Whenever You Are Confronted With An Opponent. Conqure Him With LOVE... Mahatma Gandhi
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
6 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 

เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน



“ชีวิตเปลี่ยนไป เพราะใจไปโรงเรียน”
คำนำผู้เขียน


“พวกเราส่วนมากส่งแต่สมองไปโรงเรียน (12 ปี +4 ปี +2 ปี) ไม่ค่อยเคยส่งจิตไปโรงเรียน เหมียวก็เหมือนกัน เรียนหนังสือเยอะ แต่ศึกษาตัวเองและธรรมชาติของชีวิตน้อย ตอนโตขึ้นเลยหลุดหลงไป นึกว่าถ้าตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน หาเงิน มีบ้าน มีรถ เป็นคนดี ไม่โกง ไม่ฆ่า ทำบุญวันเกิด ทำสังฆทาน ทำทานช่วยคน ช่วยสัตว์ แล้วจะมีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ นึกว่าพอค่ะ
หารู้ไม่ว่ามีอะไร อะไร อีกมากมายมหาศาลที่ไม่รู้ ไม่เคยฝึกหัด และสิ่งเหล่านี้สำคัญเหลือเกินสำหรับเราที่จะมีความสุข ความสงบมากขึ้น และทุกข์ให้น้อยลงอีกนิด โมโหให้น้อยลงอีกหน่อย
ความรู้ที่ได้เรียนจากการเรียนวิชาต่างๆ ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าเราไม่มีความสุข แถมยังสาดความทุกข์ใส่คนรอบตัวทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักอีก”


“การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษย์ คือ การเดินทางในสายธรรมะ”

“ในชีวิตของเรามีความผิดพลาดและผิดคาดเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน หกล้มไม่รู้กี่ครั้ง แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราสามารถรักษาใจไม่ให้ตก ไม่ให้โกรธ ไม่ให้เป็นบ้า ไม่ทะเลาะหรือว่ากัน สามารถยิ้มแล้วอภัยให้กันได้นั้น เหมียวถือว่าเป็นธรรมะเหมือนกันค่ะ”

“เหมียวยกตัวอย่างนิทานเรื่องหนึ่งที่ท่านอาจารย์ โกเอ็นก้า (S.N.Goenka) เล่าให้ฟังในธรรมะบรรยาย นำมาเปรียบเทียบกับเรื่องนี้ได้ ท่านเล่าว่า แม่ใช้ลูกชายคนแรกไปซื้อน้ำมันพืช ให้ขวดเปล่ากับเงิน 10 รูปี เด็กน้อยก็วิ่งไปที่ตลาดซื้อน้ำมันแล้ววิ่งกลับบ้าน วิ่งๆ อยู่เกิดสะดุดหินหกล้ม น้ำมันหกไปครึ่งขวด ลูกชายคนแรกวิ่งร้องไห้กลับมาบอกแม่ว่า “แม่ครับๆ ผมหกล้ม ทำน้ำมันหกไปตั้งครึ่งขวด” นี่เป็นตัวอย่างของการมองโลกในแง่ร้าย มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแง่ลบ
นิทานคือนิทาน แม่ก็ให้ลูกชายคนที่สองไปตลาด ให้ขวดเปล่าไปกับเงิน 10 รูปี ไปซื้อน้ำมันพืช เด็กน้อยก็วิ่งไปตลาดซื้อน้ำมันแล้ววิ่งกลับบ้าน วิ่งๆ อยู่เกิดสะดุดหกล้ม น้ำมันหกไปครึ่งขวดเหมือนกัน ลูกชายคนที่สองวิ่งกลับมาบ้านบอกว่า “แม่ครับๆ ผมหกล้ม แต่โชคดีนะครับ น้ำมันหกไปแค่ครึ่งขวดเอง ยังเก็บไว้ได้ตั้งครึ่งหนึ่งครับ” เด็กชายคนนี้มองโลกในแง่ดี มีมุมมองทางบวกกับเรื่องที่เกิดขึ้น
นิทานคือนิทาน แม่ให้ลูกชายคนที่สามไปตลาด ให้ขวดเปล่าและเงิน 10 รูปี ไปซื้อน้ำมันพืช เด็กน้อยก็วิ่งไปตลาดซื้อน้ำมันได้ก็วิ่งกลับกลับบ้าน วิ่งๆ อยู่เกิดสะดุดหินหกล้ม น้ำมันหกไปครึ่งขวดเหมือนกัน เด็กชายคนนี้มองโลกในแง่ดีเหมือนกัน เขาวิ่งกลับไป แล้วบอก “แม่ครับๆ ดูซิครับ ผมหกล้ม ทำน้ำมันหกไปครึ่งขวดเอง ยังเก็บไว้ได้ตั้งครึ่งหนึ่ง แต่คุณแม่รอหน่อยนะครับเดี๋ยวผมจะไปทำงานหาเงินมา 5 รูปี แล้วไปซื้อน้ำมันอีกครึ่งขวดมาคืนนะครับ” ลูกคนที่สามนี่ถือว่าเป็นเด็กวิปัสสนา (Vipassana Boy) นิทานเรื่องนี้สอนให้เหมียวรู้ว่า
1. คนเราต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี หัดมองเรื่องที่เกิดขึ้นในทางบวก อย่าร้องห่มร้องไห้กับสิ่งที่เสียหายหรือเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่โกรธโทษตัวเอง หรือไม่โกรธแค้นโทษใคร ต้องหัดค่ะ เรามักจะมองเรื่องที่ทำให้เราเสียใจ โกรธ หรือไม่ได้อย่างใจในทางลบมากกว่าทางบวก ผลการปฏิบัติธรรมจะช่วยให้เรามีมุมมอง (Perspective) หลายๆ ด้านมากขึ้นกว่าเดิม สามารถเห็นมุมทางบวกได้เสมอ แม้กระทั่งจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
2. เราต้องอยู่กับความเป็นจริง การที่น้ำมันหกไปครึ่งขวดคือความจริง เรายอมรับว่าเราทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด ไม่ต้องโกรธตัวเองหรือก้อนหินที่เราสะดุด
3. เราต้องรู้จักแก้ปัญหา เมื่อน้ำมันหกไปครึ่งหนึ่ง ก็ต้องออกไปทำงานเพื่อหาเงินอีก 5 รูปี มาซื้อน้ำมันคืนให้คุณแม่ คือเรายอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้นและพยายามหาทางแก้ไขทุกอย่างเพื่อคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น..”

“การเดินทางใน 20 ปีที่ผ่านมา สู้การเดินทางบนถนนเส้นนี้ไม่ได้ เพราะการเดินทางในสายธรรมะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่เป็นการเดินทางดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ภายในจิตใจของเราเองนี้ด้วยการนั่งวิปัสสนา ได้มุมมองที่หลากหลาย ที่ชาญฉลาด เป็นปัญญาที่ล้ำเลิศกว่าการเดินทางอย่างระหกระเหินด้วยร่างกายซะอีก...”


“การให้ นั้น เราต้องทำตัวให้เหมือน ‘เมฆ’ ซึ่งให้ฝนกับแผ่นดินโดยไม่เคยถามแผ่นดินเลยว่า ได้ให้ฝนไปกี่เม็ด การให้เป็น One Way Street เป็นการเดินทางเดียว คือ ให้ออกไปอย่างเดียวด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์จริงๆ”


“การให้อีกแบบ คือ การให้ธรรมะ เป็นการให้ที่ดีที่สุดในโลก เพราะธรรมะจะอยู่กับผู้รับตลอดไป แต่ไม่ว่าเป็นการให้แบบใดก็ตามที่สำคัญที่สุดคือ ‘เจตนา’ (Volition)”

“เมื่อก่อนเหมียวเป็นคนใจร้อน ขี้โมโห ความเมตตาเลยน้อย เพราะมัวแต่หงุดหงิด เห็นแต่ตัวเอง พอเมตตาในใจเรามันน้อย หลายครั้ง เวลาให้อะไรใคร เลยทำไปด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์...”


“Holding on to anger is like grasping a hot coal with the intent of throwing it at someone else; you are the one who gets burned”


“คนหรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ที่เราเคยคิดว่าเป็นต้นเหตุให้เราโกรธ จริงๆ แล้วสิ่งนั้น คนนั้น หรือการกระทำนั้นๆ เป็นแค่พาหนะ (Vehicle) ของความโกรธของเราเท่านั้น”


“การดับความโกรธต้องมีหลายอย่างด้วยกัน คือ ต้องมีทั้งความอดทน ความเมตตา ความเข้าใจเรื่องอัตตา มีหลายๆ มุมมอง มีปัญญา และก็มีสัมมาสติ”


“ลองฟังนิทานเรื่อง ‘ถุงใส่ตะปู’ (A Bag of Nails) ดูค่ะ ... เรื่องมีอยู่ว่า พ่อคนหนึ่งส่งถุงใส่ตะปูให้ลูกชายเจ้าอารมณ์ และบอกว่า ทุกครั้งที่โมโหให้เอาตะปูในถุงนี้ไปตอกที่รั้วบ้าน ในวันแรกเด็กชายก็ตอกตะปูที่รั้วบ้านไปถึง 37 ตัว แต่พอผ่านไปวันแล้ววันเล่า จำนวนตะปูที่ตอกก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะเด็กชายได้ค้นพบว่า การอดทนควบคุมอารมณ์ของตัวเองนั้น มันง่ายกว่าการตอกตะปูซะอีก ในที่สุดเมื่อเด็กชายสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้ว จึงเล่าให้พ่อฟังด้วยความภาคภูมิใจ พ่อก็เลยบอกว่านับจากนี้ไป ถ้าวันไหนลูกควบคุมอารมณ์ได้ให้ไปถอนตะปูที่ตอกไว้หนึ่งตัว วันเวลาผ่านไปจนในที่สุดเด็กชายก็ได้บอกกับพ่อว่า เขาถอนตะปูออกจนหมดแล้ว พ่อจึงจูงมือลูกชายเดินไปที่รั้วพร้อมกับพูดว่า ‘ลูกทำได้ดีมาก แต่ลองมาดูรูพวกนั้นสิ รั้วบ้านไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว เหมือนกับที่เราระเบิดอารมณ์ออกไปตอนโมโห มันจะสร้างรอยแผลในใจคนเหมือนกับรอยรูตะปู หรือราวกับรอยมีดกรีดลงในเนื้อที่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ไม่ว่าเราจะพูดคำว่า “ขอโทษ” สักกี่ครั้งกี่หน รอยแผลนั้นก็ยังคงอยู่’ ...”





“ให้โอกาสตัวเองในการปลดปล่อยความรู้สึกทางลบออกจากใจ”


“ขอให้ถือว่าอะไรที่ผิดคือผิด ไม่ว่าคนอื่นหรือเราคิดว่าเราทำอะไรผิด (wrong or perceived wrong) ใครหรืออะไรที่ทำร้ายเรา มิใช่ว่าเราต้องไปทำดีหรือให้สิ่งนั้น บุคคลนั้น ย้อนกลับมาในชีวิตเราอีก
สิ่งที่เราน่าจะทำมากกว่า คือ ให้โอกาสตัวเองในการปลดปล่อยความรู้สึกทางลบออกจากใจ ให้อิสระกับตัวเอง ในทางตรงข้าม ถ้าเก็บความโกรธ ความเกลียดเอาไว้ในใจ ก็เท่ากับเราอนุญาตให้เหตุการณ์ที่ทำร้ายเราเพียงหนึ่งครั้ง หรือคนที่ทำร้ายเราเพียงหนึ่งครั้ง หรือความผิดของตัวเราเองเพียงหนึ่งครั้งนั้น ทำร้ายเราต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

การให้อภัยตัวเองก็สำคัญเท่ากับการให้อภัยคนอื่นหรือสิ่งอื่นนะคะ”


“สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรให้คนรอบตัวไว้ตั้งแต่วันนี้ คือ ให้ธรรมะ และเราต้องให้กับตัวเองก่อน”


“อย่างในสมัยพุทธกาลก็มีพระราชาและพระราชินีซึ่งปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสสนาด้วยกันทั้งสองพระองค์ วันหนึ่งพระราชาก็ถามว่า ‘Maliga, whom do you love the most?’ เจ้ารักใครมากที่สุด พระราชินีก็ตอบว่า ระหว่างที่นั่งสมาธิวิปัสสนาก็มีคำถามนี้เกิดขึ้นมาเหมือนกัน พระราชาก็ว่า ‘อ้าว...แล้วเจ้ารักใครมากที่สุดหล่ะ’ พระราชินีก็ตอบว่า ‘ข้าพเจ้ารักตัวเองมากที่สุด’ ซึ่งถ้าหากท่านทั้งสองพระองค์ไม่ปฏิบัติธรรม พระราชาก็คงต้องสั่งให้ประหารพระราชาชินีแล้วว่า พูดได้อย่างไรว่ารักตัวเองมากที่สุด แต่เพราะพระองค์ได้ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ก็ตอบว่า ‘ข้าพเจ้าก็ได้คำตอบเดียวกันนั้น’ เรารักตัวเองมากที่สุด”




“การแต่งงานเป็นความสุขแบบทางโลก คือต้องมีความทุกข์ลอยติดมาด้วยเหมือนเหรียญด้านหัวกับก้อย”


“ถ้าพูดถึงความทุกข์จากการแต่งงาน สาเหตุแรกเลย คือ เกิดจากการมี Attachment คือ การคิดว่าคนๆ นี้เป็นของเรา
การยึดมั่นถือมั่นว่าคนนี้ ของนี้เป็นของเรานี้ เป็นบ่อเกิดที่ใหญ่ที่สุดของความทุกข์ของมนุษย์ คือ พอใช้คำว่าเป็นแฟนของเราปุ๊บ ความทุกข์ลอยมาหล่นโครมบนหัวเลย เพราะเราจะเริ่มมีความคิดว่า อยากให้เค้าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่อยากให้เค้าไปมีกิ๊ก ฯลฯ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที”

“ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเคยเปรียบเทียบเรื่อง ‘สัมมาสติ’ (การรู้เท่าทันในความรู้สึกหรือเวทนาต่างๆ (awareness) กับความสามารถในการปล่อยวาง ไม่ปรุงแต่งเพิ่มเติม (equanimity) ว่า เหมือนกับปีกทั้งสองข้างของนกที่ต้องเท่ากันทั้งขนาดและความแข็งแรง ถ้าทั้งสองมีสิ่งนี้ไม่เท่ากันนกก็จะบินไม่ได้ คือถ้า awareness ต่ำ ก็ไม่รู้ว่าจะอุเบกขากับอะไร และการทำแบบนี้ ไม่ได้ทำเฉพาะกับความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเท่านั้นนะคะ แต่กับความสุขเหมียวก็ทำด้วย เพราะทั้งสองอย่างนี้จะอยู่กับเราไม่นาน ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลารวมถึงตัวเราเองและคนอื่น”



ในการเขียน blog "เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน" นี้ เราขอขอบคุณพี่ชายใจดี ที่คอยห่วงใย คอยช่วยเหลือ และให้กำลังใจเรา และได้มอบหนังสือเล่มนี้ให้เรา ยามที่เราเหนื่อยล้ากับการใช้ชีวิต...ในบางช่วงเวลา


ขอบคุณทุกความห่วงใย และสิ่งดีดี ทีมีให้น้องสาวคนนี้เสมอนะคะ












 

Create Date : 06 สิงหาคม 2551
3 comments
Last Update : 8 สิงหาคม 2551 21:53:11 น.
Counter : 1770 Pageviews.

 

แวะมาอ่านแล้ว รู้สึกว่าเหมือนกับกำลังเตือนตัวเองเลยว่า ต้องดับความโกรธให้ได้

ขอบคุณที่นำเรื่องดี ๆ มาลงเพื่อช่วยเตือนสติ

 

โดย: พี่ชาย...นกสามขา IP: 124.120.75.133 9 สิงหาคม 2551 23:23:45 น.  

 

ปล. เพลงนี้ก็ชอบมากเหมือนหนังสือเลยอ่ะ
ต้องไม่ยึดติดกับ...........เรื่องบ้า ๆ

 

โดย: พี่ชาย...นกสามขา IP: 124.120.75.133 9 สิงหาคม 2551 23:25:39 น.  

 

ได้ไปพบคุณเหมียวตัวจริงที่ธรรมอาภาพิษณุโลก ตอน ก.พ.52ที่ผ่านมานี้ค่ะ ตอนแรกจำไม่ได้รู้สึกหน้าคุ้นๆทั้งที่นอนห้องติดกันแท้ๆ
คุณลองไปปฏิบัติวิปัสสนานะคะ แล้วคุณจะได้คำตอบด้วยตัวของคุณเอง สิ่งที่คนอื่นเขียนไว้ก็เพียงกำลังใจค่ะคุณจะดับทุกข์ได้ก็ด้วยตัวคุณเองตามแนวทางที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าวางไว้

 

โดย: เบนโตะ IP: 61.19.231.4 17 มีนาคม 2552 10:05:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


myouzhny
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add myouzhny's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.