กันยายน 2560

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
จากสาวแบงค์ สู่ชีวิตออแพร์ (Au Pair) 2 ปีในอเมริกา


สวัสดีค่ะ(ก๊อปมาจากกระทู้ของเราเเองในพันทิปอีกทีนะคะ)
วันนี้มีเวลาว่างเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในต่างแดนของเรา
เป็นช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่นี่ก่อนย้ายกลับไทยค่ะ
โดยปีแรกเราอยู่กับโฮสบ้านแรกที่ รัฐเพนซิลเวเนีย (โฮสไปๆมาๆ 2 บ้านกับที่รัฐฟลอริด้า ซึ่งเราก็ต้องเดินทางไปๆมาๆกับเค้าด้วย)
เด็กแฝด 2 คน ชายหญิง โฮสทั้งคู่เป็นอเมริกัน
ปีที่ 2 เราย้ายมาอยู่กับโฮสบ้านที่ 2 ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ค่ะ
เด็ก 2 คน ชายหญิง โฮสมัมเป็นโคเรียน-อเมริกัน โฮสแด๊ดเป็นอิตาเลี่ยน-อเมริกัน

ก่อนอื่นขออธิบายก่อนนะคะว่าเรามาอยู่อเมริกาตั้งแต่พฤศจิกา 2015
มาด้วยโครงการ Au Pair ด้วยวีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน  J-1

Au Pair คืออะไร?
เกริ่นคร่าวๆนะคะ ออแพร์ก็คือโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วยการเลี้ยงเด็ก (พี่เลี้ยงเด็กต่างแดน)
ที่สามารถทำงาน เรียน ท่องเที่ยวในอเมริกาตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครงการ
โครงการนี้เป็นโครงการของกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกา
ซึ่งทำให้เรามาอยู่อเมริกาอย่างถูกกฎหมาย
ขอไม่ลงลึกเกี่ยวกับรายละเอียดสำหรับโพสนี้นะคะ
โพสต์นี้ขอแชร์เป็นประสบการณ์ที่เรามาอยู่ก่อน
ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติมถามได้นะคะ
อันนี้คลิปเกี่ยวกับขั้นตอนก่อนมาเป็นออแพร์ของเราค่ะ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
มีวีดีโอเกี่ยวกับออแพร์อื่นๆของเราเผื่อเพื่อนๆที่สนใจนะคะ

https://www.youtube.com/channel/UCc3XOZ8gffjWs8GbLkv6IVQ

เริ่มจากเราทำงานธนาคารมาประมาณ 3 ปี ก็เริ่มนึกๆอยากเปลี่ยนแบงค์ หรือเปลี่ยนงานดูบ้าง
ระหว่างที่นึกก็มีโอกาสได้รู้จักคำว่า ออแพร์ จากรุ่นพี่ ว่าโครงการนี้น่าสนใจแล้วเราน่าจะชอบ เพราะชอบคลุกคลีกับเด็ก
เราก็เลยหาข้อมูลดูว่าคืออะไร รายละเอียดเป็นยังไง
และแน่นอนค่ะ มีคำถามจากคนรอบข้างมากมายว่า
"ทำงานแบงค์อยู่ดีๆจะไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กเนี่ยนะ?"
"กลับมาจะหางานอะไรทำ?"
"มันจะคุ้มหรอ?"
ตอนนี้เรารู้แล้วว่าคุ้มมากๆและตัดสินใจไม่ผิดที่มาโครงการนี้ ยังคิดว่าช้าไปด้วยซ้ำ ออแพร์จากทางยุโรปส่วนใหญ่อายุ 18,19 กันเอง

จากที่ไม่เคยมีความคิดอยากไปอยู่ต่างประเทศมาก่อน ก็เริ่มสนใจขึ้นมา
แล้วจากที่ดูค่าใช้จ่ายของโครงการนี้ถือว่าไม่เยอะมากสำหรับคนมีเงิน(น้อย)อย่างเรา
ก็เลยเริ่มต้นสมัครโครงการโดยไปสัมภาษณ์กับเอเจนซี่หนึ่งเตรียมเอกสารและเริ่มเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก
โดยไปเก็บชั่วโมงที่เนอสเซอรี่แถวนานา จนครบตามที่เค้ากำหนด
ก็สามารถออนไลน์ประวัติเพื่อหาโฮสแฟมิลี่(ครอบครัวอเมริกันที่เราจะไปอยู่กับเค้า)
จนออนไลน์มาได้ซักพักมีโฮสบ้านหนึ่งมาดูประวัติเรา แต่ก็ยังไม่มีการสัมภาษณ์ใดๆ
เราก็รอต่อไปจนคิดว่าทำไมไม่ค่อยมีโฮสเข้ามาเลย เลยปรึกษาพี่ๆทางเอเจนซี่
เค้าก็ให้คำตอบว่า วีดีโอน้องดูไม่น่าสนใจ ควรแก้ใหม่ เราก็ถามว่าควรทำอย่างไรให้น่าสนใจคะ
เค้าก็บอกว่า น้องต้องลองดูเองว่าทำยังไงถึงน่าสนใจดึงดูดโฮสได้
เราก็แบบ มองบน กับคำตอบ แย่
คุณคือเอเจนซี่ ถ้าไม่ให้คำแนะนำเราจะมีไว้เพื่ออะไรน๊อ

ตอนนั้นรู้สึกว่าทำไม่มันยุ่งยากจัง ไม่อยากไปละ แต่มีเพื่อนแนะนำว่ามีเอเจนซี่นึงชื่อ Cultural Care พี่ๆแนะนำว่าดีนะลองไปดูมั้ย
เราก็ เออเอาวะ ลองอีกซักที่นึง
เราก็โทรไปสอบถามว่าขั้นตอนสมัครต้องทำอะไรยังไง จนสัมภาษณ์กับพี่ๆแล้วเริ่มออนไลน์หาโฮส
อาทิตย์แรกมีเข้ามาเลย ซึ่งเร็วมาก และมีเข้ามาเรื่อยๆจนมาถึงโฮสบ้านที่ 7
เราแมชกับบ้านนี้เพราะดูน่าจะเข้ากันได้ดี มีเด็ก 2 คน ฝาแฝดชายหญิงอายุ ขวบกว่า น่ารักมาก
กำหนดเดินทาง 15 พ.ย. 2015 แล้วนั่นก็คือวันเริ่มต้นของการใช้ชีวิตต่างแดนของเราค่ะ
ซึ่งโค้งสุดท้ายสำหรับเราพอดี ออแพร์อเมริกาจำกัดอายุที่ 26 ตอนนั้นเรา 26 แล้วเลยได้มาอย่างเฉียดฉิว



วันเดินทางตื่นเต้นมาก ปกติไปต่างประเทศก็แค่ไปเที่ยวแค่ทีละอาทิตย์ สองอาทิตย์ ไม่เคยไปอยู่นานขนาดนี้
พ่อ แม่ พี่ๆ แฟน มาส่งที่สนามบิน เราก็มาเจอเพื่อนๆออแพร์ผู้ร่วมเดินทางไฟล์ทเดียวกับเราอีก 4-5 คนค่ะ
ไม่มีการร้องไห้ใดๆทั้งนั้นตอนจากครอบครัวมา เพราะยังตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆที่จะต้องเจอ
เราเดินทางด้วยสายการบิน Jet Airways ของอินเดีย ต่อเครื่อง 2 ที่คือ มุมไบ อินเดีย และ บรัสเซล เบลเยี่ยม
เดินทางประมาณ 25-26 ชั่วโมง เรียกได้ว่ารากงอกเลยทีเดียว
ส่วนอาหารบนเครื่องทั้ง 4 มื้อหลัก เราแทบไม่ได้กินอะไรเลย กินเฉพาะโยเกิร์ตกับผลไม้ที่มีมาให้


จนกระทั่งมาถึงสนามบินที่นิวยอร์ก ก็มีรถจากศูนย์ฝึกอบรมของทาง Cultural Care มารับไปโรงเรียนอบรมออแพร์
แล้วนี่ก็คือมื้อแรกในอเมริกาของเราที่โรงเรียนค่ะ
เราต้องอยู่ที่ศูนย์นี้ 4 วัน ก็จะมีการอบรมเบื้องต้นเกี่ยวกับเด็ก, การทำ CPR, การใช้ชีวิตในอเมริกาสำหรับออแพร์
ห้องนอนที่เราได้มีรูมเมทอีก 2 คน มาจากMexico กับ South Africa ทั้งคู่น่ารักมาก เราก็แลกขนมจากประเทศตัวเองกัน
ก่อนแยกย้ายหลักอบรมวันสุดท้ายก็แลกเงินสกุลจากประเทศตัวเองกันพอเป็นพิธี เราก็ควักเลยค่ะ แบงค์ 20

แชะภาพกับเพื่อนๆออแพร์จากทั่วโลกในรอบที่อบรมพร้อมเราค่ะ

วันสุดท้ายก่อนออแพร์แต่ละคนจะแยกย้ายกันไปบ้านของโฮสจากทั่วอเมริกา เค้าก็จะมีพาทัวร์ Manhattan New York วันนึง
ซึ่งโฮสเราซื้อแพคเกจไว้ให้แล้วเป็นตั๋วขึ้นชมวิวนิวยอร์กจากตึก Rockefeller Center ถ้าคนไหนโฮสไม่ได้ซื้อแพคเกจก็สามารถซื้อเองได้
แต่ถ้าใครไม่อยากขึ้นไปชมก็เดินเล่นในเมืองเฉยๆได้ค่ะพอถึงเวลาก็ไปขึ้นรถกลับโรงเรียน

โฮสเราซื้อแพคเกจทัวร์พร้อมกระเป๋าสีชมพูบ้านเย็นไว้ให้ค่ะ

เราก็เข้าไปทัวร์นิวยอร์กซึ่งเป็นโอกาสที่เหมาะซะไม่มี ฝนตกหนักเลยจ้า
ก็เดินๆแวะดูตามจุดที่ละหน่อย แล้วเข้าไปในตึก Rockefeller Center เพื่อขึ้นไปชมวิว
ซึ่งแน่นอน มองไม่เห็นอะไรเลยค่ะนอกจากเมฆ เพราะฝนยังตกอยู่และเมฆเยอะมาก ถึงเวลาก็ขึ้นบัสกลับที่พัก
วันถัดไปเช้าตื่นนอนเก็บของไปสนามบิน โฮสบ้านปีแรกของเรามีบ้านอยู่ 2 รัฐ คือ เพนซิลเวเนีย และ ฟลอริด้า
และจะไปๆมาๆทั้ง 2 หลังตลอดปี แต่บ้านหลักคือเพนซิลเวเนีย แต่วันที่เรามาถึงเค้าอยู่บ้านที่ฟลอริด้ากันค่ะ
เราเลยบินไปลง Orlando ฟลอริด้า แล้วโฮสมัมกับแด๊ดก็มารอรับที่สนามบิน ตอนก่อนเจอตื่นเต้นมาก
พอเจอเค้าก็เข้ามาช่วยถือของไปที่รถแล้วขับไปบ้านซึ่งไกลจากสนามบินชั่วโมงกว่า

พอถึงบ้านก็เจอเด็กๆอยู่กับยาย ยายมาดูน้องๆให้ช่วงที่โฮสมัมกับแด๊ดไปรับเราที่สนามบิน
เค้าก็แนะนำตัวกับเด็กๆซึ่งน้องๆยังพูดกันไม่ได้ แค่ยิ้มๆแล้วเดินวนไปวนมา
แล้วโฮสก็พาเอาของไปเก็บที่ห้องนอนเรา ห้องนอน ห้องน้ำของเราโฮสเตรียมไว้ให้น่ารักมากค่ะ
เป็นห้องที่มี 2 เตียง โฮสบอกชวนเพื่อนมาค้างได้


คืนแรกเราก็สลบอย่างไวเลยค่ะ ยังเหนื่อยจากการเดินทางอยู่
ตื่นเช้ามาวันแรกกับครอบครัวอเมริกันเป็นวันเสาร์เลยยังไม่ต้องทำงานอะไรเพราะจะเริ่มวันจันทร์
โฮสก็พาสำรวจทั่วบ้าน ห้องครัว ว่าข้าวของเครื่องใช้อะไรอยู่ตรงไหนบ้าง
แล้วก็พาออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้าน
มื้อแรกที่โฮสพาไปกินข้างนอก

ส่วนวันถัดมามัมพาไปซื้อของร้านเอเชีย ซึ่งมีที่มาจากไทยหลายอย่าง

งานเราก็เริ่มขึ้นในวันจันทร์ หลักในแต่ละวันก็คือ
ทำมื้อเช้า เที่ยง เย็นให้น้อง ป้อนข้าวน้อง (ข้าวจริงๆค่ะ เด็กบ้านนี้ชอบกินข้าวมากกว่าขนมปัง)
แล้วทั้งบ้านชอบอาหารไทย เราทำอะไรกินกันหมด
อาหารที่ทำให้น้องก็ง่ายๆ บ้านนี้น้องๆกินง่ายมาก ไม่เลือกกิน โฮสก็ไม่ได้จำกัดเรื่องอาหารน้อง
ส่วนใหญ่เช้าๆก็ข้าวไข่เจียว(เกือบทุกวันจนเราเบื่อแทนน้องแต่น้องอยากกินก็ทำให้)
เที่ยงกับเย็นก็เปลี่ยนๆกันไป ผัดไทย ข้าวผัด ซุปไก่มันฝรั่ง ผัดเนื้อสัตว์กับผักบ้าง
มื้อรีบๆโฮสชอบให้น้องกินนักเกตไก่ เบอร์เกอร์ ไส้กรอก แต่ถ้าเราทำเองไม่ค่อยให้น้องกินบ่อยค่ะ
เราว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์กับเด็ก สารอาหารไม่ครบ

นอกเหนือจากเรื่องอาหารการกินที่เราต้องทำคือ
พาน้องไปเข็นรถเล่นแถวสนามแถวบ้าน เดินเล่นวิ่งเล่นแถวบ้าน อาบน้ำให้น้องวันละครั้ง
ซักผ้าของน้อง ซึ่งก็ง่ายๆ เอาเข้าเครื่องปั่น เครื่องอบแห้ง เอาเก็บเข้าตู้ ไม่ต้องรีด
เปลี่ยนแพมเพิสน้อง เอาน้องเข้านอนเป็นบางวัน
ทุกๆวันก็จะทำเหมือนๆกัน

พอถึงเทศกาลลอยกระทงลอยกระทงเราก็หาอุปกรณ์แถวบ้านเท่าที่หาได้มาทำเป็นกระทง
แล้วก็บอกโฮสถึงประวัติวันนี้ว่าเป็นประเพณีของไทย เค้าก็สนใจ ก็ไปลอยด้วยกัน
ไกลมากกกก ลอยที่สระว่ายน้ำหลังบ้าน
เราให้น้องแฝดใส่ชุดไทยที่เราเอามาฝากจากไทย
แล้วโฮสมัมใส่ชุดไทยที่เราเอามา

ที่บ้านนี้ชอบไป Disney World กันเวลาลงมาฟลอริด้า
เราก็ติดสอยห้อยตามไปด้วย โฮสซื้อบัตรให้

แล้วก็มาถึงช่วงวันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanksgiving ของอเมริกา
ที่บ้านก็ทำไก่งวงกินกัน พร้อมกับมันฝรั่ง ผักต่างๆ และไวน์

จนเข้าช่วงคริสมาสต์ที่บ้านก็จัดตกแต่งต้นคริสมาสในบ้าน
มีญาติมากันเต็มบ้าน เราก็พลอยได้ของขวัญคริสมาสไปกับเค้าด้วย
จากโฮสมัม แด๊ด และตา ยาย ของเด็กๆ รวมทั้งหมด 9 ชิ้น ตื่นเต้นมาก
เพราะปกติที่ไทยไม่มีแบบนี้ แต่ของหนึ่งใน 9 นั้นคือ หม้อหุงข้าวจ้าาาา ยิ้ม
โฮสมัมน่ารักมาก ที่บ้านปกติใช้หม้อธรรมดาหุงข้าวมาเป็นเดือนตั้งแต่ที่เราย้ายมาอยู่
เพราะคนที่นี่เค้าไม่ได้กินข้าวเป็นอาหารหลัก บางบ้านเลยไม่ใช้หม้อหุงข้าว

แถวใน Orlando มีวัดไทย เราเลยแวะไปดู สวยงามมาก

เราก็ใช้ชีวิตอยู่บ้านโฮสที่ฟลอริด้าได้ประมาณ 3 เดือน
โฮสก็จะเปลี่ยนขึ้นไปอยู่บ้านหลักที่ เพนซิลเวเนียช่วงเดือนมกรา ซึ่งเรายังไม่เคยไป
ช่วงนั้นพ่อขึ้นไปก่อนทางเครื่องบิน
ส่วนเรา โฮสมัม และเด็กๆ นั่งรถไฟ Amtrak มัมจองเป็นห้องนอนอยู่ได้ 4 คนรวมเด็ก
ใช้เวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง นั่งกันเมื่อยเลยค่ะ มาลงรัฐแมรี่แลนด์
แล้วโฮสมัมก็ใช้รถที่เอาขึ้นมากับรถไฟขับจากแมรี่แลนด์ขึ้นมาบ้านที่เพนซิลเวเนียอีกต่อนึง 3 ชั่วโมง
ระหว่างทางบนรถไฟเริ่มเห็นหิมะตามลำธาร

พอมาถึงบ้านที่เพนซิลเวเนีย นี่เป็นห้องนอนเราที่เค้าจัดเตรียมไว้ให้ค่ะ
มีห้องน้ำในตัว บ้านที่นี่เป็นบ้านหินๆ สไตล์เหมือนปราสาทเก่าดูขลังๆ
แล้วอยู่บนเขา ซึ่งแบบเขาจริงๆ ห่างไกลเมืองมากๆ ถนนหน้าบ้านยังเป็นทางลูกรัง
(อเมริกายังมีแบบนี้อีกหรอเนี่ย) คิดในใจ
บริเวณรอบบ้านนี่ป่าดีๆเลย แต่มีพื้นทีรอบบ้านให้น้องวิ่งเล่นเยอะมาก
บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างๆกัน รอบๆละแวกนั้นเป็นฟาร์มม้า และสัตว์อื่นๆ รู้สึกเข้าถึงธรรมชาติเกิ้นนนน

การเจอหิมะครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเรา
ปกติที่เคยไปเที่ยวประเทศอื่นเคยแค่ตื่นมาเจอมันละลายไปหมดแล้ว
แต่นี่แบบสูงมาก ท่วมโต๊ะกันเลย มาถึงบ้านนี้ช่วงพายุหิมะเข้าพอดี
อยู่แต่ในบ้านเป็นอาทิตย์
พอหมดช่วงพายุ อากาศอุ่นขึ้นหน่อยเราก็ไปสำรวจเมือง ฟิลาเดลเฟีย ห่างจากบ้านชั่วโมงกว่า
ซึ่งเดินทางไม่ยาก แต่แถวบ้านไม่มีบัสหรือรถไฟ ต้องเรียก uber หรือรอที่บ้านไปส่งเท่านั้น
พอไปถึงเราชอบเมืองนี้มากค่ะ ฟิลาเดลเฟียเป็นเมืองหลวงแรกของอเมริกา
ตึกรามบ้านช่องดูสไตล์เก่าๆดี


เมืองนี้เค้าว่าพลาดไม่ได้ที่ต้องมาลอง "ฟิลลี่สเต็ก"
สำหรับเรารู้สึกเฉยๆค่ะ ไม่ได้อร่อยแบบที่สุดอะไรเท่าไหร่

และเข้าเมืองทีก็จะตื่นตาตื่นใจกับตู้ลอตเตอรี่ค่ะ
ที่ไทยจำกัดเดือนละ 2 ครั้ง
มานี่เล่นได้หลายแบบมาก มีทั้งแบบขูดแล้วลุ้นรางวัลเลย หรือแบบรายวันก็มี แบบออกอาทิตย์ละสองวันก็มี
หรือจะแบบออกวันละ 2 รอบก็มี เราเคยเล่นแล้วได้มากสุดคือ 100$ ค่ะ ตอนนั้นหยอดไป 2 $

ช่วงอากาศหนาวโฮสมัมจะชอบเอาดอกไม้มาให้ตั้งในห้องพร้อมวิตามินซี นางน่ารัก

ทุกเทศกาลโฮสมัมจะให้ความสำคัญกับเราด้วย
ช่วงวาเลนไทน์ให้เด็กๆเคาะประตูห้องเราเอาช็อคโกแลตกับลูกโป่งมาให้

ช่วงอยู่มาเรื่อยๆก็ไม่มีปัญหาอะไร
แต่โฮสแด๊ดเริ่มจู้จี้ขี้บ่นละ แต่โฮสมัมยังดีมากๆเหมือนเดิม
แต่เราก็ทำงานของเราไปตามปกติ แต่บางทีก็รำคาญที่โฮสแด๊ดบ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรา
จนมาเดือนมีนาคม เราก็ได้ข่าวร้ายจากทางบ้านเราที่ไทยว่ายายเราเสียแล้ว ยายเป็นมะเร็ง
พอเราคุยโทรศัพท์เสร็จเรานั่งลงร้องไห้ไม่หยุดเป็นวันเลย
เด็กๆยังพูดไม่ได้แต่เรารู้ได้ว่าน้องๆรับรู้ว่าเราเศร้า แฝดน้อยก็เดินเข้ามากอดเราทั้งคู่

เราก็คุยกับโฮส เค้าก็ถามว่าอยากกลับไปเยี่ยมครอบครัวมั้ย
เราปรึกษากับแฟนว่าเอาไงดี แฟนเลยบอกถ้าอยากกลับเดี๋ยวโอนค่าตั๋วให้
ประกอบกับช่วงนั้นเราปวดฟันคุดมากแบบนอนไม่หลับเลย เลยตัดสินใจกลับไปผ่าฟันคุดที่ไทย
เพราะที่นี่ค่าทำฟันโหดมาก
ช่วงนั้นปรึกษาพี่ๆ Cultural Care ที่ไทย เค้าให้คำแนะนำดีมาก โทรมาหาเมื่อรู้เรื่องยาย
และแนะนำเรื่องส่งเอกสารให้ศูนย์ใหญ่ที่บอสตันเพื่อเซ็นเอกสารก่อนออกนอกประเทศ
เราก็กลับไทยไป 2 อาทิตย์ แล้วกลับมาที่นี่อีก

กลับมาช่วงหลังสงกรานต์พอดีซื้อเสื้อลายดอกมาฝากเด็กๆ
นางใส่กันเกือบทุกวัน เพราะอากาศเริ่มอุ่นขึ้นและผ้านิ่มใส่สบายน้องคงชอบ

กลับมาจากไทยได้ไม่นานที่บ้านก็เตรียมสลับลงไปอยู่ฟลอริด้า
เลยเก็บกระเป๋าลงไปกันอีก ช่วงนี้เข้าหน้าร้อนแล้ว
ที่ฟลอริด้าร้อนมาก เราเลยเริ่มลงเรียน
ตามโครงการแล้วโฮสจ่ายค่าเรียนให้ปีละ 500$ ต้องเรียนให้ครบ 6 เครดิตต่อปี
ซึ่งเคสเราเดินทางไปๆมาๆบ่อยไม่สามารถลงเรียนอยู่กับที่ได้
เลยลง weekend class เน้นทำการบ้านส่ง เรียนจริง 4 วันรวด แล้วได้รับ 6 เครดิตครบเลย
เราเลยเลือกลงที่ Tampa ฟลอริด้า เพราะช่วงนั้นโฮสอยู่รัฐนั้นพอดี

ที่เรียนก็สนุกดีค่ะ เหมือนไปเที่ยวมากกว่า มีกิจกรรมอาสาให้ทำด้วย
เราก็ไปเป็นจิตอาสาที่สถานที่เลี้ยงเด็ก มีอ่านนิทานให้เด็กๆ ช่วยทำความสะอาดห้องอาหารเด็ก

อยู่ฟลอริด้าพักนึงก็กลับขึ้นมาเพนซิลเวเนียอีกแล้ว
เดินทางกันเหนื่อยมาก ไปๆมาๆทั้งปี
ช่วงหน้าร้อนเด็กๆได้ทำกิจกรรมข้างนอกบ้านมากขึ้น
น้องๆก็ชอบ เราก็ชอบ เพราะเวลาน้องวิ่งเล่นเหนื่อยแล้วนอนกลางวันยาวๆ
เราก็จะได้ว่างช่วงน้องนอน ฮี่ๆ หัวเราะ

ที่บ้านมีฝูงกวางมาเดินรอบๆบ้านทุกเช้าเลยค่ะ ป่ามากๆ

บางวันก็เดินเก็บราสเบอรี่ป่ากินกันทั้งออแพร์ทั้งเด็กๆค่ะ

ถึงวันเกิดแฝดน้อยครบสองขวบที่บ้านก็จัดวันเกิดให้ค่ะ
โฮสมัมก็น่ารัก มีสั่งอาหารทางเอเชียมาหลายอย่าง และมีซูชิ(ซึ่งเราชอบมาก)มาให้ด้วย

ช่วงเราอยู่เพนซิลเวเนียก็ได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวในนิวยอร์กบ่อยขึ้น ขึ้นรถบัสไปประมาณ 2 ชั่วโมง
ค่ารถบางช่วงมีโปรโมชั่น 1$/5$ ถือว่าถูกมากค่ะ
และไม่กี่เดือนก่อนจบโครงการ โฮสแด๊ดได้งานใหม่อีกรัฐ ซึ่งกลับบ้านเฉพาะเสาร์อาทิตย์
เราเลยอยู่บ้านกับโฮสมัมและเด็กๆ แต่ด้วยความที่บางช่วงโฮสมัมจะเดินทางบ่อย
เราก็มีตามไปด้วยบ้าง บางทีก็ทำงานโดยการเลี้ยงเด็กที่โรงแรมครั้งละ 2-3 วันในช่วงที่โฮสมัมต้องไปทำงานต่างรัฐ
ช่วงโฮสมัมมีประชุม เราก็จะเข็นน้องไปตามสนามเด็กเล่นแถวโรงแรม
เหมือนได้เที่ยวหลายรัฐไปในตัว แต่จะวุ่นที่ต้องแพคของเดินทางบ่อย
แฝดน้อยเริ่มเข้าเรียนช่วงที่แด๊ดไปทำงานรัญอื่น
ช่วงมัมไม่อยู่เราต้องขับรถไปส่งน้อง
น้องเริ่มไปเรียนครึ่งวัน อาทิตย์ละ 2 วัน
เป็น School Farm ที่น่ารักดีค่ะ
มีเลี้ยงไก่ มีปลูกผักรอบๆ
เด็กๆจะช่วยกันนั่งหั่น,สับผักกัน
แล้วก็ครูก็ช่วยกันทำกินกันเอง


จนมาถึงช่วงเดินตุลา ที่มีเรื่องที่ทำให้คนไทยทุกคนเสียใจมากที่สุดกับการสวรรคตของพ่อหลวง
เราก็มีโอกาสได้ไปร่วมที่นิวยอร์กค่ะ

ก่อนเราจบโครงการปีแรกอาทิตย์นึง ที่บ้านก็มีลงไปฟลอริด้ากันอีก
เดินทางจนหยดสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยจริงๆ
คืนก่อนจบโครงการกอดกับโฮสน้ำตาไหลกันทั้งออแพร์ ทั้งโฮสมัมเลย
เด็กๆไม่ร้องแต่มานั่งข้างๆ

แต่หลังจากเราจบปีแรกมาอยู่บ้านใหม่ปีสองแล้วโฮสบอกเด็กๆถามถึงทุกวันว่าโมไปไหน
เดินมาเปิดประตูห้องนอนเก่าเรา มาเช็คเราทุกวัน ร้องไห้

ชนแก้ว
แล้วออแพร์ปีแรกของเราก็จบไป
โฮสบ้านแรกเรามัมดีมาก ส่วนแด๊ดจู้จี้ไปหน่อยจนเคยคิดว่ารำคาญ อยากรีแมช
แต่ก็ไม่ได้รีแมช อยู่มาจนจบ เพราะรวมๆชั่งน้ำหนักกันแล้วข้อดีของทั้งบ้านมีมากกว่าข้อเสีย
ที่สำคัญเด็กบ้านนี้เลี้ยงง่าย กินง่ายมากๆ มีงอแงบ้างตามประสาเด็ก
ยากสุดของเด็กบ้านนี้คือแปรงฟัน ถึงเวลาวิ่งกันวุ่นไม่ยอมให้แปรง

เหตุผลที่เราไม่ต่อปี 2 บ้านเดิมหลักๆคือ บ้านอยู่ไกลเมืองมากๆ
เดินทางยาก ไม่สะดวก ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนจบโครงการเราเลยทำเรื่องต่อปี 2 แต่เปลี่ยนครอบครัวใหม่
ซึ่งโฮสมัมก็โอเค เข้าใจแล้วบอกว่าถ้าไม่ได้บ้านในเมืองที่ถูกใจอยู่ต่อปี 2 บ้านเค้าได้เสมอนะ
เราก็เริ่มออนไลน์หาครอบครัวปี 2 เลือกเฉพาะ 4-5 รัฐแถบรอบๆนิวยอร์ก
เพราะเราชอบไป และไม่อยากอยู่ไกลจากที่นั่นมาก จะได้เดินทางสะดวก
โฮสบ้านแรกก็เป็น ref. ให้ดีมากค่ะ เวลามีบ้านไหนที่สนใจโปรไฟล์เราเค้าดันให้เราด้วย
เราใช้เวลาเดือนกว่าๆ มีโฮสเข้ามาวิว 17 บ้าน เราแมชกับบ้านปี 2 ที่ นิวเจอร์ซีย์ ติดรัฐนิวยอร์กค่ะ
ซึ่งเราเลือกแมชบ้านปัจจุบันเพราะเดิน 5 นาทีถึงทาวน์แถวบ้าน
และมีสถานีรถไฟ บัส ร้านค้า ร้านอาหาร ครบ

เข้าช่วงปีที่ 2 ของชีวิตออแพร์ในอเมริกา
รวบรวมภาพวีดีโอประสบการณ์บางส่วนจากปีแรกไว้ที่นี่นะคะ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ชีวิตปีสองของเราเริ่มจากทริปฟลอริด้า มาลงนิวเจอร์ซีย์
วันเดินทางฝนตกพอดีค่ะ โฮสมัมจ้างให้รถมารับเราที่สนามบินเพราะเค้าไม่ว่างมารับ

เราเลือกแมชกับบ้านปีสองนี้ซึ่งเป็นครอบครัวที่เข้ามาดูโปรไฟล์เราเป็นครอบครัวที่ 17
(ปีสองแล้วเลือกเยอะนิดนึง บ้านในป่าบนเขาไปเอาแล้วจ้าาาาา)
บ้านนี้เด็ก 2 คน ชาย(พี่) หญิง(น้อง)
ซึ่งบ้านนี้มีพี่เลี้ยงปรำจำที่เป็นคนไทยอยู่แล้ว 1 คน มีเบบี้ซิสเป็นคนอายุมากแล้วอีก 1 คน
แล้วเรามาเป็นออแพร์ให้บ้านนี้อีก 1 คน บางทีก็งงว่าเด็ก 2 คน พี่เลี้ยง 3 คน
เอาช้านมาทำไมเนี่ยยยยย
มีคนรับจ้างจูงหมามาทุกวัน คนทำความสะอาดมาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
มีคนจ้างมาตัดหญ้าทำสวน พอสระว่ายน้ำเสร็จมีคนมาทำความสะอาดสระเพิ่มอีก
เป็นบ้านที่คึกคักมีคนเข้าออกตลอดเวลา
ที่บ้านเป็นบ้าน 3 ชั้นที่กำลังสร้างสระว่ายน้ำใหม่ ห้องเราอยู่ชั้น 3 ค่อนข้างเป็นพื้นที่ส่วนตัว
เพราะทั้งชั้นมีห้องน้ำ ห้องนอน 2 ห้อง ของเราห้องนึง อีกห้องเผื่อเวลามีแขกมา
และอีกห้องเป็นห้องของเล่นน้องซึ่งกลางคืนไม่มีเด็กๆขึ้นมาเล่นอยู่แล้ว

บ้านนี้ค่อนข้างมีตังค์และค่อนข้างไปทางรวย(และรวยมาก) แล้วก็ตามใจลูกมาก(เกินไป)เช่นกัน
อันนี้หน้าต่างตรงโต๊ะทำงานในห้องเราค่ะ ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี

เป็นมุมที่เราชอบค่ะ (แต่รองจากเตียง เพราะชอบนอนมากกว่า)
มุมเตียงเรา โฮสใส่หมอนไว้ให้ 7 ใบ เยอะเกิ๊นนนน
ห้องเสื้อผ้า
มุมโทรทัศน์ เปิดนับครั้งได้เพราะเราไม่ค่อยดูทีวี

อาหารมื้อแรกจากโฮสมัม โคเรี่ยน-อเมริกัน ของเราก็ไม่พ้นอาหารเกาหลี
มัมสั่ง Bibimbap มาให้กินที่บ้านตอนมาถึง
งานกิมจิก็มา

พอเราทำงานบ้านนี้ได้ 3วัน เราก็ลาพักร้อนไป 10 วัน คุยกับโฮสไว้ก่อนแล้วว่าแฟนจะมาช่วงนี้
ก็ไปเที่ยวไม่ไกลมาก อยู่แถบๆอีสโคส บอสตัน ฟิลาเดลเฟีย วอชิงตันดีซี แมรี่แลนด์ เวอร์จิเนีย
ก่อนหน้านี้เราเคยไปหมดแล้วเว้นแต่บอสตัน แต่แฟนเราเพ่งเคยมาอเมริกาครั้งแรก เลยเราเป็นไกด์แทน (ปกตินางนำ)
แวะไปสถานที่ประสูติของในหลวงที่บอสตันค่ะ

หลังพักร้อนเสร็จก็กลับมาเริ่มทำงานบ้านปี 2 แบบจริงจังค่ะ
บ้านนี้เด็กเลี้ยงยากกว่าบ้านปีแรก น้องคนโตเลือกกิน
แล้วน้องคนโตเป็นคนแพ้ง่ายค่ะ แพ้ถั่วบางชนิด แพ้ขนหมา(แต่ในบ้านมีหมา)
คือห้ามน้องจับ ห้ามให้น้องไปใกล้มาก
บ้านนี้เลยมีรายละเอียดยิบย่อยเยอะกว่าบ้านแรกในเรื่องของการดูแลเด็ก
เพราะต้องรู้ตัวยาและคอยสังเกตอาการน้องเรื่อยๆ ถ้าลองกินอะไรใหม่ๆ
แต่ทางด้านครอบครัวถือว่าดีกว่าบ้านแรกนิดนึงค่ะ
พ่อบ้านนี้เค้าไม่จู้จี้ขี้บ่นแบบบ้านแรก แล้วเราคุยกันทุกเรื่องค่ะ
โฮสมัมชอบชวนเมาท์เรื่องแฟนเรา ตอนที่ลาพักร้อนที่แฟนมาเราเพิ่งหมั้นกันค่ะ
มัมเลยคอยสอบถามเรื่อยๆว่าเค้าเป็นไงมั่ง
พอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ไปสำรวจในทาวน์ใกล้บ้าน
เดินไป 5 นาทีถึงค่ะ เมืองน่ารัก ปลอดภัย ย่านคนรวย
เดินๆเจอบ้านนี้เราชอบมากค่ะ ไม่ใหญ่แต่ดูน่ารักดี

ช่วงปลายๆปีเราก็นั่งย่าง S'more กินกัน คนที่นี้ชอบกันค่ะ

แต่สไตล์เราชอบย่างกุ้งกินกับน้ำจิ้มแซ่บๆค่ะ
ว่างๆก็ไปบ้านพี่เลี้ยงคนไทยอีกคนนึงแล้วทำอาหารไทยกินกัน
ย่างกันท่ามกลางหิมะเลย

ถ้าวันไหนกินข้าวกับโฮสมัมก็จะประมาณนี้ตลอด
สายโอปป้าก็มา

อยู่บ้านปี 2 จะอาหารอยู่ 3 แบบหลักๆ ถ้าเราทำก็จะเป็นอาหารไทย
ถ้ามัมสั่งจะเป็นเกาหลี ถ้าแด๊ดสั่งก็มีแต่พิซซ่า พาสต้า
เรื่องอาหารบ้านนี้ไม่อั้น เต็มที่
น้องๆบ้านนี้คนโตพูดปร๋อแล้ว คนเล็กปัจจุบัน 2 ขวบแล้วแต่พูดได้ตั้งแต่ขวบกว่า
ถือว่าไวกว่าน้องๆบ้านแรกมาก

ช่วงคริสมาสบ้านนี้จัดแต่งอลังการณ์
ของขวัญเด็กๆคนละสิบยี่สิบกล่อง (มากเกิ้น)
ยายของเด็กๆมาช่วงคริสมาส ซึ่งเพิ่งเคยเจอเราครั้งแรก มีของขวัญคริสมาสให้ราด้วย
ยายใส่ซองมาให้ 300$ พร้อมถุงมือหนัง ส่วนโฮสให้จี้แสตนเลสของ Tiffany & Co.
เป็นแบรนด์ของที่นี่ เรารู้ว่ามีค่าแต่เราคงไม่ได้ใช้อะไร กลัวหล่นหายเลยเก็บไว้อย่างเดียว

พอหมดคริสมาสที่บ้านก็เดินทางไปฟลอริด้า เป็นบ้านพักตากอากาศของยาย
เป็นบ้าน(ช่วนเรียกว่าคฤหาสน์) ที่มี 2 ชั้น และมีลิฟท์ (เพื่อ)
อยู่แถวใกล้ๆบ้านลุงทรัมป์ที่ฟลอริด้า ซึ่งรถติดมากเวลามีคนเข้าออกตำรวจวิ่งไปๆมาๆ
แถวบ้านก็จะมีคลับส่วนตัวที่ยายเป็นสมาชิก ก็จะมีแต่พวกนักธุรกิจนักการเมืองที่เป็นสมาชิกถึงเข้าคลับนี้ได้
เข้าไปก็จะเป็นห้องอาหารติดชายหาดส่วนตัว มีคาบาน่าของแต่คะเมมเบอร์
อาหารที่เสิร์ฟก็ไม่พ้นลอปสเตอร์ คาเวียร์ พวกนี้มาเน้นๆ
แต่ประเด็นขัดใจขาแชะอย่างเราคือ คลับนี้ห้ามใช้โทรศัพท์หรือถ่ายรูปใดๆ
เพื่อเป็นความส่วนตัวของเมมเบอร์ (ไม่มีใครได้ภาพหลุดปาปารัสซี่ออกไปได้ ผมจะไม่ยุ่ง)
พอถึงช่วงกลางคืนก็จะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าราตรีกันมาดินเนอร์ที่คลับเดิม ผมตีกระบังกันมา
เป็นสังคมที่ออแพร์อย่างเราเข้าไม่ถึง
หลังปีใหม่กลับขึ้นมานิวเจอร์ซี่ พอเสาร์อาทิตย์เราแวะไปเยี่ยมครอบครัวแรกที่เพนซิลเวเนีย
เพื่อเอาของขวัญคริสมาสไปให้แฝดน้อย ไปถึงเด็กๆดีใจมาก ยิ้มกันไม่หุบ
เราก็ดีใจที่ได้กลับมาหาอีกครั้ง แล้วน้องยังจำเราได้

วนกลับมาที่บ้านปัจจุบัน
เด็กบ้านปัจจุบันมีกิจกรรมเยอะมาก (จนเราคิดว่ามากไปสำหรับเด็ก)
น้องจะมีไปเรียนอาทิตย์ละ 3 วันสำหรับคนโต
ไป gym class, music class, dance class, pony ride class ตารางแน่นเอี๊ยด
ช่วงซัมเมอร์นี่เพิ่มเรียนว่ายน้ำที่บ้านมาอีกอย่างนึง

เราอยู่บ้านนี้ไม่ต้องเดินทางตามโฮสถี่ๆอย่างบ้านแรก
เลยมีเวลาแพลนทริปเยอะขึ้นกว่าปีแรก
เราก็ไปเล่นสกีกันค่ะ สนุกดีกับครั้งแรก ล้มกระเด็นกระดอนไปสองรอบ
แต่ไม่ได้เจ็บอะไรค่ะ

แล้วก็มีโอกาสได้ไปดูเบสบอลเกมส์ที่สนาม
ซึ่งดูไม่รู้เรื่องว่ากติกาเล่นยังไง แค่ไปเอาประสบการณ์ข้างสนามเฉยๆ


พอเริ่มหมดหน้าหนาวของปีสอง ก็เริ่มหากิจกรรมทำเพิ่มขึ้น
มีกิจกรรมวิ่ง 5 กิโล โดยสาดสีเล่นไปด้วย สนุกดีค่ะ

มีมีทติ้งกับออแพร์ในกลุ่ม ไปคลาส Pole dance กันมาค่ะ


แล้วกิจกรรมล่าสุดที่เราเพิ่งทำมาไม่นานคือไปลองโดด Skydiving ค่ะ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอเคยรีวิวไว้ที่กระทู้นี้ค่ะ >> https://pantip.com/topic/36696940

ช่วงนี้เด็กปิดเทอมกัน งานของเราก็จะประมาณนี้ค่ะ
นั่งปั้นดินกับน้อง

เรื่องลงเรียนของปี 2 เราลง ESL Class เรียนภาษาในแมนฮัตตัน 3 เครดิต
และจิตวิทยาเด็ก กายภาพบำบัดที่ Long Island University อีก 3 เครดิตค่ะ
เก็บครบเรียบร้อย เรื่องเลี้ยงเด็กกับบ้านนี้ก็เรื่อยๆค่ะ สบายใจดี ไม่มีปัญหาอะไร
เราเหลือเวลาอีก 2 เดือนกว่าก็จะจบโครงการ 2 ปี
แล้วสามารถอยู่เดือนเที่ยวได้หลังจบ 30 วันค่ะ
เรากะอยู่เที่ยวต่อ 28 วันหลังจบ
ตอนนี้ทาง Cultural Care ส่งแบบฟอร์มมาให้เลือกวันกลับไทยแล้ว
เราได้ตั๋วคอนเฟิร์มมาเรียบร้อย ตอนนี้ตื่นเต้นกับการกลับไทย
เตรียมลิสรายการอาหารที่อยากกินรอเลยค่ะ

สุดท้ายแค่อยากบอกว่าโครงการออแพร์ สำหรับเราแล้วคุ้มมาก
เป็นโครงการที่ค่าใช้จ่ายไม่มากเมื่อเทีบกับโครงการอื่นๆหรือถ้าต้องมาเรียนภาษาเองจ่ายเยอะกว่านี้มาก
เราถือว่าโชคดีที่ได้โฮสค่อนข้างดีทั้ง 2 ครอบครัว แต่ถึงบางคนอาจเจอครอบครัวที่ไม่ค่อยเข้ากับตัวเรา
ทุกอย่างไม่ว่าดีหรือไม่ดีจะเป็นประสบการณ์ให้เราโตขึ้นไปอีกขั้น
กับบ้านแรกก็ยังติดต่อกันอยู่ตลอด
โครงการนี้ให้อะไรเราเยอะมาก จากไม่เคยอยู่ต่างแดนนานๆก็ได้มาอยู่ มาเรียนรู้ มาใช้ชีวิตเอง
รู้จักแก้ไขปัญหา สถานการณ์ต่างๆด้วยตัวเอง ได้เห็นอีกมุมนึงของโลกว่าเป็นยังไง
ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ไม่ใช่เฉพาะอเมริกัน แต่ยังมาจากเพื่อนๆออแพร์ที่มาจากทุกมุมโลก
มีโอกาสให้ตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ตัดสินใจมาในวันนั้น
เราคงไม่ได้รับหลายๆประสบการณ์ที่หาไม่ได้จาก Comfort zone


ยาวมากๆ แต่อยากแชร์ประสบการณ์ 2 ปีแบบรวบรัดให้อ่านกันค่ะ
ใครมีคำถามเกี่ยวกับออแพร์สอบถามได้นะคะ

ขอบคุณที่อ่านจนถึงตรงนี้ค่ะ



Create Date : 08 กันยายน 2560
Last Update : 8 กันยายน 2560 2:20:23 น.
Counter : 582 Pageviews.

5 comments
(โหวต blog นี้) 
  
เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากจริงๆ ค่ะ
เจอโฮสดีถือว่าโชคดีมากเลยค่ะ
มีจุกจิกบ้างนิดหน่อยก็ตามประสาเนอะ
สงสัยเรื่อง แบ่งเวลายังไงคะ
สมมุติเราอยากไปเที่ยว
แล้วต้องขออนุญาติโฮสไปเป็นครั้งคราว
รึแบ่งเวลาเป็นกิจลักษณะอยู่แล้วอ่ะคะ

โดย: ann_shinchang วันที่: 8 กันยายน 2560 เวลา:8:04:45 น.
  
น่าสนุก....... ได้พบอะไรเยอะ...

ชอบ มีกวางใกล้ที่พักด้วย
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 8 กันยายน 2560 เวลา:9:39:11 น.
  
@ann_shinchang เวลาทำงานโฮสให้เราสูงสุดได้ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ค่ะ
หยุดเสาร์อาทิตย์โมจะชอบไปทริปสั้นๆ
ส่วนทริปยาวหน่อยจะรอพักร้อนค่ะ มีพักร้อนปีละ 2 อาทิตย์

โดย: I am Tiya ติยา พาเพลีย วันที่: 9 กันยายน 2560 เวลา:11:56:34 น.
  
@ไวน์กับสายน้ำ ขอบคุณที่แวะเข้ามานะคะ
สนุกดีค่ะ บ้านปีแรกธรรมชาติมาก
โดย: I am Tiya ติยา พาเพลีย วันที่: 9 กันยายน 2560 เวลา:11:57:59 น.
  
มีเวลาเที่ยวสบายเลยค่ะ ดีจัง

โดย: ann_shinchang วันที่: 15 กันยายน 2560 เวลา:5:59:05 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



I am Tiya ติยา พาเพลีย
Location :
New Jersey  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]