มิถุนายน 2568

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
Spirit - Stallion of the Cimarron: จิตวิญญาณแห่งความกล้า ศรัทธาแห่งเสรี

 

ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นถือว่าเป็นประเทศที่กำเนิดขึ้นใหม่ได้ไม่นาน แต่กลับมีความเป็นมาที่น่าสนใจไม่แพ้ประเทศอื่น  ๆ เช่นกัน เนื่องจากประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกานั้นมีต้นกำเนิดจากความขัดแย้งระหว่างชาวยุโรปและชาวอเมริกันพื้นเมืองในอดีต และแม้ว่าสงครามจะยุติลงไปเป็นเวลานานแล้ว แต่ผลกระทบและความเจ็บปวดของผู้คนที่เกิดจากเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้นก็ยังคงส่งผลมาถึงในปัจจุบัน

ทีมงานสตูดิโอดรีมเวิร์คส (Dreamworks Studio) จึงมุ่งที่จะสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ปลูกฝังให้พลเมืองอเมริกันรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงความเป็นมาของรากเหง้าของตนเอง ไม่ว่าพวกเขานั้นจะสืบเชื้อสายมาจากเชื้อชาติใดก็ตาม (ยุโรป อเมริกันพื้นเมือง แอฟริกัน เอเชีย หรือเชื้อชาติอื่น ๆ) และให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เรียนรู้ และเข้าใจในเบื้องลึกเบื้องหลังของประวัติศาสตร์อเมริกันที่แท้จริง ให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความขมขื่นของชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ต้องถูกพรากดินแดนอันเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดโดยชนผิวขาว และเพื่อตระหนักให้เห็นว่า ความขัดแย้งและความไม่เท่าเทียมกันนั้นสามารถยุติลงได้ด้วยการเรียนรู้ที่จะเข้าใจในความแตกต่าง มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจในเหตุผลของอีกฝ่าย ไม่ใช่จะมุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตนโดยการใช้กำลังบังคับขืนใจหรือการกดขี่ข่มเหงผู้อื่น และสิ่งที่สำคัญคือ ทุกคนก็มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทุกชีวิตนั้นมีคุณค่า (All Lives Matter) ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์

ดังนั้น จึงสามารถพูดได้ว่า Spirit: Stallion of the Cimarron ถือว่าเป็น “การไถ่บาป” และเป็น “คำขอโทษ” ที่ทีมงานทีมเวิร์คสได้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อส่งสารไปถึงชาวอเมริกันพื้นเมืองและชาวแอฟริกันอเมริกันโดยเฉพาะ อีกทั้งภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ยังเป็นเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่าอย่างมาก เนื่องจากมีการสอดแทรกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และมีการอ้างอิงผู้คนที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์มาเป็นตัวละครในเรื่องราวนี้เช่นกัน นอกจากนี้ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็ยังคงมีความสนุกสนานเฮฮาตามแบบฉบับของสตูดิโอดรีมเวิร์สเช่นเคย ที่เพิ่มเติมก็คือ โทนของเรื่องที่จริงจังมากขึ้น ตื่นเต้น สมจริง และเร้าใจตามแบบฉบับภาพยนตร์แอคชั่นอีกด้วย



 

เรื่องราวเกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือบริเวณภาคตะวันตกในศตวรรษที่ 19 (ราว ๆ ในปีค.ศ. 1861 – 1865) ลูกม้าตัวผู้ (Colt) ตัวหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในฝูงม้าป่า เมื่อมันเติบโตขึ้นเป็นม้าหนุ่ม มันก็ได้ขึ้นเป็นจ่าฝูงแทนพ่อของมัน ความฉลาดและความแข็งแกร่งของมันช่วยปกป้องลูกฝูงให้อยู่อย่างสงบสุขตลอดมา

“ตะวันตกแดนเถื่อน” หรือ “ตะวันตกเก่า” (The Wild West/ The Old West/ The American Frontier/The Western Frontier) เป็นคำเรียกยุคบุกเบิกดินแดนรกร้างว่างเปล่าที่ประกอบด้วยลักษณะภูมิประเทศที่สุดขั้วหลากหลายแบบ เช่น ป่าสน (Pine Forest) ที่ราบทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ (The Great Plains/American Prairie) โกรกธารหรือหุบผาชัน (Gorge/Canyon) ทะเลทราย (Desert) ซึ่งตั้งอยู่ในแถบตอนกลางและภาคตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือที่อยู่ด้านซ้ายของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ (Mississippi River) ที่ไหลผ่านตอนกลางของประเทศ พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าน้อยใหญ่นานาชนิด รวมไปถึงเป็นอาณาเขตของกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือ อินเดียนแดง (Native Americans/Indigenous People/First Americans/American Indians) หลายเผ่าด้วยกัน

 
ส่วน "ม้าป่า" (Mustang) ที่อาศัยอยู่ในที่ราบกว้างใหญ่เช่นเดียวกันกับชาวอเมริกันพื้นเมือง ล้วนเป็นม้าที่สืบเชื้อสายมาจากม้าของกองทัพสเปนในสมัยที่มีการเริ่มต้นล่าอาณานิคมในอเมริกายุคแรก ๆ ที่หลุดรอดหรือหนีออกมาอยู่กันเองตามธรรมชาติในป่า พวกมันได้พัฒนาทักษะการเอาตัวรอดจนสามารถดำรงชีพในฐานะม้าป่าได้อย่างอิสระเสรี ส่วนชาวยุโรปที่เริ่มเข้ามาตั้งรกรากนั้น ได้อาศัยใช้ประโยชน์จากพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ในการทำการปศุสัตว์ (Livestock) และล่าสัตว์ป่าท้องถิ่นมากมาย เช่น ควายป่าไบซัน (Bison) บีเวอร์ (Beaver) สุนัขจิ้งจอก (Fox) เพื่อเอาขนและหนังไปขาย จนได้เกิดเป็นอาชีพประจำถิ่นขึ้นมา เช่น โคบาลหรือกลุ่มคนที่คอยเลี้ยงและควบคุมดูแลฝูงวัว (Cowboy/Wrangler) และนักล่าขนสัตว์หรือนักค้าขนสัตว์ (Fur Trapper/ Fur Trader) 


 

แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศอันสวยงาม ทว่าแฝงไปด้วยความโหดร้ายจากภัยธรรมชาติและเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย จากทั้งสัตว์ป่าและกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมือง  ทำให้การใช้ดำรงชีพของเหล่าโคบาลหรือนักค้าขนสัตว์ชาวยุโรปนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทำให้เกิดการก่อตั้งชุมชนของเหล่าโคบาลและนักค้าขนสัตว์ขึ้นมา ท่ามกลางดินแดนอันรกร้างว่างเปล่าและห่างไกลจากกฎหมายหลักของรัฐ ทำให้ผู้คนที่อาศัยในดินแดนภาคตะวันตกนั้นมักกล้าที่จะทำอะไรนอกกฎหมายมากมาย ซึ่งบางคนก็กลายเป็นโจรดักจี้ชิงทรัพย์ชาวยุโรปด้วยกันเองหรือขโมยปล้นวัวควายไปเสียเอง หรือถ้าหากเกิดเรื่องขัดแย้งกันเอง ก็มักจะมีการใช้กำลังแก้ปัญหา เช่น การดวลปืน (Gunslingers /Gunfight) หรือการหายสาบสูญไปของผู้คนหลายต่อหลายคนโดยที่ไม่สามารถหาตัวพบได้ เนื่องจากถูกนำร่างไปอำพรางหรือทำลายในพื้นที่ธรรมชาติที่ห่างไกลผู้คนได้ง่าย นี่เองจึงทำให้ดินแดนตะวันตก กลายเป็น “แดนเถื่อน” ในสายตาของชาวยุโรปคนอื่น ๆ ไปโดยปริยาย

แต่ "แดนเถื่อน" ในสายของชาวยุโรปนั้น คือ "แผ่นดินแม่" หรือ "บ้านเกิด" ของสัตว์ป่านานาชนิด รวมไปถึงชาวอเมริกันพื้นเมือง ด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ทั้งสัตว์ป่าต่าง ๆ และชาวอเมริกันพื้นเมืองดำรงชีวิตได้อย่างสงบสุขมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งหากตีความแบบเปรียบเทียบ ก็จะพบว่า ทั้งสัตว์ป่าและชาวอเมริกันพื้นเมืองล้วนมีความคล้ายกันในแง่ของการเป็น "ผู้มาก่อน" หรือ "เจ้าของดินแดน" นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างชาวอเมริกันพื้นเมืองที่เคารพจิตวิญญาณของธรรมชาติและนับถือสัตว์ป่าอย่าง "ควายป่าไบซัน" นั้นเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งทำให้ดินแดนแถบนี้เป็นทั้งดินแดนบ้านเกิดและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไปโดยปริยาย ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชาวยุโรปและชาวอเมริกันพื้นเมืองมีมากขึ้นด้วย เนื่องจากในยุคแรก ๆ ชาวยุโรปได้ล่าควายป่าไบซันมากมายเพื่อเอาหนัง ขน และเขาไปขาย และยิ่งในยุคต่อมาซึ่งเป็นยุคบุกเบิกอเมริกา ชาวยุโรปได้เข้ามาจับจองดินแดนในภาคตะวันตกมากยิ่งขึ้น นี่เองจึงเริ่มเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างชาวยุโรปกับชาวอเมริกันพื้นเมืองมากขึ้น



 
แต่แล้วในคืนหนึ่ง เจ้าม้าหนุ่มได้ไล่ตามแสงไฟประหลาดที่สว่างขึ้นใกล้กับฝูงของเขา เมื่อมันเดินเข้าไปดู ก็พบม้าหลายตัวถูกล่ามด้วยบังเหียนพร้อมกับผูกเอาไว้กับท่อนซุงและพบเหล่าโคบาลผู้ควบคุมฝูงปศุสัตว์ ที่กำลังนอนพักผ่อนรอบกองไฟ ไม่นานนักพวกเขาก็ตื่นขึ้นและจับตัวเจ้าม้าป่าเอาไว้ได้ เหล่าโคบาลจึงได้นำมันไปขายให้กับกองทหารม้า (Cavalry) แห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของผู้พันจอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ (George Armstrong Custer)


 
โดยฉากการที่สปิริตถูกขายและนำตัวเข้าสู่ค่ายทหารนั้นได้สื่อถึงการที่กองทหารม้าแห่งสหรัฐอเมริกาต้องการกำลังของทหารเพิ่มในการทำสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ซึ่งจำนวนคนที่สามารถนำมาเพิ่มได้ก็คือ ชาวอเมริกันพื้นเมืองหรือเหล่าทาสชาวแอฟริกันด้วย แต่จุดมุ่งหมายของการเข้ากองทัพของชาวอเมริกันพื้นเมืองนั้นแตกต่างจากชาวแอฟริกัน กล่าวคือ ชาวอเมริกันพื้นเมืองนั้นมีความต้องการที่จะเข้าร่วมรบเพื่อ "ปกป้องดินแดนบ้านเกิดของตน" และ "ยื่นเสนอข้อแลกเปลี่ยนในการถือครองกรรมสิทธิ์ในดินแดนบ้านเกิดของพวกตน" ซึ่งในเวลานั้นมีชาวอเมริกันพื้นเมืองจำนวนมากได้เข้าร่วมรบและเป็นกองกำลังสนับสนุนในกองทัพสหรัฐทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้


 

ในขณะที่แรงงานชาวแอฟริกันนั้นมีจุดมุ่งหมายในการเข้าร่วมรบเพื่อที่จะได้ “สัญชาติอเมริกันอย่างเป็นทางการ” และ “ออกจากการเป็นทาส” จากการเข้าร่วมรบ ซึ่งทหารชาวแอฟริกันส่วนใหญ่นั้นทำหน้าที่ควบคุมปืนใหญ่และประจำตำแหน่งทหารราบหรือทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนกองทัพ เช่น ช่างไม้ คนครัว ยาม คนงาน พยาบาล หน่วยสอดแนม สายลับ ศัลยแพทย์ และทีมก่อกวนฝ่ายศัตรู เป็นต้น



 
โดยการเข้ากองทัพนั้นหมายความว่า ทั้งชาวอเมริกันพื้นเมืองและชาวแอฟริกันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายของตัวเองไปเพื่อให้เข้ากับการเป็นทหารในบังคับของสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ ชายชาวอเมริกันพื้นเมืองจะต้องตัดผมยาวของตนเองเพื่อให้สอดรับเข้ากับกฎระเบียบทหาร อันจะเห็นได้จากฉากที่สปิริต “ถูกตัดแผงคอ” ที่ยาวสลวยออกจนสั้นกุด "การถูกจับใส่บังเหียนเพื่อให้ผู้ขี่สามารถควบคุมทิศทางได้" รวมไปถึงการที่ เมอร์ฟี คนดูแลม้าพยายามที่จะ “ตีตรา” สปิริตด้วยเหล็กร้อนที่เป็นรูปตัวอักษร “U.S.” ซึ่งย่อมาจาก United States หรือ สหรัฐอเมริกา นั่นเอง เป็นที่น่าคิดว่า อักษรย่อนี้ สามารถอ่านเป็นคำว่า “US” ซึ่งแปลว่า “พวกเรา” ได้อีกด้วย นี่เองได้สื่อถึงการที่ชนผิวขาวพยายามที่จะ “กลืน” หรือ “ทำให้เชื่อง” ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการบังคับขืนใจให้ชนกลุ่มน้อยต้องปฏิบัติตามกฎหลักของรัฐที่ดำเนินการและปกครองโดยชนผิวขาวนั่นเอง


 
ซึ่งถือว่าเป็นการกลืนทางวัฒนธรรม (The Cultural Assimilation) อย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นการบังคับให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ตัวตน และลดทอนคุณค่าทางวัฒนธรรมตามแบบฉบับของชนเผ่าดั้งเดิมให้เป็นไปตามวิถีของคนขาว ซึ่งสามารถเห็นได้อีกรูปแบบหนึ่ง จากการที่ทางการสหรัฐได้บังคับให้นำตัวเด็ก ๆ ชาวอเมริกันพื้นเมืองนั้นเข้าโรงเรียนประจำ (Boarding School) และสั่งให้ทุกคนต้องตัดผมสั้นเพื่อลบล้างลักษณะของชาวอเมริกันพื้นเมืองออกไป พร้อมทั้งให้เลิกใช้ภาษาอเมริกันพื้นเมืองในการสื่อสารและให้พูดภาษาอังกฤษแทน ถ้าหากใครไม่ปฏิบัติตามจะถูกทำโทษด้วยการใช้ความรุนแรง ซึ่งในบางรายก็ถึงแก่ชีวิต


 

ผู้พันคัสเตอร์ได้สั่งให้มีการปราบพยศเจ้าม้าหนุ่ม แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เจ้าม้าหนุ่มก็ยังคงดื้อดึงและมีท่าทีดุร้ายอยู่นั่นเอง ผู้พันคัสเตอร์จึงได้สั่งให้มีการตัดกำลังของมันโดยให้ทหารล่ามมันเอาไว้กับเสาเป็นเวลาสามวันโดยไม่ต้องให้อาหารหรือน้ำ ในขณะเดียวกัน ลิตเติ้ลครี้ก (Little Creek) ชายหนุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าลาโกต้าหรือเผ่าซูส์  (Lakota/Dakota /Sioux) ที่แอบเข้ามาลักลอบขโมยเสบียงกรังของค่ายทหารก็ถูกนำตัวเข้ามาในป้อมในฐานะเชลยและถูกล่ามไว้กับเสาโดยไม่ได้รับอาหารหรือน้ำเช่นเดียวกับเจ้าม้าหนุ่ม 

หลังจากผ่านไปสามวัน เจ้าม้าหนุ่มก็เริ่มอ่อนแรงพอที่ผู้พันคัสเตอร์จะควบคุมมันได้ เขาจึงได้คุยโวโอ้อวดว่าในท้ายที่สุด ม้าป่าทุกตัวนั้นสามารถทำให้เชื่องได้แม้จะดุร้ายแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเจ้าม้าหนุ่มเห็นว่า ม้าตัวอื่นที่คอยให้กำลังใจมันนั้นรู้สึกผิดหวัง เจ้าม้าหนุ่มก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายทำการพยศและเหวี่ยงผู้พันคัสเตอร์จนตกจากหลังของมันได้สำเร็จ

ในทัศนคติของกลุ่มคนผิวขาวหรือคนที่มีเชื้อชาติยุโรปดั้งเดิมนั้น มองว่ากลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมือง ถือว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” (The Minorities) ที่มีความป่าเถื่อนดุร้าย (Savage/Hostile) และมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อที่แตกต่างจากชาวยุโรปผู้เข้ามาตั้งรกรากโดยสิ้นเชิง



 

เนื่องจากกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองนั้นยังคงมีวิถีชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่า (Hunting-Gathering) อยู่ร่วมกันแบบสังคมชาวเผ่า (Tribe) ที่เรียบง่าย และยังคงผูกพันกับความเชื่อตามลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) ซึ่งเกี่ยวกับการนับถือจิตวิญญาณต่าง ๆ ในธรรมชาติอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งพวกเขายังรักและหวงแหนอาณาเขตของตนอย่างมาก ประกอบกับการที่พวกเขามีฝีมือในการใช้อาวุธหลากหลายรูปแบบในการล่าสัตว์ เช่น ธนู หอก ขวาน หรือมีบ่อยครั้งที่ชาวยุโรปได้ไปเห็นพิธีกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองที่แปลกตาและไม่คุ้นเคย เมื่อนำภาพลักษณ์ของกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองมาเปรียบเทียบกับกลุ่มชาวแอฟริกันที่ถูกขายมาใช้แรงงานทาสในไร่เกษตรกรรมแล้ว ชาวยุโรปนั้นจึงมองว่า กลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองนั้นดูมีความ “ดุร้าย” "น่ากลัว" และ “ป่าเถื่อน” กว่าชาวแอฟริกันที่ “สยบยอม” กว่ามากทีเดียว

ซึ่งภาพลักษณ์ที่ว่ามานี้แตกต่างจากชาวยุโรปที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ มีระบบสังคมที่ซับซ้อน ชายหญิงมีการแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน และมีวิทยาการในด้านต่าง ๆ ล้ำหน้าไปไกลกว่า ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ชาวยุโรปจะสามารถโน้มน้าวจิตใจให้กลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองนั้นเปลี่ยนศาสนาหรือเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดำเนินชีวิตอย่างชาวยุโรปได้ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตระหว่างกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองผู้เป็นเจ้าของดินแดนดั้งเดิมกับชาวยุโรปที่เข้ามาหมายจะตั้งรกรากและบุกเบิกดินแดนใหม่อยู่บ่อยครั้ง



 

จากเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้พันคัสเตอร์รู้สึกอับอายขายหน้าและโกรธมันมาก ในตอนที่เขากำลังจะยิงเจ้าม้าหนุ่มทิ้งนั่นเอง ลิตเติ้ล ครี้กก็ใช้มีดที่เขาแอบซ่อนไว้ตัดเชือกที่มัดตัวเองออกและช่วยเจ้าม้าหนุ่มให้หลบหนีออกจากค่ายทหารไปด้วยกัน พร้อมกับปลดปล่อยม้าตัวอื่น ๆ ให้เป็นอิสระด้วย

ฉากการปลดปล่อยม้าตัวอื่น ๆ ที่อยู่ใต้การควบคุมของกองทหารม้านั้นได้แฝงเรื่องการเลิกทาส (The Abolition of Slavery) ของสหรัฐอเมริกาหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองลงด้วย จะสังเกตได้ว่า ทีมงานผู้สร้างได้ให้สีม้าเกือบทุกตัวในเรื่องมี “สีน้ำตาล” หรือ “สีเข้ม” หรือ “สีอื่น ๆ” ซึ่งเป็นการสื่อถึงกลุ่มคนผิวสี (ซึ่งไม่ได้มีเพียงกลุ่มคนที่มีเชื้อชาติแอฟริกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มีสีผิวเข้มหรือแตกต่างจากกลุ่มคนผิวขาวอีกด้วย) และเมื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับม้าทั้งหลายที่มี “สีน้ำตาล” หรือ “สีเข้ม” นั้นได้สื่อถึงกลุ่มทาสชาวแอฟริกันที่ถูกขายมาเป็นแรงงานในไร่เกษตรกรรมต่าง ๆ เช่น ไร่ฝ้าย ไร่อ้อย ไร่ยาสูบ ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม (The Colonialism Period) จนกระทั่งในยุคบุกเบิกฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Frontier Period/The Wild West Period) หรือยุคสงครามกลางเมือง (The American Civil War) ที่เป็นพื้นหลังของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ด้วย

สงครามกลางเมืองแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นสงครามที่เกิดขึ้นเนื่องความเห็นต่างทางความคิดของผู้คนในสหรัฐอเมริกาที่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง โดยเรียกตามพื้นที่ของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน นั่นก็คือ ฝ่ายเหนือ หรือ ฝ่ายสหภาพ (The Union) ซึ่งหมายถึง กลุ่มผู้ที่สนับสนุนให้มีการเลิกทาส ซึ่งโดยส่วนมากมักอาศัยอยู่ในรัฐแถบทางเหนือของอเมริกาในฝั่งตะวันออก เนื่องจากคิดว่า แรงงานทาสนั้นไม่จำเป็นอีกแล้ว เนื่องจากมีการนำเครื่องจักรกลมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น และ ฝ่ายใต้ หรือ  ฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกา  (The Confederate States of America) ซึ่งหมายถึง กลุ่มผู้ที่สนับสนุนให้มีการใช้แรงงานทาสเช่นเดิม เนื่องจากผู้คนส่วนมากที่อาศัยอยู่ในรัฐทางใต้ของอเมริกาในฝั่งตะวันออก นั้นประกอบอาชีพเป็นเจ้าของไร่เกษตรกรรมต่าง ๆ ซึ่งยังคงต้องการแรงงานทาสมาทำงานเก็บผลผลิตอยู่นั่นเอง



 
แต่หลังจากนั้น ลิตเติ้ล ครี้กก็จับเจ้าม้าหนุ่มเอาไว้ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ของเขาและพามันกลับไปที่หมู่บ้านของเขา หลังจากกลับมาที่หมู่บ้านลาโกต้า ลิตเติ้ลครี้กก็พยายามทำให้เจ้าม้าหนุ่มเชื่องด้วยความเมตตากรุณา แต่เจ้าม้าหนุ่มก็ยังไม่ยอมให้เขาขึ้นขี่หลังมันอยู่นั่นเอง  ดังนั้นแล้ว ลิตเติ้ล ครี้กจึงผูกเจ้าม้าหนุ่มด้วยเชือกเข้ากับ เรน (Rain) ม้าสาวของเขา โดยหวังว่า ม้าสาวตัวนี้จะช่วยฝึกสอนและทำให้เจ้าม้าหนุ่มคลายความดื้อลงได้ ในที่สุด เจ้าม้าหนุ่มกับเรนก็ตกหลุมรักกัน แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจความผูกพันระหว่างเรนกับมนุษย์ก็ตาม ในไม่ช้า ลิตเติ้ล ครี้กก็เคารพในความพยศของเจ้าม้าหนุ่มและเข้าใจในที่สุดว่า เจ้าม้าหนุ่มจะไม่มียอมให้ขึ้นขี่แน่นอน เขาจึงปล่อยเจ้าม้าหนุ่มให้เป็นอิสระ




 

ในขณะที่มันกำลังจะกลับไปหาฝูงของเขาและโน้มน้าวให้เรนไปอยู่ด้วยกันนั่นเอง เจ้าม้าหนุ่มก็สังเกตเห็นผู้พันคัสเตอร์และกองกำลังของเขากำลังควบม้ามุ่งตรงมาที่หมู่บ้านลาโกต้าเพื่อโจมตีชาวเผ่า ในระหว่างการต่อสู้ ผู้พันคัสเตอร์ยิงเรนจนมันตกลงไปในแม่น้ำ และในขณะที่เขากำลังจะยิงลิตเติ้ลครี้ก เจ้าม้าหนุ่มก็วิ่งมาชนผู้พันคัสเตอร์จนตกจากหลังม้า ทำให้วิถีกระสุนนั้นเบี่ยงเบนออกไป จากนั้นเจ้าม้าหนุ่มก็วิ่งตามเรนไปตามแม่น้ำเพื่อช่วยเหลือม้าสาวที่มันรัก แต่ทั้งคู่ก็ตกลงไปในแม่น้ำและลอยไปตามกระแสน้ำจนตกลงไปจากน้ำตกและนอนหอบเหนื่อยอย่างอิดโรยที่ปลายน้ำ เจ้าม้าหนุ่มคอยอยู่เคียงข้างเรนไม่ห่าง

ต่อมาทหารม้าได้เข้ามาจับตัวเจ้าม้าหนุ่มเอาไว้อีกครั้งและทิ้งเรนไว้ให้ตาย เพราะเห็นว่าเรนนั้นบาดเจ็บหนักจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ ภายหลัง ลิตเติ้ลครี้กได้ค่อย ๆ ย่องมาช่วยเหลือเรน และพามันกลับไปรักษาที่หมู่บ้าน และตั้งปณิธานเอาไว้ว่า เขาจะเดินทางไปช่วยเหลือเจ้าม้าหนุ่มให้ได้ ฝ่ายเจ้าม้าหนุ่มก็พยายามให้กำลังใจตัวเองว่า อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรคไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม



 
เจ้าม้าหนุ่มถูกบังคับให้ทำงานใช้แรงงานลากจูงหัวรถจักรไอน้ำข้ามทวีปร่วมกับม้าตัวอื่น ๆ  หลังจากที่มันได้สังเกตเห็นว่า ทางรถไฟจะตัดผ่านบ้านเกิดของมัน เจ้าม้าหนุ่มถีบตัวเองให้หลุดออกจากพันธนาการแล้วปล่อยม้าตัวอื่น ๆ ให้หลบหนีไปพร้อม ๆ กัน แต่หัวรถจักรชนเข้ากับหัวรถจักรอีกคัน ทำให้เกิดการระเบิดจนกลายเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นมา ไม่นานนัก ป่าแถบนั้นก็ลุกเป็นไฟ แต่เจ้าม้าหนุ่มกลับถูกตรึงอยู่กับที่เพราะโซ่ที่คอของมันเกี่ยวเข้ากับต้นไม้ที่ล้มขวางทาง แต่ลิตเติ้ลครี้กก็เข้ามาช่วยเหลือมันไว้ได้ทันเวลา ทั้งสองตัดสินใจกระโดดลงจากหน้าผาสูงลงไปยังแม่น้ำด้านล่างเพื่อหนีจากไฟป่าที่โหมแรงขึ้นจนปิดทางหนี


 
มีหลายต่อหลายครั้งด้วยกันที่ชนผิวขาวทำการกวาดล้างชุมชนชาวอเมริกันพื้นเมือง เนื่องจากเหตุผลเล็กน้อยบางประการเช่น มีการตั้งถิ่นฐานใกล้กับชุมชนคนผิวขาวมากเกินไป หรือการเข้าใจผิดคิดว่า การเต้นเพื่อบูชาธรรมชาติเป็นการชุมนุมกันเพื่อการรบของชาวอเมริกันพื้นเมือง ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ได้อ้างอิงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอเมริกันพื้นเมืองที่เรียกว่า The Battle of Washita River หรือ การปะทะกันที่ริมแม่น้ำวาชิตา ในเหตุการณ์นั้น มีเด็กและผู้หญิงจำนวนมากเสียชีวิตไปโดยไม่จำเป็นหลายด้วยกัน และยังสื่อถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งอื่น ๆ อีกด้วยเช่น The Wounded Knee Massacre หรือ การสังหารหมู่ที่ริมลำธารวูนเด็ดนี ซึ่งมีชาวอเมริกันพื้นเมืองเสียชีวิตไปกว่าสามร้อยคน


 

เช้าวันต่อมา ผู้พันคัสเตอร์และกองทหารม้าของเขาพบเจ้าม้าหนุ่มและลิตเติ้ลครี้กอยู่ที่ริมลำธารในป่า ด้วยเหตุการณ์ชุลมุนคับขัน เจ้าม้าหนุ่มตัดสินใจยอมให้ลิตเติ้ลครี้กขึ้นขี่หลังของมันแล้ววิ่งหนีไป แล้วผู้พันคัสเตอร์และกองทหารม้าก็ตามไล่ล่าเจ้าม้าหนุ่มกับลิตเติ้ลครี้กเข้าไปถึงแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon)

ซึ่งในตอนท้าย พวกเขาติดอยู่ที่ด้านหนึ่งของหน้าผาสูงที่ไร้ทางออก ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เจ้าม้าหนุ่มจึงตัดสินใจกระโจนพาลิตเติ้ลครี้กข้ามไปอีกฝั่งอย่างไม่น่าเชื่อ และความกล้าหาญของพวกเขาทำให้ผู้พันคัสเตอร์ต้องตกตะลึง จนเขาต้องก้มศีรษะคารวะให้กับความใจเด็ดนั้นและสั่งให้ห้ามไม่ให้ทหารของเขายิงทั้งคู่ ผู้พันคัสเตอร์ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างจริงใจและปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระ





 

ลิตเติ้ล ครี้กจึงได้ตั้งชื่อม้าตัวนี้ว่า "สปิริต (Spirit - จิตวิญญาณ) ผู้ไม่ยอมเป็นทาสใคร" และเมื่อได้กลับมาถึงชุมชนชาวเผ่า ลิตเติ้ลครี้กก็ได้ปล่อยสปิริตและเรนให้เป็นอิสระและกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย สปิริตและเรนได้ออกเดินทางไปยังบ้านเกิดของสปิริต ซึ่งพวกมันกลับมารวมตัวกับฝูงม้าป่าของสปิริตอีกครั้ง และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงมีม้าป่าจำนวนหลายหมื่นตัวที่อาศัยอยู่ในที่ราบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใน 10 รัฐทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นอิสระ เฉกเช่นเดียวกับชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ดำรงชีวิตอยู่ในเขตสงวน (Reservation) ที่ทางการสหรัฐได้จัดเอาไว้ให้ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์นัก ทำให้การดำรงชีวิตของชาวอเมริกันพื้นเมืองเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือผลพวงจากความโหดร้ายในอดีตที่เกิดขึ้นเพราะแนวคิดและการกระทำที่ผิด ๆ ของชาวยุโรป ซึ่งในปัจจุบัน เริ่มมีกลุ่มคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวอเมริกันพื้นเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างทัศนคติใหม่ ๆ เกี่ยวกับชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของ “คนป่าเถื่อน” ตามที่เคยมีภาพจำมาจากในภาพยนตร์แนวคาวบอยที่ถูกสร้างโดยแนวคิดเหยียดชาติพันธุ์และเต็มไปด้วยอคติที่เลวร้าย เพื่อให้ผู้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่จะช่วยให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นเพราะความเข้าใจกันและกันอีกด้วย







Create Date : 14 มิถุนายน 2568
Last Update : 15 มิถุนายน 2568 11:38:38 น.
Counter : 95 Pageviews.

0 comments

สมาชิกหมายเลข 8433314
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Bats Behind Moon