เมื่อเธอรักตัวเองเธอจะรักการอ่าน เมื่อเธอรักคนอื่น เธอจะรักการเขียน – เป้ สีน้ำ ...
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2559
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
11 พฤษภาคม 2559
 
All Blogs
 
ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต-ทางออกที่ถูกปิด






                สำหรับหนังสือนิยายรางวัลซีไรต์ปี 58 เป็นนิยายเล่มบางๆที่เพิ่งมีโอกาสได้อ่านจนจบเมื่อไม่นานมานี้เองเอาเป็นว่าจะมาเล่าเรื่องความรู้สึกหลังอ่านละกัน   ถ้าเรื่องย่อที่หาอ่านได้ทั่วไปก็จะบอกว่านี่เป็นรักสามเส้าของสองสาวพี่น้องชาลิกากับชารียา กับ ปราณ หนุ่มข้างบ้าน  บวกกับเรื่องเล่าของตัวประกอบในเรื่อง ซึ่งเรื่องของแต่ละคนก็กึ่งจริงกึ่งฝันยังไงไม่รู้  แต่ในความเห็นเรามันเน้นไปที่โลกของชารียามากกว่า ในเล่มบรรยายความรู้สึกของเธอบ่อยมาก รองลงมาก็จะเป็นปราณ ขนาดเราชอบชาลิกา สาวคนพี่ เธอก็ออกมาน้อยเหลือเกิน



                   ถ้าจะบอกถึงคอนเซปของเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า พวกเธอนี่ไม่สตรองกันเล้ยยยยย ก็นะถ้าพวกเขาเข้มแข็งมันก็คงกลายเป็นเรื่อง ผีเสื้อเริงร่าท้าโลกกว้าง ไป555  ทั้งปราณ ชาลิกาและชารียาเป็นผลพวงของครอบครัวแตกแยก แม้จะมีลุงธนิตเข้ามาดูแลอย่างดี  แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้น ชารียาก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับผู้ชายอีกหลายคนเพื่อค้นหาความรักที่ตัวเองขาดแคลนอยู่ลึกๆ แต่ไม่ว่าใครก็ไม่ได้รักเธอจริงเลยสักคน  ต่างคบหาและทิ้งเธอไปในที่สุดกันหมด  ระหว่างช่วงนั้นเองเมื่อปราณที่แอบรักเธอมาตลอดจะพยายามเข้ามาดูแล  เธอก็สานสัมพันธ์กับเขาไปด้วย แต่พอเเฟนเก่ากลับมาเธอก็หวนไปหาแฟนเก่าอีก    ฝ่ายปราณเมื่อผิดหวังจากชารียาก็กลับไปที่บ้านเดิมและใช้ชาลิกาเป็นที่บรรเทาทุกข์แต่ก็พบว่าตัวเองไม่อาจลืมชารียาได้สักที   สุดท้ายเขาตัดสินใจจากหญิงสาวทั้งสองไปตามลำพัง ฝ่ายชาลิกาที่ถูกปราณทิ้งไปก็ตรอมใจจนไม่เป็นอันทำอะไร  ต่อมาชารียาพบว่าแฟนเก่าไม่ได้รักตัวเองจริงๆเพราะเมื่อตกลงกันว่าจะฆ่าตัวตาย เธอทำดังว่าแต่เขากลับหนีไปซะเฉยๆ  เมื่อเธอรอดตายมา เธอจึงคิดได้แล้วออกตามหาปราณ  แต่ก็ไม่พบเพราะว่าเขาถูกรถชนตายไปแล้ว   ชารียาจึงกลับมาดูแลพี่สาว แต่ชาลิกาอยู่ได้ไม่นานก็ตายลง  ทิ้งให้ชารียาอยู่ตัวคนเดียว




          ความจริงเรื่องนี้ตัวประกอบเยอะมากนะ ต่างคนต่างมีเรื่องราวเป็นของตนเอง ทั้งแม่ผู้เอาแต่เศร้าโศกยึดติดกับสามี   พ่อของสองสาวที่หลงรักเมียน้อยจนแทบไม่รับผิดชอบครอบครัว   รสรินเมียน้อยที่หักห้ามใจตัวเองไม่ได้    พ่อที่ฉีดยาเสพติดให้ลูกจนช็อกตาย  นทีผู้ชายขี้มโน  แต่หลายๆตัวละครมาในแบบที่เข้าใจได้ค่อนข้างยากยังไงไม่รู้  เช่น ลุงธนิตที่ไปมีอะไรกับหญิงที่มีสามีมีลูกแล้วเพราะรำลึกได้ว่าเป็นกรรมจากอดีตชาติแล้ววันรุ่งขึ้นก็บวชไม่สึกตลอดชีวิต      นวลที่มีสามผัวลูกห้าก็ไม่ได้อธิบายว่าเธอวางตัวหรือจัดการกับปัญหาในครอบครัวยังไง   ที่อ่านแล้วแทบจะขว้างหนังสือทิ้งคือ ชาลิกาที่ดูเข้มแข็งมาตั้งแต่ต้น ไม่เรียนต่อ ทำขนมขายเลี้ยงตัวเองได้ อยู่กับปราณโดยไม่แต่งงานไม่แคร์เสียงชาวบ้าน เออ แบบคิดว่าอย่างน้อยๆยังมีใครที่พอจะยืนหยัดได้บ้าง  แต่พอผู้ชายที่ชอบมาอยู่ด้วยอาทิตย์ละวันหายไปแค่คนเดียว ก็เศร้าสร้อยจนไม่เป็นอันทำอะไร  กรรม  กลายเป็นแบบแม่ตัวเองไปซะได้ อนิจจา เอวังเลย




                    แล้วก็การบรรยายแบบพาดพิงความรู้หลากหลายสาขาคือ ดนตรีคลาสสิก ดนตรีร็อค อาหารนานาชาติ ต้นไม้  สถานที่  ผ้าโบราณ คือมันก็ดีอยู่หรอกนะแสดงให้เห็นว่าคนเขียนมีความรู้กว้างขวาง  แต่พอคนอ่านที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเหล่านั้นด้วยไปอ่านแล้วมันจะไม่ "เก็ต"  รวมถึงไม่อินน่ะ   ที่เคยอ่านดอนกิโฆเต้เราจะรู้ว่าคนเขียนเขาตั้งใจจะล้อนิทานพื้นบ้าน เรื่องราวอัศวินของสเปน   แต่พอคนอ่านที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้เป็นพื้นฐานอ่านไปก็ต้องพลิกหน้าหลังไปดูการอ้างอิงไป  มันทำให้การอ่านติดขัดเช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่เรายอมรับว่าไม่ได้ฟังรายการสีส้ม เอี่ยมสรรพางค์ มานานแล้ว พอมาอ้างเพลงของบาค บราห์ม ชูเบิร์ต ชูมัน ชูเผือก ถึงจะมีคำบรรยายว่าเพลงพวกนี้เป็นยังไง มันก็นึกไปไม่ถึงรวมถึงขี้เกียจไปตามเปิดหาฟังด้วยเพราะไม่รู้จะเปิดเพลงไหนดี เยอะแยะไปหมด  อย่าง Norwegian Wood ของมูราคามิ  มันเด่นอยู่เพลงเดียวยังทำให้เราไปหาฟังจนรู้สึกชอบได้     เช่นเดียวกับอาหารนานาชาติของชารียา  ที่อ่านแค่ชื่อ ยังง๊าย ยังไงก็นึกภาพตามไปไม่ออกอยู่ดี  บางทีก็งงว่าเขากินอะไรกันอยู่ว้า




          เรื่องนี้ที่เด่นคือสำนวนภาษาพรรณนาที่พลิ้วไหวมาก  ไม่ค่อยเห็นในงานสมัยใหม่เท่าไหร่ที่จะบรรยายได้อลังการขนาดนี้  แต่บางช่วงก็รู้สึกว่ามันดู ประดิษฐ์ มากไปนิดนึง  แทนที่จะเรียบง่าย หนักแน่น เราอ่านแล้วรู้สึกเศร้ามันก็เศร้าแบบโหวงๆเหวงๆล่องลอย ฟุ้งฝัน มากกว่าจะหนักอก อึมครึม หรือลึกซึ้งสะเทือนใจ  ทั้งสามคนกลายเป็นคนที่ผิดหวังเพราะมองไปไม่เห็นความจริงในธรรมชาติของความรัก ราวกับว่าถูกปิดตาด้วยมายาคติที่ตัวเองสร้างขึ้น  นั่นแหละก็เลยหลงทางกลางความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต  ซึ่งจะให้เอาคำคมความรักหลายๆอย่างมาอ้างก็คงอ้างได้หมด แต่เราขอเลือกของคุณ จิระนันท์ พิตรปรีชา มาละกัน


 "ความรักในอีกแง่หนึ่งก็คือธรรมชาติด้านอ่อนแอและมืดลึกที่สุดของมนุษย์
 ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ในยามอ่อนแอถึงที่สุด 
คนเราอาจทำลายตนเองหรือทำร้ายคนอื่นได้อย่างสาหัสที่สุด
ในนามของความรักนี่เอง"



ส่งท้ายด้วยความรู้สึกของน้องคะเน ที่น่าจะตรงกับความรู้สึกของชารียา
จัดเป็นกลอนเปล่าที่เราชอบมากบทนึงเลยทีเดียว




ฉันหลงทางอยู่ในความฝัน

ที่แห่งใดกัน....

ที่

ฉัน

จะไปถึง





ชะโงกหน้า

เหนือขอบ

หลุมโพลง

แห่งหนึ่ง





ซากที่แน่นิ่ง

อยู่ก้นบึ้ง

นั่น

ใคร....





ฉันหลงทางอยู่ในความฝัน

งมงายหา

แสงตะวัน

อย่างบอดใบ้



Create Date : 11 พฤษภาคม 2559
Last Update : 11 พฤษภาคม 2559 16:25:56 น. 0 comments
Counter : 1147 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สมาชิกหมายเลข 2412014
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 2412014's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.