Egypt, day 7-8 Alexandria
เช้านี้เราออกเดินทางจากโรงแรมจิ้งหรีด Arabian Night ของเราเร็วกว่าวันก่อนๆ โดยเช็คเอ๊าท์ตั้งแต่ 7โมงเช้าเพื่อเดินทางไกลสู่เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) โดยจะใช้เวลานั่งรถราวๆ 3ชม. เมื่อคืนได้ซื้อโปสการ์ดมา 5 แผ่นและทำการเขียนเพื่อส่งให้เพื่อนและพี่รวมถึงตัวเองแต่หาซื้อสแตมป์ไม่ได้ ทางโรงแรมบอกว่าฝากเขาส่งก็ได้ในตอนเช้าก่อนออกจากห้องจึงฝากโปสการ์ดทั้งหมดและเงินจำนวนหนึ่งตามที่เขาว่ามา (ขณะเขียนอยู่ซึ่งผ่านมาแล้วเดือนนึงก็ยังไม่ได้ 55 อย่าไว้ใจแขกครับ)

เช้าวันจันทร์เช่นนี้รถก็เริ่มติดกันแล้วในกรุงไคโรที่แออัด จุดหมายของเราคือเมือง Alexandria ถือเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์รองจากไคโร ข้อมูลโดยสังเขปคือ ตั้งชื่อตามอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกที่ยึดอียิปต์ได้ตั้งแต่3ร้อยปีก่อนคริสตกาล ในอดีตเมืองนี้เป็นเมืองของกรีกและเป็นอิสระจากอียิปต์ เป็นเมืองท่าติดทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนยาว 20กิโลเมตรซึ่งเป็นเมืองหน้าด่าน เคยรุ่งเรืองเทียบเท่ากรุงโรมในยุคโบราณและเป็นเมืองท่าที่สำคัญของอียิปต์ 

ตามเส้นทางสู่อเล็กซานเดรียจะเป็นถนนซูปเปอร์ไฮเวย์ที่ตัดผ่านทะเลทราย (ส่วนใหญ่ประเทศนี้ก็มีภูมิประเทศแบบนี้แหละ) บริเวณนอกเมืองไคโรจะมีนิคมศูนย์รวมบริษัทคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (คล้ายนิคมอุตสาหกรรม) และมีหมู่บ้านที่ดูหรูหราทันสมัยผิดกับในไคโรอย่างสิ้นเชิง ระหว่างการเดินทางเราได้แวะพักเข้าส้วม ดื่มน้ำและยืดเส้นยืดสายเรียกว่า Rest House

หลังจากหลับๆ ตื่นๆ ดูวิวทะเลทรายไปได้พักใหญ่เราก็มาถึงเมืองอเล็กซานเดรียและพบว่าผิดจากที่คาดหวังเพราะหลายๆ จุดมันก็ยังสกปรกเหมือนไคโรนั่นแหละ แต่ที่อเล็กซานเดรียนี้จะมีตึกสูงที่สวยงามแบบมีสไตล์ (แต่เก่าๆ โทรมๆ หน่อยนะ) ไม่เหมือนที่ไคโรที่ดูจะแออัดไร้ระเบียบ การวางผังเมืองดูจะจัดวางอย่างเรียบร้อยคล้ายๆ เป็นบล๊อกๆ เขาว่าคุณไม่มีทางหลงทางในอเล็กซานเดรียว่างั้น

ทางเข้าเมืองอเล็กซานเดรียจะเห็นโรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมสำคัญของที่นี่


สภาพอาคารสูงที่หัวหน้าออกทะเลที่มีสภาพทรุดโทรมจากไอทะเล

อเล็กซานเดรียในอดีตนั้นเคยเป็นเมืองหลวงของอียิปต์กว่า1000ปีจนเมื่อมุสลิมมายึดครองอียิปต์จึงย้ายเมืองหลวงไปที่ฟุสตัด (Fustat) และตอนหลังฟุสตัดจึงรวมกับไคโร ปัจจุบันอเล็กซานเดรียถือเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญเนื่องจากมีก๊าซธรรมชาติและมีท่อส่งน้ำมันจากคลองสุเอส (Suez) 






สภาพบ้านเรือนร้านค้าในเมือง

Catacombs of Kom el Shoqafa สุสานใต้ดิน
เรามาถึงเมืองอเล็กซานเดรียตอนใกล้เที่ยง สภาพของเมืองโดยรวมดูทันสมัยและสะอาดกว่าไคโร ตึกรามบ้านช่องส่วนใหญ่เป็นตึกสูงสไตล์ colonial แต่โดยรวมจะดูเก่าทรุดโทรม ลักษณะผังเมืองจะเป็นบล๊อคๆ คล้ายๆ กับที่นิวยอร์คแต่หลายๆ จุดรถก็ติดขัดเหมือนกับที่ไคโร 

ชีวิตในอเล็กซานเดรีย

จุดแรกที่เราไปเยี่ยมชมคือหลุมฝังศพใต้ดินยุคโรมันที่สร้างในศตวรรษที่ 2 ซึ่งเป็นหลุมขุดลงไปใต้หินทรายลึกประมาณ35เมตรและมี3ชั้น ลักษณะของสุสานใต้ดินนี้มีการผสมผสานระหว่างกรีก โรมัน และอียิปต์ ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อชาวบ้านขี่รถเทียมลาแล้วมันตกลงไปในหลุม (ห้ามถ่ายภาพนะครับ)

หลุมที่ใช้หย่อนศพลงไปและมีบันไดวนรอบอุโมงนี้ 
ภาพจาก //media-cdn.tripadvisor.com/media/photo-s/02/ba/e4/28/catacombs-of-kom-el-shoqafa.jpg

เราต้องเดินวนลงไปที่ด้านล่างที่แบ่งเป็นห้องๆ ที่น่าทึ่งในความซับซ้อน หลุมศพจะมีแบ่งระดับของเครือญาติและมีระบบระบายอากาศตามช่องลมที่คนโบราณทำไว้ เสียดายที่ด้านล่างลง (ชั้น3) น้ำท่วมทำให้ไม่สามารถลงไปได้ ภายในสุสานไม่มีศพหรือมัมมี่ให้ดูแล้วนะครับ มีเพียงหลุมและช่องหินที่เคยมีร่างไร้วิญญาณนอนสงบอยู่ ในบางจุดมียังมีภาพวาดแบบปูนเปียก (fresco) หลงเหลืออยู่บ้าง น่าทึ่งจริงๆ
บรรยากาศภายในหลุ่มศพใต้ดิน 
ภาพจาก //namasteegypt.files.wordpress.com/2010/02/kom-el-shoqafa-catacombs-021.jpg


Roman Amphitheater โรงละครโรมันที่ Kom al-Dikka
โรงมหรสพแบบ Amphitheater หินอ่อนนี้ถูกขุดพบโดยบังเอิญระหว่างที่มีการขุดเตรียมการก่อสร้างอาคารสมัยใหม่ในปี 1967 ตั้งอยู่ในย่าน Modern Alexandria ประมาณกึ่งกลางของเมืองเลยทีเดียว



ภาพรวมของ Roman Amphitheater 

โรงมหรสพนี้สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 เป็นโรงมหรสพของชาวโรมันที่ใช้จัดการแสดงการแสดงต่างๆ รวมไปถึงการต่อสู้ของคนสู้ Gladiator คนกับคน หรือคนกับสัตว์ แบบในหนัง เคยรองรับผู้ชมได้ประมาณ 1 แสนคนทีเดียว ที่นั่งทั้งหมดเป็นหินอ่อน 16 แถว นอกเหนือจากอัฐจรรย์หินอ่อนแล้วยังมีโรงอาบน้ำโบราณบริเวณทิศเหนือของพื้นที่ด้วย น่าทึ่งที่โบราณสถานต่างๆ บ้างถูกทิ้งร้างเป็นพันๆ ปีอย่างที่ไม่มีใครรู้และยังคงสภาพที่ดีทีเดียว
โมเสคที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตั้งแต่อดีตกาลเกือบสองพันปี


Bibliotheca Alexandrina ห้องสมุดสุดล้ำที่เคยเก่าแก่ที่สุดในโลก
หลังจากดูสุสานโบราณและโรงมหรสพอันยิ่งใหญ่ของชาวโรมันกันไปแล้วเราก็มุ่นหน้าสู่หอสมุดที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองอเล็กซานเดรียซึ่งถือเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ5ของโลก ตั้งแต่โบราณกาลหอสมุดแห่งอเล็กซานเดรียถือเป็นหอสมุดที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างตั้งแต่ 300ปีก่อนคริสตกาลโดยปโตเลมี (Ptolemy I) ถูกไฟไหม้ในปีที่ 48หลังคริสตกาลและน่าจะถูกทำลายในประมาณปีคศ.391 เพราะไฟไหม้

ห้องสมุดที่ยิ่งใหญ่ที่แบ่งเป็นชั้นลดหลั่นเป็นแบบขั้นบันได

ห้องสมุดที่เราเห็นทันสมัยหรูหรานี้สร้างใหม่และเสร็จในในปี 2002 โดยเป็นแผนการสร้างหอสมุดแห่งอเล็กซานเดรียขึ้นมาใหม่ในปี 1974 ของมหาวิทยาลัยแห่งอเล็กซานเดรียและได้รับการช่วยเหลือจากนานาชาติซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศมุสลิมในตะวันออกกลาง มีการจัดประกวดแบบจากทั่วโลก มีสถาปนิกส่งประกวดกว่า 1400 รายและสถาปนิกชาวนอร์เวย์ Snøhetta เป็นผู้ชนะเลิศ โดยหอสมุดเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1994 และใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 220ล้านดอลล่า!!  



สภาพการตกแต่งภายในที่สวยงามของหอสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย

ที่ด้านหน้าเป็นผนังหินแกรนิตจากอัสวานที่เป็นอักขระ 120 ตัวจากทั่วโลก ภายในเป็นห้องสมุดที่เป็นชั้นที่ลดหลั่นกันลงไปโดยมีหลังคากระจกทรงกลมที่เปิดรับแสงธรรมชาติและมองออกไปเห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการภายในที่แสดงบันทึกโบราณที่หายาก 

หลังคาช่องแสงทรงกลมของหอสมุดที่มองจากด้านฝั่งทะเล ให้แสงธรรมชาติได้ดีทีเดียว

สภาพความหรูหราทันสมัยตัดกับสภาพของเมืองในอียิปต์ทั้งหมดตั้งแต่เดินทางผจญภัยอยู่หลายวันเนื่องจากความทันสมัยแล้วความสะอาดยังเรียกได้ว่าหมดจดจนนึกว่าอยู่นอกอียิปต์ซะอีก

montazah Palace วังเก่าของกษัตริย์ริมทะเล


วัง Al-Haramlik ภายในตัวพื้นที่วัง Montazah

เนื่องจากเพื่อนร่วมทริปชาวมาเลเซียของเราซึ่งเป็นคุณป้าทั้ง 3 ไม่ยอมให้ไกด์ชาวอียิปต์พาไปกินอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ราคา 10 ดอลล่า (300บาทต่อหัว แกว่ามันแพงไป) ทำให้วันนี้เราไม่ได้กินกลางวัน (เพราะมันไม่ยอมพาไปกิน 55) ดังนั้นหลังจากออกจากหอสมุดแห่งอเล็กซานเดรียเราจึงเดินทางสู่สถานที่สุดท้ายก่อนเข้าพักที่โรงแรมคือวัง Montazah Palace ที่สวยงาม

วัง Montazah เป็นวังเก่าที่สร้างตั้งแต่ปี 1892 โดยผู้นำคนสุดท้ายในราชวงศ์ของมูฮัมเหม็ดอาลี โดยใช้เป็นที่พักระหว่างล่าสัตว์ ตัววัง Al-Haramlik Palace ที่สวยงามที่สร้างเพิ่มในพื้นที่ของวัง Montazah Palace สร้างขึ้นในช่วงปี 1932 โดยกษัตรย์ Fuad ที่ 1เพื่อใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมระหว่างสถาปัตนกรรมเติร์กและฟรอเรนซ์
สภาพรอบตัววัง Al Haramlik เป็นสวนที่มองเห็นทะเลสวยงาม ตอนที่เราไปช่วงเย็นลมทะเลหนาวพอควรแต่ก็เห็นมีครอบครัวชาวอียิปต์มาพักผ่อนที่บริเวณนี้ซึ่งปัจจุบันตัวพื้นที่รอบวัง Montazah มีพื้นที่ 150 เอเคอร์และเปิดเป็นสวนสาธารณะและเขตอนุรักษ์ป่าไม้

ยามเย็นที่อเล็กซานเดรีย



สภาพถนนหน้าโรงแรมที่เป็นย่านร้านตลาด คึกคักสุด

ในตอนเย็นหลังจากเข้าพักที่โรงแรมแล้วเราจึงออกมาเดินเล่นตลาดซึ่งอยู่รอบโรงแรม มีของขายอยู่เต็มไปหมดและค่อนข้างคึกคักมาก อย่างไรก็ดีสินค้าที่ขายเป็นพวกข้างของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่เราไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ เราเดินไปยังถนนริมทะเลที่สวยงามอากาศเย็นสบายเพื่อหาร้านอาหารธรรมดาๆ กิน จนมาจบที่ร้าน KFC (ฮา)


อาคารที่สวยงามระหว่างทางเดินไปถนนริมทะเล

รถรางเก่าๆ ที่ยังวิ่ง (คลาน) อยู่ในเมืองอเล็กซานเดรีย

แมคโดนัล มีรถม้าจอดอยู่หน้าร้าน

หลังจากกินเสร็จแล้วเราจึงออกมาเดินเล่นในย่านนั้น ระหว่างการเดินดูของอยู่นั้นก็มีคู่หนุ่มสาวอียิปต์มาทักทาย (ชาวหนุ่มดูสูงโปร่งหน้าตาดีส่วนหญิงสาวมีท้องเล็กๆ) ตามมารยาทจึงทักตอบไปเขาก็เลยแนะนำตัวและบอกว่าเคยมาเมืองไทยและชอบ และอยากพาเราไปดูที่สวยๆ เราพยายามปฏิเสธแล้วแต่ไม่สำเร็จเพราะเขาว่าเขาอยากให้เราประทับใจและกลับไปบอกคนที่ประเทศเราให้มาเที่ยวเยอะๆ เขาว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อเงินแต่ทำด้วยน้ำใจ (แต่เราไม่ค่อยไว้ใจ) 

ในท้ายที่สุดเราก็บอกว่าเราคงไม่ไปเพราะมันไกลไปเดี๋ยวขอเดินเล่นแถวนี้และกลับโรงแรมดีกว่า เขายังขอที่จะเลี้ยงน้ำชาเรา (ตามมารยาทต้องรับมั้ง) แต่ผมบอกว่าดื่มชาตอนนี้เกรงจะนอนไม่หลับพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าขอบคุณมาก จึงสลัดหลุด ไม่รู้ว่าคนดีหรือมาหลอกลวงแต่มาที่ประเทศนี้แล้วหวาดระแวงตลอด (หลังจากโดนมาทีตอนอยู่ที่ไคโร) 

บรรยากาศยามค่ำริมทะเลที่สวยงามและน่าเดิน (ถ้าไมมีแขกกวนใจ)


ตลาดผลไม้ข้างโรงแรมที่คึกคัก ผลไม้สดๆ ถั่วและขนม ราคาย่อมเยาครับ

Day 8 Alexandria - Cairo - Doha - BKK


ยามเช้าหน้าโรงแรม

เช้าวันสุดท้ายของการผจญภัยในอียิปต์ เราออกเดินทางจากโรงแรมย่านตลาด downtown สู่ป้อมฟอร์ทไคท์เบย์ (Fort Qaitbey) บ้างก็เรียกว่า Citadel of Qaitbey ที่สร้างจากหินจากประภาคารยักษ์ Pharos Lighthouse อดีต 1ใน7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณริมทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่ถล่มโดยแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 11

ตัวป้อมนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 เพื่อป้องกันพวกเติร์กโดยพวกมัมลุค สุลต่าน Qaitbey ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเกาะ Pharos Island ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องการเดินสมุทร

ป้อม Fort Qaitbey ริมทะเลที่สวยงาม

ภาพภายนอกที่เราเห็นคือตัวป้อมที่สร้างด้วยหินสีครีมๆ ของหินทรายนี้ดูเหมือนปราสาททรายที่เด็กๆ สร้างริมชายหาดจริงๆ ช่วงที่เรามาถึงที่ป้อมแห่งนี้เป็นช่วงเช้าที่แผงขายของที่ระลึกยังไม่เปิดกันเต็มที่ เราเห็นกลุ่มนักเรียนมาทัศนศึกษาจากมาเลเซียที่ป้าชาวมาเลฯ ของเราเข้าไปทักทายได้ สภาพทางเดินในบางจุดแม้จะสวยงามด้วยวิวทิวทัศน์แต่พื้นก็ยังสกปรกอยู่บ้าง (ถ้าสะอาดกว่านี้จะยอดเยี่ยมมาก) 


แผงขายของที่ระลึกยามเช้า ต่อราคากันเพลิน คนขายอยากขายคนซื้ออยากซื้อ

บริเวณโขดหินมีหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่มาตกปลากันอยู่ประปรายด้วยคันเบ็ดขนาดใหญ่ ลมทะเลพัดเย็นสบายมองไปเห็นป้อมขนาดใหญ่ที่ด้านหลังทำให้นึกถึงการเดินทางในอดีตกาลข้ามทะเลเมดินเตอร์เรเนี่ยมของนักแสวงบุญ พ่อค้าวานิช นักรบครูเสด อัศวินจากยุโรป หรือพวกเติร์กในยุคหลังที่อาจต้องผ่านจุดนี้เพื่อเดินทางต่อไปยังดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์


บรรยากาศโดยรอบยามเช้า

หลังจากถ่ายภาพและซื้อของที่ระลึกกันอยู่พักใหญ่เราจึงออกเดินทางออกจากอเล็กซานเดรียเพื่อกลับไปยังเมืองไคโร ระหว่างทางเราแวะดื่มน้ำและยืดเส้นยืดสายที่ Rest House ระหว่างทาง 

จุดพัก (Rest House) ระหว่างทางกลับไคโร

เมื่อมาถึงไคโรจึงเจอรถติดหนักอีกรอบก่อนจะไปถึงสนามบิน สนามบินที่นี่ก็ค่อนข้างจะเข้มงวดเฉพาะคนที่จะขึ้นเครื่องถึงจะได้เข้าภายในอาคาร ในใจผมมีความคิดนึงอยู่เสมอว่าขอให้ผ่านการตรวจพาสปอตก็ถือว่ารอดจากประเทศนี้ได้ซักที ฮ่าๆ 


จะว่าไปถึงแม้ว่าจะพบเจอกับความวุ่นวายไม่เหมือนประเทศไหนที่เคยไป (อินเดียอาจพอๆ กัน) แต่อียิปต์ก็มีอารยธรรม ศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่ามากมายที่นึกถึงทีไรก็รู้สึกยิ่งใหญ่มาก ความรู้สึกทึ่งกับความสามารถของคนในยุคโบราณยังวนเวียนอยู่ในใจเสมอ ผมมักจะนึกเสมอว่าคนโบราณเขาทำกันได้ยังไง ทำไมการก่อสร้างในยุคนี้แค่ของเรียบๆ ยังทำให้สวยไม่ได้แต่คนโบราณเขาคำนวณยังไงถึงทำลวดลายที่พิศดารลงบนผนังหินหรือผนังไม้เหล่านั้นได้อย่างวิจิตรและอยู่มาอีกเป็นร้อยเป็นพันปี

ว่าแต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับโปสการ์ดที่ส่งกลับมาเมืองไทยเลย



Create Date : 02 ธันวาคม 2555
Last Update : 14 ตุลาคม 2558 23:51:58 น.
Counter : 2052 Pageviews.

2 comments
  
วันก่อนดูสารคดีเกี่ยวกับมิจฉาชีพตามเมืองท่องเที่ยวประเทศต่างๆ ก็มีประมาณมาตีซี้จะเลี้ยงเบียร์หรืออะไรนี่แหละ หลังจากนั้นค่อยพาไปที่เสียเงินแพงๆ

จากที่อ่านมาเกือบจะเหมือนในสารคดีแล้วนะถ้าตามเค้าไปด้วยอาจมีเรื่องเล่ายาวกว่านี้
โดย: เสี่ยสมัครเล่น วันที่: 6 ธันวาคม 2555 เวลา:14:38:40 น.
  
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแขก
เห็นวันนี้เพื่อนท่านหนึ่งว่า อินเดียแม่งสุดยอดกว่า ต้องพิสูจน์ว่ะ 555
โดย: bigg IP: 210.86.135.67 วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:10:08:46 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

biggg
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



my everyday life on EARTH

New Comments
ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
3
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
2 ธันวาคม 2555
All Blog