็นสื่อบันทึกหน้าตาสังคมกรุงเทพในปี พ.ศ. 2550 อย่างชัดเจน

ถ้าจะแยกทีละองค์ประกอบมาดูก็พบว่ามันยอดเยี่ยมในทุกๆด้าน ทั้งบท การแสดง การกำกับ การตัดต่อ รวมทั้งงานด้านเทคนิคอื่นๆ ทั้งการถ่ายภาพ จัดองค์ประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีประกอบ ดังนั้นถ้าจะให้บอก ผมคงต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ คุณมะเดี่ยว ทำสร้างสรรค์งานในลักษณะเดียวกับที่ คาเมรอน โครวทำใน Almost Famous, เจมส์ คาเมรอน ใน Titanic หรือ ปีเตอร์ แจ็คสันใน Lord of the rings :trilogy นั่นคือการมีความทะยานอยากอย่างแรงกล้าในบางเรื่อง พร้อมจะฉีกขนบรวมทั้งกฎทุกอย่างเพื่อที่จะสร้างหนังที่เค้ารักเรื่องหนึ่งออกมา และออกมาได้ดีมากอีกด้วย

ที่สำคัญคือผมชอบการแสดงของคุณสินจัยและมาริโอ้ในหนังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะฉากที่ต้นคริสมาสตอนท้ายเรื่อง นั่นคือฉากสุดยอดที่สุดของปีที่แล้วในใจผม บทง่ายๆ การแสดงที่เหมือนไม่ได้แสดงอะไร ประเดียวที่ว่า "เหนื่อยมั้ยแม่" แต่กลับทรงพลังประหนึ่งมีคลื่นอารมณ์มากระทบใจจนมันตื้อ มันจุกที่คอหอย แล้วน้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมา

1 Pan's Labyrinth

Photobucket


แล้วก็มาถึงหนังที่ผมชอบที่สุดในปีที่ผ่านมา หนังที่ตอนได้ยินทีแรกไม่คิดว่าจะดีจะเยี่ยมขนาดนี้ หนังนำเสนอภาพสลับระหว่างเรื่องราวความจริงอันโหดร้ายของสงคราม พร้อมการเดินทางเข้าสู่โลกเทพนิยายของเด็กผู้หญิงคนนึงเพื่อทำภารกิจ 3 อย่างอันจะนำเธอกลับสู่สถานะเจ้าหญิงแห่งโลกใต้พิภพเช่นเดิม

จินตนาการเขาวงกตในเรื่องนี้ทั้งบิดเบี้ยว และหลอนเกินกว่าที่เด็กๆจะคิดออกมาได้ แต่ไม่ว่าจะน่ากลัวขนาดไหน กลับเทียบไม่ได้กับความจริงอันโหดร้ายของสงครามที่ต้องเผชิญ

หนังก็เหมือนที่ผมเคยเขียนถึงไปตอนได้ดูใหม่ๆที่ว่า ทำไมคนเราต้องมีจินตนาการ ส่วนนึงก็เพราะเอาไว้เป็นที่หลีกหนีความร้ายกาจของโลกแห่งความจริงที่เราทุกคนต้องเจอ อย่างฝันกลางวันที่ดูไร้สาระ แต่นั่นก็ทำให้บางคนมีกำลังใจที่จะต่อสู้ให้ชีวิตผ่านแต่ละวันไปได้

แล้วทำไมผมถึงชอบเรื่องนี้มากน่ะเหรอ นอกจากความสมบูรณ์ในความเป็นภาพยนตร์แล้ว หนังยังนำเสนอความจริงที่ว่าความเลวร้ายของมนุษย์บนโลกใบนี้ ไม่มีจินตนาการใดๆจะเทียบได้เลย และบางครั้งถ้าให้เลือกระหว่าเขาวงกตที่น่ากลัว กับโลกใบนี้ หลายคนคงยินดีที่จะเลือกเขาวงกตนั้น

และนี่ก็สุดยอดหนังของผมในปีที่ผ่านมาครับ มีบางเรื่องเขียนแบบยาวๆไว้ด้วยครับ ลองมองทางซ้ายมือนะครับ สนใจเรื่องไหน คลิ๊กอ่านเพิ่มได้เลยครับ

แล้วคุณละครับ ปีที่แล้ว ชอบหนังเรื่องไหนกันมั่งครับ

ปล 1 นิดนึงนะครับ ปีใหม่ไปสังขละบุรีมาครับ ได้แวะไปกอดคอยีราฟ ได้ไปลงบ่อจระเข้มาด้วย ถ้าสนใจ คลิ๊กตรงนี้นะคร้าบบบบบ

Photobucket


ปล 2 แล้ว Australian Open ศึกใหญ่รายการ Grandslam แรกของปีในโลกเทนนิสก็เริ่มขึ้นแล้ว ขอเชิญแฟนๆ JUstine Henin ทุกคนมาร่วม update ความเคลื่อนไหว รวมทั้งร่วมส่งแรงใจให้เอแนงได้ที่นี่นะครับ เชิญคลิ๊กครับ

Photobucket


enjoy your day




Create Date : 12 มกราคม 2551
Last Update : 12 มกราคม 2551 20:04:40 น. 2 comments
Counter : 863 Pageviews.

 
ชอบเกือบหมดทุกเรื่องเลย
ชอบฝุ่นดาวมากที่สุดครับ

28 วีคเลเทอก็ชอบโคตรๆๆ

แพนลาลิบิชก็ชอบครับ

แต่รักแห่งสยามไม่ได้ดูเรื่องเดียว


โดย: Thales of Miletus วันที่: 12 มกราคม 2551 เวลา:18:42:20 น.  

 
ชอบน้ำหอมค่ะ เกรอนุยโรคจิตได้ใจ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 12 มกราคม 2551 เวลา:23:29:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Holden Caulfield
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




There's nothing wrong with the Blueberry Pie,
just people make other choices.
You can't blame the Blueberry Pie,
it's just... no one wants it.

Friends' blogs
[Add Holden Caulfield's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.