Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2564
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
31 ตุลาคม 2564
 
All Blogs
 
เชียงใหม่ เมื่อปลายฝน 2564 - วัดพันเตา วัดเจดีย์หลวง วัดชัยพระเกียรติ

เชียงใหม่ 17 - 21 ตุลาคม 2564

09.44 น. วันที่ 17 ตุลาคม 2564 รอบนี้หมายมั่นว่า ต้องมาวัดพันเตาอีก
คราวก่อนที่เรามาต้นปี 2563 วิหารหลวงกำลังบูรณะ เดินมาก็ลุ้น...โชคดีบูรณะเสร็จแล้วค่ะ


 
วัดพันเตา คนเมืองเชียงใหม่มักจะเรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดปันเต้า” สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 21 ตามตำนานประวัติศาสตร์ว่ากันว่าวัดพันเตาสร้างขึ้นในสมัยเดียวกับวัดเจดีย์หลวงคือเมื่อราว 500 ปีมาแล้ว ตำนานนิทานปฐมเหตุการตั้งเมืองเชียงใหม่ สมัยลัวะปกครองเล่าว่า “เศรษฐีผู้หนึ่งหื้ออยู่กลางเวียง ทั้ง 5 คนนี้มีชื่อว่า เศรษฐีพันเท้า เขาก็ได้ตั้งคุ้มอยู่ตามคำเจ้าระสีแล” ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าแต่เดิมวัดพันเตาเป็นบริเวณบ้านของเศรษฐีคนดังกล่าว ต่อมาพระเจ้าแสนเมืองมาจึงได้ตั้งชื่อว่าวัดพันเตา ออกเสียงเป็นภาษาล้านนาว่า “ปันเต้า” ขณะที่อีกตำนานหนึ่งของวัดพันเตาซึ่งพระครูสุวรรณสารพิศิษฐ์ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญโตช่างฆ้อง กล่าวว่า “เดิมเป็นสถานที่ตั้งเส้าจำนวนพันเตาหลองทองหล่อพระพุทธรูปอัฎฐารส ซึ่งประดิษฐานในวิหารวัดเจดีย์หลวง เมื่อทำการหล่อพระเสร็จแล้ว ชาวเมืองจึงสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้นเรียกว่า “วัดพันเตา”





 

วิหารหลวงที่สร้างจากไม้สักทองทั้งหลังแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงที่ว่ากันว่าเป็นวิหารที่สร้างจากหอคำหรือคุ้มเจ้าหลวงที่เหลืออยู่อย่างสมบูรณ์เพียงหลังเดียวและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในล้านนา

ในอดีตวิหารวัดพันเตาหลังนี้เคยเป็น “หอคำ” ที่ประทับของเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 5 (พ.ศ.2390 – 2397) อยู่ที่พระตำหนักเวียงแก้วปัจจุบันคือบริเวณเยื้องด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือศาลากลางหลังเก่าไปจนถึงวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ตามตำนานมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหอคำหลังนี้ว่า พระยาอุปราชมหาวงศ์ ได้สร้างขึ้นถวายเป็นพุทธบูชาเมื่อจุลศักราช 1209 ซึ่งตรงกับ พ.ศ.2390 เนื่องจากท่านได้เลื่อนฐานันดรศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่จากพระยาอุปราชขึ้นเป็นพระยาเชียงใหม่ ท่านได้สร้างหอคำขึ้นไว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันเป็นปูชนียวัตถุลํ้าค่าภายในที่อยู่ของท่าน พระยาอุปราชมหาวงศ์ได้มีการเฉลิมฉลองหลังจากที่สร้างหอคำแล้ว

ในการสร้างหอคำหลังนี้ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ใช้ช่างพื้นเมืองและช่างพม่าผสมกัน ต่อมาพระยาเชียงใหม่มหาวงศ์ ได้รับพระราชทานเลื่อนฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้ามีพระนามในสุพรรณบัฏเป็น พระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดินทร์นพีสิทรมหานคราธิษฐาน เมื่อปี พ.ศ.2396 หลังจากที่ได้รับพระราชทานฐานันดรศักดิ์ไม่กี่เดือน พระองค์ก็ถึงแก่พิราลัย

เมื่อพระเจ้ามโหตรประเทศฯถึงแก่พิราลัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงแต่งตั้งให้นายสุริยวงศ์ บุตรของพระเจ้าบรมราชาธิบดี (กาวิละ) ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 ชื่อว่าพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่มาได้ 16 ปีเศษก็ถึงแก่พิราลัยเมื่อปี พ.ศ.2413 เจ้าอุปราชอินทนนท์ รักษาการในตำแหน่งเจ้าหลวงเชียงใหม่มาร่วม 3 ปี จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าอินทวิชยานนท์พหลเทพภักดีฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 เมื่อ พ.ศ.2416 
อ่านต่อที่ https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/839204/

 



ซุ้มประตูมองจากด้านในพระวิหารหลวง



ขวามือของพระวิหารหลวง









คนละบรรยากาศกับคราวที่แล้วเลยค่ะ สถานที่เดียวกัน ต่างวัน-เวลากันเนาะ



ซุ้มประตูไม้แกะสลักประดับกระจกเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ได้แก่ นกยูง นาค ลิง หงส์ ประกอบลวดลายที่กรอบประตูส่วนบนเป็นโก่งคิ้วไม้แกะสลักลายดอกไม้ใบไม้ 




ด้านในพระวิหารหลวง พระเจ้าปันเต้า (พันเท่า) พระประธานกำลังบูรณะค่ะ







ไว้มาใหม่ รอบหน้าค่ะ





สวยจริง







มองเห็นวัดเจดีย์หลวง อยู่ใกล้ ๆ กันค่ะ









เจดีย์พระเจ้าทันใจ 18 ยอด สีทองสุกอร่าม



นาน ๆ ที ไม่ค่อยมีคนบัง นาน ๆ ทีจะได้มา เก็บภาพไปเยอะเลยค่ะ







ไปแล้วค่ะ เดี๋ยวไปวัดเจดีย์หลวงต่อ



09.58 น. วัดเจดีย์หลวง



มารอบนี้ พระวิหารหลวง ปิดบูรณะ พระอัฏฐารส พระวิหารหลวง เคยอัปบล็อกไปแล้วค่ะ




 
วัดเจดีย์หลวง เป็นที่ประดิษฐานของเสาอินทขิล ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่มาช้านาน มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยก่อนบริเวณที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่เป็นที่ตั้งเมืองของพวกลัวะ ซึ่งมักจะถูกผีร้ายรบกวนต่าง ๆ นานา จนเป็นที่เดือดร้อนทั่วทั้งเมือง พระอินทร์ทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนของพลเมือง ก็คิดจะช่วยเหลือโดยได้บอกให้ชาวเมืองถือศีลรักษาคำสัตย์ บ้านเมืองจึงรอดพ้นจากอันตราย ชาวเมืองก็เชื่อฟังและปฏิบัติตาม เมื่อพระอินทร์เห็นว่าชาวเมืองมีสัตย์ดีแล้วจึงบันดาลให้บ่อเงินบ่อทองและบ่อแก้วขึ้นภายในเมืองและให้ชาวเมืองอธิษฐานเอาตามความปรารถนา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “เมืองนพบุรี”

อาณาจักรลัวะหรือละว้าโบราณที่มาของตำนานเสาอินทขิลนี้ มีศูนย์กลางการปกครองหรือราชธานีอยู่ที่ เวียงเชษฐบุรี หรือ เวียงเจ็ดริน (อยู่เชิงดอยสุเทพด้านทิศตะวันออก สถานที่เลี้ยงโคนมกรมปศุสัตว์และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลปัจจุบัน) และเวียงนพบุรีในเวลาต่อมา แล้วก็ล่มสลายในสมัยขุนหลวงวิรังคะ ราชันย์แห่งขุนเขาผู้ยิ่งยงเมื่อต้องพ่ายแพ้ พระนางจามเทวี แห่งอาณาจักรหริภุญไชยในการทำสงครามเมื่อ พ.ศ.1211 (พ.ศ.1204 วาสุเทพฤาษีสร้างเมืองหริภุญไชย, พ.ศ.1206 พระนางจามเทวีครองเมืองหริภุญไชย, พ.ศ.1211 เกิดสงครามกับขุนหลวงวิรังคะ, พ.ศ.1213 พระนางจามเทวีสละราชสมบัติ)







ท้าวเวสสุวรรณ



สุภาพสตรีห้ามเข้าค่ะ เราถ่ายจากด้านนอก















หอระฆัง





พระแก้วหยกเชียงใหม่





หอธรรมและพิพิธภัณฑ์วัดเจดีย์หลวง









ราวบันไดนาค





ช่วงที่เราไป ลุ้นฟ้าฝนทุกวัน ดีว่าไม่เจอฝนตกหนัก ๆ ค่ะ





































พระสงฆ์องค์เจ้า ต่างก็ New normal





วันนี้เรามีเวลาเหลือเฟือ ไม่รีบร้อน เดินไปถ่ายรูปไป 



ช่วงนี้สาละลังกาออกดอกแทบทุกวัด



บูรณะแล้ว สีใหม่เลยค่ะ





ดอกคูณ















หอพญามังราย



11.19 น. วัดชัยพระเกียรติ




 
วัดชัยพระเกียรติ แต่เดิมชื่อ วัดชัยผาเกียรติ์ โคลงนิราศหริภุญไชยกล่าวถึงพระอารามแห่งนี้เอาไว้ว่า สร้างขึ้นในช่วงที่ราชวงศ์มังรายปกครองเมืองเชียงใหม่ (กลางสมัย) และได้รับการทำนุบำรุงโดยกษัตริย์เชียงใหม่ทุกพระองค์เรื่อยมาจนถึงสมัยพระเมกุฏิวิสุทธิวงศ์ กษัตริย์องค์ที่ 16 ของราชวงศ์มังราย องค์สุดท้ายของเชียงใหม่ยุคแรกเริ่ม

ปูชนียสถานต่าง ๆ ภายในได้รับการบูรณะ และสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด เนื่องจากของเดิมมีสภาพทรุดโทรม และเสียหายไปตามกาลเวลา แม้อาคารสถานต่าง ๆ จะเป็นของใหม่ แต่อายุอานามของพระอารามแห่งนี้ไม่น้อยเลย เรียกได้ว่าอยู่คู่เมืองเชียงใหม่ เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองมาหลายร้อยปี

พระวิหารดั้งเดิมสร้างขึ้นในสมัยพระมหาเทวีจิระประภา กษัตริย์ลำดับที่ 14 แห่งราชวงศ์มังราย สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์อยุธยา ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเครือญาติกัน หรือไม่ก็เพื่อถวายพระเกียรติต่อพระไชยที่ไม่ยกทัพเข้าโจมตีเมืองเชียงใหม่) ส่วนพระวิหารองค์ปัจจุบัน เป็นของใหม่ หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้นพรรณพฤกษาสีทองบนพื้นกระจกสีน้ำเงิน กลางหน้าบันเป็นรูปเทพพนม บันไดมีสิงห์ปูนปั้นสองตัวตั้งไว้เป็นทวารบาล
 




ภายในประดิษฐานพระประธาน “พระพุทธรูปเมืองราย” รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “พระเจ้าห้าตื้อ” หล่อด้วยโลหะผสมทองหนัก 5,000 กิโลกรัม ประทับอยู่ในซุ้มโขง ชื่อ “พระเจ้าห้าตื้อ” มาจากน้ำหนักขององค์พระที่หนัก 5 ตื้อ (1 ตื้อ เท่ากับ 1,000 กิโลกรัม) ที่ฐานพระเจ้าห้าตื้อมีจารึกอักษรพม่า ส่วนด้านหลังเป็นอักษรธรรมล้านนา เชื่อกันว่าผู้ใดมาสักการะกราบไว้พระเจ้าห้าตื้อ จะรอดพ้นจากภัยอันตรายต่าง ๆ และมีชัยในสิ่งที่สมหวังทุกประการ ฝาผนังพระวิหารมีภาพจิตรกรรมเรื่องราวจากชาดก
 













ความเดิม

วัดเชียงมั่น - วัดดวงดี




Create Date : 31 ตุลาคม 2564
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2564 5:32:27 น. 0 comments
Counter : 2961 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณจอมใจจอมมโน, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณกะว่าก๋า, คุณทนายอ้วน, คุณtoor36, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณปรศุราม, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณหอมกร, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณKavanich96, คุณRinsa Yoyolive, คุณEmmy Journey พากิน พาเที่ยว, คุณแมวเซาผู้น่าสงสาร, คุณlovereason, คุณเจ้าหญิงไอดิน, คุณเนินน้ำ, คุณSertPhoto, คุณเริงฤดีนะ, คุณnewyorknurse, คุณตะลีกีปัส, คุณtuk-tuk@korat, คุณnonnoiGiwGiw, คุณชีริว, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณผู้ชายในสายลมหนาว


สายหมอกและก้อนเมฆ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 174 คน [?]




เป็นคุณแม่ของ 1 ลูกสาว และ 1 ลูกชายค่ะ

เป็นแม่บ้านฟูลทาม อาชีพ ขสมก.
(แปลว่า...ขอสามีกิน อ่านเจอที่ไหนไม่รู้ ชอบค่ะ เลยยืมมาใช้หน่อย)

เมื่อไหร่ที่พอจะจัดสรรเวลาได้...
จะไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัวเสมอค่ะ...

โลกนี้แสนกว้างใหญ่ มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมากมาย พบเจออะไรดี ๆ ที่พอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย เลยเอามาแบ่งปันกัน

ลิขสิทธิ์...เป็นของบุคคลที่อยู่ในภาพ
ขอบคุณค่ะ

Friends' blogs
[Add สายหมอกและก้อนเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.