Group Blog
 
 
ธันวาคม 2548
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
13 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 
ค่ายแรกในรอบปี '48 นายูง จ.อุดร

โรงเรียนของหนูและค่ายอาสาเนชั่น (ของกู)
จากหลายหัวใจรวมเป็นหนึ่งเดียว
มอบแด่น้องโรงเรียนนายูงพิทยา (หน่วยเรียนวังบง) อ.นายูง ต.นาแค จ.อุดรธานี
ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2548 วันเดินทางของนกในหัวใจ


วันนั้น...

วันที่ฉันไม่คิดว่า “ฝันจะเป็นจริง”

เมื่ออยู่ๆ ฉันเกิดคึกเข้าไปสำรวจการในเว็บไซด์รายการ “โรงเรียนของหนู” โครงการที่ทำให้มนุษย์เท่าเทียมกับมนุษย์ กับมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันขึ้น เพื่อช่วยกันเสก ช่วยกันสร้าง ช่วยกันผลักดัน จากสองมือและหัวใจ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ นับเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่โรงเรียนของหนู ได้สร้างคุณค่าให้กับแผ่นดิน

มีหรือโครงการดีๆ เช่นนี้ จะไม่เข้ามาอยู่ในห้วงคำนึง

ดึกคืนนั้น ฉันเคลิ้มหลับพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ แถมฝันไปว่า..ฉันได้เดินทางไปกับคณะนั้น ด้วยความสุข และความอิ่มใจ แต่เมื่อแสงแดดยามเช้าแทงทะลุลูกกะตา ฉันสะดุ้งตื่นจากฝัน ความจริงก็คือ ฉันยังอยู่กับวิถีชีวิตเดิมๆ นกน้อยในหัวใจของฉัน ยังหาได้ขยับปีกบินแต่อย่างใด

นี่แค่ฝันยังมีความสุขขนาดนี้ ถ้าได้ไปจริงๆ จะมีความสุขขนาดไหน

ชั่วเวลาไม่นานนัก ใครจะคิดเล่าว่าฝันของฉันจะเป็นจริง มันรวดเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ติด เมื่อทางโรงเรียนของหนูจับมือกับชมรมค่ายอาสาเนชั่น เพื่อทำกิจกรรมพิเศษๆ ฉันจึงไม่ปล่อยโอกาสอันงามนั้นให้ผ่านไป ฉันจึงขอเป็นหนึ่งในขบวนการข้ามชาตินี้ เรื่องราวและสีสันความสุขใจเป็นอย่างไร ฉันจะเล่าให้ฟัง!!

1.

“จะไปออกค่ายว่างเปล่า” พี่ปุ๊ย กรรมการจัดค่ายอาสาโทรมาถามในช่วงสายวันหนึ่ง

“ว่าง” ฉันตอบรับทันควันหลังจบคำถามจากชายหนุ่มผู้นั้น ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองว่าจะแลกเวรได้หรือไม่ แต่เป็นเพราะอยากออกเดินทาง ฉันจึงตอบตกลง

“งั้นเตรียมตัวให้พร้อม” พี่ปุ๊ยบอกก่อนจะวางสาย

1 อาทิตย์นับจากวันนั้น วันที่รอคอยได้ย่างก้าวมาถึงเมื่อเวลาหกโมงเช้าของวันศุกร์ บรรยากาศและอารมณ์ของฉันมันสดชื่น เช้านี้ทุกคนต่างมากันพร้อมหน้าพร้อมตา ขาดเพียง “ตี๋และน้องหนิง” เท่านั้นที่ยังเดินทางมาไม่ถึง

ก่อนเข้าเรื่อง ฉันขอแนะนำผู้ที่เดินทางไปครั้งนี้สักหน่อย เพราะทุกคนล้วนเป็นบุคคลสำคัญ และแต่งเติมสีสันในการออกค่ายครั้งนั้นเป็นอย่างดี เขาเหล่านั้นคือ พี่อั๋น สารถีผู้บ้าบิ่น มาพร้อมกับเสียงเหน่อแห่งราชบุรีอันเป็นเอกลักษณ์ พี่มิกิ หญิงสาวแสนสวยแห่งโต๊ะโมบาย นิวส์ พี่กุ้งและสหายคู่ใจ “พี่เขียว” พี่นิดสาวรุ่นเดอะจากห้องซับฯ เจ้าตี๋หนุ่มหน้าใสและแฟนสาวแสนดี “น้องหนิง” ส่วนอีกคู่ คือคู่ของเจ้านะและน้องหญิง

ส่วนคนต่อมาที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ พี่ปุ๊ย ชายหนุ่มอารมณ์ดีแถมทำอาหารเก่งอีกต่างหาก พี่ชาลีหนุ่มลูกครึ่งมาดขรึม แต่มีไมตรีเป็นเยี่ยม พี่กุ๊ยหนุ่มผู้มีหลักการเป็นที่ตั้ง พี่รัตน์-พี่ป๋อง-พี่เบิ่ง ล้วนเป็นหนุ่มใหญ่อารมณ์ดีทั้งน้านน ไม่รู้ว่ากินตลกคณะใดเข้าไป หัวเราะได้ทั้งวี่ทั้งวัน

และนั่นคือสหายร่วมเป็นร่วมตายกับเรา
ก่อนรถจะออกเล็กน้อย พี่ปุ๊ยได้มอบเครื่องบรรณาการเป็นผ้าพันคอคนละผืนให้แก่พวกเรา ซึ่งยังความปลาบปลื้มให้แก่ผู้ได้รับเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อได้ฤกษ์..การเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้น

2.

เมื่อ “สารถีเสียงเหน่อแห่งราชบุรี” นั่งประจำที่ แกหันมายิ้มกริ่มๆ แบบเจ้าเล่ห์ให้กับฉันครั้งหนึ่ง ก่อนจะเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า ด้วยความเร็วสูง 140 กม./ชม. พาผู้คนในรถและขบวนอีก 3 คันขวัญกระเจิง เนื่องจากพี่ท่านไม่คิดจะเหยียบเบรคแม้แต่น้อย แถมไล่จี้ตูดชาวบ้าน จนพี่ป๋องต้องคอยเตือนผ่านทางวิทยุสื่อสารมาเป็นระยะๆ แต่สารถีแก้ต่างด้วยอารมณ์กวนๆ ว่า “มันส์ดี” แต่ฉันน่ะซิ ฉันซึ่งถูกคนในรถเขี่ยให้ไปนั่งหน้าควบคู่กับสารถีผู้นี้ ถึงกับตาค้างเพราะไม่สามารถหลับลง เนื่องจากการขับที่เมามันของเขานั่นเอง

เมื่อรถมาถึง จ.อยุธยา เราแวะปั๊มน้ำมัน ปตท.เป็นครั้งแรก หลังจากที่เดินทางมาร่วมชั่วโมง เราต่างออกมายืดแข้งยืดขาจากความเมื่อยล้า และเป็นโอกาสดีที่ฉันจะผลัดเปลี่ยนกับพี่มิกิให้มานั่งหน้าแทน เพราะเราง่วงเต็มทน

จากนั้นการเดินทางได้ดำเนินต่อไป จนกระทั่งมาแวะรับประทานอาหารเช้าที่ร้านร้อยหม้อ ตอนแรกเข้าใจว่า เป็นกับข้าวร้อยอย่าง ที่ไหนได้เป็นเพียงการเอาหม้อดินมาร้อยเรียงกันเท่านั้น แค่ชื่อก็สามารถเรียกลูกค้าได้มาก สำหรับอาหารที่นี้เป็นอาหารพื้นๆ ทั่วไป อย่างแกงพะโล้ พะแนงไก่ ไข่ต้ม ต้มจืด ฯลฯ ซึ่งไม่มีอะไรแตกต่างจากบ้านเรานัก

ทานอาหารอิ่ม ก็จรลีต่อ

เที่ยง..ๆ เราเดินทางมาถึงบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พร้อมกับแวะทานอาหารกันที่ร้านไก่ย่างแม่ผ่องศรี ณ ที่นี้นี่เองที่เราได้พบกับคณะโรงเรียนของหนู พอมาถึง พวกเขากำลังเตรียมตัวจะเดินทางกันต่อ เพราะกินกันเสร็จสรรพแล้ว เราจึงแค่ทักทายกับแบบไทยๆ พองาม ก่อนที่จะไปร่วมงานกันจริงๆ ในวันรุ่งขึ้น

สำหรับอาหารที่ขึ้นโต๊ะ มีหลากหลาย อาทิ ไก่ย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไข่เจียว ไส้กรอก ต้มโคลง ตับหวาน แหนม ด้วยความหิวประกอบกับความเหนื่อย พวกเราเลยล่อกันซะเกลี้ย
กินเสร็จ ไม่ควรชักช้าให้เสียเวลาอีกต่อไป ลูกพี่เรียกขึ้นรถแล้ว...

สารถียังคงขับรถไปด้วยความเร็วสูงอยู่เช่นเดิม ชั่วเวลาไม่นานนักเราต่างเดินทางมาถึง จ.สกลนคร เพื่อจะเติมน้ำมัน และซื้อของที่ตลาดไทยศิริเพิ่มเติม สำหรับเป็นอาหารเย็นวันนี้ พี่ปุ๊ยได้แจ้งรายการอาหารไว้คร่าวๆ ว่าตอนเย็นจะมีอะไรยัดไส้กันบ้าง

ก่อนที่จะเข้าสกล ทั่นพี่เบิ่ง ได้ออกอาการตลก บอกมาในวิทยุสื่อสารว่า “เลี้ยวขวาเข้าสกล จะไปซื้อเนื้อหมากันเหรอ” เล่นเอาพวกเราหัวเราะกันท้องแข็ง
เมื่อซื้อของเป็นที่หนำใจ ทั่นหัวหน้าคณะก็เร่งพวกเราอีกเหมือนเดิม

4 โมงเย็นการเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง และคงจะไม่แวะที่ไหนกันอีกจนกว่าจะถึงโรงเรียน อันเป็นจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้

3.

ระหว่างทางที่เราผ่านมา เราได้เจอกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง เดินขบวนแห่กันอยู่ มีการร้องรำทำเพลง ตีกลอง และฟ้อนรำกันอยู่ ด้วยความอยากรู้จึงได้หมุนกระจกถามไถ่ว่า มีงานอะไรกันหรือ? ชาวบ้านตอบอย่างมีไมตรีว่า เป็นงานบุญประจำปีเพื่อมาสักการะหลวงพ่อแห่งตำบลนี้ เราจึงได้แลเห็นความงดงามที่เกิดขึ้นของชาวบ้านเหล่านั้นอย่างจัง

ขับมาไม่นาน เราได้เจอตำรวจโบกรถให้ชิดซ้ายอย่างจังๆ แต่สารถีทำเป็นเมิน ไม่สนใจตำรวจที่โบกมือหยอยๆ จนสุดท้ายก็ต้องเบรกอย่างกะทันหัน พร้อมหัวเราะออกมาเบาๆ ว่า เลยนี่หว่า

และเราอีกนั่นแหละที่ต้องไขกระจกออกไปขอโทษขอโพยตำรวจ ที่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง

เลี้ยวซ้ายขึ้นไปตรงจุดที่ตำรวจเรียกประมาณ 100 เมตร เราได้เจอกับอาคารเรียน 1 หลัง กวาดตามองไปรอบๆ ว่าถ้าไม่มีอาคารหลังนี้ น้องๆ เขาจะเรียนกันที่ไหน ซึ่งได้รับคำตอบว่า เรียนในเต็นท์ผุๆ พังๆ 2 หลังที่แยกตามจุดต่างๆ ที่เห็นนั่นแหละ โห..นี่สถานที่เรียนอันทรงเกียรติของน้องเขาหรือนั่น

ถ้าไม่บอกเราก็ยังไม่รู้อยู่ดี เพราะเราเข้าใจเอาเองว่านั่นเป็นเพิงพักสำหรับหลบแดด หลบฝนซะอีก

เรามาถึงโรงเรียนนี้ ตอนที่พระอาทิตย์กำลังหลบผู้คนอยู่หลังเขาลูกโต ช่วยทำให้บรรยากาศยามนี้ดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น และช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่พวกเราต้องเร่งรีบช่วยกันกางเต็นท์ เพื่อที่จะเอนกายหลังจากนั่งรถมาอย่างยาวนานและช่วยกันทำอาหารเย็น

ค่ำๆ เรานั่งทานอาหารกันอย่างอร่อย และมีเมนูธรรมดาๆ ที่พิเศษจากคณะโรงเรียนของหนูมาให้ทานกันอีกด้วย เมื่อทานอาหารเรียบร้อย เราต่างช่วยกันเคลียร์อาหารและยกจานทั้งหลายแหล่ไปล้างจานอีกฟากฝั่งหนึ่ง ถึงแม้มันจะลำบากสักหน่อย แต่มันก็สนุกสำหรับเราอยู่ดี

ล้างจานไปก็หยุดทักทายกับหมู่คณะที่มาจากโรงเรียนของหนู ดูทุกท่านหน้าตาสดใส แม้ว่าวัยจะล่วงเลยวัยรุ่นไปหลายสิบปี แต่ดูท่าทางแล้วทุกคนมีหัวใจที่แข็งแรงมาก

สองทุ่มกว่าๆ พี่โอมแห่งโรงเรียนของหนูได้มาร่วมวง พร้อมกับเล่าประสบการณ์การเดินทางให้พวกเราได้ฟังกันอย่างสนุก นอกจากนั้น แกยังเล่าเรื่องผีๆ ให้พวกเราได้ขนลุกขนพองก่อนนอนอีกหลายสิบเรื่อง ซึ่งเข้ากับบรรยากาศยามนี้เป็นอย่างยิ่ง

อย่างเรื่องที่แกเล่าคืนนั้น แกเล่าว่า คณะโรงเรียนของหนูมีโครงการที่จะเดินทางไปยังจังหวัดติดชายทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสึนามิพอดี แต่โครงการนี้ต้องล้มเลิกไป เพราะแม่ของพี่โอมได้เสียชีวิตลง หากวันนั้นพี่โอมอยู่ในพื้นที่นั้น คงไม่รอดกลับมา นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่แกได้เล่าให้ฟัง

หลังเกิดเหตุการณ์วันนั้น แกได้เดินทางไปช่วยผู้ประสบภัยคลื่นสึนามิ พร้อมกับคนในคณะ แกเล่าว่า พี่เดช (1 ในสมาชิกชมรมโรงเรียนของหนู) ขับรถไปอยู่ดีๆ ก็เห็นเด็กนั่งห้อยขาอยู่ข้างหลังรถอยู่ 2 คน ซึ่งแกได้สะกิดเพื่อนว่า เห็นเด็กนั่งห้อยขาอยู่ไหม ซึ่งเพื่อนเขาก็เห็นเหมือนกับที่พี่เดชเห็น ยังความขนลุกขนพองให้กับผู้ฟังยิ่งนัก

จากนั้นเมื่อคนทั้งสองลงมาจากรถ เพื่อไปทำการค้นหาศพ ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นมาอีก เมื่ออยู่ๆ ก็มีรูปภาพของเด็กคนนึงปลิวมาตกอยู่บนรองเท้าของพี่เดช และไม่น่าเชื่อว่าเดินไปไม่นาน เขาทั้งสองจะได้เห็นศพเด็ก ซึ่งหน้าตาคล้ายกับเด็กในรูปมากๆ
นับว่าเป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน

เล่าจนหนำใจ แกก็ขอตัวกลับเข้าหมู่คณะ พวกผู้ชายขี้เหล้าทั้งหลายก็ตามไปสมทบต่อ ณ ที่พี่โอมอยู่ แต่สำหรับเราคืนนี้ไม่ไหวเสียแล้ว เก็บแรงไว้ช่วยงานรุ่งเช้าดีกว่า

4.

แสงแรกแห่งวันยังไม่ปรากฏ หากแต่ตอนนี้ฉันได้ลืมตาขึ้น ท่ามกลางความสดชื่นหลังจากได้นอนหลับมาอย่างเต็มอิ่ม

ฉันโผล่หัวออกมานอกเต็นท์ เพื่อจะดูว่ามีใครตื่นขึ้นมาบ้าง แต่กลับไม่เห็นใครเลยสักคน ฉันจึงเดินยืดแข้งยืดขาสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด และเดินทอดน่องไปยังถนนใหญ่ เพื่อจะซื้ออาหารมาใส่บาตร แต่ที่ไหนได้ไม่มีอะไรสักอย่าง ของไม่มีขาย พระไม่มีเดิน เลยเดินกลับขึ้นที่พักอย่างห่อเหี่ยว

เจ็ดโมงผู้คนเริ่มจะคึกคัก ต่างหุงหาอาหาร ทำกับข้าวกับปลาเพื่อเตรียมให้กับหมู่คณะรับประทานในช่วงเช้า แต่ตอนนั้นฉันกลับรู้สึกว่า มันอิ่มเกินบรรยาย แม้กระทั่งกาแฟสักถ้วย ก็ยังไม่อยากกิน

นั่งอยู่สักแป๊บ ชายหนุ่มจากโรงเรียนของหนู ได้มาเชิญพวกเราให้ไปช่วยขนไม้ ไผ่ เพื่อจะไปวางเป็นฐานในการเทปูน สร้างสนามกีฬาให้กับน้องๆ เท่านั้นฉันรีบวิ่งแน่บไปช่วยโดยพลัน

นับตั้งแต่วินาทีนั้นที่ฉันได้ช่วยงาน ฉันเกิดคึกเป็นคนเมายาบ้า ทั้งๆ ที่ไม่ได้โด๊ปยาซะหน่อย คึกๆ ทำงาน ตั้งแต่ขนไม้ สานไม้ ขนปูน ต่อไปจนกระทั่งเป็นช่างทาสีจำเป็น มั่วมาก เห็นอะไรเป็นทำดะไปหมด ทาประตู ทาหน้าต่าง ทาพนังทั้งนอกทั้งใน ทำมันทุกอย่าง จนกระทั่งพี่ชาลีเดินมาบอกว่า “เฮ้ย ไอ้อัญ เอ็งเอาแปรงมา แล้วไปหาอย่างอื่นทำ” อ้าวเวรกูซะแล้ว แล้วจะทำอะไรล่ะเนี้ย” แต่คนอย่างเรามันหางานทำได้ตลอด แม้จะถูกปลดแปรงทาสีไปอย่างดื้อๆ ก็ตาม

“โธ่เอ๊ย อุตส่าห์มาหางานทำต่างจังหวัด ยังไม่มีงานให้ทำเลย เฮ้ย ไม่มีไรให้ทำ ต้องหางานๆ” เราพูดเสียงดังๆ ที่ผสมปนเปกับรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

“ไปหาในงานในเว็บ nationejob.com ไป” สาวในคณะโรงเรียนของหนูแซวมา

“ท่าจะดี” เราตอบด้วยรอบยิ้ม

จากนั้นไอเดียเก๋ๆ เริ่มบังเกิดขึ้น เมื่อไม่มีอะไรทำ เราเลยอาสาเป็นเด็กเดินสี ใครที่ทาสีอยู่ แล้วสีหมด อิฉันก็จะเป็นคนไปเอาสีมาให้ เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเดินเทียวไปเทียวมาให้เสียเวลา ฉันคนนี้ไปแทนเอง

“ลุง ขอสีขาวหน่อยคะ สีหมดแว้วว” เราตะโกนบอกลุงผ่านทางหน้าต่าง

“ได้เลย” ลุงตอบมาด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส พร้อมกับเดินมารับกระป๋องใส่สีไป

เดินๆ สังเกตการณ์ดู อ้าว! คนนี้สีหมด มาเดี๋ยวไปเอาสีให้ “ลุงๆๆ ขอสีหน่อยคะ” “ได้คับๆ” คุณลุงยังเทสีให้อย่างกระตื้อรือร้น

เดินดุ่มๆ มาอีกหน เห็นพี่คนนี้สีหมด มา..เดี๋ยวจัดให้ พอมาถึงตรงหน้าต่างเราตะโกนบอกลุงตามเดิม ทีนี้ลุงถึงกับมองหน้าด้วยความแปลกใจ ถึงกับบอกว่า “ทาสีเร็วจัง” เราเลยตอบลุงไปว่า “ไม่ได้ทาหรอกลุง เป็นคนเดินสีน่ะ”

ทำงานอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งเวลาผ่านไปเที่ยงกว่าแล้ว ทุกคนวางมือกันหมด เพราะความเหนื่อยล้าและความหิว ยังคงเหลือแต่เราเท่านั้นที่เก็บตกจากคนอื่นๆ ยังคงดำเนินทาสีต่อไปเรื่อยๆ

หลังอาคารที่เราทาสีมีร้านขายส้มตำอยู่ ร้านแห่งนี้เป็นร้านที่เปิดรับลมทั้ง 4 ทิศ หลังคามุงด้วยจาก มีเก้าอี้โต๊ะยาวเหยียดเพียงพอที่จะให้คณะได้พักผ่อน นอกจากคณะแล้ว ยังมีตำรวจ 4-5 นายนั่งอยู่ แถมมองดูเราทาสีอีกด้วย

ตอนนั้นไม่รู้ว่ามีใครมอง เพราะมัวแต่เพลินกับการทาสีเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งพี่ปุ๊ยส่งเสียงทักทายมานั่นแหละ ถึงได้รู้ว่ามีตำรวจนั่งอยู่ด้วย

“ไอ้อัญ เอ็งกินไรเข้าไปวะ แม่งทำไม่หยุด”

เราเลยตอบไปว่า “ถ้าหยุดแล้วหมดแรงวะ”

และเราเป็นพวกปากไม่อยู่สุข เห็นตำรวจนั่งอยู่ เลยได้ทีแซวพวกพี่ๆ เขาว่า “เอ้ย พี่ๆ โดยตำรวจคุมเหรอ” เล่นเอาพวกพี่ขำกันกลิ้ง แซวเสร็จก็หันกลับมาทาสีต่อ

สักพักพี่ปุ๊ยถึงกับออกปากเรียก “ไอ้อัญเอ็งหยุดเหอะ มากินน้ำกินไรก่อนเดี๋ยวค่อยทำ” เราจึงได้ฤกษ์วางมือตอนนั้น

พอเดินเข้าไปถึง เราหยุดยืนหายใจตรงหน้าพี่ปุ๊ย พร้อมกับพูดออกมาลอยๆ ว่า

“เอ้ย พี่ทำไมอัญมีหนวด” เราพูด พร้อมๆ กับเอามือคลำที่คาง ซึ่งตอนนั้นทุกคนมองมาทีเรา พร้อมกับสงสัยว่าหนวดอะไรของมันวะ

“อ้าว ไม่ใช่กระจก” เราพูด พร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา และทุกคนต่างหัวเราะมุขนี้กันสนั่นร้านส้มตำ

“ไอ้เหี้ย เอามุขกูมาใช้” พี่ปุ๊ยด่าด้วยรอยยิ้ม
“ไอ้ห่า กูก็นึกว่าหนวดอะไรของมัน” พี่ปุ๊ยย้ำต่อมา

นั่งหัวเราะกันอยู่พักใหญ่ เจ้าของร้านส้มตำก็เอาส้มตำ หมูทอด มาบรรณาการถึงที่ ทั้งๆ ที่พวกเราไม่ได้สั่งซะหน่อย สั่งเพียงน้ำเย็นๆ มาบรรเทาความร้อนเท่านั้น แถมเจ้าของร้านบอกว่า “เลี้ยงคะ” โอ้โห..ช่างเป็นน้ำใจที่งดงามที่เราได้รับกลับมาตอบแทน หรือเป็นเพราะพวกเราเล่นตลกให้เขาดูก็ไม่รู้แฮ่ะ - - ฮิๆ

นั่งโซ้ยส้มตำไป ซู้ดปากกันไป เพราะส้มตำแซ่บถึงที่ เล่นเอาเราปากพอง ถึงจะอร่อยยังไง ก็ต้องยอมแพ้จริงๆ

กินยังไม่ทันหมด ป้าแอ๊ะแห่งโรงเรียนของหนูก็มาตามให้ไปกินข้าว ซึ่งชาวบ้านอาสามาทำส้มตำขนานแท้ให้พวกเราได้กินกัน แต่พวกเราเป็นพวกโรคจิต เอาแต่ผักมาผัดกันกิน เออ..อร่อยไปอีกแบบ

นั่งพักกันจนหายเหนื่อยและหายใจคล่อง ลุยงานกันต่อจนเย็น

เราวางมือพร้อมกับอาการสลบไสลที่เหนื่อยมาทั้งวัน แต่ความเหนื่อยนั้นมีความสนุกแฝงอยู่ เราไม่รู้ว่าคนอื่นจะสนุกหรือเปล่า แต่สำหรับเราแล้วมันส์ได้ที่จริงๆ

ตกเย็นพ่อครัวหัวป่า ได้ทำอาหารเมนูเด็ด แม้จะอยู่ห่างไกลเมืองกรุง แต่มากับพี่ปุ๊ยแล้วหายหมดห่วง เมื่อท่านครีเอทเมนูเนื้อสเต็ค ซึ่งท่าทางแต่ละคนอร่อยเสียจริง เสียดายที่เราไม่สามารถรับประทานได้ เย็นนั้นรู้สึกหิวโซ ถึงกับขอตัวกินก่อน ไม่ไหว เพราะไม่ได้กินอะไรทั้งวัน แม้จะกินส้มตำตอนบ่ายๆ แค่นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง (ล่อหมูทอดซะมากกว่า อิๆ)

กินอิ่มแล้ว พวกเราเลยเดินไปดูการแสดงของน้องๆ ที่มาโชว์แสดง พร้อมกับมีหนังกลางแปลงมาให้ดูอีกตัว
แต่คืนนี้คงไม่ไหวสำหรับเรา เพราะมันส์กับการทำงานเกินไปนั่นเอง

5.

เราตื่นขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารที่ฟุ้งตลบอบอวลจากฝีมือของพี่ปุ๊ยคนเดิม เราจึงเติมพลังมื้อเช้า ก่อนที่จะไปเก็บเต็นท์ เก็บข้าวเก็บของเตรียมกลับเมืองกรุง

วันนี้เป็นวันส่งมอบอาคาร เราออกจะแปลกใจนิดๆ ว่านักเรียนโรงเรียนนี้หายไปไหนกันหมด ทั้งๆ ที่ทีมงานโรงเรียนของหนูจะมีการมอบทุนและแจกรางวัลให้กับนักเรียนที่เขียนบทความโดนใจ

บทความที่โดนใจ เป็นของน้อง ม.3 ที่เขียนไว้อย่างกินใจว่า “อยากให้พี่ม.ปลายได้เรียนในร่มเหมือนที่พวกหนูได้อยู่ นั่งเบียดกันยังดีกว่าพี่ๆ ต้องเรียนกลางแดด"
ข้อความเล็กๆ แต่มีพลังเต็มเปี่ยมจริงๆ

ผิดกับผู้ใหญ่บางคน ที่เป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ดันเรียกเอาเด็กๆ ไปหมดโรงเรียน เพื่อให้ไปช่วยงานวันเกิดของตัวเอง ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าใครคือผู้ว่าคนนั้น น่าจะโดนเด้งไปอยู่ชายแดนใต้เสียจริง ที่เห็นความสำคัญของตัวเองมากกว่า

ฉันยังเห็นคุณค่านี้มากกว่างานวันเกิดของเขาเสียอีก
สำหรับกิจกรรมของวันนี้ นอกจากจะมีพระมาทำพิธีบายศรีสู่ขวัญอาคาร และมีการส่งมอบอย่างเป็นทางการ และร่วมปลูกต้นไม้แล้ว พวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรกันอีกเลย จนกระทั่งเกือบ 11 โมง ชาวบ้านถึงมาบอกว่า อย่าเพิ่งกลับกัน เพราะจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้

ชาวบ้านที่มาล้วนน่ารักกันทุกคน โดยเฉพาะคนนั้น เขารู้จักชื่อเราด้วย ฉันออกจะสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขารู้จักเราได้ไง จนพี่กุ้งบอกว่า ชื่อเสียงเธอดังมาก เมื่อคืนชาวบ้านพูดถึงเธอกันทั้งคืน!!

- - คนดัง ยังไม่รู้ตัวเลย ให้ตายเถอะ - -

เมื่อทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นที่เรียบร้อย คณะโรงเรียนของหนูและชมรมค่ายอาสาเนชั่น ก็เดินทางกลับ แต่การกลับครั้งนี้ สร้างความอึดอัดให้แก่สารถีน้อยของเราทีเดียว เพราะการเดินทางกันเป็นคาราวานเช่นนี้ เราไม่สามารถขับรถเร็วได้ และความเร็วของคาราวานนี้ จำกัดอยู่ที่ 60 กม./ชม. ซึ่งสร้างความรันจวนใจแก่สารถีผู้นี้เป็นยิ่งนัก

“เอ่อ..ขอสัมภาษณ์หน่อย ขับ 60 กม./ชม.รู้สึกไงบ้าง” เราแกล้งแหย่ พร้อมกับยื่นไมค์ไปจ่อปาก
“เลือดกำเดาจะไหล” พี่ท่านบอกมา

ออกจากโรงเรียน คณะขับรถมุ่งหน้าไปนมัสการหลวงพ่อพระใส พระคู่บ้านคู่เมือง จ.หนองคาย จากนั้นก็เดินทางไปกินแหนมเนืองที่ร้านแม่แดง ที่ขึ้นชื่อที่สุดของจังหวัด กินเสร็จก็เดินย่อยอาหารกันริมฝั่งโขง ซึ่งมีแต่ความแห้งแล้งเป็นเพื่อน

เราเพลิดเพลินกันเพียงชั่วโมงเศษๆ ฤกษ์การเดินทางกลับกรุงเทพก็ถึงเวลาเมื่อสี่โมงเย็น
ทีมงานโรงเรียนของหนูกับคณะค่ายอาสาเนชั่น ได้แยกย้ายกันตรงปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง เราต่างส่งเสียงร่ำลาผ่านวิทยุสื่อสารด้วยความอิ่มเอิบ พร้อมๆ กับความรู้สึกดีที่ว่า วันหน้าเราคงได้มาร่วมงานกันอีก ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

เที่ยงคืนกว่าๆ เรามาถึงกรุงเทพฯอย่างปลอดภัย เราร่ำลาหมู่คณะอย่างเบิกบาน ท่ามกลางความสุขแห่งวัน ที่ได้ทำตัวเป็นประโยชน์ แม้ว่างานจะหนักหากแต่ฉันกลับรู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง แถมได้พลังกาย พลังใจ กลับมาจนเปี่ยมล้น
หากมีการออกค่ายที่ไหนอีก ฉันนี่แหละที่จะเป็นหนึ่งแรงกาย หนึ่งแรงใจ ที่จะช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้น แม้ว่าครั้งต่อไปฉันจะเจออะไรที่หนักกว่านี้ ฉันจะไม่หวั่น

เส้นทางที่เราจะมุ่งไป
เรื่องราวมากมายในชีวิต
หนทางที่เดินฉันลิขิตเอง...




Create Date : 13 ธันวาคม 2548
Last Update : 13 ธันวาคม 2548 13:08:08 น. 1 comments
Counter : 204 Pageviews.

 
แนะนำเว็บท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงาม


โดย: attractions (loveyoupantip ) วันที่: 7 สิงหาคม 2554 เวลา:11:47:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

..เป๊ก...
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ..เป๊ก...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.