|
|
|
|
| | 1 | 2 |
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
+++จูล่ง สุภาพบุรุษแห่งสามก็ก(ตอนที่ 2)+++
ต่อจากตอนที่ 1
ปี ค.ศ.208 ปีเดียวกันนั้นเอง พันธมิตรร่วมระหว่างเล่าปี่ซุนกวน ได้ปะทะกับกองทัพเกือบ 1 ล้านของโจโฉที่ผาแดง หรือที่รู้จักกันในนาม สงครามเซ็กเพ็ก ถึงแม้ฝ่ายเล่าปี่ซุนกวนจะมีกำลังน้อยกว่ามาก แต่ทางซุนกวนนั้นมีจิวยี่แม่ทัพเรือยอดอัจฉริยะแห่งยุคเป็นแม่ทัพใหญ่ และทางชาวกังตั๋งนั้นก็มีความสามัคคีที่จะสู้ศึกสูงมาก
นอกจากนี้ยังมีขงเบ้งกับบังทองซึ่งเป็น 2 ที่ปรึกษาแห่งยุคร่วมกันวางแผนช่วยเหลืออยู่ลับหลัง ประกอบกับเกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นในกองทัพโจโฉทำให้สุดท้ายแล้วฝ่ายโจโฉต้องแตกพ่ายแพ้อย่างย่อยยับกลับไป
เมื่อโจโฉถอยกลับไปแล้วหัวเมืองตามมณฑลเกงจิ๋วที่ไม่มีทัพของโจโฉเฝ้าอยู่ก็กลายเป็นเป้าหมายของฝ่ายเล่าปี่และซุนกวน โดยเล่าปี่นั้นอาศัยจังหวะที่จิวยี่รบกับโจโฉดอดเข้าไปเอาหัวเมืองเหล่านั้นมาได้ 3 หัวเมือง
ตรงจุดนี้มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับจูล่งในด้านความคิดและการกระทำของเขาอยู่อย่างหนึ่งซึ่งผิดไปจากผู้คนในยุคเดียวกัน
เล่าปี่ได้ให้จูล่งยกทัพไปตีเมืองกุ้ยหยางซึ่งปรากฏว่าจูล่งสามารถยึดเอาเมืองได้โดยไม่ต้องรบเพราะเจ้าเมืองคือเตียวหอมนั้นหวาดเกรงในฝีมือของจูล่ง
เมื่อยึดได้แล้วเตียวหอมก็รับรองจูล่งอย่างดีและหาทางเอาใจจูล่งอย่างเต็มที่
จูล่งนั้นรู้สึกถูกชะตากับเตียวหอมก็เพราะพวกเขาต่างแซ่เตียวเหมือนกัน จึงได้สาบานเป็นพี่น้องกัน โดนเตียวหอมยกจูล่งเป็นพี่ และหลังจากดื่มกินกันพอประมาณแล้ว เตียวหอมก็เรียกให้พี่สะใภ้ที่ชื่อนางฮวนซีของตนออกมาช่วยเก็บจานชามให้ จูล่งจึงว่าเตียวหอมไม่น่าให้พี่สะใภ้ทำแบบนี้
แต่ที่เตียวหอมทำนั้นเพราะมีจุดประสงค์นั่นคือเขาต้องการให้จูล่งได้เห็นหน้านางฮวนซี ซึ่งถือเป็นหญิงงามคนหนึ่ง
หลักจากนางออกไปแล้ว เตียวหอมก็ว่า พี่สะใภ้ของตนนั้นอาภัพเพราะเสียสามีไป ตัวนางเองก็ไม่ยอมแต่งงานใหม่ โดยตั้งเงื่อนไขว่าจะยอมแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อ ชายคนนั้นมีแซ่เดียวกับตนและเป็นวีรบุรุษผู้กล้าแห่งยุค ซึ่งจูล่งนั้นก็มีคุณสมบัติครบถ้วน และจูล่งเองก็ยังไม่มีภรรยา ดังนั้นเขาจึงคิดจะยกพี่สะใภ้ของตนให้กับจูล่ง
จูล่งได้ฟังก็โกรธแล้วว่า เราท่านต่างเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน พี่สะใภ้ของท่านย่อมเป็นเหมือนพี่ของข้าด้วย ท่านทำเช่นนี้เท่ากับผิดธรรมเนียม แล้วก็ลุกจากไป
ในหนังสือสามก๊กได้พูดถึงคำปฏิเสธของจูล่งว่า
แผ่นดินมีหญิงงามมากมายทำไมต้องเอาแม่ม่ายด้วย
จุดนี้เองที่ทำให้เขาต่างไปจากผู้คนในยุคเดียวกัน เพราะผู้คนในยุคสามก๊กนั้นหลายคนโดยเฉพาะเหล่าคนดังทั้งเล่าปี่ โจโฉ ต่างก็นิยมเอาแม่ม่ายมาเป็นเมียทั้งสิ้น แต่จูล่งนั้นไม่ใยดีเลย
และเป็นที่น่าสนใจว่าในตอนนี้จูล่งนั้นยังไม่มีภรรยาและในบันทึกทั้งก่อนหน้านี้และหลังจากนี้ก็ไม่ได้บันทึกเรื่องเมียของจูล่งไว้เลย ก็ไม่แน่ใจว่าจูล่งจะมีเมียหรือไม่ ทั้งที่ตัวจูล่งเองนั้นถือได้ว่าเป็นชายรูปหล่อคนหนึ่ง
จากนั้นจูล่งก็ได้มีบทบาทอีกครั้งเมื่อทางฝ่ายกังตั๋งได้ยกนางซุนหยินน้องสาวซุนกวนให้เป็นเจ้าสาวของเล่าปี่เพื่อเป็นการเชื่อมไมตรี และเชิญเล่าปี่ให้ไปร่วมการแต่งานในเมืองกังตั๋ง
เล่าปี่คาดว่าจะเป็นอุบายของจิวยี่จึงปรึกษากับขงเบ้ง ขงเบ้งจึงส่งจูล่งให้ไปทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้เล่าปี่ระหว่างที่อยู่กังตั๋ง
ช่วงที่อยู่กังตั๋งนี่จูล่งได้แสดงความสุขุมรอบคอบนอกเหนือไปจากความกล้าบ้าบิ่นยามอยู่ในสนามรบ
โดยหากยึดตามสามก๊กฉบับนิยายเป็นหลักนั้น ได้บอกว่าการที่เล่าปี่ต้องไปแต่งงานนั้น อันที่จริงเป็นแผนการที่จิวยี่วางขึ้นเพื่อจะลวงให้เล่าปี่ไปฆ่า แต่ขงเบ้งรู้ทันจึงได้สั่งจูล่งไว้ว่าเมื่อไปถึงกังตั๋งแล้วให้ไปผูกมิตรกับพ่อเฒ่าเกียวก๊กโล ผู้อาวุโสชื่อดังของกังตั๋งซึ่งเป็นพ่อของนางสองเกี้ยว ฝาแฝดสาวผู้เป็นนางงามแห่งยุค ซึ่งเป็นภรรยาของซุนเซ็กพี่ชายซุนกวนและจิวยี่ และยังมีเป็นมีความสนิทชิดเชื้ออยู่กับนางง่อก๊กไท้ มารดาของซุนกวนเป็นพิเศษ ซึ่งผลจากการเข้าทางเกียวก๊กโลนี่เองที่ทำให้เล่าปี่ได้โอกาสเข้าพบนางง่ออก๊กไท้ และได้ทำให้นางประทับใจจนสามารถเอาชีวิตรอดมาได้
ในงานเลี้ยงรับรองที่นางง่อก๊กไท้จัดขึ้นเพื่อดูตัวของเล่าปี่นั้น จูล่งในฐานะองครักษ์ได้ยืนพิทักษ์อยู่ข้างกายเล่าปี่ตลอดเวลา โดยไม่ยอมแตะสุราเลย ซึ่งเมื่อนางสังเกตเห็นจึงได้ถามเล่าปี่ว่านั่นใช่ยอดขุนพลที่สร้างชื่อเมื่อครั้งเนินเตียงปันใช่รึไม่
เล่าปี่ตอบรับ จากนั้นนางก็ได้พระราชทานเหล้าให้จูล่งเป็นการคารวะและนับถือในความกล้าหาญ
เมื่อเล่าปี่ได้แต่งงานและลุ่มหลงในความงามของนางซุนหยิน และเพลิดเพลินอยู่กับความสำราญที่ทางซุนกวนปรนเปรอให้ ซึ่งเล่าปี่นั้นไม่เคยได้รับมาก่อนก็ทำให้เล่าปี่ไม่ได้สนใจกิจการสงครามอีก จนเวลาผ่านไปถึงครึ่งปี ร้อนจนจูล่งต้องกล่าวเตือนสติ ซึ่งเมื่อเล่าปี่คิดได้จึงได้ตัดสินใจกลับมาเกงจิ๋ว
ในตอนที่เล่าปี่จะหนีจากมานั้นได้ถูกทหารของซุนกวนสกัดไว้ แต่นางซุนหยินซึ่งได้เข้าข้างสามีมากกว่าพี่ชายนั้น ได้ด่าว่าจนทหารเหล่านั้นต้องยอมกลับไป และขงเบ้งก็ได้ส่งเรือเล็กมารอรับเล่าปี่ตามที่นัดแนะกับจูล่งไว้ล่วงหน้า
ในฉบับนิยายนั้นเล่าว่าขงเบ้งได้มอบถุงแพร 3 ใบไว้ให้จูล่ง เอาไว้เปิดดูในโอกาสต่างๆกัน ซึ่งในนั้นได้เขียนอุบายสำหรับทางหนีทีไล่ไว้ แต่จากฉบับของเฉินโซ่วนั้นไม่ได้บันทึกตรงนี้ไว้ จึงเป็นไปได้ว่าเป็นสิ่งที่หลอก้วนจงแต่งเพิ่มขึ้นเพื่อยกภูมิปัญญาของขงเบ้งให้เด่นชัดขึ้นมา ทั้งที่ความจริงแล้วการที่เล่าปี่สามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ภายในกังตั๋งและสามารถรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัยนั้น มาจากสติปัญญาและความสุขุมรอบคอบของจูล่งมากกว่า
หลังจากนั้นเล่าปี่ก็สามารถยึดเมืองกังเหลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของมณฑลเกงจิ๋วได้แล้ว ก็พุ่งเป้าไปที่การเข้ายึดครองเมืองเสฉวนทางด้านตะวันตก โดยในการบุกเสฉวนนั้นเล่าปี่ได้อาศัยบังทองและหวดเจ้งเป็นที่ปรึกษาหลัก และมีแม่ทัพสำคัญคือ ฮองตง และอุยเอี๋ยนที่มาสวามิภักดิ์ในภายหลัง ช่วงนี้จูล่งจึงไม่มีบทบาทอะไรมากเพราะต้องอยู่เฝ้าเมืองเกงจิ๋วกับกวนอู เตียวหุย และขงเบ้ง
ในช่วงนี้มีวีรกรรมอย่งหนึ่งของจูล่งนั่นคือ เมื่อเล่าปี่ได้เดินทางไปเสฉวนนั้น เล่าปี่ได้ฝากให้จูล่งช่วยดูแลซุนหยินและอาเต๊า
ทางฝ่ายซุนกวนนั้นยังคงมีความเจ็บแค้นเล่าปี่อยู่จึงออกอุบายเรียกตัวซุนหยินกลับโดยส่งจดหมายอ้างว่าง่อก๊กไท้เกิดป่วย ให้กลับทันที เมื่อซุนหยินทราบข่าวจึงตัดสินใจเดินทางกลับโดยได้แอบติดต่อกับทางง่อก๊กไว้ให้ส่งเรือเล็กมาคอยรับ
แต่ซุนหยินไม่กลับเปล่าๆนางพาอาเต๊าไปด้วย และเมื่อจูล่งทราบว่านางซุนหยินพาอาเต๊าไป เขาก็ออกจามหาจนพบในขณะที่นางกำลังจะขึ้นเรือ จูล่งจึงกระโดดตามไปด้วย เพื่อจะชิงตัวอาเต๊าคืน แต่นางซุนหยินไม่ยอมโดยอ้างว่าอาเต๊าเปรียบเหมือนเป็นลูกของนาง นางสาควรต้องพาไปให้เคารพง่อก๊กไท้สักครั้ง และนี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของล่าปี่ จูล่งซึ่เป็นเพียงข้ารับใช้ไม่สมควรจะยุ่ง
แต่จูล่งนั้นเป็นผู้ที่เคยช่วยชีวิตอาเต๊าเอาไว้เมื่อครั้งแบเบาะ อาเต๊าจึงเปรียบเหมือแก้วตาของจูล่งเช่นกัน เขาจึงไม่ยอมยกให้และยื้อเอาอาเต๊ามาได้ และพอดีกับที่เตียวหุยนั่งเรือเล็กตามมาด้วยจูล่งจึงอาศัยจังหวะนั้นกระโดดขึ้นเรือเล็กของเตียวหุยกลับมาโดยไม่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่กังตั๋ง
จะเห็นได้ว่าจูล่งเปรียบเหมือนดาวพิทักษ์ของอาเต๊าจริงๆ
ฝ่ายเล่าปี่เมื่อเข้ายึดเสฉวนได้มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าเป็นเรื่องจริงรึไม่นั่นคือ ก่อนที่จะได้เสฉวนนั้น เล่าปี่ได้ม้าเฉียวซึ่งเป็นยอดขุนศึกหนุ่มรุ่นใหม่มาเข้าเป็นพวก
ม้าเฉียวเป็นทายาทของม้าเท้ง ผู้นำแห่งเสเหลียงซึ่งเป็นดินแดนแถบตะวันตกตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้ถูกโจโฉฆ่าตาย ตัวเขาจึงนำกองทัพบุกเมืองเตียงฮันของโจโฉเพื่อแก้แค้นให้บิดา แต่พ่ายแพ้จึงหนีเข้าเขตแดนเสฉวน และด้วยแผนการของขงเบ้งก็ทำให้เขายอมสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่
ม้าเฉียวนั้นเป็นยอดขุนพลหนุ่มที่มีความเก่งกล้ามาก สามารถรบเสมอกับเคาทูทหารเอกของโจโฉ จนโจโฉถึงกับออกปากชมว่าม้าเฉียวนั้นห้าวหาญดุจลิโป้ในวัยหนุ่ม
ลิโป้นั้นคือยอดขุนพลที่ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดในยุคนั้น บางคนถึงกับยกให้เป็นเทพแห่งสงคราม ซึ่งเรื่องของเขานั้นจะขอพูดในภายหลัง
เมื่อเล่าปี่ได้ม้าเฉียวนั้นก็เกิดความยินดีถึงกับจัดงานเลี้ยงต้อนรับทั้งที่ตอนนั้นกำลังรบติดพันอยู่กับฝ่ายเล่าเจี้ยง เจ้าเมืองเสฉวน
ระหว่างงานเลี้ยงนั้นเล่าปี่หงุดหงิดเล็กน้อยเพราะอาหารยังไม่ถูกส่งเข้ามาซะที แล้วก็มีคนเข้ามารายงานเล่าปี่ว่าทัพของเล่าเจี้ยงได้เข้ามาประชิดแล้ว
แต่เล่าปี่ทำท่าเหมือนไม่ได้สนใจนักและบ่นว่าเมื่อไหร่อาหารจะมาสักที
ทันใดนั้นจูล่งที่นั่งอยู่ในงานเลี้ยงก็ลุกขึ้นแล้วบอกว่าตนจะไปนำมาให้โปรดรอสักครู่ แล้วเดินจากไปพร้อมกับถือเอาทวนประจำตัวไปด้วย
จากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 นาที จูล่งก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับหิ้วศรีษะเข้ามาหัวหนึ่งแล้วมอบให้เล่าปี่ ซึ่งศรีษะนั้นเป็นของแม่ทัพฝ่ายเล่าเจี้ยงที่ยกเข้ามาประชิด แล้วพูดกับเล่าปี่ว่าตนนำอาหารมาให้แล้ว
ม้าเฉียวซึ่งอยู่ในงานเลี้ยงด้วยถึงกับตะลึง ว่าจะมีคนที่ทำสงครามแบบนี้ได้ด้วย เพราะสภาพของจูล่งที่เดินกลับเข้ามานั้นยังคงเหมือนเมื่อตอนที่เดินออกไปทุกประการ ไม่มีบาดแผลหรือเหลื่อแม้สักหยด หน้าตายังคงสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดูไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งจะไปออกรบมาสักนิด
ก่อนที่ม้าเฉียวจะยอมสวามิภักดิ์นั้น เล่าปี่ได้ส่งเตียวหุยให้ไปปะทะกับเขามาก่อน ซึ่งผลปรากฏว่าเสมอกัน แต่ม้าเฉียวนั้นรู้สึกว่าโชคดีแล้วที่ตอนนั้นเสมอกับเตียวหุยเพราะหากเขาต้องมาพบกับจูล่งล่ะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผลจะเป็นยังไง
เมื่อยึดเสฉวนได้สำเร็จเป้าหมายต่อไปของเล่าปี่ก็คือการเข้ายึดเมื่อฮันต๋งซึ่งจะเป็นปราการสำคัญสำหรับอาณาจักรของเล่าปี่ในอนาคต
ภารกิจในการยึดฮันต๋งนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากแม่ทัพที่เฝ้าฮันต๋งนั้นก็คือแฮหัวเอี๋ยน 1 ใน 4 ขุนพลคนสนิทของโจโฉและยังเป็นญาติที่โจโฉไว้ใจมาก และยังมีซิหลงแม่ทัพผู้ปราดเปรื่องเป็นรองแม่ทัพด้วย
เล่าปี่ได้ส่งฮองตงแม่ทัพชราผู้เป็นจอมขมังธนูแห่งยุค เป็นทัพหน้าและมีหวดเจ้งเป็นที่ปรึกษา และด้วยแผนการรบของหวดเจ้งฮองตงก็สามารถตัดศรีษะแฮหัวเอี๋ยนและตีซิหลงแตกพ่ายพร้อมกับยึดเมืองฮันต๋งได้
ปีค.ศ.219 โจโฉต้องการล้างแค้นให้แฮหัวเอี๋ยน จึงยกกองทัพกว่า 2 แสนมาล้างแค้น
ฮองตงซึ่งกำลังลำพองในชัยชนะจึงขออาสาเป็นทัพหน้าอีกครั้ง
แต่จูล่งเองคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าฮองตงอายุมากแล้วอาจพลาดพลั้งได้ ตัวเองจึงขอไปแทน
เมื่อต่างก็ไม่ยอมกันเพราะถือในฝีมือทั้งคู่ เล่าปี่จึงได้ให้ฮองตงกับจูล่งเป็นทัพหน้าไปทั้งคู่ โดยฮองตงเป็นแม่ทัพใหญ่ จูล่งเป็นรองแม่ทัพ
เมื่อทั้งคู่ช่วยกันวางแผนการรบนั้น ฮองตงกับจูล่งซึ่งต่างก็ถือดีในฝีมือของตน ต่างจะขอเป็นฝ่ายยกทัพออกไปก่อน ในที่สุดทั้งคู่ยอมถอยให้กันคนละก้าว และอาศัยวิธีจับสลากเลือกว่าใครจะได้เป็นคนยกทัพออกไปก่อน
ฮองตงจับชนะ ได้ออกไปก่อน จูล่งจึงบอกว่าให้ท่านไปก่อนแต่หากเลยเที่ยงเมื่อไหร่ฮองตงยังไม่ชนะเขาจะยกทัพไปสมทบ เพราะไม่อยากเห็นแม่ทัพผู้เก่งกาจต้องตายไป โดยเมื่อเลยเที่ยงแล้วให้เป็นเวลาของเขา
ฮองตงยอมตกลง จึงยกทัพไปก่อน ส่วนจูล่งรอฟังผลการรบอยู่ในค่าย จนเมื่อเวลาเที่ยงแล้วยังไม่มีข่าวดีมาจากฮองตง เขาจึงตัดสินใจยกทัพตามไปเพราะได้สัญญากันไว้แล้ว
เมื่อยกทัพไปถึงพบว่าการสู้รบอยู่บนเนินเขาซึ่งจูล่งไม่อาจจะขี่ม้าอย่างที่ตัวเองถนัดขึ้นไปได้
แต่เขาไม่สนใจนำกองทัพเดินเท้าบุกขึ้นเนินเขาและตีข้าศึกจนแตกกระเจิงและมาติดอยู่ที่นายพลเจาปิงของฝ่ายโจโฉ จูล่งนั้นนึกว่าเจาปิงเป็นทหารของตัวเองจึงตะโกนถามไปว่าแล้วพวกเราอยูไหนกันหมด เจาปิงตอบกลับว่า พวกxxxตายหมดแล้ว จูล่งโกรธจึงฟันเจาปิงตายในฉับเดียว แล้วยกพลขึ้นไหล่เขาที่ๆฮองตงกำลังรบอยู่
เมื่อขึ้นมาถึงก็พบว่าทัพของฮองตงกำลังตกอยู่กลางวงล้อมข้าศึก จูล่งจึงบุกตีฝ่าทัพโจโฉจนแตกพ่ายและพาตัวฮองตงหนีออกมา ระหว่างทางหนีกลับนั้นไม่ว่าจะมีทหารข้าศึกขวางมากน้อยแค่ไหน ก็ถูกนักรับชุดขาวตีแตกกระเจิงทุกครั้ง จนโจโฉที่สังเกตการณ์จากที่สูงถึงกับเอ่ยว่า เจ้านั่นมันใครกัน ทุกที่ๆมันเดินไปราวกับไม่มีทหารของเราขวางอยู่เลย
ทหารฝ่ายเสนาธิการบอกโจโฉว่านั่นคือ เตียวจูล่ง ชาวเสียงสาน
โจโฉเมื่อได้ฟังถึงกับตกตะลึงและร้องว่า ไอ้เสือร้ายเมื่อเนินเตียงปันนั่นยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ และสั่งหยุดทัพไม่ให้รุกต่อทันที
เมื่อกลับมาที่ค่ายจูล่งบอกฮองตงว่าเขายกทัพไปช่วยครั้งนี้เพราะเห็นว่าตะวันถึงเที่ยงแล้วจึงเข้ารบตามที่ได้สัญญากันไว้ ฮองตงเมื่อได้ฟังถึงกับน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของจูล่ง
จูล่งเมื่อกลับค่ายแล้วก็ไม่ประมาทเพราะรู้ว่าโจโฉต้องสั่งทหารรุกตามมาแน่ จึงได้วางกลอุบายชนิดที่ทั่วทั้งแผ่นดินคนที่ใช้อุบายนี้ได้อย่างเกิดผลที่สุดคงจะมีเพียงเขาเท่านั้น
นั่นคือจูล่งเห็นว่าทัพของโจโฉที่ยกตามมานั้นมีมากกว่าหลายเท่า เขาจึงได้สั่วให้เปิดประตูค่าย แต่ให้กองทหารธนูแอบซุ่มไว้ ส่วนตัวเองขี่ม้าถือทวนออกไปยืนหน้าค่ายเพียงลำพัง
ทัพศัตรูที่ยกมานั้นเคยเห็นความเก่งกาจของจูล่งเมื่อครั้งเนินเตียงปันมาแล้วจึงได้แต่หยุดอยู่หน้าค่ายไม่กล้ายกเข้าไป ส่วนตัวเขานั้นยืนตะโกนท้าทายว่าหากศัตรูไม่กลัวตายก็เข้ามาได้เลย
ทัพศัตรูได้แต่หยุดอยู่แบบนั้นเพราะกลัวว่าจูล่งจะซุ่มทหารไว้ และเมื่อลังเลและเริ่มถอยทัพกลับ จูล่งถือโอกาสที่ศัตรูถอยทัพสั่งระดมยิงธนูเข้าใส่และยกทหารกองหนึ่งเข้าตีศัตรูจนแตกกระเจิงไปไกล
จากผลการรบครั้งนี้โจโฉถึงกับบอกต่อทหารของตนเองว่าหากพบจูล่งเมื่อไหร่ให้ระวังให้ดี
เมื่อเล่าปี่มาตรวจผลการรบถึงกับออกปากชมจูล่งว่า มีดีไปทั้งตัว และยกย่องจูล่งเป็น
หู่เวยเจียงจวุน หรือ นายพลพยัคฆ์เดช
ดีในที่นี้หมายถึงดีที่เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย ที่เล่าปี่พูดแบบนี้เพราะคนจีนมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนที่มีความกล้าหาญจะมีดีใหญ่ และความกล้าของจูล่งนั้นก็มีมากมายมหาศาล
เหตุการณ์นี้นี้เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกในสามก๊กทุกฉบับ
หลังเสร็จศึกที่ฮันต๋งนี้แล้ว เล่าปี่ก็ได้สถาปนาตนขึ้นเป็นฮั่นจงอ๋อง ก่อตั้งอาณาจักรจ๊กก๊กขึ้นและแต่งตั้งให้จูล่งขึ้นเป็น1 ในห้านายพลทหารเสือซึ่งว่ากันว่าเป็นยอดขุนศึกแห่งยุค ซึ่งประกอบไปด้วย
กวนอู เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว ฮองตง
โดยจูล่งนั้นยังคงรับตำแหน่งองครักษ์พิทักษ์ครอบครัวเล่าปี่อยู่เช่นเดิม
ตอนนี้มีจุดน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งซึ่งเป็นจุดเล็กๆที่คนอ่านสามก๊กหลายคนอาจมองข้ามไป โดยเฉพาะคนที่ดูหนังคงไม่รู้ เพราะในหนังไม่ได้เอ่ยถึงเลย
ในบันทึกประวัติศาสตร์นั้นได้บอกไว้ชัดแจ้งว่าเล่าปี่ที่เพิ่งยึดเมืองเสฉวนได้นั้น ได้ฉลองความสำเร็จอย่างใหญ่โต และได้นำเอาทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากเล่าเจี้ยงมาแจกจ่ายเป็นรางวัลให้แก่พรรคพวกดังนี้
กวนอู เตียวหุย ขงเบ้ง ได้รับทองคำแท่งคนละห้าร้อยชั่ง เงินแท่งหนึ่งพันชั่ง เงินเหรียญห้าสิบล้านอีแปะ ผ้าแพรหนึ่งหมื่นพับ
และเรือกสวนไร่นาซึ่งมิได้มีผู้ใดจับจองทำมาหากินนั้นให้แบ่งแก่ขุนนางใหญ่น้อยเป็นกำลังทำราชการสืบไป
แต่จูล่งคัดค้านว่าเมืองเสฉวนนี้มีศึก ราษฎรต่างพลัดพรากจากภูมิลำเนาที่ทำมาหากิน ซึ่งจะเอาเรือกสวนไร่นามอบให้ขุนนางนั้น ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของก็จะได้รับความเดือดร้อน ท่านจงให้ป่าวร้องไพร่บ้านพลเมืองว่า ภูมิลำเนาและเรือกสวนไร่นาของผู้ใดก็ให้เข้ามาอยู่ทำมาหากินดังเก่า ราษฎรจึงมีความสุขสืบไป เล่าปี่เห็นชอบด้วย ก็ให้ทหารไปประกาศป่าวร้องแก่ราษฎรตามที่จูล่งว่า
จากตรงนี้จะเห็นอะไรได้หลายอย่างว่าเล่าปี่นั้นเมื่อสามารถเข้ายึดเมืองเสฉวนได้แล้วก็เริ่มเผยธาตุแท้อีกด้านของตนออกมา หากไม่เพราะจูล่งเป็นผู้ที่ออกมาคัดค้านแบบนั้นราษฎรคงจะได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว
จูล่งเป็นขุนศึกเพียงไม่กี่คนของยุคนั้นที่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับของรางวัลและเงินทองที่ได้รับ เขาไม่เคยขอของใดๆจากเล่าปี่เลย แม้ตนจะมีความชอบมากมายแต่ก็มักไม่พูดถึงความชอบของตนนัก และไม่ชอบโอ้อวดหรือยกตนข่มท่าน เขาไม่เคยโอ้อวดตัวเองหรือขอท้าตีกับคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกันแม้แต่ครั้งเดียว อันเป็นวิสัยที่ตรงข้ามกกับกวนอูอย่างยิ่ง
นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาทำงานต่างๆไม่ค่อยพลาด ทั้งนี้เพราะเขารู้จักที่จะอ่อนน้อมต่อผู้อื่น สุขุมเยือกเย็น และรู้จักใช้สติปัญญา ที่สำคัญเลยคือยึดถือคุณธรรมเป็นที่ตั้ง เหตุนี้เขาจึงเป็นขุนศึกเพียงคนเดียวในจ๊กก๊กของเล่าปี่ที่ขงเบ้งนิยมใช้งานมากที่สุด เวลาที่ต้องอาศัยคนที่เชื่อใจได้เพราะในยามคับขันที่จำต้องใช้ความกล้าและฝีมือรบพุ่งเข้าแก้ไข จูล่งก็มีฝีมือที่ไม่เป็นสองรองใครติดตัว
และในปลาย ปี ค.ศ.219 ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เมื่อกวนอูที่อยู่เกงจิ๋วประกาศศักดายกทัพเข้าตีเมืองเซียงหยางที่โจหยินแม่ทัพแห่งก๊กวุยของโจโฉเฝ้าอยู่ แต่ขณะที่บุกตะลุยไปนั้นได้พลาดท่าเสียทีให้ลิบองและลกซุนแม่ทัพแห่งก๊กง่อของซุนกวนซึ่งแอบเข้ามาตลบหลัง และถูกจับประหารชีวิต
รายละเอียดส่วนนี้มีความน่าสนใจมาก ซึ่งผมจะยกไว้เล่าทีหลังเมื่อเขียนถึงเรื่องของกวนอู
แต่ตรงนี้มีจุดหนึ่งที่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองและของนักเขียนหลายคนที่ผมชื่นชอบต่างก็เห็นตรงกัน
นั่นคือหากเปลี่ยนตัวผู้ปกครองเกงจิ๋วจากกวนอูมาเป็นจูล่งแล้ว บางทีเกงจิ๋วอาจจะไม่เสียให้ลิบองและพันธมิตรเล่าปี่ซุนกวนก็คงไม่เกิดรอยร้าวขึ้น จนภายหลังได้กลายเป็นจุดเริ่มของการเสื่อมถอยของจ๊กก๊กและการตายของเล่าปี่
จริงๆแล้วอยากจะเล่าแต่ผมกลัวว่ามันจะไปไกลเพราะตรงนี้น่าจะเก็บไว้ในเรื่องของกวนอูหรือเรื่องของเล่าปี่มากกว่า
เอาเป็นว่าเมื่อเสียเกงจิ๋วให้ซุนกวนแล้วเล่าปี่และเตียวหุยก็เสียใจอย่างหนักและคิดจะยกทัพไปแก้แค้นแต่เหล่าขุนนางทัดทานไว้ เล่าปี่จึงรอก่อน
ปีค.ศ.222 เล่าปี่ไม่รออีกแล้วเหตุหนึ่งเพราะเตียวหุยคอยรบเร้า ทำให้ตัดสินใจยกกองทัพไปตีซุนกวนเพื่อล้างแค้น ช่วงที่เตรียมทัพนั้นเตียวหุยโดนทหารของตัวเองสังหารและหนีไปหาซุนกวน ดังนั้นในเดือน 6 โดยที่ไม่สนใจคำทัดทานของจูล่งรวมถึงฎีกาห้ามปรามของขงเบ้ง
เล่าปี่เกณฑ์คนถึง 7 แสนคนโดยมีฮองตงเป็นทัพหน้า ส่วนจูล่งเนื่องจากเขาเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการทำศึกครั้งนี้จึงได้เป็นเพียงกองส่งเสบียงเท่านั้น รวมไปถึงขงเบ้งที่ต้องอยู่เฝ้าเมืองเสฉวน
ผงจากการที่ไม่มีจูล่งอยู่ในทัพหน้านั้นสาหัสยิ่งนักเมื่อฮองตงแม่ทัพเฒ่าใจร้อนเกินไปในการเข้าโจมตีจนต้องจบชีวิตลง และอุยเอี๋ยนแม่ทัพที่ชำนาญการศึกอีกคนต้องอยู่เฝ้าเมืองฮันต๋ง นั่นทำให้เล่าปี่ไม่มีขุนศึกที่ชำนาญด้านการศึกหลงเหลือแม้แต่คนเดียว และเมื่อต้องไปปะทะกับลกซุน แม่ทัพหนุ่มผู้เป็นบัณฑิตอัจฉริยะ กองทัพ 7 แสนของเล่าปี่ก็ถูกไฟคลอกตายและแตกพ่ายยับเยิน ซึ่งศึกครั้งนี้ถูกเรียกว่า สงครามอิเหลง
ยังดีที่จูล่งซึ่งอยู่แนวหลังนำกองทัพของตนช่วยพาเล่าปี่หนีกลับมาได้
จากนั้นไม่นานเล่าปี่ก็ป่วยหนักและประทับอยู่ที่เมืองเป๊กเต้เสียเพราะไม่กล้ากลับไปสู้หน้าขงเบ้งและเหล่าขุนนางในเสฉวนที่ทัดทานเรื่องศึกครั้งนี้
ปี ค.ศ.223 เล่าปี่เรียกตัวลูกชาย 2 คนและขงเบ้งให้มาเข้าเฝ้าพร้อมทั้งสั่งให้ขงเบ้งช่วยดูแลบ้านเมืองต่อ จากนั้นรับสั่งกับจูล่งให้ช่วยดูแลอาเต๊าและครอบครัวของพระองค์ด้วยและสิ้นพระชนม์ไป
เมื่อเล่าปี่สิ้นพระชนม์ลง อาเต๊าจึงได้ขึ้นครองราชย์ด้วยวัยเพียง 16 ปี นามพระเจ้าเล่าเสี้ยน
ขงเบ้งได้รับแต่งตั้งให้เป็นมหาอุปราชมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ส่วนจูล่งได้รับแต่งตั้งเป็น
หย่งชาง ถิงโหว ซึ่งเป็นตำแหน่งอะไรผมเองก็ไม่แน่ใจนัก
แต่กระนั้นก็ยังคงรับหน้าที่องครักษ์ของเล่าเสี้ยนอยู่เช่นเดิม
เวลาผ่านไปหลายปี ขงเบ้งในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด คิดที่จะรวบรวมทหารบุกตีวุยก๊กซึ่งในเวลานั้นโจผีบุตรของโจโฉได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้นามพระเจ้าเว่ยวุ๋นตี้
ก่อนจะเปิดศึกนั้นขงเบ้งได้ยกทัพบุกลงใต้เพื่อปราบเผ่าหมานที่กระด้างกระเดื่องโดยมีจูล่งร่วมทัพไปด้วย แต่ผลงานของจูล่งในการศึกนี้ไม่ได้เด่นชัดนักจึงไม่ขอพูดถึง
ชื่อของจูล่งห่างหายจากสมรภูมิไปหลายปี ในที่สุดก็ได้กลับมาอีกครั้ง
เมื่อในปี ค.ศ.228 ขงเบ้งยกทัพใหญ่บุกตีหัวเมืองต่างๆทางทิศเหนือเพื่อใช้เป็นช่องทางสำหรับเข้าตีเมืองเตียงฮันในภายหลัง
จูล่งยามนี้มีอายุได้ 70 กว่าปีแล้ว ผมขาวไปทั้งหัว หน้าตามีร่องรอยแห่งความชรา แต่ความห้าวหาญและฝีมือรบอันเลื่องลือนั้นยังคงดังเดิม
ในการเข้าตีวุยก๊กนี้ ขงเบ้งเรียกระดมนายพลและแม่ทัพทั้งหมดกว่า 33 คน แต่ในนั้นไม่มีชื่อของจูล่ง ซึ่งเป็นแม่ทัพที่ฝีฝีมือการรบเป็นอันดับหนึ่งของแคว้นไม่
จูล่งจึงเข้าพบขงเบ้งและถามว่าทำไมศึกใหญ่แบบนี้จึงไม่มีชื่อตนอยู่ด้วย ขงเบ้งจึงว่าเมื่อครั้งไปปราบเบ้งเฮ็กก็เสียม้าเฉียวซึ่งป่วยหนักไปคนแล้ว บัดนี้ห้าทหารเสือผู้ยิ่งยงแห่งจ๊กก๊กเหลือเพียงจูล่งเป็นคนสุดท้าย และมีอายุมากแล้วกลัวว่าจะพลาดท่าในสนามรบและทำให้เสียเกียรติประวัติไป
จูล่งจึงว่าข้าทำศึกมาตั้งแต่หนุ่มจนอายุเพียงนี้ ก็ยังไม่เคยพ่ายแพ้แก่ผู้ใด ในที่สุดขงเบ้งก็ยอมให้จูล่งเป็นแม่ทัพหน้าในการเข้าตีข้าศึกก่อนผู้อื่น ซึ่งเหตุหนึ่งเป็นเพราะขงเบ้งรู้ว่าจูล่งเป็นผู้ที่เล่าปี่ผู้ล่วงลับให้ความรักใคร่นับถือมาก จึงไม่กล้าขัดใจเท่าไหร่
ดังนั้นตำแหน่งแม่ทัพหน้าซึ่งควรจะเป็นของคนหนุ่มจึงกลายเป็นของแม่ทัพชราไป
ในการศึกครั้งนี้กองหน้าของจูล่งมีทหารเพียง 5 กองพัน แต่ฝ่ายก๊กวุย ซึ่งให้แม่ทัพแฮหัวหลิม ผู้เป็นเขยของพระเจ้าโจผีออกมารับศึกนั้นมีกองพลถึง 20 กองพล ส่วนทัพหน้านั้นมี 8 กองพล
จำนวนทหารนั้นผมไม่ทราบแน่ชัดแต่ดูจากจำนวนกองพลที่ต่างกันมากนั้นก็บอกให้รู้แล้วว่าจำนวนทหารของทั้ง 2 ฝ่ายต่างกันมากแค่ไหน แต่สิ่งที่เป็นตัวแปรนั้นก็คือการที่กองกำลัง 5 กองพันนั้นมีผู้ควบคุมคือจูล่ง
ผู้นำทัพหน้าของแฮหัวหลิมนั้นคือ ฮันเต๊ก ซึ่งมีชื่อในด้านการเป็นมือขวาน เขามีลูกชาย 4 คน เอ๋ง เอี๋ยว เขง และกี๋ ซึ่งทั้ง 4 ต่างก็เชี่ยวชาญในการรบเช่นกัน
ในการปะทะของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น จูล่งขี่ม้าขาวอยู่หน้าทัพของตน เตรียมปะทะกับกับฮันเต๊กและลูกทั้ง 4 คน
ฮันเอ๋งเข้าปะทะคนแรกและเสียท่าให้กับจูล่งด้วยการโจมตีเพียงสามท่า เอี๋ยว เขงและกี๋จึงเข้ามาพร้อมกัน และรุมจูล่งทั้ง 3 ด้านแต่ก็ไม่เทียบกับความโชกโชนในการรบของจูล่งได้ สุดท้ายเอี๋ยวถูกจับเป็นเชลย เขงและกี๋ตายในที่รบ
ฮันเต๊กผู้พ่อถึงกับตกตะลึงในฝีมือการรบที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนจึงควบม้าหนีเข้าเมือง แฮหัวหลิมโกรธมากจึงให้จัดกำลังพลใหม่และให้ฮันเต๊กแก้ตัว
ฮันเต๊กจึงนำกองทัพออกมาอีกหมายจะxxx้ชื่อของจอมขวานแห่งวุยก๊ก แต่เมื่อเข้าปะทะกับจูล่งเพียงสามท่าก็ถูกแทงตาย ทัพของแฮหัวหลิมจึงแตกพ่ายอีกครั้ง
เตงจี๋ผู้เป็นรองแม่ทัพได้เห็นฝีมือของคนอายุ 70 อย่างจูล่งแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ที่จูล่งสามารถผลาญชีวิตแม่ทัพของศัตรูได้ 4 คนในวันเดียวและยังจับเป็นอีกหนึ่งด้วย
จากผลการรบนี้ทำให้ฝ่ายจ๊กก๊กได้ชัยและสามารถรุกคืบเข้าไปใกล้เมืองเตียงฮันทุกขณะ
ทัพของขงเบ้งนั้นมาหยุดที่เขากิสานซึ่งเป็นจุดที่จะเข้าสู่เตียงฮันเต็มที ทำให้ทางฝ่ายโจผีตัดสินส่ง สุมาอี้ ยอดอัจฉริยะจอมแสบแห่งยุคและเป็นผู้เดียวที่ขงเบ้งครั่นคร้ามเป็นแม่ทัพออกมาต้าน
ผลการศึกระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้นั้นผมจะขอสรุปอย่างย่อๆว่า เป็นเพราะการเลือกใช้คนที่ผิดพลาดของขงเบ้งทำให้ทัพจ๊กก๊กต้องพ่ายแพ้และถอยกลับอย่างไม่เป็นขบวน
ในศึกครั้งนี้จูล่งไม่ได้รับเป็นทัพหน้า แต่ขงเบ้งใช้ให้เขาไปเป็นทัพอิสระคอยโจมตีอยู่ที่ราบลุ่มกิก๊กซึ่งไม่ได้เป็นจุดที่ชี้ขาดการรบ
จูล่งนั้นแม้จะถูกใช้ให้แยกมาจากทัพใหญ่แต่ก็ยังคงความจมูกไวในแบบของยอดแม่ทัพอยู่ เขาจะคอยส่งคนไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวของทัพใหญ่อยู่ตลอดเวลาว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อรู้ว่าทัพใหญ่เกิดแตกพ่ายและถอยทัพกลับ เขาก็ไม่รอช้ารีบสั่งการให้ทัพของตนแปรสภาพเป็นทัพระวังหลังให้กับกองทัพใหญ่ทันที เผื่อว่าจะได้ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง
ในตอนนี้เองที่จูล่งได้ฝากกลยุทธ์ในการถอยระดับสูงเอาไว้ให้โลกได้ตะลึง ซึ่งตรงจุดนี้ผมค่อนข้างเสียดายอยู่บ้างเพราะว่าในหนังสามก๊กนั้นได้ตัดส่วนนี้ทิ้งไป ทั้งที่การถอยทัพกลับของจูล่งในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและความกล้าหาญอันสูงส่งของเขาที่รวมอยู่ในตัวคนเดียว และเป้นการถอยทัพในแบบที่คงจะไม่มีใครอีกแล้วในประวัติศาสตร์จีนที่ทำได้เช่นเดียวกับเขา
เรื่องคือจูล่งรุ้ว่าสุมาอี้จะต้องใช้ให้ทหารของตนเข้าติดตามกองทัพของขงเบง ดังนั้นทัพของเขาซึ่งเป้นเพียงทัพเดียวที่ยังไม่ได้รับความบอบช้ำจึงควรต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยให้ทัพใหญ่ถอยกลับไปได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเขาจึงให้เตงจี๋ซึ่งเป็นรองแม่ทัพของตน ชักธงที่มีตัวหนังสือเขียนว่า จูล่ง ชาวเสียงสาน แล้วนำไปกับกองทัพจำนวนหนึ่งเพื่อหลอกล่อให้ทัพสุมาอี้ไล่ตามไป ส่วนตัวเองแอบซุ่มอยู่ในราวป่า เมื่อกองติดตามของศัตรูไล่ตามมาก็เข้าตีจนเกิดความสับสนและให้เตงจี๋นำกองทัพที่แกล้งถอยหันกลับเข้ารบ ก็จะขยี้ข้าศึกได้ราบเรียบ ซึ่งแผนการของจูล่งครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ถึงจะตีกองติดตามจนแตกไปแล้ว ก็ยังคงมีกองหนุนตามมาอีก จูล่งจึงใช้แผนการที่ถ้าไม่ใช่ตัวเขาเป็นผู้กระทำมันก็จะไม่บรรลุผล
นั่นคือจูล่งปล่อยให้กองพลของตัวเองเดินล่วงหน้าไปก่อน 12 กิโลจากนั้นตัวเขาเพียงผู้เดียว ขี่ม้าขาว เกราะขาว มือหนึ่งถือทวน ยืนรอทัพหนุนของข้าศึก
เมื่อกองหนุนของข้าศึกตามมาและเห็นนักรบชัดขาวขี่ม้าขาวยืนรออยู่เพียงลำพัง ก็รู้ว่านั่นคือ จูล่ง จึงไม่มีใครกล้าผลีผลามบุกเข้าไป จูล่งยืนคอยอยู่ถึงเวลาเย็นเมื่อไม่เห้นทหารข้าศึกบุกเข้ามาจึงควบม้าออกไป
การกระทำอันองอาจที่เหมือนเย้ยทหารวุยก๊กนี้ ได้ถูกรายงานไปให้กองบัญชาการทราบ ซึ่งแม่ทัพซึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร โกรธมากจึงสั่งให้นายพลบั้นแจ้งนำกองทหารเข้ารบและจับตัวจูล่งมาให้ได้
บั้นแจ้งเกิดทิฐิจึงนำกองทหารไปหนึ่งกองร้อย และได้พบกับจูล่งที่กำลังควบม้าถอยกลับไปตามปกติ จูล่งเมื่อเห็นบั้นแจ้งกับทหารหนึ่งกองร้อยก็หัวเราะ ซึ่งระยะห่างตอนนั้นไกลเกินกว่าที่จะรบกันด้วยอาวุธ จูล่งจึงง้างเกาทัณฑ์ยิงใส่พู่หมวกของบั้นแจ้งจนร่วงลง เพื่อเป็นการประกาศฝีมือ
บั้นแจ้งแม้จะกลัวแต่ก็ยังรกเกียรติดังนั้นจึงควบม้าตรงเข้าหาจูล่งอย่างบ้าบิ่น จูล่งเห้นดังนั้นจึงใช้ฝีมือทวนเล่นงานจนบั้นแจ้งตกลงจากหลังม้า แต่จูล่งไม่ฆ่าเขาเพียงเอาปลายทวนจ่อคอหอยและกล่าวว่าถึงจะฆ่าไปก็เท่านั้น ให้บั้นแจ้งกลับไปแจ้งนายให้ยกทัพออกมาสู้ ตัวเขาจะคอยท่าอยู่ที่นี่
บั้นแจ้งรีบลนลานกลับไปแจ้งแม่ทัพของตน ฝ่ายจูล่งนั้นรออยู่จนถึงเวลาเย็นแต่ก็ยังไม่มีทัพศัตรูมา เขาจึงควบม้าออกไปตามเดิม ซึ่งนั่นเป็นเพราะแม่ทัพของวุยก๊กได้ขยาดต่อฝีมือของเขาเกินกว่าที่จะกล้าออกมาสู้ด้วย
จากนั้นกองทัพของจูล่งก็ได้กลับเข้าค่ายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เสียทหารหรือม้าแม้แต่ตัวเดียว ทั้งที่กองทหารอื่นๆของจ๊กก๊กนั้นต่างก็แตกกระเจิงกลับมาหมด
ในหนังสือสามก๊กพูดถึงตรงนี้ไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อตอนที่ขงเบ้งกลับมาถึงค่ายนั้น รู้สึกกังวลใจกับจูล่งที่ตนได้สั่งให้แยกไปฏิบัติการโดยลำพัง เพราะในขณะที่ทุกทัพถอยกลับมาหมดแล้วยังไม่ได้ข่าวคราวจากทัพของจูล่งเลย
จนเมื่อจูล่งกับเตงจี๋นำกองทหารกลับมาโดยที่ไม่เสียไพร่พลแม้แต่คนเดียวนั้น ขงเบ้งถึงกับพิศวงว่าจูล่งทำได้อย่างไร จึงสอบถาม แต่จูล่งไม่สนใจที่จะตอบโดยพูดในทำนองที่ว่านั่นไม่ได้เป็นผลงานยิ่งใหญ่อะไรเพราะทัพใหญ่เป้นฝ่ายพ่ายแพ้
เตงจี๋ทนเฉยไม่ไหวจึงบอกต่อขงเบ้งถึงการกระทำอันห้าวหาญและเปี่ยมด้วยปัญญาของจูล่งที่นำทหารถอยทัพกลับมาได้ เมื่อขงเบ้งได้ยินแล้ว ก็ถึงกับรำพึงว่า
นี้เป็นทหารเอกหาผู้เสมอเหมือนมิได้
จากนั้นจึงปูนบำเหน็จให้อย่างงาม แต่จูล่งมิใช่คนที่หลงไหลในเงินทอง และของรางวัล เขาถือว่าทั้งกองทัพประสบความพ่ายแพ้ จึงไม่สมควรที่จะประทานรางวัล เขาจึงได้ปฏิเสธที่จะรับและกล่าวว่า
ขอให้นำทองซึ่งเขาได้เป็นบำเหน็จนี้คืนแก่ท้องพระคลังเถิด และถ้าถึงกำหนดเบี้ยหวัดแล้วจงเอาแจกแก่ทหารทั้งปวง
ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนของจูล่งนี้ หนังสือสามก๊กได้บันทึกว่า นับแต่นั้นไปขงเบ้งก็มีความคารวะจูล่งเป็นอันมาก
และนั่นก็เป็นวีรกรรมครั้งสุดท้ายของเขาด้วย
ปี ค.ศ. 229 ขงเบ้งตระเตรียมกำลังพลหวังที่จะบุกวุยก๊กอีกครั้ง ซึ่งในหนังสือสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหนได้แปลไว้ดังนี้
ขณะเมื่อประชุมทหารพร้อมอยู่นั้น พอเกิดลมหัด้วนพัดมาถูกกิ่งสนตรงหน้าโรงประชุมขุนนางหักสะบั้นลง ทหารทั้งปวงพากันตกใจ ขงเบ้งจึงจับยามดู ก็รู้ว่าทหารเอกตายเป้นมั่นคง จึงบอกแก่ขุนนางและทหารทั้งปวงว่าบัดนี้ทหารเอกเขี้ยวศึกของเราตายเสียแล้ว พอขาดคำลงทหารคนหนึ่งก็เข้ามบอกว่า เตียวกอง เตียวหอง บุตรจูล่งจะเข้ามาหาท่าน
ขงเบ้งแจ้งดังนั้นก็รู้ว่าจูล่งถึงแก่ความตาย กระทืบเท้าทิ้งจอกสุราลงเสีย ขณะนั้นเตียวกอง เตียวหอง ก็เข้ามาคำนับบอกว่า เวลาคืนนี้ประมาณสามยามบิดาข้าพเจ้าถึงแก่ความตายแล้ว ขงเบ้งก็ร้องไห้รักจูล่งจนสลบไป ครั้นฟื้นขึ้นแล้วจึงว่า อันจูล่งถึงแก่ความตายนี้เสมือนหนึ่งแขนซ้ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนหักด้วยเป็นนายทหารผู้ใหญ่เขี้ยวศึกมา ทหารทั้งปวงก็พากันร้องไห้รักจูล่งทุกคน แล้วขงเบ้งก็ให้บุตรจูล่งไปแจ้งแก่พระเจ้าเล่าเสี้ยน ณ เมืองเสฉวน
พระเจ้าเล่าเสี้ยนแจ้งว่าจูล่งถึงแก่ความตายก็ทรงพระกันแสงรำพันไปถึงความหนหลังทุกประการ แล้วก็ให้แต่งการศพจูล่งไปฝังไว้ที่สมควร จึงปลูกเป็นศาลเทพารักษ์ไว้บูชามาตราบเท่าทุกวันนี้ แล้วตั้งให้บุตรจูล่งทั้งสองเป็นทหารผู้ใหญ่
นี่คือครั้งสุดท้ายที่ได้กล่าวถึงจูล่งในสามก๊ก
พอมานึกดูให้ดีแล้วจูล่งเป็นตัวละครที่มีความพิเศษเหนือกว่าตัวละครอื่นอยู่หลายอย่าง
เขาเป็นคนเดียวในเรื่องสามก๊กที่ไม่เคยพ่ายศึกแม้แต่ครั้งเดียว
เขาเป็นขุนศึกเพียงไม่กี่คนในเรื่องสามก๊กที่มีพร้อมทั้งความสามารถในเชิงยุทธและสติปัญญาในการวางกลอุบาย
เขาเป็นขุนศึกที่มีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนและเปี่ยมไปด้วยความสุขุมรอบคอบมากที่สุดในบรรดาขุนศึกทั้งหมดของจ๊กก๊ก
เขาเป็นผู้ที่ไม่มีข้อด่างพร้อยในเรื่องผู้หญิงเลยสักครั้ง
เขาเป็นยอดนักรับที่สร้างวีรกรรมความกล้าในแบบเดียวกันถึงหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเนินเตียงปัน แม่น้ำแยงซีเกียง ที่ราบสูงเมืองฮันต๋ง และที่ราบสูงกิก๊ก สถานที่เหล่านี้คือที่ๆเขาได้สร้างผลงานความกล้าหาญเอาไว้
เขาเป็นยอดนักรบที่มีคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
ที่สำคัญที่สุดที่ต่างไปจากคนอื่นมากนั่นคือ เขาเป็นผู้ที่ตายดีที่สุดคนหนึ่งในเรื่องสามก๊ก
ในเรื่องสามก๊กนั้นเป็นเรื่องของการแก่งแย่งฆ่าฟันกัน บรรดาผู้กล้ามากมายเมื่อในยามที่จะตายต่างก็ล้วนไม่ตายดีด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะผลกรรมที่พวกเขาได้ทำไว้จากการเข่นฆ่าผู้อื่น
เล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน ผู้ก่อตั้งก๊กทั้งสามต่างป่วยหนักและต้องพบความทรมานก่อนตายทั้งสิ้น
กวนอูถูกประหาร เตียวหุยถูกฆ่าตัดคอขณะหลับ ขงเบ้งต้องตรอมใจตายในสนามรบ
บังทองถูกธนูยิงตาย ม้าเฉียวตรอมใจตายโดยที่ไม่ได้แก้แค้นให้พ่อ ฮองตงทนพิษบาดแผลไม่ไหว ลิโป้ถูกประหาร ตั๋งโต๊ะโดนฆ่า อ้วนเสี้ยวตรอมใจ ซุนฮกกินยาพิษฆ่าตัวตาย จิวยี่ป่วยหนัก รวมถึงสุมาอี้ด้วย
เกือบทุกคนที่เป็นคนดังในเรื่องสามก๊กต่างต้องพบจุดจบไม่ดีทั้งนั้น
แต่จูล่งในวาระสุดท้ายของเขาได้กลับมานอนตายอย่างสงบอยู่ที่เตียงนอนในบ้านของตนเอง และจากไปโดยที่ไม่ได้มีท่าทางของคนที่คร่าชีวิตผู้อื่นในสนามรบทั้งที่เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่ฆ่าคนไปมากมาย
แต่เขาเป็นคนที่ฆ่าด้วยความจำเป็นเท่านั้น จุดนี้เป็นจุดที่น่านับถือที่สุด เพราะบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในเรื่องสามก๊กหลายต่อหลายคนมักจะฆ่าคนอย่างไม่มีเหตุผลหรือตามอารมณ์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน หรือแม้แต่ กวนอู เตียวหุย ขงเบ้ง
แต่กับจูล่งคนที่เขาฆ่าจะมีเพียง 2 พวกเท่านั้นคือคนที่เป็นศัตรูของเขากับคนเลวที่สมควรตาย แต่ในยามปกติเขาจะเป็นสุภาพชนที่พูดน้อยและนอบน้อมต่อผู้อื่นเสมอ โดยไม่มีลักษณะของนักรบที่เข่นฆ่าผู้อื่นเลย
ความซื่อสัตย์ภักดีของเขาที่มีต่อราชวงศ์ของเล่าปี่ก็เป็นของจริง และได้รับการพิสูจน์มาแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์เหมือนกับกวนอู
จะว่าไปแล้วการที่กวนอูได้เป็นเทพเจ้านั้นเกิดจากการยกย่องของชาวแมนจูที่เข้ามาปกครองเมืองจีนในช่วงหลัง โดยเหตุผลสำคัญที่ยกย่องกวนอูนั้นจะขอบอกสั้นๆว่าเพื่อผลทางการปกครอง
แต่จูล่งนั้นมีหลายสิ่งที่ขัดกับความตั้งใจของชาวแมนจูนั่นคือว่า จูล่งเคยรับใช้กองซุนจ้านมาก่อนที่จะมาอยู่กับเล่าปี่ ไม่เหมือนกวนอูซึ่งอยู่กับเล่าปี่ตั้งแต่แรก ซึ่งแบบนี้ชาวแมนจูถือว่าเป็นข้าสองเจ้า ไม่เหมือนกวนอูที่ไปอยู่กับโจโฉแล้วก็ยังกลับมาอยู่กับเล่าปี่อีก
จูล่งเป็นคนที่มีลักษณะขัดผลประโยชน์ของผู้เป็นนาย อย่างครั้งที่เล่าปี่จะประทานรางวัลและที่ดินให้แก่ข้าราชการของตนเมื่อเข้าเสฉวนได้ใหม่ๆนั้น จูล่งเป็นผู้เดียวที่ออกมาคัดค้านและเห็นว่าควรให้ราษฎรก่อน
ตัวจูล่งซึ่งเคยมีการกระทำที่มีการขัดต่อผลประโยชน์ของนายเช่นนี้ หากว่าชาวแมนจูยกย่องเขาเป็นเทพเจ้า ผู้เป็นนายก็ปากแห้งเท่านั้น ซึ่งกวนอูนั้นไม่เคยมีการกระทำตรงนี้ เพราะมีการให้รางวัลครั้งใดเขาก็รับแบบเต็มที่อยู่แล้วทุกครั้ง
ความดีที่เขาได้กระทำไว้นั้น ได้รับผลตอบแทนเมื่อตายไปแล้วเมื่อพระเจ้าเล่าเสี้ยนเห็นควรให้ตั้งบรรดาศักดิ์ย้อนหลังแก่จูล่งเป็น ซุ่นผิงโหว หรือพระยาสามัญนิยม
ถ้าความสำเร็จของคนวัดกันที่ว่าคนรุ่นหลังจะพูดถึงคนๆนั้นแบบไหนล่ะก็ผมถือว่าจูล่งเป็นผู้หนึ่งในสามก๊กที่ผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง
เพราะนี่คือตัวละครหนึ่งเดียวในเรื่องสามก๊กที่ไม่มีใครในยุคหลังหาจุดด่างพร้อยในประวัติชีวิตและการกระทำของท่านได้ นอกจากนี้คุณธรรมของท่านที่แสดงออกมาและได้รับบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็เป็นความจริงใจที่มิได้เกิดจากการเสแสร้งเหมือนตัวละครบางตัว
ขอคารวะดวงวิญญาณของท่านครับ
.
ขอขอบคุณท่านผู้เขียนบทความนี้ด้วยนะคับ ขอโทษที่ผมจำที่มาไม่ได้
| Create Date : 20 เมษายน 2548 |
| Last Update : 20 เมษายน 2548 22:23:29 น. |
|
44 comments
|
| Counter : 1642 Pageviews. |
 |
|
|
| โดย: อภิวัฒน์ เซมมอนต์ IP: 58.10.149.55 วันที่: 22 ธันวาคม 2549 เวลา:12:16:18 น. |
|
|
|
| โดย: ทิม IP: 203.172.36.85 วันที่: 31 พฤษภาคม 2550 เวลา:14:03:08 น. |
|
|
|
| โดย: นาย อดิชัย บุญคุ้ม IP: 203.172.221.177 วันที่: 8 มิถุนายน 2550 เวลา:14:05:02 น. |
|
|
|
| โดย: นาย อดิชัย บุญคุ้ม IP: 203.172.221.177 วันที่: 8 มิถุนายน 2550 เวลา:14:06:46 น. |
|
|
|
| โดย: ภูมิ ปรานะพรม(ผู้ไว้อาลัยจูล่ง) IP: 125.25.103.58 วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:30:31 น. |
|
|
|
| โดย: fuk IP: 58.8.181.70 วันที่: 29 กันยายน 2550 เวลา:14:23:06 น. |
|
|
|
| โดย: ศรัทธา IP: 58.9.109.2 วันที่: 21 ธันวาคม 2550 เวลา:16:27:36 น. |
|
|
|
| โดย: สาวกสามก็ก IP: 125.24.61.233 วันที่: 11 มกราคม 2551 เวลา:10:18:27 น. |
|
|
|
| โดย: Principe Del Sole IP: 202.183.130.210 วันที่: 18 มกราคม 2551 เวลา:10:09:54 น. |
|
|
|
| โดย: นพรุจ IP: 125.27.31.92 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:15:37 น. |
|
|
|
| โดย: นพรุจ IP: 125.27.31.92 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:15:37 น. |
|
|
|
| โดย: นพรุจ IP: 125.27.31.92 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:21:05 น. |
|
|
|
| โดย: ไทรสวย IP: 202.142.194.100 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:16:04:13 น. |
|
|
|
| โดย: เลิฟๆ IP: 202.142.194.100 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:16:06:20 น. |
|
|
|
| โดย: บอม IP: 117.47.145.238 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:11:48:29 น. |
|
|
|
| โดย: กำเหลง IP: 58.8.101.184 วันที่: 29 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:58:07 น. |
|
|
|
| โดย: 11 IP: 125.25.162.53 วันที่: 3 มีนาคม 2551 เวลา:12:03:45 น. |
|
|
|
| โดย: มุกโกะ IP: 124.120.237.55 วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:15:19:16 น. |
|
|
|
| โดย: เด็กจ็กก็ก สุดยอดขุดพลเหนือพยัคฆ์ IP: 222.123.203.222 วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:15:37:01 น. |
|
|
|
| โดย: เด็กหน้าราม IP: 117.47.83.96 วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:12:04:11 น. |
|
|
|
| โดย: จูล่งเสียงสาน IP: 58.64.53.230 วันที่: 13 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:01:34 น. |
|
|
|
| โดย: เด็กสามก๊กจ้า IP: 58.64.53.230 วันที่: 13 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:28:20 น. |
|
|
|
| โดย: miki IP: 125.26.30.96 วันที่: 15 พฤษภาคม 2551 เวลา:10:36:10 น. |
|
|
|
| โดย: หานซิ่น เเห่ง ทางไม้ขาด IP: 124.120.124.140 วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:0:04:24 น. |
|
|
|
| โดย: เอิท IP: 58.9.234.205 วันที่: 17 พฤษภาคม 2551 เวลา:13:09:01 น. |
|
|
|
| โดย: แปปป IP: 117.47.102.36 วันที่: 22 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:24:24 น. |
|
|
|
| โดย: อิอิ IP: 117.47.102.36 วันที่: 22 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:26:23 น. |
|
|
|
| โดย: อิอิ IP: 117.47.102.36 วันที่: 22 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:26:30 น. |
|
|
|
| โดย: ผมบูมครับ IP: 117.47.97.48 วันที่: 27 มิถุนายน 2551 เวลา:21:11:53 น. |
|
|
|
| โดย: ระวิภาส IP: 125.24.219.159 วันที่: 2 สิงหาคม 2551 เวลา:17:28:50 น. |
|
|
|
| โดย: เลื่อมใส IP: 203.172.199.254 วันที่: 14 สิงหาคม 2551 เวลา:14:39:46 น. |
|
|
|
| โดย: Botulinum IP: 58.137.145.230 วันที่: 16 สิงหาคม 2551 เวลา:14:37:24 น. |
|
|
|
| โดย: เบียร์คัฟ IP: 124.120.67.176 วันที่: 25 สิงหาคม 2551 เวลา:19:01:17 น. |
|
|
|
| โดย: พลอย IP: 222.123.173.54 วันที่: 7 กันยายน 2551 เวลา:21:24:16 น. |
|
|
|
| โดย: pan IP: 202.29.83.65 วันที่: 26 กันยายน 2551 เวลา:8:43:49 น. |
|
|
|
| โดย: ตุ้ย IP: 124.120.161.168 วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:15:08:17 น. |
|
|
|
| โดย: faozee IP: 202.91.19.204 วันที่: 4 ตุลาคม 2551 เวลา:16:59:40 น. |
|
|
|
| โดย: sombat@hotmail.com IP: 202.29.53.47 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2551 เวลา:12:18:28 น. |
|
|
|
| โดย: พล IP: 222.123.230.233 วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:16:56:43 น. |
|
|
|
| โดย: tiger IP: 125.25.82.195 วันที่: 21 มกราคม 2552 เวลา:10:25:36 น. |
|
|
|
| โดย: หานซิ่น เเห่ง ทางไม้ขาด IP: 124.120.120.90 วันที่: 10 มีนาคม 2552 เวลา:0:35:57 น. |
|
|
|
| โดย: จูกัดเหลียง IP: 124.120.11.47 วันที่: 16 เมษายน 2552 เวลา:12:00:29 น. |
|
|
|
| โดย: ยุง ยัง ชุม คุงจึ๊ก จึ๊ก IP: 125.27.195.166 วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:17:13 น. |
|
|
|
| โดย: ผีแดง IP: 113.53.165.162 วันที่: 29 ธันวาคม 2552 เวลา:19:22:48 น. |
|
|
|
| |
|
|