มิถุนายน 2554

 
 
 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
สี่ปีผ่านไป อินเดียเปลี่ยนอะไรเราบ้าง (2) ขอพูดเรื่องแฟชั่นอินเดีย
มาต่อกันหลังจากพักยกนานไปหน่อย ลูก ๆ ปิดเทอมกลับไปเที่ยวกรุงเทพฯ เกือบสองเดือนคราวนี้กลับมาปรับอารมณ์ตัวเองไม่ถูก กลับมานั่งนึก ๆ เฮ้อ ก่อนหน้านี้อยู่ยังงัยให้มีความสุขฟระที่อินเดียเนี่ย หมือนเริ่มต้นใหม่ยังงัยไม่รู้ เพราะสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิต มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (สำหรับแม่บ้านอย่างเรานะ)

คุยกันเรื่องหญิง ๆ บ้าง พูดถึงแฟชั่นกันดีกว่า ตอนนี้เมืองไทยฮิตการแต่งกายของเกาหลีบ้าง ของดาราคนโปรดบ้าง อย่างตอนนั้นมีเรื่องครูกุ๊ก ก็มีแต่คนแต่งตามแอน พอตอนนี้ก็เรยา ก็แต่งตามน้องชมกันเป็นแถว เสื้อผ้าหน้าผม แม่ค้าก็รีบเอามาขายกันใหญ่ เดี๋ยวเรยาจบเรื่องใหม่มาแล้วเซ็ตเรยาจะขายไม่ออก คือแม่ค้าขายเสื้อผ้าจะต้องนั่งเฝ้าหน้าทีวีกันทีเดียว ว่าเรื่องอะไรจะมาต่อ

ทีนี้มาถึงอินเดียล่ะ จริง ๆ ละครมันก็มีนะ แต่ไม่มีแฟชั่นอะไรให้ตกใจ เพราะจะใส่แต่สาหรีกันตลอดทั้งเรื่อง แล้วก็เครื่องประดับ เอ้าห้อยกันเข้าไป นางเอก นางรอง นางร้าย แม้กระทั่งคนใช้ ก็ส่าหรีและจิวเวลรี่ มากน้อยตามลำดับ แล้วละครที่นี่ก็น้ำเน่ากว่าบ้านเราสุด ๆ บ้านเราว่าเน่าแล้วที่นี่เน่ากว่า บางเรื่องงฉายกันเป็นปี ๆ ก็มี เล่นกันตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มารุ่นโหลนแล้วยังไม่จบ ส่วนเรื่องราวก็เดิม ๆ แม่สามีลูกสะใภ้ พี่สะใภ้น้องสะใภ้ เคยลองนั่งดูทีนึง อื้อหือ ซาวน์เอฟเฟคเพียบ ฟ้าผ่าตลอดทั้งเรื่อง แม่สามีตวาดลูกสะใภ้ก็ ตะแว่ว ๆ ๆ ลูกสะใภ้หันหน้ามามองแม่สามีก็ ตะแว่ว ๆ ๆ เอ้าน้องสามีหายใจแรงก็ ตะแว่ว ๆ ๆ.... คือถ้าไม่มีซาวเอฟเฟคคงทำละครกันไม่ได้กันเลยทีเดียว



เอ่อ เมื่อกี้เราว่ากันเรื่องแฟชั่นนี่นา กลายเป็นละครไปได้งัย เอ้ากลับเข้าเรื่องต่อนะ ที่นี่แฟชั่นก็จะไม่ได้หวือหวาอะไรมาก แยกออกมาเป็น



1. ส่าหรี
เป็นการนำผ้าชิ้นผืนยาว มานุ่งหรือพัน จะมีทั้งหมดสามชิ้น (ไม่รวมเสื้อในกางเกงในนะ) มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ชิ้นแรกเรียกว่า Blouse จะเหมือนเสื้อเอวลอย ต้องใส่แนบเนื้อหน่อยๆ และที่สำคัญคือต้องเปิดพุง ไม่เปิดไม่ได้ ถึงแม้พุงจะปลิ้น หรือเซลลูไลท์เพียบก็ต้องโชว์ ส่วนแขนอาจจะเป็นแขนสั้น หรือแขนกุด หรือสมัยนี้สาว ๆ เค้านิยมเป็นสายเดี่ยวกันก็มี สีสันของเสื้อควรเข้ากันกับส่าหรี หากพลาดใส่สีไม่เข้ากันก็เหมือนเราใส่เสื้อสีแสดกับกางเกงสีเขียว อารมณ์จะประมาณนั้น

ชิ้นที่สอง เป็นกระโปรง เรียกว่าปติโค้ท เป็นกระโปรงซับใน ยาวตั้งแต่เอวจนถึงพื้น ขนาดแน่นพอดีกับเอว แต่ไม่แน่นจนเกินไป ส่วนมากเห็นจะเป็นแบบเอวรูด ต้องผูกให้แน่นจริง ๆ ไม่งั้นเดิน ๆ ไปมันจะร่วงลงมาอยู่ที่พื้นได้ ถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมัน สีของปติโค้ท จะต้องเข้ากับสีพื้น ของส่าหรี หรือพยายามให้ใกล้เคียงที่สุด และหลังจากใส่ส่าหรีแล้ว จะต้องไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของปติโค้ทแลบออกมาเสนอหน้าให้อายชาวบ้านเด็ดขาด

ชิ้นสุดท้ายก็เป็นส่าหรีนี่เอง ผ้าส่าหรีนั้นมีเนื้อผ้าอยู่หลายชนิดตั้งแต่เนื้อผ้าบางเบาอย่างชิฟฟอน จนถึงผ้าไหม ราคาก็จะแตกต่างกันไป ซึ่งลักษะการพันส่าหรี รวมถึงเนื้อผ้า ก็สามารถบ่งบอกถึงภูมิลำเนาของคน ๆ นั้นได้ด้วย เพราะแต่ละภูมิภาค หรือแต่ละเมืองก็มีวิธีแต่งกายด้วยส่าหรีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองแตกต่างกันออกไป

เท่าที่สังเกตุ คนอินเดียทางเหนือจะใส่ส่าหรีเฉพาะเวลามีงาน เช่นงานแต่งงาน งานบูชาต่าง ๆ ส่วนคนทางใต้จะใส่เยอะกว่า โดยเฉพาะคนที่แต่งงานแล้ว ส่วนเราแต่งแต่มาอยู่ที่นี่ใส่ไปแค่ครั้งเดียวเอง หนึ่งเพราะใส่ไม่เป็น สองเพราะไม่รู้จะใส่ไปไหน จะใส่เลี้ยงลูกทำกับข้าวอยู่บ้านก็ดูจะเวอร์ไปหน่อย แต่เห็นอย่างนึงที่หญิงอินเดียนิยมกันคือ ซื้อเก็บ คือเก็บไว้แล้วใส่บ้างไม่ใส่บ้าง แค่เอาออกมาดูเวลาว่าง ๆ ก็ชื่นใจ หรือไม่ก็จะโชว์เพื่อน ๆ แม่บ้านด้วยกันเวลามาบ้านบ้าง เราเคยไปเดินหาซื้อส่าหรีกับเพื่อนครั้งนึง คือตั้งงบเอาไว้ไม่เกินสามพันรูปี ไปถึงคนนั้นก็เอามาทาบ คนนี้ก็เอามาทาบ ปรากฎว่าจัดไปหกพัน โอวว อารายฟระ ตอนนั้นเหมือนวิญญาณเจ้าแม่อะไรซักอย่างเข้าสิงแน่ ๆ เพราะพอทาบไปแล้วมันสวยอะ อดใจไม่ไหว ตอนนี้ส่าหรีผืนนั้นยังอยู่ในถุง ไม่เคยได้เอามาใส่เลยซื้อมาเกือบปีแล้ว เพราะมันแพง จะเอาออกมาใส่ก็กลัวมันมีรอยมนทิน..กะว่าคงได้ใส่ตอนมิชี่แต่งงานแหง



2. มาต่อกันที่ Salwar Kameez (ซัลวา กามีซ)
ชุดนี้เราจะใส่บ่อยหน่อย เป็นอีกชุดที่นิยมใส่โดยเฉพาะภาคเหนือของอินเดีย ชุดนี้จะมีสามชิ้น (ไม่รวมชั้นในเช่นเคย) คือเสื้อตัวยาว เรียกว่า Kameez, กางเกงทรงพอง ๆ หน่อย ๆ เรียกว่า Salwa และชิ้นสุดท้ายก็คือผ้าพันคอยาว ๆ เรียกว่า Duppatta (ดุปปัตตา) ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ และมีหลายแบบต่างกันตามทรงของชุดอาทิเช่น



- Churidaar Kameez คือช่วงบนเหมือนกัน ต่างกันตรงกางเกงจะเป็นสไตล์เลกกิ้ง



- Punjabi Salwar Kameez หรือ Patiala Salwar Suits ช่วงบนเหมือนกัน แต่กางเกงจะพองกว่า



- Anarkali Salwar แบบนี้ต่างกันเสื้อช่วงบนจะทรงบาน ๆ คล้าย ๆ กระโปรง



- Indo Western Designs แบบนี้เป็นแบบที่เค้าดัดแปลงให้กลายเป็นดีไซน์ที่ออกทันสมัยหน่อย ๆ



- Wedding Salwar แบบนี้จะมีหลายทรง แต่จะเน้นเนื้อผ้าและปักเลื่อม คือมันจะหนักกว่าชุดธรรมดาและแพงกว่า สำหรับใส่ในงานแต่งงานหรือออกงานต่าง ๆ



อีกแบบคืออยู่ในตู้เสื้อผ้าเราและมีเยอะมาก ๆ และชอบซื้อที่นี่ก็คือเสื้อยาว ๆ ใส่กันทั่วไปเหมือนที่บ้านเรานิยมใส่กับยีนส์ อันนั้นเค้าเรียกว่า Kurti หรือถ้าเป็นเสื้อยาวผู้ชายก็จะเรียก Kurta



3. สุดท้ายแล้ว Lehenga (แลงกา)
จะเป็นชุดกระโปรงยาว มีทั้งหมดสามชิ้นเช่นกัน ประกอบด้วยเสื้อ blouse ซึ่งจะต้องใส่พอดีตัวหน่อย อาจจะเป็นเอวลอย ลอยมากลอยน้อยแล้วแต่คนใส่ หรือพอดีกับขอบเอว แต่ไม่ยาวมาก, กระโปรงยาว และ Duppatta (ดุปปัตตา) ชุดนี้ชอบสุดเพราะสวยสุด แต่เดินลำบากหน่อยเพราะมันยาว ส่วนมากนิยมใส่กันเวลาออกงาน เจ้าสาวบางคนก็ใส่แลงกาเช่นกันแทนส่าหรี



จบกับเรื่องเสื้อผ้า ทีนี้คนอินเดียเค้าไม่ได้แต่งตัวแค่นี้ เค้าก็จะมีเครื่องประดับต่าง ๆ ตามร่างกายมากกว่าเรา เช่น



บินดิ (Bindi)
เป็นศัพท์ที่มาจากภาษาสันสกฤตคำว่า Bindu ซึ่งแปลว่า “จุด” ซึ่งมักจะเป็นจุดสีแดง ทำมาจากผงสีแดง ใช้แต้มที่กลางหน้าผาก ระหว่างหัวคิ้ว นอกจากนั้น บินดิ ยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่ปารวาตี (Parvati) ที่เชื่อว่าใช้ปกป้องสตรีที่แต่งงานแล้วและสามีของตน ทั้งยังเชื่อว่าใช้ปกป้องสตรีเหล่านี้จากสายตาริษยาของคนทั่วไปด้วย จึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน เพราะเครื่องหมายนี้จะแต่งแต้มบนหน้าผากของสตรีที่แต่งงานแล้วเป็นหลัก ซึ่งบินดินี้ใช้กันในประเทศต่างๆ ของเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ เนปาล ศรีลังกา และปากีสถาน

แต่ความเชื่อทางศาสนาตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้แทบจะเลือนหายไปแล้ว บินดิ ได้กลายเป็นเครื่องตกแต่งอย่างหนึ่งเด็กสาวและสตรีทั่วไปตามแฟชั่นในปัจจุบัน ซึ่งมีบินดิสำเร็จรูปวางจำหน่ายหาซื้อได้ง่าย และใช้สะดวก เพราะทำเป็นสติกเกอร์แค่ลอกออกและนำมาแปะที่กลางหน้าผากก็เข้าท่าดูดี อีกทั้งยังมีความหลากหลายทั้งสีสัน ลวดลาย วัสดุ และขนาด อาจทำขึ้นด้วยแผ่นโลหะแวววาว ลูกปัดแก้ว และพลอยเทียมผสมกัน
(ข้อมูลจาก //learningpune.com) เจ้าบินดินี้เราชอบซื้อมาเก็บเห็นว่ามันสวยดี แต่จะติดเฉพาะตอนที่ใส่ชุดอินเดีย



แหวนนิ้วเท้า (Toe ring),ข้อเท้า (Anklet)
เครื่องประดับอีกแบบหนึ่งของอินเดียที่สาวไทยบางคนนิยมกันก็คือ การสวมแหวนที่นิ้วเท้าและข้อเท้า
แต่ในอินเดียเครื่องประดับสองชนิดนี้ในเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสตรีที่สมรสแล้ว โดยเฉพาะสตรีในศาสนาฮินดู แต่ปัจจุบัน จะนิยมในแง่ของแฟชั่นมากกว่า ใคร ๆ ก็ใส่ได้ เรายังใส่เลย อิอิ



เจาะจมูก (Nose piercing)
จริง ๆ แล้วเจาะจมูกเป็นประเพณีทางศาสนาเช่นกัน สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว โดยเค้าจะใส่เป็นวง (nose ring)หรือไม่ก็เป็นตุ้มจมูล (nose pin) สมัยนี้ก็เช่นกันเป็นแฟชั่นไปแล้ว เราก็เจาะแต่ไม่ใช่เพราะศาสนา เพราะแฟชั่นนนนน (เอาทุกอย่างเลยตรู)



เพ้นท์เฮนน่า (Mehndi)
ก็คือการเพนท์สีลงที่มือและเท้า อารมณ์เดียวกับ Tattoo ซึ่งจะมีลวดลายต่าง ๆ สวยงาม และสามารถที่จะจางออกได้เองหลังจากเพนท์ 2 -3 อาทิตย์ ซึ่งหาเพ้นท์ได้ทั่วไป เจ้าสาวทุกคนจะต้องเพ้นท์มือและเท้าในวันแต่งงาน เค้าเชื่อกันว่าถ้าหลังจากเพ้นท์แล้วถ้าสีเข้ม แสดงว่าแม่สามีจะรักมาก ยิ่งเข้มเท่าไรก็จะยิ่งร๊ากมากกก (มิน่าของเราเพ้นท์ไม่ติดเรย)ส่วนหญิงอินเดียจะนิยมเพ้นท์เวลามีงานสำคัญหรือเทศกาลต่าง ๆ

จริง ๆ มีอีกเยอะยังเล่าไม่หมด แต่เดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน ไว้คราวหน้ามาเล่าเรื่องอื่นต่อดีกว่านะจ๊ะ



Create Date : 04 มิถุนายน 2554
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 22:14:42 น.
Counter : 12593 Pageviews.

15 comments
  
เดียวนี้อินเดีย แต่งอย่างงี้แล้วเหรอคะ
โดย: พลูด่างในอ่างดิน วันที่: 4 มิถุนายน 2554 เวลา:9:42:53 น.
  
เอาอีก ๆ สนุกดีค่ะ
โดย: :) IP: 58.8.18.135 วันที่: 4 มิถุนายน 2554 เวลา:9:46:38 น.
  
Thank u ka, I enjoyed reading it!
โดย: Annie/Fl. IP: 173.78.95.173 วันที่: 4 มิถุนายน 2554 เวลา:11:16:25 น.
  
ใฝ่ฝันอยากไปเที่ยวอินเดียสักครั้ง ชอบผ้าส่าหรีคะ สวยๆ
โดย: radiergummi วันที่: 4 มิถุนายน 2554 เวลา:12:14:01 น.
  
ชอบจัง ชุดสวยๆทั้งนั้น แล้วจะเข้ามาอ่านต่อค่ะ
โดย: settembre วันที่: 4 มิถุนายน 2554 เวลา:16:23:14 น.
  
ชอบเรื่องนี้มากๆค่ะคุณปุ๊ก... ชุดสไตล์อินเดีย กับ เหล่านางแบบน่ารักมาก สวยจนใจละลาย.. อิอิอิ ...Thank you very much , kaaaa ^^
โดย: Areeya IP: 101.51.142.119 วันที่: 4 มิถุนายน 2554 เวลา:17:25:35 น.
  
สวัสดดีค่ะคุณปุ๊ก

ขอแนะนำตัวก่อนน่ะค่ะ ชื่อมามาตา เรียกว่ามาตาก็ได้ค่ะมาตาได้ติดตามอ่านปล๊อกของคุณปุ๊กมาอยู่เรือยๆค่ะ ถ้าไม่รังเกียจที่จะมีมิตรภาพเพิ่มขึ้นมาตาขอแอดคุณปุ๊กทาง เอ็มน่ะค่ะ


มามาตา
โดย: Mamata IP: 85.2.243.198 วันที่: 5 มิถุนายน 2554 เวลา:2:56:50 น.
  
ยินดีค่ะคุณมามาตา หรือจะ add facebook เข้าร่วมชมรมก็ได้นะคะ
โดย: ปุ๊ก (Moti ) วันที่: 5 มิถุนายน 2554 เวลา:13:38:23 น.
  
สวัสดีค่ะ คุณปุ๊ก
พอดีกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกัยอินเดียตอนใต้เพราะกำลังจะไปเที่ยวที่นั้นเดือนหน้านะค่ะ เลยได้เจอwebคุณปุ๊ก ดีใจมากเลยค่ะ เพราะเหมือนได้เจอคนที่มีแฟนเป็นอินเดียเหมือนกัน แต่คุณปุ๊กโชคดีนะค่ะที่ทางครอบครัวแฟนยอมรับสะใภ้ต่างชาติ และได้ไปอยู่ที่อินเดียกับแฟน ยังไงช่วย รับ add facebook ด้วยนะค่ะ สนใจจะไปเทียวและไปอยู่ที่นั้นนะค่ะ(ไม่รู้จะมีโอกาสไม) อิอิ ขอบคุณค่ะ
โดย: kanjanapak IP: 115.64.204.76 วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:11:37:35 น.
  
ยินดีจ้า add เรียบร้อยแล้ว บังกะลอร์นี่ก็อยู่ตอนใต้เหมือนกันนะ จะมาเที่ยวที่ไหนเอ่ย ถ้ามาแถวนี้ก็แวะมาได้จ้า
โดย: puk (Moti ) วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:17:34:23 น.
  
เคยไปบังกะลอร์
รบกวนช่วยตอบแบบสอบถามหน่อยค่ะ
งานวิจัยพฤติกรรมผู้โดยสารไทยในการเลือกใช้สายการบิน
https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?formkey=dFNVajBxUUpzLVdnTDdvLWRsT1l3UWc6MQ#gid=0

ขอบคุณมากๆๆค่ะ
โดย: kemi IP: 58.8.1.108 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:2:02:00 น.
  
ขอบคุณมากนะคะสำหรับข้อมูลของแฟชั้นอินเดีย เฟิร์นเคยเห็นที่มาเลย์เซียเค้าเพ้นมือแบบที่พี่โพส์ไว้ก็ไม่รู้ความหมายแต่อยากทำบ้างมันสวยดีคะ เลยลองค้นหาดูในเน็ต มาเจอของพี่นี่แหละ เป็นประโยชน์มากเลยคะ
โดย: fern IP: 180.183.25.211 วันที่: 5 กันยายน 2555 เวลา:0:02:29 น.
  
แบบเสื้อที่นำมาลงมีขายโดยทั่วไปเลยหรือคะอยากได้บ้างช่วยแนะนำเส้นทางและแหล่งหาซื้อหน่อยจ้า email.:sirikanwibulsak.com
โดย: sirikan IP: 110.49.249.80 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2555 เวลา:9:07:02 น.
  
สวัสดีค่ะคุณปุ๊ก ชอบ blog คุณปุ๊กมาก ติดตามมาตลอด จนกลายเป็นสาวกอินเดียไปแล้ว แต่ไม่เคยไปเลย ได้แต่ฝัน 😅 ถ้าคุณปุ๊กไม่รังเกียจ ขอ add facebook ได้มั้ยคะ
โดย: ฟอร์เต้ IP: 1.2.199.0 วันที่: 22 กรกฎาคม 2559 เวลา:3:42:14 น.
  
ฟอร์เต้จ๋า ยินดีเลยจ้า จุ๊บๆ
โดย: puk (Moti ) วันที่: 25 สิงหาคม 2559 เวลา:0:56:57 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Moti
Location :
Delhi  India

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 126 คน [?]



Moti เป็นภาษาฮินดี้ แปลว่าอ้วน ซึ่งตรงกับชื่อเล่นของเรา ปุ๊ก จากกรุงเทพ ไปตั้งรกรากอยู่บังกะลอร์เกือบเจ็ดปี ที่บังกาลอร์อยู่ลำพังกับลูก ๆ สองปีเพราะสามีย้ายไปทำงานดูไบ หลังจากนั้นก็ย้ายตามสามีไปดูไบได้สามปี ตอนนี้กลับไทยล้าวว

ขอเกร่นก่อนสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาอ่าน เรื่องราวและข้อความทั้งหมดใน Blog นี้มาจากความคิดเห็นและประสบการณ์ของเจ้าของ Blog ซึ่งอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจบางคนที่เข้ามาอ่าน ถ้าหากอ่านแล้วรู้สึกไม่ชอบใจก็สามารถกดเครื่องหมาย x ที่มุมบนขวาได้ จะดีกว่าเข้ามาเม้นท์เพื่อก่อกวนนะจ๊ะที่รัก

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๙ งานเขียนและภาพประกอบในบล็อคนี้เป็นลิขสิทธิ์ตามกฏหมายนะคะ กรุณาอย่าลอกหรือก๊อปปี้ไปใช้ที่อื่นเลยนะค๊า
รวมมิตรภารตะ by Moti Bloggang

Instagram
New Comments