บัญญัติ 10 ประการ เพื่อการเตรียมตัวสู่อาชีพนักเขียน
เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสไปอบรมการเขียนกับนักเขียนชื่อดังหลายท่าน และสิ่งที่ได้กลับมามากมายเกินว่าความรู้ มีอะไรหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่มีคุณค่ามากเสียจนจะรู้สึกผิดมากถ้าจะเก็บงำมันไว้ไม่เอามาเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้บ้าง (ทั้งที่มันไม่ใช่ความลับอะไร) อยากให้ผู้ที่สนใจการเขียน อยากเป็นนักเขียน หรือใครก็ตามที่สนใจได้รับรู้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้าหนึ่งในวิทยากรวันนั้นคือคุณ บินหลา สันกาลาคีรี เจ้าของผลงานเรื่องสั้นเรื่อง "ฉันดื่มพระอาทิตย์" เคยเข้ารอบรางวัลซีไรต์ เมื่อปี 2536 และ รวมเรื่องสั้นชุด "เจ้าหงิญ" ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2548การได้พบคุณบินหลา ตัวจริง คงไม่มีคำอธิบายใดๆ นอกจากคำว่าเขาเจ๋งสุดๆ ทุกมุมมองของเขาดูจะหลากหลายและแตกต่างไม่ใช่ว่าต้องมองไม่เหมือนใครถึงจะเด่นดัง แต่ลักษณะการพูดจา และความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาทำให้ดิฉันไม่แปลกเลยแม้สักน้อยนิดใจว่าคุณบินหลาคู่ควรกับรางวัลต่างๆ มากเพียงไหนไม่พูดพร่ำทำเพลงเริ่มกันเลยดีกว่าบัญญัติ 10 ประการ สู่การเตรียมตัวเพื่อการเป็นนักเขียน1. ออกกำลังกาย - ตอนแรกฟังคำว่าออกกำลังกายก็งงไปเลย เกี่ยวอะไรกับอาชีพนักเขียนกันนะ แต่พอมานึกถึงวันที่เราไม่สบาย แม้จะเป็นแค่ไข้หวัดเล็กน้อย มีไข้ ไอจาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอุปสรรคต่อการเขียนหนังสือไม่น้อยเพราะฉะนั้น ร่างกายแข็งแรงไว้ก่อนดีที่สุด2. ซื้อพจนานุกรม - นักเขียนทุกคนล้วนเคยเขียนผิดกันมาแล้วทั้งนั้น แต่อาชีพการเขียนทำให้ความผิดนี้ร้ายแรงกว่าอาชีพอื่นๆ หลายเท่าตัว เพราะฉะนั้น พจนานุกรมจะช่วยท่านได้มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติมว่า ไม่ใช่ว่าให้เขียนไปเปิดพจนานุกรมไปด้วย ทำแบบนั้นมันทำลายสมาธิของเราเองชัดๆ เขียนไปก่อน แต่ในขั้นตอนของการแก้ไขต้องใช้พจนานุกรมให้เต็มที่3. อ่านหนังสือ - ไม่มีนักเขียนคนไหนประสบความสำเร็จหรอก ถ้าเขาไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือเมื่อปีก่อนเคยอ่านสัมภาษณ์นักเขียนคนหนึ่งซึ่งตอนนี้ผลงานกำลังโด่งดังและขายดีมากในเมืองไทย ปรากฏว่าความชื่นชมในตัวเขามาสะดุดอยู่ตรงที่คำพูดสั้นๆ ว่า "เป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ"มันก็เหมือนกับว่าคุณไม่เคยทำข้าวมันไก่ แต่คุณจะเปิดร้านขายข้าวมันไก่โดยไม่คิดจะเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วข้าวมันไก่มันทำยังไง นั่นล่ะการอ่านหนังสือไม่ใช่ศักแต่อ่าน ต้องอ่านให้ทะลุ อ่านขั้นแรกให้รู้ว่าเล่มนี้ชอบไหม่ชอบ ขั้นต่อไปต้องรู้อีกว่าทำไมถึงชอบ ทำไมถึงไม่ชอบ แล้วจะทำให้สืบเสาะไปถึงร่องรอยของการเขียน ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้นะบางครั้งข้อเขียนแค่ประโยคเดียวกลับจับใจคนอ่านได้นานหลายสิบปี ทำไมเรื่องบางเรื่องถึงกลายเป็นอมตะ ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังคงอยู่แต่บางเรื่องกลับตายจากไปภายในเวลาเพียงไม่นาน??ตรงนี้เองที่เราจะต้องอ่านและคิดตรึกตรองดูการอ่านจะช่วยเพิ่มคำในสมองของเขาให้มีมากขึ้น การเขียนที่ดีย่อมมาจากพื้นฐานการอ่านที่ดีเช่นกัน4. เสพงานศิลป - ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง ดูละคร การแสดง ศิลปทุชนิดเป็นครู่ของเราได้ มันมีบางอย่างจะส่งถึงเราได้ถ้าเราจะมองเห็นมันงานศิลปเดียงชิ้นเดียวอาจจะทำให้คุณได้คิดอะไรมากมายและเดินหน้าสู่อาชีพนักเขียนต่อไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ5. เดินทาง - ทั้ง 4 ข้อแรกเป็นการหาประสบการณ์จากผู้อื่น จากสิ่งรอบกายฯลฯ แต่การเดินทาง เป็นการสร้างประสบการณ์ให้ตัวเราเองโดยตรงอย่าลืมว่าการเดินทางกับการไปทัวร์นั้นไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าต่อต้านการซื้อทัวร์ไปเที่ยว แต่ในทีนี้หมายถึง การเดินทางที่แท้จริง ย่อมให้ความหมายกับเราในบางสิ่งบางอย่างที่คาดไม่ถึงได้ทั้งนั้นการพาตัวเองออกเดินทาง จะทำให้ค่าประสบการณ์ก้าวกระโดด เมื่อคุณออกเดินทางลองสังเกตุอะไรแปลกใหม่ วิถีชีวิต ผู้คน ความคิด ฯลฯ มีอะไรมากมายที่รอคุณอยู่ อย่าคิดว่าโลกใบนี้มีแค่นี้ ยังมีประชากรอีกนับพันล้าน ประเทศอีกนับร้อย วัฒนธรรมอีกมากมายรอให้คุณไปสัมผัสเหมือนสุภาษิตจีน(จำคำที่แน่นอนไม่ได้)กล่าวประมาณว่าอ่านหนังสือ 100 เล่มไม่เท่าเดินทางเพียง 1 ลี้6. ลงมือเขียน - ในที่นี้ยังเป็นการเตรียมตัวก่อนที่การเขียนจะเริ่มต้นขึ้น คำว่าลงมือเขียนจึงหมายถึงการที่ให้คุณฝึกเขียนทุกวัน เขียนอะไรก็ได้ที่อยกาเขียน เขียนให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องรีบ แต่ต้องมีวินัย จะเขียนไดอารี่ เขียนกลอน เขียนอะไรก็ได้ทั้งนั้น ยิ่งเขียนบ่อยก็ยิ่งได้ฝึกฝีมือ เขียนให้ตัวเองอ่านไม่มีความกดดันให้ต้องเกร็ง7. เขียนคำให้เป็นภาพ - ทำได้ไหม ให้ผู้อ่านเห็นภาพที่คุณพยายามถ่ายทอดจากการอ่าน และผู้อ่านจะไม่มีทางเห็นภาพอะไรเลยถ้าคุณยังไม่ได้เขียน8. เขียนภาพให้เป็นคำ - ลองหาภาพ หรือฉากเหตุการณ์ หรือละคร อะไรสักยอ่างที่เป็นภาพแล้วคุณลงมือเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ แต่ให้ได้อรรถรสเดียวกัน มองภาพให้ออกมาเป็นคำ เป็นตัวอักษร ดูภาพแล้วคิดว่าจะเขียนเป็นคำออกมาได้ยังไง9. เสาะหาบรรณาธิการ - เพราะการเป็นนักเขียนคือเขียนให้คนอื่นอ่าน ไม่ได้เก็บไว้คนเดียว เราจึงต้องหาบรรณาธิการที่จะสามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้การทำงานเขียนคือมีแต่เราอยู่กับตัวเราเท่านั้น เลยไม่แปลกที่เราจะคิดว่างานเขียนของเรานั้นดีที่สุด แต่คนอื่นคิดอย่างนั้นไหม??การหาบรรณาธิการช่วยเหลือ อาจจะเป็นการยากอยู่เสียหน่อย เพราะตัวบรรณาธิการเองก็ต้องมีความรู้ความสามารถในระดับหนึ่ง นี่ยังไม่นับรวมปัญหาที่อาจะเกิดจากอีโก้ของนักเขียนแต่ละคนด้วยลองไว้ใจบรรณธิการของคุณ เปิดใจให้กว้าง และรับฟังความคิดเห็นเหล่านั้นดู10. เสาะหาความรัก - ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายนะครบ 10 ข้อแล้ว ลองดูสิว่าคุณ "พร้อม" สำหรับการเขียนแค่ไหนให้คะแนนตัวเองกันค่ะ
แวะมาทักทายค่ะ มีความสุขมากๆ นะคะ