มีนาคม 2554

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
สี่ปีผ่านไป อินเดียเปลี่ยนอะไรเราบ้าง ตอนที่ 1
มิถุนายน 2007 เป็นเดือนที่เราได้ย้ายมาอยู่บังกะลอร์ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาสี่ปีแล้ว มานั่งนึก ๆ ดู เร็วเหมือนกันแฮะ ตอนแรกไม่คิดว่าจะอยู่ได้นานขนาดนี้ และกว่าจะถึงวันนี้ก็ได้เจออะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เราได้เจอและได้เห็น จริง ๆ ถือว่าเป็นกำไรชีวิตของเราเอง



เมืองบังกะลอร์เป็นเมืองที่มีทั้งคนอินเดียทางใต้ และคนอินเดียจากทั่วทุกภาคในอินเดียมาอยู่ เนื่องจากเป็นเมืองไอที มีออฟฟิศตั้งอยู่มากมาย และคนที่มาทำงานก็มาจากทุกทิศ และมาตั้งรกราก อยู่ที่นี่ บางคนก็มาประกอบธุรกิจที่นี่ก็มีเยอะ เพราะบังกะลอร์ทำธุรกิจอะไรมักจะไปได้ดี มีคนที่มีกำลังซื้อสินค้าและบริการเยอะ แต่ก็ต้องลงทุนเยอะหน่อย เพราะของที่นี่ถ้าเทียบกับที่อื่นในอินเดียถือว่าราคาแพงกว่า เหมือนกับค่าครองชีพจะสูงกว่าที่อื่น (อันนี้เพื่อนอินเดียบอกมา) และยังมีเด็กไทยมาเรียนที่นี่เยอะมาก กว่าสามสี่ร้อยคนเห็นจะได้



อพาร์ทเม้นท์ หรือคอนโดที่เราอยู่ ก็เป็นชุมชนหนึ่งที่มีผู้คนจากหลายสารทิศในอินเดียมาอยู่รวมกัน เราก็มีเพื่อน ๆ ที่มาจากหลายที่เหมือนกันที่เป็นแม่บ้านอินเดีย แต่ส่วนมากจะมาจากทางเหนือซะมากกว่า คนที่นี่จะไม่ค่อยชอบสนิทกันข้ามภาค คือประมาณว่า คนทางเหนือจะไม่ค่อยชอบสุงสิงกับคนทางใต้ ถ้าคุยกันก็แค่เป็นธรรมเนียม เดินเจอกันก็ทักกันแค่นั้น ซึ่งเราดูจากภายนอกบางทีก็เดาจากสีผิว คนทางเหนือจะค่อนข้างขาวและอวบ ส่วนทางใต้นั้นผิวจะคล้ำกว่า




เรื่องภาษานั้น ภาษาหลักของบังกะลอร์ ซึ่งอยู่ในรัฐรัฐกรณาฏกะ เราอ่านว่าการ์นาตากะแบบง่าย ๆ อิอิ (Karnataka) คือกันนาดา (Kannada) แต่เค้าจะใช้ภาษากลางกันคือ (Hindi) ซึ่งเป็นภาษาหลักของอินเดีย และภาษาอังกฤษ ถ้าถัดมาจากบังกะลอร์อีกหน่อยไปทางเชนไน (Chennai) จะเป็นรัฐ tamil nandu ก็จะใช้ภาษาทมิฬ (Tamil) หรือเลยไปอีกหน่อยรัฐ Karala ก็จะใช้มายาลัม (Malayalam)

จริง ๆ เรื่องภาษาของอินเดียเนี่ย เค้าบอกกันว่าในอินเดียมีประมาณสองร้อยกว่าภาษาเลย ถ้าจะนับกันจริงๆ แต่ขอยกเอาภาษาที่ใช้กันอย่างเป็นทางการมาเล่าให้ฟัง เผื่อจะเป็นความรู้ ซึ่งเรายกมาจากเวบไซด์ //www.human.cmu.ac.th ตามนี้

รัฐธรรมนูญของอินเดียได้ตราไว้ว่า อินเดียมีภาษาที่ใช้อย่างเป็นทางการอยู่ 15 ภาษา
แต่ละภาษามีอักษรของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ถือกำเนิดมาจากอักษรเทวนาครี ได้แก่
1. อัสสมี (ASSAMESE)
2. เบ็งกาลี (BENGALI)
3. คุชราตี (GUJARATI)
4. ฮินดี (HINDI)
5. กัณณาฑ (KANNADA)
6. กัศมีรี (KASHMIRI)
7. มะละยาลัม (MALAYALAM)
8. มาราฐี (MARATHI)
9. โอริยา (ORIYA)
10. ปัญจาบี (PUNJABI)
11. สันสกฤต (SANSKRIT)
12. สินธี (SINDHI)
13. ทมิฬ (TAMIL)
14. เตลูคู (TELUGU)
15. อูรดู (URDU)




เอาแค่นี้ก่อนกับเรื่องภาษา มาว่าเรื่องอื่นกันดีกว่า
ช่วงปีแรกที่เรามาอยู่เป็นช่วงพีคสุด ๆ เพราะต้องปรับตัวอะไรเยอะหน่อย ไม่ว่าจะเป็นติดต่อกับคนอินเดีย อาหาร ผู้คน ฯลฯ ซึ่งเป็นอะไรที่แตกต่างจากบ้านเราเยอะเหมือนกัน ร้องไห้อยากกลับบ้านทู๊กวัน สามีก็พยายามปลอบสุด ๆ ช่วงนั้น ก็ตระเวณหาว่าคนไทยอยู่ส่วนไหนของบังกะลอร์บ้าง อยากเจออยากคุย ซึ่งแต่ละคนก็อยู่ไกล ๆ กันทั้งน๊านน ก็ถอดใจไม่หาแระ แต่ก็มีรู้จักน้อง ๆ คนไทยบ้างที่ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ แต่ก็เรียนจบกลับเมืองไทยกันหมดแล้ว

ทีนี้ทำงัยล่ะ ยังงัยก็ต้องอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะเหงาปานใดก็ตาม ก็เลยเริ่มศึกษาคนอินเดีย หาเพื่อน ๆ ที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน คือในคอนโดเดียวกันนี่แหละ บางทีก็เป็นภรรยาของเพื่อนสามีบ้าง หลังจากปีที่สองก็ค่อยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น จนมาถึงวันนี้ เราก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านเราแล้ว และเรียนรู้อะไรมากขึ้นจนเพื่อน ๆ คนอินเดีย บอกว่านังนี่มันเหมือนคนอินเดียเข้าไปทุกที (โดยเฉพาะนิสัยงก ๆ และไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบนี่แหละ) เพื่อนบางคนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ปีแรกที่มาอยู่ บอกว่าตอนแรกกาญจนาเธอ innocent มากเลย แต่วันนี้เธอไม่เป็นแบบนั้นแล้ว (มันแปลว่ารัยหว่า)




มาดูกันว่าเกือบสี่ปีในบังกะลอร์เนี่ย ได้เปลี่ยนอะไรเราบ้างและได้รับรู้อะไรใหม่ ๆ บ้างที่คนไทยอย่างเราไม่เคยได้รู้มาก่อน

เรื่องนิสัยการใช้เงิน

อย่างที่คนไทยว่ากันว่าคนอินเดียขี้เหนียว ก็จริง ๆ แหละ นิสัยการใช้เงินของคนไทยกับคนอินเดียเนี่ย ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คนไทยมีเงินก็ใช้ ไม่มีเงินก็ใช้บัตรเครดิต เคยเห็นปะขับเบนซ์ ไปเติมน้ำมันหนึ่งร้อยบาท เพื่อนเราเอง อิอิ คือเวลาจ่ายหรืออยากได้อะไรก็ซื้อเพื่อความสะดวกสบาย แล้วก็กินข้าวร้านอาหารและสังสรรค์กันบ่อยมาก ๆ โดยเฉพาะคนทำงานทุก ๆ เย็นวันศุกร์เนี่ย จะนัดกันแระ มีเทศกาลมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด, เลื่อนขั้น, ออกลูก, ถูกหวย, สวยขึ้น, ยื่นใบลาพักร้อนผ่าน, งานเสร็จเร็ว ฯลฯ ไม่ว่าอะไรก็ไปกินกัน ส่วนคนอินเดียเนี่ย คนทำงานก็ว่าไปอย่าง อาจจะมีสังสรรค์กันบ้าง แต่ไม่บ่อยเท่าไร นอกจากมีอะไรที่ต้องฉลอง นาน ๆ ที ส่วนคนที่มีครอบครัวแล้วก็ไม่ค่อยได้ไปไหนกับเพื่อน ๆ เท่าไร นอกจากไปกับครอบครัว ส่วนมากก็จะเชิญคนมาที่บ้านทำกับข้าวเลี้ยง ปกติภรรยาก็ทำกับข้าวกินที่บ้านอย่างเดียว ทำให้เราก็เลยเป็นไปด้วย ไม่ค่อยอยากไปกินนอกบ้าน (ส่วนหนึ่งเพราะเบื่อร้านอาหารอินเดียนอกบ้านด้วย อิอิ)

ตอนใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ที่ประจำเวลาต้องซื้อของเข้าบ้านก็ โลตัส บิ๊กซี ฯลฯ ไปมันเกือบทุกอาทิตย์ ซิอิ๊วขาวหมดขวดนึงก็ไป แต่พอไปแล้วก็ไปซื้ออย่างอื่นมาด้วย ไอ้ที่มันไม่จำเป็นก็ซื้อ บางทีลืมซื้อซิอิ๊วขาวกลับมาก็มี ได้แต่อย่างอื่นมา พอมาอยู่ที่นี่เริ่มรู้แระ ถ้าอะไรมันหมดก็ไปซื้อแค่อย่างเดียว มีอะไรอยู่แค่ไหนก็ทำแค่นั้น กินให้หมดก่อนแล้วค่อยไปซื้อ แล้วคนที่นี่อาหารเค้าไม่ได้มีหลากหลายมาก มีแกงถั่ว ผัดผักรัยงี้ อย่างซื้อมาเป็นแพค ก็ทำได้หลายมื้ออยู่ แล้วซุปเปอร์มาร์เก็ตที่นี่ไม่ค่อยใหญ่และมีเยอะเท่าบ้านเรา (บ้านเราหันไปทางไหนก็ซุปเปอร์ และมี 7-11 เกือบทุกที่แม้กระทั่งบนเขา ชาวดอยก็ยังได้กินสะเลอปี้) ส่วนที่นี่จะมีประมาณร้านขายของชำ และตลาดเล็ก ๆ ย่อย ๆ หลายที่



ทุกวันนี้อาหารเช้าที่จัดให้สามีและลูก ๆ ส่วนมากก็จะเป็นขนมปังแยม, ไม่ก็ Paratha (โรตีใส่ใส้ เช่นใส้ดอกกะหล่ำ, มันฝรั่งต้มบด หรือใส่ผักอื่น ๆ), Aloo Puri (ปูริใช้แป้งโรตีเหมือนกันแต่เอาไปทอดในน้ำมันเยอะ ๆ แล้วจะพองเหมือนกลูกโป่ง กินกับ Aloo คือแกงมันฝรั่ง) เด็ก ๆ จะชอบกินเลยทำให้กินกันบ่อยอาทิตย์ละครั้ง ส่วนอาหารกลางวันกับเย็น ก็จะคล้าย ๆ กัน คืออย่างน้อยจะต้องทำสองอย่าง อย่างนึงเป็นน้ำ ๆ เช่นแกงถั่ว อีกอย่างนึงจะแห้ง ๆ เช่นผัดผัก ส่วนมากผักที่นี่จะไม่ค่อยมีผักใบเท่าไร มีแต่ผักลูก ๆ เช่น พริกหวาน กระเจี๊ยบ ดอกกะหล่ำ มะเขือม่วง ฯลฯ ผักใบเห็นมีแต่ผักโขม เนื่องจากสามีเป็นคนทางเหนือ ซึ่งจะไม่ค่อยกินข้าว กินแต่โรตี เลยต้องทำโรตีให้กินอย่างน้อยวันละมื้อ แล้วคนอินเดียเชื่อว่าโรตีกินมากเท่าไรก็ไม่อ้วนเท่ากับข้าว แต่ทำไมคนอินเดียอ้วน ก็เพราะว่าเวลากินข้าวของเค้าจะช้ากว่าบ้านเรา ที่นี่อาหารเช้าก็เวลาเดียวกันกับบ้านเรา แต่อาหารกลางวันส่วนมากจะกินกันบ่ายสองหรือบ่ายสามโมง ส่วนอาหารเย็นก็หลังจากสองทุ่มไปแล้วเค้าถึงจะกินกัน พอกินเสร็จไม่กี่ชม.ก็เข้านอน เลยเป็นเหตุให้อ้วนและลงพุงนั่นเอง (เป็นข้อสัณนิษฐานของ Dr.Moti )




ยังอยู่ในหัวข้อกิน ๆ อีกเรื่องนึงคือมาอยู่นี่ก็ได้เริ่มหัดทำอะไรใหม่ ๆ ซึ่งเมื่อก่อนตอนหัดทำอาหารอินเดียใหม่ ๆ คือใส่ ๆ มันไป ผง masala คลุก ๆ มันเข้าไป ทำกี่อย่างก็ใส่เหมือนกันหมด แกงถั่ว ผัดผัก บริยานิ ฯลฯ ใส่มันเหมือนกันหมด รสชาดออกมาคือรสเดียวกันเลย น่าสงสารสามีจริง ๆ ที่ช่วงแรก ๆ นี้อดทนกินอาหารที่เราทำน่าดู เพราะหลังจากดูเพื่อน ๆ แม่บ้านอินเดียเค้าทำอาหารกัน บางทีก็ไปดูเค้าทำ ให้เค้าสอน หรือถามสูตรเค้า ก็รู้ความแตกต่างของการทำอาหารแต่ละอย่าง ซึ่งก็ได้ทำให้นิสัยการกินของเราก็เปลี๊ยนไป๋ คือเริ่มคุ้นกับอาหารอินเดียมากขึ้น คุ้นกับเครื่องเทศมากขึ้น รู้ว่าอันนี้อร่อยอันนั้นไม่อร่อย เพราะเมื่อก่อนนี้ กินยังงัย ๆ มันก็คืออาหารอินเดียอะ มีกลิ่นเครื่องเทศเหมือนกันหมด แต่ที่นี่มีมารยาทอยู่อย่างนึงที่จะต้องทำคือ เวลาไปกินอาหารบ้านใครก็ตาม ถึงแม้ว่าอาหารเหล่านั้นจะสุนัขไม่รับประทาน แต่เราก็จะต้องชมว่า อื้อหือ อร่อยมากคะ ทำได้งัยเนี่ย อร่อยทู๊กอย่างเลย และ ยังไม่จบแค่นั้น ชมยังไม่แนบเนียนพอ จะต้องกินให้เยอะ ๆ ด้วย ไอ้เราก็พยายามกระเดือกให้หมดจาน พี่แกมาและ เติมอีกสามทัพพี โอวว น้ำตาคลอเลย ครือต้องมีการแสดงกันเกิดขึ้นเพื่อมารยาท

พักไว้ที่เรื่องกินก่อน เดี๋ยวจะอ่านกันไม่ไหว แล้วจะมาต่อตอนสองจ้าาา





Create Date : 31 มีนาคม 2554
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 22:21:17 น.
Counter : 3666 Pageviews.

9 comments
  
เจ๊เก่งอ่ะ......ปรับตัวเก่งมากกกกกกกกก
โดย: Mai IP: 59.92.11.175 วันที่: 31 มีนาคม 2554 เวลา:21:51:40 น.
  
เราอยากอยู่อินเดีย อยกใส่สาหรี เป็นชุดทีฝันว่า ถ้าให้เลือก
เสื้อผ้าที่ต้องใส่ทุกวัน จะเลือกใส่สาหรีนี่แหละ สวย ๆ ทั้งนั้น

เจ้าของบล็อคเก่งค่ะ ชื่นชมที่อยู่แล้วมึความสุขกับสิ่งรอบตัว
โดย: Hula Girl (Hula Girl ) วันที่: 31 มีนาคม 2554 เวลา:23:21:25 น.
  
เป็นอีกเมืองในฝัน ที่สักวันเราจะต้องไปเที่ยวที่นั่นให้ได้

อยากใส่ส่าหรี เหมือนกันค่ะ ตอนนี้หากินเเถวพาหุรัดบ้านเราไปก่อน

เป็นคนชอบเสี้อสไตล์นี้มาก ขนาดเเต่งงานมาอยู่เยอรมันเเล้ว ยังต้องให้พี่สาวส่งมาให้เลย
โดย: lukmoo.com IP: 46.5.173.202 วันที่: 1 เมษายน 2554 เวลา:1:10:27 น.
  
สวัสดีค่ะ
แวะเข้ามาอ่าน แล้วรู้สึกชอบใจการเขียนของคุณเจ้าของบลอค แล้วจะแวะเข้ามาอ่านบ่อยๆนะคะ
โดย: army_wifey วันที่: 1 เมษายน 2554 เวลา:10:19:33 น.
  
ชอบคะชอบ มาเขียนต่ออีกนะคะ จะติดตามอ่าน
โดย: สาวญี่ปุ่น วันที่: 22 เมษายน 2554 เวลา:13:38:01 น.
  
อยากไปอินเดีย
โดย: knichaay วันที่: 23 เมษายน 2554 เวลา:23:17:39 น.
  
กำัลังจะไปบังกาลอร์ค๊ะ วันที่ 3 มิถุนานี้
โดย: nitiya IP: 14.207.65.108 วันที่: 29 พฤษภาคม 2554 เวลา:19:59:51 น.
  
พี่ปุ๊กเขียนวิธีการทำอาหารด้วยสิ. จะไปหัดทำบ้าง


โดย: Patravarin วันที่: 12 ธันวาคม 2554 เวลา:21:20:44 น.
  
วิธีทำอาหารไว้จะจัดให้นะ ว่าจะลงเหมียนกัลลล
โดย: Puk (Moti ) วันที่: 12 ธันวาคม 2554 เวลา:23:17:40 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



Moti
Location :
Delhi  India

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 123 คน [?]



Moti เป็นภาษาฮินดี้ แปลว่าอ้วน ซึ่งตรงกับชื่อเล่นของเรา ปุ๊ก จากกรุงเทพ ไปตั้งรกรากอยู่บังกะลอร์เกือบเจ็ดปี ที่บังกาลอร์อยู่ลำพังกับลูก ๆ สองปีเพราะสามีย้ายไปทำงานดูไบ หลังจากนั้นก็ย้ายตามสามีไปดูไบได้สามปี ตอนนี้กลับไทยล้าวว

ขอเกร่นก่อนสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาอ่าน เรื่องราวและข้อความทั้งหมดใน Blog นี้มาจากความคิดเห็นและประสบการณ์ของเจ้าของ Blog ซึ่งอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจบางคนที่เข้ามาอ่าน ถ้าหากอ่านแล้วรู้สึกไม่ชอบใจก็สามารถกดเครื่องหมาย x ที่มุมบนขวาได้ จะดีกว่าเข้ามาเม้นท์เพื่อก่อกวนนะจ๊ะที่รัก

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๙ งานเขียนและภาพประกอบในบล็อคนี้เป็นลิขสิทธิ์ตามกฏหมายนะคะ กรุณาอย่าลอกหรือก๊อปปี้ไปใช้ที่อื่นเลยนะค๊า
รวมมิตรภารตะ by Moti Bloggang

Instagram
New Comments