Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2553
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
4 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 

บททดสอบแรก "คำพูดไม่คาดคิด"

ประเดิมด้วยแบบทดสอบแรกที่เล่นเอาแม่กลุ้มไปหลายวัน คิดหาวิธีว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี จนได้เจอ //www.101thaikids.com ของครูหม่อมกับครูใหม่ เหมือนสวรรค์มาโปรด มีทางรอดแล้ว... ขอยกข้อความที่เขียนถามในเวปมาซะเลย แบบว่าี้ขี้เกียจพิมพ์ใหม่ เพราะยาวมากกกกกกกก

TOPIC : ลูกชอบแย่งของเล่นเพื่อน ก้าวร้าวและมีพฤติกรรมรุนแรงเวลาไม่ได้ดั่งใจ

ตอนนี้ลูกอายุ 3 ขวบ 5 เดือนค่ะ ปกติเป็นเด็กร่าเริงช่างพูดช่างจาเข้ากับเพื่อนๆได้ดี เวลาอารมณ์ดีก็จะดีน่ารัก แต่เวลาโมโหจะโมโหร้ายมาก ทุกวันจะพาออกไปเดินเล่นที่สนาม ก็เล่นกับเพื่อนดี แต่มีปัญหาที่ว่าถ้าไปเจอของเล่นของเพื่อนแล้วถูกใจ อยากเล่นขึ้นมา จะชอบแย่งของเล่นเพื่อน ทั้งๆที่ของตัวเองก็มีแต่ไม่เล่น อย่างลูกบอลของตัวเองก็มี แต่ไปเจอของเพื่อนที่สีต่างกัน แบบต่างกัน ก็จะไปเอาของเพื่อน หรือรถของตัวเองก็มี
เอาไปตั้งหลายคัน ไม่เล่น จะเล่นคันที่เพื่อนเ่่ล่นอยู่ ถ้าไม่ได้ก็จะร้องไห้แล้วก็วิ่งตามพยายาม
ไปเอาให้ได้ ไปแย่งจากมือเพื่อน ถ้าเพื่อนไม่ให้ก็จะโวยวาย แม่ก็พยายามบอกเค้าว่า
ให้ขอเพื่อนก่อนถ้าเพื่อนให้ก็เล่นได้ แต่ถ้าเพื่อนไม่ให้ก็ต้องรอเค้าก็จะเถียงว่าไม่รอ
จะเอาอย่างเดียว และที่กลุ้มใจมากๆคือหลังๆเค้าเิริ่มมีพฤติกรรมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เวลาไม่ได้ดั่งใจ คือถ้าเพื่อนไม่ให้ก็จะแย่งตี แม่ต้องคอยเดินตามตลอด กลัวไปทำเพื่อน
ล่าสุดนี่ตีเพื่อนเตะ แล้วก็จิกผม เห็นแล้วตกใจมาก เพื่อนก็ไม่ให้ แม่ก็ย้ำว่าให้ขอโทษเพื่อนก่อน แล้วก็ขอเพื่อนดีๆ เค้าก็ทำตามนะคะ ยกมือไหว้ขอโทษเพื่อน แล้วก็แบมือพูดว่าขอนะ
ขอเล่นหน่อย แต่เพื่อนก็ไม่ยอมให้ แล้วก็เอามาเล่นยั่วต่อหน้าเค้า ทีีนี้ยิ่งโกรธหนัก ก็เดินตามจะไปแย่งเค้าอีก แม่ก็ต้องคอยเดินตามประกบตลอดเวลาพอเห็นจะเข้าไปแย่ง
ก็จับแยก ชวนเล่น อย่างอื่นก็ไม่เอา ใครมาชวนเล่นก็ไม่เ่ล่น ชวนกลับบ้านก็ไม่กลับ จะเอาแต่ของที่เพื่อนเล่น สุดท้ายต้องแยกย้ายกันกลับถึงยอมกลับบ้าน
กับน้องก็ชอบแย่งจะแกล้งน้องตลอด เมื่อก่อนยายจะตี คือตีน้องตรงไหน
ยายตีตรงนั้นให้รู้ว่าทำแบบนี้น้องเจ็บ เหมือนหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง แม่ก็เคยตีบ้าง เคยหลุดตีเค้าเพราะความโมโหอยู่หลายครั้งเหมือนกัน แล้วก็รู้สึกผิดทุกครั้ง เลยตัดสินใจว่าจะไม่ตีเคาอีก เพราะรู้ว่า่ไม่ได้ผลยิ่งตี ยิ่งแกล้งน้องหนักขึ้น ตอนหลังเลยใช้วิธีกันออกจากกัน จับแยก ไปเลยไม่ว่าไม่ตี เวลาเค้าแกล้งน้องก็จับแยก
แล้วบอกเค้า่ว่าน้องเจ็บ อย่าทำแต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุจะยิ่งทำแรงขึ้น จนเมื่อวานตีน้อง
แย่งของน้องอีก แม่ก็ทำเหมือนเดิมจับแยก พยายามกันไม่ให้ตีน้อง แล้วก็กอดเค้า
ถามเค้าว่า โกรธน้องใช่มั๊ย โกรธเรื่องอะไร ก็ไม่ตอบพยายามจะตีน้องให้ได้ แม่ก็กอดไว้อีก พยายามพูดดีๆ ก็ไม่ยอม พอแม่ห้ามมากๆกลับหันมาชี้หน้าว่าแม่่แล้วใช้คำพูดที่น่าตกใจมากๆว่า
"แกชั้นจะเอาปืนมายิิงแก" พอได้ยินเค้าพูดแบบนั้นรู้สึกโกรธมาก โมโหมาก
ทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองหน้าเค้า แล้วก็พยายามระงับอารมณ์คิดว่าจะำทำยังไงดี ก็เลยถามเ้ค้าไปว่า
"หนูไม่รักแม่เหรอยิงแม่ถ้าแม่ตายเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันนะ" เค้าก็บอกว่าผมไม่อยากอยู่กับแม่แล้ว ทีนี้อารมณ์ยิ่งพุ่งเลย ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยคว้ากุญแจรถแล้วก็บอกเค้าว่า
"ถ้าไม่อยากอยู่กับแม่งั้นแม่ไปนะ" ก่อนไปก็เข้าไปหาเค้าแล้วก็พูดกับเค้าว่า
"แม่จะไม่อยู่แล้วเพราะหนูไม่อยากให้แม่อยู่ด้วย งั้นอยู่กับยายนะ อย่าดื้อกับยาย เป็นเด็กดีนะครับ" แล้วก็ออกไปสตาร์ทรถแกล้งขับวน 1 รอบ แล้วก็กลับมา ระหว่างนั้นเค้าก็จะร้องไม่ยอมให้ไป
แต่เราอยากสงบสติอารมณ์ตัวเองแล้วก็ดัดนิัสัยเค้า ด้วยเพราะรุนแรงขึ้นทุกวัน แล้วก็มานึกว่า
สงสัยจะเลียนแบบจากทีวี เพราะช่วงที่พ่อแม่ดูข่าวทีวีจะมีตัวอย่างละครที่สื่อความรุนแรง
มีฉากบู๊ เค้าก็จะทำตาม ก็พยายามอธิบายว่าทำแบบนี้ไม่ดีคนที่ทำร้ายคนอื่นไม่ดี แต่เหมือนกับยิ่งพูดว่าไม่ดี เค้ายิ่งจำและทำตามมากขึ้น ตอนนี้กังวลมากเพราะเค้ากำลัง
จะเข้าโรงเรียนกลัวไปแกล้งเพื่อนที่โรงเรียน อยากขอคำแนะนำค่ะู


และนี่คือคำแนะนำดีๆ จากครูหม่อมครูใหม่ ค่ะ

ขอขอบคุณ คุณแม่ชริษามากๆเลยค่ะ ที่มีความอดทน รอเราสองคน และขออนุญาติชื่นชม ด้วยอีกต่างหาก เราสองคนทราบดีค่ะว่า เรื่องราวลูกน้อย คุณพ่อ คุณแม่ แทบทุกคน รู้ย่อมรู้สึกร้อนใจ อยากได้คำแนะนำและคำปรึกษา แบบว่า ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี ช่วงนี้ครูใหม่ ครูหม่อมเองพยายามหาความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับเด็กๆ และความเข้าใจในพฤติกรรมต่างๆของพวกเค้า รวมทั้งพ่อแม่ ในลักษณะต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อนำมาปรับให้เข้า และเหมาะสม กับสังคมไทยมากขึ้นน่ะค่ะ

ปัญหาแรกของคุณแม่ ก็คือว่า น้องจะทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งของเล่นจากเพื่อน ที่น้องอยากได้มาให้ได้ ที่น่าเป็นห่วงก็คือ วิธีการแย่งจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงจุดนี้นะคะมีหลายหลักการที่คุณแม่
สามารถนำเข้ามาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมน้อง ครูใหม่ ครูหม่อม ขอร้องคุณแม่ว่าให้งดการตี
รวมทั้งการขู่ว่าจะตี หรือ แม้แต่ แค่เบาๆ หรือ การตีหลอกๆ เช่น ตีโต๊ะ ตีอะไร รอบๆน้อง และหากเป็นไปได้ขอความร่วมมือจากคุณยายด้วยค่ะ และเราสองคนขออณุญาติแนะนำ
ให้คุณแม่ลองใช้วิธีการของเราสองคนดูก่อนนะคะ เริ่มจากการหลักการ ตระเตรียม (Preparation Principle) นั่นคือ คุณแม่ใช้เวลาอยู่กับน้องสองคนที่บ้านนะคะ แล้วตั้งกฏกับน้องขึ้นมาว่า เมื่อไปที่สนามเด็กเล่น ในทุกๆวันนั้น มีกฏอะไรบ้าง ในกรณีนี้คุณแม่อาจให้น้องช่วยคิดด้วยก็ได้ค่ะ น้องจะได้รู้สึกว่า กฏเหล่านี้เป็นกฏที่น้องเอง
ก็มีส่วนร่วมช่วยคิดขึ้นมา ไม่ได้เป็นกฏที่โดนบังคับ (Ask the Child Principle) คุณแม่สามารถพูดได้ว่า “วันนี้ตอนสี่โมงเย็น เป็นเวลาไปสนามเด็กเล่นเหมือนทุกวันนะคะ แต่คุณแม่ว่าหลายๆครั้งที่ผ่านมา เรามักจะมีปัญหาและเรื่องไม่น่าสบายใจบางอย่าง ทำให้การไปสนามเด็กเล่นของเราไม่สนุก คุณแม่ว่า เรามาช่วยกันคิด กฏ และข้อควรจำ ของการไปสนามเด็กเล่นกันดีกว่าค่ะ” แล้วคุณแม่อาจเริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่น
“1. เราต้องไม่ลืมร่ม เพราะแดดร้อน หรือเผื่อฝนตก เราก็จะไม่เปียก ลูกว่า ดีมั้ยคะ” แล้วก็อื่นๆ อีกมากมายแล้วแต่คุณแม่จะเห็นสมควรและให้น้องช่วยคิดค้นกันไปนะคะ ซักสองข้อแรก
จากนั้นคุณแม่จึงเข้าเรื่องการเคารพสิทธิ์การเป็นของ และของเล่นของคนอื่น น้องอายุ3ขวบ5 เดือนแล้วนั้น สามารถเข้าใจเรื่อง สิทธิ์ และการเปป็นเจ้าของได้แล้วนะคะ เพียงแต่ ความเข้าใจกับการทำได้เป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ ครูใหม่ ครูหม่อม ขอให้คุณแม่อธิบายไปก่อนค่ะ และย้ำว่า ลูกเข้าใจแน่นอน คุณแม่ก็อาจตั้งข้อควรจำต่อไปได้ที่ข้อที่สามว่า “ข้อสาม คุณแม่ว่า เป็นข้อที่สำคัญมากเลยนะคะ ที่คุณแม่อยากให้ลูกจำไว้ให้แม่นเลยค่ะ นั่นก็คือ เราจะเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น นั่นก็คือ ถ้าลูกอยากได้ของเล่นของเพื่อน ลูกต้องขอ กับเพื่อน ลูกอาจพูดว่า น้ำ น้ำ เราชอบรถของน้ำจังเลย เราขอยืมเล่น 10 นาทีได้มั้ยจ้ะ”(ตรงนี้ ครูใหม่ ครูหม่อม ยกตัวอย่างนะคะ คุณแม่สามารถ ปรับเปลี่ยนได้ตามเหมาะสม)
ทั้งนี้ การสอนลูกให้รู้จักขอของเล่น หรือ ขอความช่วยเหลือจากใคร เป็นสิ่งที่เราต้องสอนเค้า
ให้ละเอียดนะคะ คำว่าละเอียดหมายถึง การที่เราต้องใส่เป็นคำพูดที่เหมาะสมให้เค้าเลยนะคะ หลายๆครั้งพ่อแม่จะสอนลูกแต่เพียงว่า อยากได้ก็ต้องขอก่อนสิลูก อยากให้เค้าช่วยก็บอกเค้าสิลูก อยากกินก็บอกแม่สิลูก แต่หลายครั้งนะคะ ที่เด็กเค้าอยากทำ แต่เค้าไม่รู้ว่าการพูดที่เหมาะสม
นั้นเป็นอย่างไร เราต้องสอนให้ละเอียดเลยค่ะ เอาล่ะทีนี้สิ่งสำคัญก็คือ คุณแม่ต้องสร้าง กฏ กติกา
มารยาท ตระเตรียมและตกลง สิ่งที่ลูกต้องทำตามเมื่อไปสนามเด็กเล่นต่ออีกค่ะ “ที่ต้องขอก่อน เพราะ นั่นเป็นการแสดงว่าเราเคารพสิทธิของเค้า ของเล่นของเพื่อน เพื่อนเป็นเจ้าของ เพื่อย่อมมีสิทธิ์
ที่จะให้ หรือไม่ให้ลูกก็ได้ ลูกต้องเคารพสิทธิ์ตรงนี้ ซึ่งตัวลูกเองก็มีสิทธิ์ข้อนี้เหมือนกัน ถ้าเพื่อนคนไหนมาแย่งของเล่นไปจากมือลูก นั่นก็แสดงว่าเค้าไม่เคารพสิทธิ์ของลูกเหมือนกัน เพื่อนทุกคนก็ต้องขอลูกก่อนเหมือนกันค่ะ ถ้าเพื่อนบอกลูกว่า ให้เล่น แต่ต้องคอย นั่นก็เป็นการตัดสินใจของลูกว่าจะคอยหรือไม่ ถ้าไม่คอย แปลว่าลูกตัดสินใจไม่เล่น แต่ถ้าจะเล่น ลูกต้องคอยนะคะ เพราะเค้าเป็นเจ้าของ เป็นการไม่ถูกต้องที่ลูกจะไปทำร้ายเพื่อนนะคะ เพราะเท่ากับลูกไม่เคารพสิทธิ์ของเพื่อน แถมยังไม่เคารพในร่างกายของเพื่อนอีกด้วยค่ะ” ฟังดูอาจยาวนะคะ คุณแม่ต้องค่อยๆคุยๆค่ะ พูดทีละขั้น และให้แน่ใจว่าลูกฟังอยู่นะคะ การที่จะทำให้แน่ใจว่าลูกฟังอยู่ก็คือ เวลาพูด ต้องมองไปที่ตา และอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเค้าค่ะ (Eyes Level Principle) และ คุณแม่อาจให้เค้าทบทวนให้ฟังเป็นระยะๆนะคะ ถ้าเค้าพูดถูก ก็อย่าลืม ให้คำชมแบบลอยไปถึงสวรรค์ได้เลยน่ะค่ะ ใส่แอคชั่นไปด้วยจะยิ่งได้ผลมากๆ (Make a Big Deal Principle) ตอนนี้ที่บ้าน ครูใหม่ ครูหม่อม ผู้ใหญ่แทบทุกคนสามารถ เล่นละครให้เด็กดูกันคล่องหมดแล้วค่ะ จากนั้น คุณแม่อาจตามด้วย กฏ อะไรก็ได้ปิดอีกซักข้อ
สอง ข้อ โดยให้น้องช่วยคิด แล้วมาถึงจุดสำคัญนั่นก็คือ ถ้ามีใครไม่ทำตามกฏสนามเด็กเล่น แปลว่า คนนั้นไม่พร้อมที่อยู่สนามเด็กเล่น เราก็ต้องกลับ ตรงนี้คุณแม่ต้องเน้นย้ำกับน้องเลยค่ะ จากนั้น ก็ช่วยกันทบทวนกฏข้อต่างๆ และปิดด้วยบทสรุปนะคะ และ ก่อนออกจากบ้านทบทวนกับน้องอีกที
แต่ทั้งหมดนี้ ครูใหม่ ครูหม่อม ขอเน้นย้ำกับคุณแม่ว่า ควรทำให้เป็นเหมือนการพูดคุย ผสมการเล่นนะคะ แต่เนื้อหาเราจริงจัง คุณแม่นึกออกมั้ยคะ คือไม่ใช่ว่า คุณแม่ หน้าดำคร่ำเครียด เรียกน้องมาคุย แล้วปรึกษา เหมือนกำลังจะวางแผนแก้ปัญหาเศรฐกิจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจืดชืด
จนไม่น่าสนใจ หรือ ทำเป็นเหมือนการว่ากล่าว เทคนิคการสื่อสารกับเด็กเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะถ้าเราไม่ระวังเด็กจะรู้สึกได้ว่า เค้ากำลัง โดนจับผิด เค้ากำลังโดนว่า ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ จะทำให้เค้ารู้สึกอยากต่อต้าน แล้วไม่คิดจะปรับเปลี่ยน
ตามเราค่ะ ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าจุดนี้เป็นปัญหา ไม่รู้ว่าจะใช้การพูดแบบเล่นๆ แต่ฝึกจริงๆ ยังไงกับลูก ให้โทรมาหาครูใหม่ ครูหม่อมนะคะ เพราะว่าถ้าเป็นเทคนิคแบบนี้ จำเป็นต้องมีการใช้เสียง และท่าทางประกอบ แต่ทั้งนี้ เราสองคนเชื่อว่า คุณแม่ทุกคนเป็นได้ทุกอย่างเพื่อลูก
เอาล่ะเมื่อคุณแม่ทบทวน กฏ กติกา มารยาท กับคุณลูกแล้ว ก็ออกเดินทางไปสนามเด็กเล่นกันได้ค่ะ แน่นอน คุณแม่ก็ต้องเฝ้าระวังเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องถึงกับไปเดินตาม เพราะเด็กจะรู้สึกได้ถึง
ความกดดันค่ะ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมใส่เท้าไฟวิ่งเข้าชาร์จทันทีที่เห็นคุณลูกง้างมือเหมือนกันนะคะ (พูดง่าย แต่ทำยากใช่มั้ยคะ แต่ก็ต้องทำค่ะ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ ) ทันทีที่ลูกเริ่มขอของเล่น คุณแม่ต้องจำคำพูดของเราไว้ให้ดีเลยนะคะ เพื่อที่จะเอาไว้สอนเค้า หากเค้ายังใช้คำไม่เหมาะสม ระหว่างนี้ คุณแม่อาจช่วยได้บ้างเช่น “ต้องทำไงคะลูก ถึงจะเป็นเคารพสิทธิ์ของเพื่อน” การพูดแบบนี้ ลูกจะไม่รู้สึกอาย เพราะเค้าไม่ได้กำลังโดนว่า และก็ไม่รู้สึกอยากต่อต้านด้วย
เพราะไม่ได้มาถูกสอนต่อหน้าคน นึกออกมั้ยคะ หลายครั้งคุณพ่อ คุณแม่ ชอบสอนลูกต่อหน้า
คนเยอะๆ แต่เวลาอยู่กันสองคนไม่สอน เด็กๆหลายๆคน รู้สึกออายนะคะที่ถูกสอนต่อหน้าคนอื่น
เยอะๆ เพราะบางครั้งหากการสอนให้ความรู้สึกเหมือนโดนว่า เช่น “ต้องขอก่อนสิลูก” การพูดแบบนี้ เด็กบางคนรุ้สึกเหมือนว่า เค้าไม่รู้จักมารยาท แต่การที่เราเตอืนถึงสิ่งที่เราตกลงกันมา
จากบ้าน เค้าจะรู้สึกว่า คุณแม่ช่วยเค้า ให้สัญญาณเค้าว่าต้องทำสิ่งใดจึงเหมาะสม
แล้วก็มาถึงจุดไคลแมกซ์ค่ะ ถ้าคุณลูกเคารพสิทธิ์ของเพื่อน ทั้งขอ และทั้งรอ อย่างที่ตกลงกันไว้ คุณแม่คะ หากจุดพลุได้ ให้ไปจุดเลยค่ะ เรียกสิงโต มาเชิด เลี้ยงลิเก ซักสามวัน ชมลูกให้ยิ่งใหญ่ ที่สุด (Make a Big Deal Principle) บอกกับลูกว่า คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกแค่ไหน เช่นเดิมค่ะ ต้องบอกอย่างละเอียดก เฉพาะเจาะจง ไปเลยว่า สิ่งไหนที่เค้าทำแล้ว เราดีใจขนาดนี้ เช่น เดินเข้าไปกอดไร้อมกับพูดว่า “คุณแม่ภูมิใจในตัวหนูมากเลยค่ะ ที่หนูเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น และเคารพกฏการมาสนามเด็กเล่น เมื่อกี๊คุณแม่เห็นหนูพูดขอของเล่นจากเพื่อนด้วยคำสุภาพ แถมยังรอด้วยความอดทน คุณแม่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ลูกคุณแม่อายุ 3 ขวบ 5 เดือน คุณแม่นึกว่า ลูกคุณแม่ อายุ 15 ซะอีก แบบนี้คุณแม่ก็สบายใจ พาหนูมาที่สนามเด็กเล่นได้
บ่อยๆแล้วล่ะค่ะ” จากนั้น กระหน่ำกอดและหอมเทวดาตัวน้อยๆไปเลยค่ะ
แต่....ถ้าผลปราฏกว่า คุณลูก ทำร้ายเพื่อน ไม่ว่าคุณแม่จะเข้าชาร์จ ได้ทันหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่คุณแม่ต้องทำก็คือ เอาตัวลูกกลับบ้านค่ะ ไม่ว่าลูกจะพูดอะไร คุณแม่ไม่ต้องไปใส่ใจนะคะ คำพูดของน้องในตอนนี้จะสรรหาทุกคำที่ทำให้เราเจ็บมาพูดไปเรื่อยๆค่ะ โดยที่ตนเองไม่รู้ความหมายที่แท้จริงหรอกค่ะ แต่จะพูด เพราะรู้ว่า พูดแล้วแม่เจ็บ และที่ต้องทำให้แม่รู้สึกเจ็บบ้างก็เพราะ แม่มาขัดจังหวะการระบายอารมณ์ของเค้าทั้นเอง คุณแม่อาจเข้าไปอุ้มเค้าทันที พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า “ลูกไม่ทำตามกฏที่เราตกลงกัน แปลว่า ลูกไม่พร้อมที่จะมาสนามเด็กเล่น คุณแม่ต้องพากลับค่ะ” ขอย้ำอีกครั้งว่า น้ำเสียงเรียบๆนะคะ อย่ามีโมโหเด็ดขาด แล้วไม่ว่าลูกจะร้องขอ หรือ ต่อว่าอย่างไรก็ตาม ไม่ต้องไปสนใจค่ะ ย้ำแต่คำว่า “ลูกจะได้มาเมื่อลูกทำตามกฏสนามเด็กเล่นค่ะ” หากเค้าขอโอกาส ก็บอกว่า “วันนี้หมดโอกาสแล้วค่ะ ไว้พรุ่งนี้เราลองใหม่นะคะ” คุณแม่ต้องจำไว้เสมอค่ะ “ใจดีแต่ไม่ใจอ่อน” (KIND but FIRM)เมื่อถึงบ้าน เค้าก็อาจจะอาละวาดไปเรื่อยๆนะคะ คุณแม่ก็ปลอยไปเลยค่ะ แต่ปล่อยในที่นี้ ไม่ใช่การละทิ้งนะคะ คุณแม่ปล่อยให้เค้าได้แสดงอารมณ์
ของเค้าออกมา สิ่งสำคัญสองประการก็คือ หนึ่ง คุณแม่ต้องแน่ใจว่า รอบๆตัวเค้านั้นไม่ม่อะไรที่จะ
เป็นอันตรายกับเค้าได้ และสองคือ คุณแม่ ต้องแสดงความรู้สึกด้วยค่ะ (Validation Principle) ด้วยการบอกเค้าว่า “คุณแม่รู้ค่ะว่าลูกกำลังโกรธ แต่คุณแม่ต้องทำตามกฏ
ที่เราช่วยกันตั้งไงคะ (หลักการ โทษไปที่กฏ Blame it on the rules Principle) เมื่อไหร่ที่ลูกหายโกรธ มาหาคุณแม่นะคะ คุณแม่จะรออยู่ตรงนี้ รออ่านหนังสือกับลูกอยู่ (หรืออะไรก็ได้) เมื่อไหร่พร้อมมาหาคุณแม่นะคะ” คำพูดเหล่านี้สำคัญมากๆๆๆๆนะคะ เพราะเด็กจะไม่รู้สึกว่า ความรู้สึกและความต้องการของเค้าถูกละเลย แถมยังถูกเข้าใจอีกตะหาก แต่เป็นพฤติกรรมของเค้าที่ไม่เหมาะสมต่างหาก ที่ทำให้เค้าต้องอยู่ตรงจุดนั้น เป็นตัวเค้าเอง
ที่เลือกที่จะทำเอง และเมื่อไหร่ที่เค้าทำพฤติกรรมที่เหมาะสม เค้ายอมกลับมาหาเราเมื่อไหร่ก็ได้ แบบนี้ ลูกเราจะเรียนรู้นะคะว่า พฤติกรรมใดที่เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม และได้ผล และเรียนรู้
ที่จะพิจารณาด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้เรียนรู้จักอารมณ์ของตนเอง และรู้จักว่าจะจัดการกับอารมณ์นั้น
อย่างไร คุณแม่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆนะคะ รับรองค่ะว่า ถ้าคุณแม่ “ใจดี แต่ไม่ใจอ่อนไปซักอย่างน้อย 3เดือน” น้องต้องเรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสมที่สนามเด็กเล่นอย่างแน่นอนค่ะ ครูใหม่ ครูหม่อม
เข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ดีค่ะ ที่น้องชี้หน้าแล้วบอกว่าจะยิง รวมทั้งบอกว่าไม่อยากอยู่ด้วย แต่คุณแม่คะ คำพูดเหล่านี้ของเด็กสามขวบ หากเป็นเด็กที่ไม่ได้โดนพอ่แม่ทารุณกรรม เค้าไม่มีทางหมายความแบบนั้นหรอกค่ะ และคุณแม่เชื่อมั้ยคะ คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดยอดฮิต
ของเด็กวัยนี้ เชื่อมั้ยคะ บ้านครูใหม่ ครูหม่อม เป็นบ้าน วินัยเชิงบวก ผู้ใหญ่ทุกคนพูดจากภาษา
101 หรือ เรียกว่า พูดจาภาษาวินัยเชิงบวก ตลอดเวลา แต่หลานๆค่ะ มีบางช่วง จะมีคำพูด แสดงความไม่พอใจออกมาแปลกๆ เช่น “ไม่อยากให้ มี๊ใหม่ เป็นครอบครัวเดียวกับหนู” หรือ “ไม่รักหม่อมมี๊แล๊ว จะไม่ให้หม่อมมี๊ไปบ้านคุนหมิงด้วย” แน่นอนคำพูดเหล่านี้ ย่อมมาหลังจากที่เราไปขัดใจอะไรเค้าซักอย่าง และเค้ารู้ว่า ถ้าเป็นเราจะไม่มีการใจอ่อน แม้ว่าเราจะใจดีก็ตาม ครูใหม่ ครูหม่อม ขอยืนยันค่ะว่า คำพูดเหล่านี้ไม่ได้มาจากที่บ้านเราแน่นอน แต่เราก็บอกไม่ได้ค่ะว่ามาจากไหน และเราก็ควบคุมสิ่งแวดล้อมนอกบ้านเราไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่าเพิ่งท้อค่ะ คุณแม่ สิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือ การตอบสนองกับ คำพูดเหล่านี้ค่ะ สิ่งที่ครูใหม่ ครูหม่อมตอบไปก็จะมี “ไม่เป็นไร มังกรไม่ไม่รักก็ไม่เป็นไร ยังไงมี๊ใหม่ ก็รักมังกรอยู่แล้ว ที่มังกรพูดก็เพราะมังกรโมโห” หรือ “หม่อมมี๊ จะรอจนกว่าคุนหมิงอนุญาติให้ไปบ้านคุนหมิงครับ เพราะหม่อมมี๊เคารพสิทธิ์การเป็นเจ้าของบ้านของคุนหมิงครับ” สิ่งหนึ่งที่เรากำลังบอกคุณแม่อยู่ ณ ตรงนี้ก็คือ คำพูดเหล่านี้ เด็กพูดกันแทบทุกบ้านค่ะ เพราะเค้าเข้าใจว่าเค้าสามารถขู่เราได้ ทำให้เราเจ็บด้วยคำพูดเหล่านี้ได้ แต่ถ้าเราตอบสนองไปในแบบที่ให้เค้ารู้ว่าไม่ได้ผล พฤติกรรม หรือ คำพูดเหล่านี้ จะหายไปเองค่ะ ตอนนี้ ครูใหม่ ครูหม่อม ไม่ได้ยิน ประโยคเหล่านี้จากหลานๆแล้วค่ะ คุณแม่อย่าขู่ หรือ ขับรถ ออกไปอีกนะคะ เพราะนั่นเป็นการแสดงตัวอย่าง นอกจากเค้าจำแล้ว เค้ายังเรียนรู้ดวยว่า วิธีนี้ใช้ได้ผล ทำให้คุณแม่โกรธได้ ต่อไปถ้าเค้าโกรธอีก เค้าก็จะพูดอีก คุณแม่จำกฏเหล็กอีกข้อไว้นะคะ “เด็กๆจะทำพฤติกรรมใดๆ ซ้ำๆ หากพฤติกรรมนั้นได้ผล” ดังนั้น หากเราไม่ชอบพฤติกรรมใด เราต้องทำให้มันไม่ได้ผลสำหรับเค้าไปค่ะ

หลังจากที่ ฏกสนามเด็กเล่นเริ่มได้ผล คือน้องเริ่มเคารพกฏจนเป็นนิสัยแล้ว คุณแม่อาจเตรียมความพร้อมของน้อง ด้วยการเล่น การไป โรงเรียนกับน้อง โดยสมมุติให้บ้านเป็นโรงเรียน แล้วตั้งกฏการไป โรงเรียน ตลอดจน การเคารพสิทธิ์ของเพื่อนๆค่ะ คุณแม่ลองไปปฎิบัตินะคะ ครูใหม่ ครูหม่อม ตอบค่อนข้างยาว แต่เราต้องการให้รายละเอียดที่ดีที่สุด เพราะการแก้ไขพฤติกรรม เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ความเข้าใจอย่างถ่องแท้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะ พฤติกรรมก้าวร้าว เน้นที่การมีแบบอย่างที่ดี มาแทนที่ พฤติกรรมเดิมๆค่ะ ตรงจุดไหนที่คุณแม่ ไม่เข้าใจ หรือต้องการรายละเอียดเพิ่ม อย่าลังเลที่จะถามเพิ่มเติมนะคะ เราสองคนยินดี อธิบายเพิ่มเติม

ที่สำคัญ อย่าท้อนะคะ เราสองคนเป็นกำลังช่วยค่ะ


คำตอบที่ค่อนข้างยาวนี้ไม่ทำให้แม่รู้สึกเบื่อที่จะอ่าน แถมก็ยังกลับมาอ่านซ้ำๆ อีกหลายรอบมากๆ เพราะนั่นแสดงถึงการใส่ใจในการตอบคำถามและให้คำแนะนำของคุณครูทั้ง 2 ที่ละเอียด
และเห็นภาพนำไปใช้ได้จริง แม่เจอแสงสว่างแล้วลูก แม่จะพยายามเป็นแม่ที่ดีให้ได้ เพื่อลูกครับ




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2553
2 comments
Last Update : 4 พฤษภาคม 2553 16:19:48 น.
Counter : 373 Pageviews.

 

ดีจังเลยค่ะ จะนำไปใช้กับหลานสาวบ้างเพราะแกซนและเอี้ยวมาก ป้าคนโตค่อนข้างตามใจและจะถูก พ่อเค้าตีทุกวัน เพิ่ง 4 ขวบ

 

โดย: magic-women 4 พฤษภาคม 2553 17:31:25 น.  

 

ทักทายยามเย็น ทานข้าวให้อร่อยนะคะ ^^

 

โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว 4 พฤษภาคม 2553 18:40:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


tong_jatingja
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




<
Friends' blogs
[Add tong_jatingja's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.