Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2563
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
18 มิถุนายน 2563
 
All Blogs
 
ลาวใต้ - อุบลราชธานี ~~~ อาสนวิหารแม่พระนิรมล วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

ทริปลาวใต้ - อุบลราชธานี 27 พฤศจิกายน - 4 ธันวาคม 2562

ตอนที่ 11  เที่ยววัดเมืองอุบล

7 โมงกว่า เช้าวันที่ 2 ธันวาคม 2562 เช็คเอาท์ออกจากที่พัก Eco Inn 

แวะกินมื้อเช้าร้านอาหารแถวที่พัก (ยิ้มยิ้ม โภชนา) ไข่กระทะ กาแฟโบราณ รองท้องเบา ๆ 70 บาท




ดูจาก google map แล้ว  รร. ที่พักใหม่ไม่ไกลมาก ลากกระเป๋าเดินเล่นดูบรรยากาศเช้าไปด้วย



ผ่านทุ่งศรีเมือง เช้า ๆ คนมาออกกำลังกายเยอะเหมือนกัน



จุดสังเกต อุบลพลาซ่า ใกล้ที่พักเรา



ถึงแล้วค่ะ YUU Hotel & Cafe ที่พัก 2 คืนสุดท้ายของเรา





เช้า ๆ คนยังไม่เยอะ เราขอฝากกระเป๋า แล้วสั่งกาแฟ ถ่ายรูปเล่นดีกว่า



บรรยากาศดี ตกแต่งน่ารักดีค่ะ





แขกที่มาพักที่นี่ มีอาหารเช้าด้วยนะคะ แต่เราอยากไปกินมื้อเช้าที่อื่น เลยไม่ได้ใช้บริการที่นี่





ลาเต้ร้อน ชามะตูม มาแล้วค่ะ





ถามเด็กนักเรียนแถวนั้น มีที่ไหนน่าแวะถ่ายรูปบ้าง เด็กแนะนำโบสถ์คริสต์
ถามต่อ..แล้วพิพิธภัณฑ์ไปทางไหน วันนี้ปิด แต่ป้าอยากไปถ่ายอาคารเก่า
...หนูไม่รู้ค่ะ ไม่เคยไป 😅




เดินมาเจอลุงขายกล้วยปิ้ง 5 ลูก 20 บาท ถามทางลุงอีกรอบ ขอถ่ายรูปลุงด้วย 🙂



ร้านของฝากอยู่ติด ๆ กันเลย เดี๋ยวค่อยมาซื้อค่ะ



ร้านกาแฟดาว...ไม่ไหวแล้วค่ะ เช้านี้ 2 แก้วละ



09.28 น. ถึงแล้วค่ะ



 ใกล้ถึง รร. ยิ้มทักป้า กำลังจะเดินเข้า รร. เลยถามทางไปโบสถ์
ป้าเป็นคนถือกุญแจเปิดประตูหลัง (ใน รร.) ทางไปโบสถ์พอดี (อะไรจะโชคดีแท้เรา)



ขอบคุณมากค่ะป้า







อาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลราชธานี ถือเป็นวัดคาทอลิกแรกในภาคอีสาน ที่คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม และคุณพ่อซาเวียร์ เกโก สองมิชชันนารีผู้บุกเบิกได้ซื้อบ้านไม้ที่มีใต้ถุนสูง ทำเป็นโรงสวดและบ้านพักในเวลาเดียวกัน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424) ก่อนจะสร้างวัดถาวร (หลังที่ 2 ) โดยใช้ไม้ทำเป็นเสา ผนังก่ออิฐถือปูน มีพิธีเสกโดยคุณพ่อโปรดม เมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1898 (พ.ศ. 2441) วัดทั้งสองหลังไม่หลงเหลืออะไรให้เห็นอีกแล้ว



เหลือหอระฆังไว้เป็นอนุสรณ์และเครื่องเตือนใจถึงความทุ่มเทและเสียสละของมิชชันนารีสำหรับอนุชนรุ่นหลัง





















ออกจากโบสถ์คริสต์ เดินตรงขึ้นมาถึงทางแยก แล้วเลี้ยวขวา เดินมาเรื่อย ๆ ชนริมมูล มีทางเดินเข้าวัด





ถามอีกรอบเพื่อความแน่ใจ...มาถูกทางแล้วค่ะ







วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีและเป็นวัดแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายในจังหวัดอุบลราชธานีและภาคอีสาน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูลทางด้านทิศใต้ของตัวเมืองอุบลราชธานี  มีพื้นที่ทั้งหมด 21 ไร่  3 งาน 10 ตารางวา โดยในราว พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระพรหมราชวงศ์ (กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้นให้สร้างวัดถวาย เจ้าเมืองและคณะกรรมการเมืองอุบลราชธานี จึงได้เลือกพื้นที่ท่าน้ำที่มีคุ้งน้ำลึกริมฝั่งแม่น้ำมูลตั้งอยู่ระหว่างตัวเมืองอุบลและบ้านบุ่งกาแซวเป็นสถานที่สร้างวัดถวายพระองค์ เพราะสะดวกในการคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ ด้วยเป็นเขตน้ำลึกเข้าออกสะดวก โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) เป็นผู้อำนวยการสร้างวัด ได้มอบหมายให้หลวงสถิตนิมานกาล (ชวน) เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และได้อาราธนาท่านพันฺธุโล (ดี) ปุราณสหธรรมิก และท่านเทวธัมฺมี (ม้าว) สิทธิวิทาริก มาครองวัด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ 10 ชั่ง (800 บาท) ให้มีผู้ปฏิบัติวัด 60 คน และพระราชทานนิตยภัตต์แก่เจ้าอาวาสเดือนละ 8 บาท วัดถูกสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2396 ทรงพระราชทานนามว่า วัดสุปัฏนาราม และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ได้ทรงยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.​2479









พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง หรือพระแก้วเพชรน้ำค้าง หรือพระแก้วขาว เป็นพระพุทธรูปแก้วผลึกเนื้อใสไม่มีสี ปางมารวิชัย ทรงเครื่องทำด้วยทองคำ ฐานทำด้วยเงิน มีขนาดหน้าตักกว้าง 7 เซนติเมตร (ไม่รวมเครื่องทรง) องค์พระสูง 9.5 เซนติเมตร ความสูงตั้งแต่ฐานจนถึงพระเมาลี 19.5 เซนติเมตร พุทธศิลป์แบบศิลปะเชียงแสน ว่ากันว่าสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสโส) ได้มาจากประเทศลาว

ปัจจุบันประดิษฐานอยู่บนบุษบกด้านขวาของบุษบกพระบรมสารีริกธาตุในหอศิลปวัฒนธรรม ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม-วันที่ 2 มกราคม ของทุกปี ทางวัดจะอัญเชิญพระแก้วเพชรน้ำค้างลงมาไว้ ณ พระอุโบสถ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ ทั้งนี้เป็นไปตามที่บูรพาจารย์สายธรรมยุติของเมืองอุบลที่ได้กำหนดแนวปฏิบัติไว้จนเป็นประเพณีสืบมา



โปงไม้ คือ ระฆังที่ทำด้วยไม้ ทำให้เกิดเสียงดัง ทำด้วยไม้แคน สร้างโดยพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นันตโร)
ปัจจุบันตั้งอยู่ชั้นล่างของหอระฆัง ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของหอศิลปวัฒนธรรมของวัดสุปัฏนารามวรวิหาร



พระอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร



ในสมัยสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสโส) เมื่อครั้งเป็นพระพรหมมุนี ได้ทำการรื้ออุโบสถหลังเก่าออก และสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น อุโบสถหลังนี้มีผู้เขียนแบบ คือ หลวงสถิตนิมานกาล (ชวน สุปิยพันธ์) ซึ่งเป็นนายช่างทางหลวงแผ่นดิน โดยร่วมกันวางแผนและเตรียมการก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2460 ลงมือก่อสร้างในปี พ.ศ. 2463 การก่อสร้างเป็นการก่ออิฐถือปูนโดยมีช่างญวนกับช่างจีนเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มีขนาดความยาว 35 เมตร กว้าง 21 เมตร



ลักษณะอุโบสถสร้างคล้ายทรงพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 (อิทธิพลจีน) ตัวอาคารมีชาลาหรือระเบียง เสานางจรัลหรือเสานางเรียงทรงสี่เหลี่ยมล้อมรอบอุโบสถ ระหว่างเสาก่ออิฐเป็นรูปโค้งเรือนแก้วแบบโกธิคของฝรั่งเศส ตัวอาคารไม่มีหน้าต่างแต่ทำเป็นประตูโดยรอบทั้งทางด้านหน้าและด้านข้าง หลังคาทรงจั่ว ชั้นเดียวมีพาไรหรือปีกนก 2 ข้างคลุมชาลา หน้าจั่วเรียบเต็มเสมอเสาด้านหน้าคล้ายโบสถ์อิทธิพลจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นลายไทยฝีมือช่างญวน ช่อฟ้ารวยลำยองทำเป็นรูปพญานาคแบบญวน เชิงบันไดทั้ง 4 ด้าน ปั้นเป็นรูปสิงโตหมอบยิ้มแบบญวนอยู่มุมละ  1 ตัว ซึ่งเป็นแบบที่พบตามวัดต่าง ๆ หลายแห่งในจังหวัดอุบลราชธานีที่สร้างโดยช่างชาวญวน











พระอุโบสถของวัดสุปัฏนารามวรวิหารหลังนี้ จึงมีลักษณะผสมผสานกันทางสถาปัตยกรรม 3 ชาติ นั่นคือ หลังคาเป็นสถาปัตยกรรมแบบชาวสยามหรือแบบไทย ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมทางยุโรปแบบเยอรมัน ส่วนฐานเป็นสถาปัตยกรรมขอม พระอุโบสถนี้สร้างเสร็จส่วนหยาบในปี พ.ศ. 2473 ติดดวงดาวเพดานในปี พ.ศ. 2478 และจัดงานฉลองผูกพัทธสีมา ในปี พ.ศ.​ 2479 ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 70 ล้านบาท พระประธานในพระอุโบสถ นามว่า “พระพุทธสัพพัญญูเจ้า”





พระพุทธสัพพัญญูเจ้า
 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 150 เซนติเมตร สูงราว 250 เซนติเมตร  หล่อขัดเงาไม่ปิดทอง โดยถอดแบบมาจากพระพุทธชินราช มีพระอาจารย์สีทา ชัยเสโน เจ้าอาวาสวัดบูรพารามเป็นช่าง ในพระเกศมาลาของพระพุทธสัพพัญญูเจ้าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2487 โดยสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสโส) เป็นผู้มอบพระบรมสารีริกธาตุนี้มา คุณลักษณะพิเศษของพระพุทธสัพพัญญูเจ้า คือ ในเวลาอากาศปกติในฤดูร้อนและฤดูฝนองค์พระจะเป็นสีแดงแบบสีนากหรือสีทองชมพู หากอากาศหนาวเย็นมากโดยเฉพาะในฤดูหนาวสีนากขององค์พระจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างสีทองคำสุกปลั่งไปทั้งองค์



พระนาคปรกศิลาทราย เป็นพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรกทำด้วยศิลาทรายของโบราณสมัยขอม เดิมมีทั้งหมด 4 องค์ มีมาแต่ครั้งสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสโส) เป็นเจ้าอาวาส เล่ากันว่าอัญเชิญมาจากวัดศาลาทอง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดตั้งแต่สมัยขอมโบราณ ปัจจุบันยังคงอยู่ 3 องค์ ด้วยองค์หนึ่งนั้นได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดประชาอุทิศ อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก  3 องค์ของวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ประกอบด้วย พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรกศิลาทรายครองจีวรห่มเฉียง พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรกศิลาทรายครองจีวรห่มคลุม สององค์นี้ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าของพระพุทธสัพพัญญูเจ้าในอุโบสถ และพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรกศิลาทรายพระหัตถ์ซ้ายทับขวา ประดิษฐานอยู่ในหอศิลปวัฒนธรรม

พระพุทธสิหิงค์จำลองเป็นพระพุทธรูปแบบศิลปะสุโขทัย-ล้านนา หล่อด้วยโลหะผสม ปัจจุบันทาด้วยสีทอง ปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ พระศกขมวดเป็นก้นหอย พระรัศมีเปลวเพลิง พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระนาสิกโด่ง พระเนตรเหลือบลงต่ำ ทรงครองจีวรห่มเฉียง มีสังฆาฏิพาดบนพระอังสาซ้ายยาวจรดพระนาภี บั้นพระองค์คอด ฐานทำด้วยปูน ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถด้านหน้าเบื้องขวาของพระพุทธสัพพัญญูเจ้า



พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนโท) และสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสโส) เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่สำคัญของประเทศ และเป็นนักปราชญ์สำคัญของเมืองอุบลราชธานีด้วย บรรดาศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันสร้างรูปหล่อของท่านทั้งสองขึ้นเนื่องในวาระอายุครบ 7 รอบของสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสโส) ประดิษฐานไว้ในซุ้มภายในพระอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหารด้านหน้าของพระพุทธสัพพัญญูเจ้า พระประธาน









หอศิลปวัฒนธรรมวัดสุปัฏนารามวรวิหาร - ไม่ได้แวะค่ะ 



ท่าน้ำวัดสุปัฎนารามวรวิหาร







เป็นเขตอภัยทานของสัตว์น้ำนานาชนิดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาแม่น้ำมูลที่ เรียกว่า “วังมัจฉา” และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของพุทธศาสนิกชนชาวอุบลราชธานี



หอปริยัติธรรม สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2496



โรงเรียนสมเด็จ อยู่ในบริเวณวัด



 ความเดิม 

ปราสาทวัดพู
น้ำตกตาดฟาน น้ำตกตาดเยือง
ปากซองไฮแลนด์ สวนดอกไม้มนตรา
น้ำตกคอนพะเพ็ง
ตะวันขึ้นที่ผาแต้ม
ภาพเขียนสีผาแต้ม
ทุ่งดอกไม้ป่าสร้อยสวรรค์
หาดสลึง สามพันโบก
ทุ่งดอกไม้ป่าวนอุทยานน้ำตกผาหลวง
วัดทุ่งศรีเมือง วัดมณีวนาราม วัดมหาวนาราม




Create Date : 18 มิถุนายน 2563
Last Update : 18 มิถุนายน 2563 18:36:15 น. 1 comments
Counter : 883 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณกะว่าก๋า, คุณวลีลักษณา, คุณSai Eeuu, คุณกาบริเอล, คุณหอมกร, คุณทนายอ้วน, คุณสองแผ่นดิน, คุณtoor36, คุณhaiku, คุณKavanich96, คุณเนินน้ำ, คุณตะลีกีปัส, คุณซองขาวเบอร์ 9, คุณnewyorknurse, คุณnonnoiGiwGiw, คุณmcayenne94, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณโน้ตตัวดำ, คุณSweet_pills, คุณTui Laksi, คุณSleepless Sea, คุณผู้ชายในสายลมหนาว, คุณอุ้มสี, คุณโอน่าจอมซ่าส์


 
ขอบคุณข้อมูลจาก

//www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/esaninfo/?p=21



โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 18 มิถุนายน 2563 เวลา:18:35:59 น.  

สายหมอกและก้อนเมฆ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]




เป็นคุณแม่ของ 1 ลูกสาว และ 1 ลูกชายค่ะ
อาชีพ ขสมก. (แปลว่า...ขอสามีกิน อ่านเจอที่ไหนไม่รู้ ชอบค่ะ เลยยืมมาใช้หน่อย)

เป็นแม่บ้านฟูลทาม
ไม่รับอาชีพเสริมใด ๆ ทั้งสิ้น...

เมื่อไหร่ที่พอจะจัดสรรเวลาได้...
จะไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัวเสมอค่ะ...

โลกนี้แสนกว้างใหญ่ มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมากมาย พบเจออะไรดี ๆ ที่พอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย เลยเอามาแบ่งปันกัน

ลิขสิทธิ์...เป็นของบุคคลที่อยู่ในภาพ
ขอบคุณค่ะ

Friends' blogs
[Add สายหมอกและก้อนเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.