มิถุนายน 2551

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
21
22
24
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
เอาบันทึกเดินทางไป Scotland รอบแรก 2003 มาลงใน Blog ของตัวเองซะหน่อย ( 3 )
Fasque House
ฟาส์ค เฮ้าส ( Fasque House )
อยู่ไม่ไกลจาก ตัวเมือง Fttercairn มาร์ตินบึ่งรถอย่างรวดเร็ว เลี้ยวเข้าซอยที่บอกทางไป Fasque House ไม่ถึง 5 นาทีเราก็เริ่มมองเห็นตัวบ้านหลังใหญ่ รูปทรงคล้าย ๆปราสาทสูงเด่นเป็นส่งา อยู่ข้างหน้า แปลกใจนิดหน่อยว่าทำไมมันเงียบจังวะ ไม่มีรถคันอื่นบริเวณที่จอดรถเลย ( ที่จอดรถจะอยู่นอกเขตรั้ว เป็นสนามหญ้าตัดเรียบ ) จากที่จอดรถเราเดินอีกประมาณ 50 เมตรก็ถึงตัวบ้าน ยังคงเงียบมากกกอยู่ เริ่มมองหน้ากันแล้วตอนนี้ ทำไมไม่มีใครมาต้อนรับหรือรอเก็บเงินเลยวะ
มองไปมองมาเห็นประตูไม้ด้านข้างเปิดแง้ม ๆ เอาไว้ ก็เลยเดินเข้าไปชะโงกดู มองเข้าไปด้านในเห็นเป็นลานกว้างโรยกรวดเม็ดเล็ก ๆ มีนกยูงเดินบิดขี้เกียจอยู่ไปมา 4 – 5 ตัว แต่ยังไม่เห็นมนุษย์เลยซักคน ด้านขวาของลานกว้างมีโรงเรือนเป็นแถวตั้งอยู่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน มาร์ตินเลยตัดสินใจ เข้าไปเคาะประตู ผู้ที่โผล่ออกมาน่าจะเป็นคนดูแลบ้าน แจ้งให้ ทราบว่า บ้านนี้ปิดไม่ได้เปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไปมา 2-3 เดือนแล้ว จะรับแต่ทัวร์เป็นคณะที่จองล่วงหน้า หรือ รับจัดงานแต่งงาน พวกเราคณะทัวร์ ที่มี แค่ 4 คน เลยถึงบางอ้อ ว่าทำไมมันถึงเงียบนัก มาร์ตินขอ อนุญาตเดินดูรอบ ๆ เค้าก็บอก ตามสบาย

Fasque House เป็นบ้านขนาดใหญ่ คล้ายปราสาท สร้างเป็นรูป 8 เหลี่ยมด้วยหินก้อนโต ๆ เชื่อมต่อกันหลาย ๆ หลัง



ตรงบริเวณประตูด้านข้างที่เปิดแง้ม ๆไว้นั้น ติดป้าย “ Scottish Tourist Board “ อีกบรรทัดเป็นรูปดาว 2 ดวง ถัดลงมาอีกเป็นข้อความ “ Historic House “ น่าจะเป็นบ้านที่มีประวัติมายาวนานของ Scotland จนได้รับการจัดเข้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ในระดับ 2 ดาว

สถานที่ท่องเที่ยวของสก๊อต ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “ Scottish Tourist Board “ จะแบ่งกันไปตามความน่าสนใจและ คุณค่า เช่น Edinburgh Castle ที่โด่งดัง จะได้รับดาว 5 ดวง และเป็นประเภท Historic Castle

ประตูหน้าต่างของบ้าน จะเป็นหน้าต่างยาวจรดพื้น สไตล์ฝรั่งเศส ชั้นล่างจะเปิดม่าน ทำให้เราสามารถมองเข้าไปข้างในได้ เป็นบางส่วน แต่ที่เห็นก็แค่บันไดขนาดใหญ่ ปูพรมสีแดง สำหรับขึ้นชั้นสองของปราสาทเท่านั้น ส่วนห้องอื่นก็ปิดประตูหมด
พื้นที่ว่างระหว่างหน้าต่างแต่ละบานจะปลูกกุหลาบเลื้อย ออกดอกแดง ชมพู ขาว สะพรั่ง น่าจะเป็นกุหลาบที่ปลูกมานานแล้ว เพราะดูจากขนาดต้นและความสูงที่เกือบ ๆจะถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน แล้ว

บริเวณด้านหน้าตัวบ้านจะเป็นสนามหญ้า ตัดเรียบกริบ โดยมี Sun Clock แบบโบราณ ตั้งเด่นเป็นประติมากรรมชิ้นเดียวบนสนามหญ้า Sun Clock จะมีลักษณะเป็นเสาคอนกรีต กลมๆ ขนาดใหญ่ด้านบนจะเป็นแผ่นหินเรียบรูปร่างเป็นวงกลมวางอยู่บนยอดเสา สูงประมาณ ระดับหน้าอกเรา แต่แค่เอวตาเอียนมั้ง ตรงกลางมีจงอยรูปร่างเหมือนปากนกเชิดขึ้นด้านบน เป็นตัวชี้เงาบอกเวลา มาร์ตินลองเทียบเวลา กับนาฬิกาข้อมือของตัวเอง

ไม่น่าเชื่อ เวลาตรงกันแป๊ะเลยค่ะ




ถัดจากสนามหญ้าหน้าบ้าน จะเป็นทุ่งหญ้ากว้าง มีต้นไม้สูงขึ้นเป็นหย่อม ๆไป เป็นที่สำหรับเลี้ยงกวาง มีกวางขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ จำนวนมากเดินเล็มหญ้าอ่อน อยู่ใต้แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ยามบ่าย บางตัวก็ใจกล้ามาก เข้ามาชะเง้อดูพวกเราทั้ง สี่ อยู่บริเวณ ขอบสนามหญ้า
ตอนเราเดินกลับออกไปยังที่จอดรถ บริเวณใกล้ ๆ ประตูรั้วบ้าน จะมีต้นสนขนาดใหญ่มาก อายุเป็นร้อย ๆปี คงจะปลูกและเติบโตมาพร้อม ๆ กับบ้านหลังนี้

ตอนที่รถผ่านออกไปทางเลี้ยวเข้าบ้านทุกคน เพิ่งจะได้สังเกตป้ายที่บอกว่า รับเฉพาะคณะทัวร์และรับจัดงานแต่งงานเท่านั้น

เราส่งท้ายวันนี้ด้วยการแวะที่ Vibration Bridge เค้าบอกว่ามันจะสั่นเวลาเราขึ้นไปยืนอยู่นิ่ง ๆบนนั้น แต่ตอนเราไปยืนมีเด็ก ๆ กลุ่มใหญ่ ขี่จักรยานไปมาอยู่บนสะพานก็เลยไม่รู้ว่ามันสั่นเอง หรือ สั่นเพราะเด็ก ๆ พวกนี้ มองจากสะพานจะเห็นมีหลายครอบครัว มานั่งปิคนิคกันอยู่บริเวณริมน้ำ ช่วงนี้อากาศดี มีแสงแดด ฝรั่งชอบออกมาปิคนิค นั่ง นอน อาบแดดกันนอกบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้าน เราผ่านแม่น้ำสายหนึ่ง มาร์ตินบอกว่าเป็นแม่น้ำที่โรงงานวิสกี้ใช้น้ำไปบ่มวิสกี้ ฟังแล้วก็จอด จอด จอด ค่ะ เพราะ ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกซักรูปแล้วล่ะ

เราแวะซื้ออาหารเย็นแบบสำเร็จ ที่ร้านในเมืองมอนโทรสแล้วกลับบ้าน นอนหลับฝันดี รอวันพรุ่งนี้จะไปเหยียบดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของสก๊อตแลนด์ ปราสาท เอดินเบอระ ( Edinburgh Castle )

Edinburgh Castle
เราออกเดินทาง ประมาณ 8 โมงเช้า ตรงดิ่งไปยัง Edinburgh ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ไปถึง สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ หาที่จอดรถ เราได้ที่จอดรถ ใกล้เนินเขาแห่งหนึ่ง เราลงจากรถ หันรีหันขวาง แล้วก็หันมาถามตาเอียน

“ Where’s the castle? “

“Behind You “

เราหันกลับไปดูตามมือชี้ ก็เห็นแต่ผนังหินสูงชันจนคอตั้งบ่า ก้อยังไม่เห็นปราสาทที่ไหน ตาเอียนทนไม่ไหวเลยบอกว่า ปราสาทมันตั้งอยู่บนภูเขาลูกนี้แหละ
( เพราะ เราอยู่ใกล้มาก เลยมองไม่เห็น ทั้ง ๆที่ Edinburgh Castle ตั้งอยู่บนภูเขามองเห็นเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมือง )

ยะฮุ้!!!!!!! ในที่สุดเราก็มาถึงปราสาทที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกซะที

Edinburgh เป็นเมืองเก่า มีประวัติศาสตร์ยาวนาน นับพันปี เริ่มตั้งแต่ ปี 626 Edwin of Northumbia ได้สร้างป้อมปราการขึ้นบริเวณที่เป็นที่ตั้งของ Edinburgh Castle ตอนนี้ โดยในระหว่างนั้นก็ได้มีสงครามผัดเปลี่ยนกันครอบครองระหว่างอังกฤษกับ สก็อตแลนด์ หลายครั้งหลายหน นอกจากนี้ Edinburgh ยังได้รับการขนานนามว่า เอเธนส์แห่งเมืองเหนือ ( Athens of The North ) ด้วย

Edinburgh Castle เป็นปราสาทที่รู้จักกันทั่วโลก เป็นสิ่งก่อสร้างที่ผสมผสานอารยธรรมหลายยุคหลายสมัยเข้าด้วยกัน ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของปราสาท คือ “ Saint Magaret’s Chapel “ ที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 12

เราจอดรถด้านล่าง เลยต้องเดินเท้าขึ้นไป ตาม Castlehill Road ซึ่งเป็นถนนที่ต่อกับ ถนน รอยัล ไมล์ ( Royal Mile )

Edinburgh’s Royal Mile จะเป็นถนนที่เชื่อมระหว่าง Edinburgh Castle กับ The Palace of Holyrood House แต่คนจะนิยมเรียกกันสั้น ๆว่า Holyrood Palace เป็นพระราชวังที่ King James ที่ 4 ทรงสร้างขึ้นเป็นเรือนหอในการ อภิเษกกับ Princess Magaret ของอังกฤษ ทั้งสองพระองค์มีพระธิดาที่กลายเป็นพระราชินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Scotland : Queen Marry of Scotland และพระราชีนีแมรี่ ยังมีพระโอรสที่ได้ครอง มงกุฏทั้งของอังกฤษและสก๊อตแลนด์ เนื่องจากมีเชื้อสายทั้งสก๊อตแลนด์และอังกฤษ คือ King James VI แห่งสก็อตแลนด์ หรือ King James I แห่งอังกฤษ

บนถนน Rayal Mile ยังมีสถานที่สำคัญๆอื่น ๆอีก เช่น รัฐสภา ( Scottish Parliament ), Museum of Childhood , John Knox House

ตรงข้ามกับ Holyrood Palace เป็น Holyrood Park ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก เนิน Arthur’s Seat

เราเดินเลียบภูเขา ที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาทขึ้นไปเรื่อยๆ ด้านหน้าแอนน์ที่รีบจ้ำขึ้นมาก่อนเรา ยืนพิงผนังพักเหนื่อย ส่านเราน่ะพักถ่ายรูปเป็นระยะ ระยะ เลยไม่ค่อยหอบเท่าไหร่ แต่ตาเอียน บ่น ว่าเดินช้าเป็นเต่าคลานเลย เมื่อถึงทางเดินที่เป็นทางแยก ทางซ้ายเลี้ยวขึ้นถนนเข้าปราสาท แต่ แอนน์ ยืนยันขอเลี้ยวไปทางขวาที่มีร้านรวงอยู่เต็มไปหมดก่อน เราเริ่มรู้ใจ Tea time อีกล่ะซี แต่เราก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ก็ใกล้ 10 โมงแล้ว มีแค่กาแฟรองท้องมาตั้งแต่เช้า เลยพร้อมใจกันลงความเห็นว่าควรหาอะไรกินกันก่อน เดี๋ยวจะเป็นลมตายในปราสาท เพราะมันกว้างมาก

เดินวนเวียนหาร้านอาหารอยู่สักพัก แอนน์ก็ตัดสินใจเลือกร้านที่อยู่ในซอกใกล้วงเวียนร้านนึง บริเวณหน้าร้านจะมีรูปปั้นชายหนุ่มใส่ชุดผู้ชายยุโรปสมัยโบราณ ประเภทกางเกงฟิตเปรี๊ยะ เสื้อมีระบายที่คอ ที่ข้อมือ สวมหมวกชายพับตลบขึ้นด้านหน้า ด้านหลัง ( ไม่รู้เค้าเรียกชื่อว่ายังไง เหมือนกัน )

เดินตามซอกมืด ๆ ทึม ๆ เข้าไปซักประมาณ 10 เมตร ข้างในต่างกับข้างนอกราวฟ้ากับดิน เป็นร้านอาหารเล็ก ๆ ขายพวก ชา กาแฟ และอาหารหนักแบบง่าย ๆ หน้าร้านตกแต่งเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก มีโต๊ะนั่ง 2-3 โต๊ะ แต่แอนน์สมัครใจนั่งด้านในดีกว่า เราแอบคิดในใจว่านี่มันผ้าขี้ริ้วห่อทองนี่นา ตอนแรกยังนึกตะขิดตะขวงว่าทำไมยายแอนน์เลือกร้านในซอกมืด ๆอย่างนี้หว่า

และทุกคนก็ได้ กาแฟคนละ 1 แก้ว กับ Sandwich ชิ้นเบ้อเร่อ อีกคนละ 2-3 ชิ้น เมื่อเติมพลังกันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาตะลุย Edinburgh Castle ผู้ยิ่งใหญ่ซะทีจากร้านอาหารเราเดินไต่ระดับขึ้นไปอีกเล็กน้อย ก็จะเป็นลานกว้างหน้าปราสาท ตาเอียนเรียก Castle Square ปกติจะใช้เป็นที่จอดรถนักท่องเที่ยว แต่ตอนที่เราไปเค้ากำลังเตรียมงาน Edinburgh Military Tattoo ซึ่งจะจัดเป็นประจำประมาณ เดือนสิงหาคม ของทุกปี ทีมงานกำลังจัดที่นั่งขนาดรองรับคนเป็นหมื่น ๆ บริเวณสองด้านของ Castle Square เราเข้าคิวซื้อตั๋ว เข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 8.50 Pounds ตอนนี้ได้ข่าวว่าค่าเข้าชมขึ้นเป็น 9 Pounds กว่า ๆแล้ว

บริเวณซุ้มประตูใหญ่ทางเข้า ( Gatehouse ) ของปราสาท ด้านข้าง สองด้านจะเป็นรูปปั้น 2 วีรบุรุษของสก๊อตแลนด์ Robert The Bruce และ William Wallace ใครที่เคยดูหนัง Brave heart ที่ Mel Gibson สวมบทเป็น William Wallace คงจะจำได้ถึงวีรกรรมของเค้า

เหนือซุ้มประตูประดับด้วยโล่ห์สีทองมีสิงโตสีแดงตะกุยเล็บอยู่ตรงกลาง ด้านบนประดับมงกุฎอีกที

เลย Gatehouse เข้าไป จะมีประตูอีกที ชั้นนอกเป็นตะแกรงเหล็กที่ตรงปลายเป็นเหล็กแหลม รูปใบมีด เวลาเปิดปิดใช้การชักขึ้นชักลง เห็นขนาดแล้วคงหนักเป็นตันแน่ ๆ ประตูนี้จะเรียกว่า Portcullis Gate ส่วน ประตูชั้นใน เป็นประตูไม้บานใหญ่ หนา หนัก แบบเปิดออก 2 ด้าน ดูจากร่องรอยแล้ว คงผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็น ร้อยปี


ก้าวพ้นประตูปราสาทเข้ามา ด้านหน้าจะเป็นลานหินโล่ง ๆ ตรงผนังที่เป็นกำแพงชั้นในของปราสาทจะทำเป็นทางเดินยกพื้นสูง มีบันไดขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดิน และมองวิวตัวเมือง Edinburgh จากมุมสูงข้ามแนวกำแพงไปได้ จากจุดชมวิวรอบ ๆ แนวกำแพงนี้เราสามารถมอง เห็น เนิน Arthur’s Seat และ Holyrood palace ได้ด้วย แต่ เห็นแบบไกลลิบ ๆนะ

ถ้าเรามองต่ำ ใกล้ ๆแนวกำแพง จะเห็นสนามหญ้าด้านล่าง และแนวกำแพงชั้นนอก ของปราสาทซึ่งเป็นแนวเดียวกับหน้าผาของภูเขาที่ตั้ง

จากตรงนี้เราเดินไต่ขึ้นไปอีกหน่อย จะเป็นลานที่ตั้งของปืนใหญ่ ( Cannon Gun )


โดยที่นี้จะมีปืนใหญ่ขนาดใหญ่มากก ขนาดคนเข้าไปคลานข้างในได้เลย มีชื่อเรียกด้วยว่า Mons Meg เรารีบวิ่งไปยื่นหัวเข้าในปากกระบอกปืน

โอ้โห!!!!!มันกว้างจริง ๆ ลองนึกถึงขนาดของลูกปืน ( Cannon Ball ) ซิว่าจะใหญ่ขนาดไหน


กำลังสนุกสนานกับการยื่นหัวเข้าไปสำรวจข้างใน และพิสูจน์ความใหญ่ของเจ้า Mons Meg ตาเอียนก็กดชัตเตอร์ มา 2-3 ครั้ง กลายเป็นภาพปากกระบอกปืนใหญ่ งับหัวคนเอาไว้ ทุเรศจริง ๆ

สงสัยจะเคยมีนักท่องเที่ยวพยายามปีนขึ้นไปบนตัวเจ้า Mons Meg เพราะด้านข้างติดป้าย ไว้เห็นเด่นชัด

“ Please do not climb on Mons Meg “

“ You too fat “

ไอ้ประโยคหลังน่ะ เราเติมให้เอง
นอกจาก Mons Meg แล้วยังมี Cannon gun ขนาดปกติเรียงรายเป็นแถวบริเวณใกล้แนวกำแพงปราสาท

ที่นี่จะมีการยิงปืนใหญ่ทุกวันในเวลา 13.00 น. เรียกกันว่า One O’Clock Gunfire ผู้ที่มีหน้าที่ยิงปืน ไม่ต้องทำงานอื่นเลย แค่มีหน้าที่ดูแลปืนและยิงทุกวันให้ตรงเวลา ตาเอียนบอกว่ารายได้ตาคนนี้ดีกว่าพวกเราเยอะเลย

นอกจากชื่นชมกับบรรดา Cannon Gun แล้วเราก็สามารถชมวิวเมือง Edinburgh จากจุดนี้ด้วย สิ่งที่เราสนใจคือสิ่งก่อสร้างรูปร่างคล้ายหอคอยสีดำ ที่อยู่กลางเมือง Anne บอกว่า นั่นคือ Scott Monument สร้างจากหินทราย ( sand stone ) ตอนสร้างอาจจะไม่ดำอย่างนี้ แต่เมื่อเวลานานเข้า ทำให้เปลี่ยนสีเป็นสีดำ ไม่สามารถล้าง ขัดออกได้เนื่องจากเป็นหินทราย สีเลยเปลี่ยนสีเป็นสีดำซะเลย

Scott Monument ตั้งอยู่บริเวณริมถนนซึ่งเป็นหัวใจของเมือง Princess Street ถนนทุกสายในเมือง Edinburgh จะสามารถเชื่อมต่อไปยัง Princess Street ได้หมด

ถัดจากลาน Cannon Gun เราเดินเวียนขึ้นไป ด้านบนเป็นลานหินกว้าง ด้านซ้ายมือเป็น “ Scottish National War Memorial “ เยื้องด้านขวา เป็น “ Great Hall “ ส่วนด้านหน้าเราเป็น “ Castle Palace “ บริเวณลานกว้างรอบ ๆ จะมีเก้าอี้ให้นักท่องเที่ยวนั่งพักเหนื่อย แต่ตอนนี้พวกเรายังไม่เหนื่อยเลยตัดสินใจเข้าไปชมภายใน Castle Palace ก่อน เราต้องเดินขึ้นบันไดหินแคบ ๆ จนกระทั่งถึงห้องที่ตั้งแสดง Stone of Destiny และ Honours of Scotland เราเข้าไปในห้องนั้นเวลาเดียวกับ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่จ้างไกด์ ของปราสาทนำชม ก็เลยได้ฟังโดยไม่ต้องจ่ายเงิน

Edinburgh Castle จะมี guide ไว้บริการนักท่องเที่ยว 7 ภาษาด้วยกัน คือ English , French , Italian , Spanish , Dutch ,German และ Japanese นอกจากนี้ยังมีไกด์ สำหรับคนตาบอดด้วย

ไกด์กลุ่มที่เข้าไปพร้อมกับเรา ใช้ภาษาอังกฤษเลยพอถูไถไปได้ ถ้าเป็นภาษาอื่นก็เอ๋อเหมือนกันค่ะ

ได้ยินไกด์อธิบายปาว ๆ ว่า ห้องนี้เรียกว่า Crown Room สิ่งที่ตั้งแสดงในห้องนี้จะมี Stone of Destiny ซึ่งเป็นหินก้อนใหญ่รูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า ตรงปลาย 2 ด้าน มีรอยคล้ายรอยแตกหรือรอยบาก วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ้ค ( Oak )เตี้ย ๆ หน้าเตาผิงขนาดใหญ่ ถือเป็น หินนำโชคของสก็อตแลนด์ เพิ่งได้กลับมาตั้งแสดงที่ปราสาทนี้เมื่อ ปี 1996 ในวัน St. Andrews ( 30 พฤศจิกายน )

ใกล้กันนั้น แสดง Honours of Scotland ซึ่งจะมีสิ่งสำคัญ 3 สิ่ง คือ

หนึ่ง มงกุฎ ( The Crown of Scotland ) สร้างขึ้นในปี 1540 โดย King James ที่ 5 ตัวมงกุฎจะประดับประดาด้วยทอง อัญมณี แพรวพราว รวมทั้งมุกด้วย

สอง คฑา ( The Sceptre ) ซึ่งเป็นของขวัญจากพระสันตปาปา Alexander ที่ 6 ( Pope Alexander VI ) ให้กับ King James ที่ 4 ในปี 1494 และได้รับการปรับปรุง ตกแต่งใหม่ในปี 1536

สาม ดาบ ( The Sword of State ) นี่ก็เป็นของขวัญจากพระสันตปาปาเหมือนกัน แต่เป็นพระสันตะปาปา Julius ที่ 2 ( Pope Julius II ) มอบให้กับ King James ที่ 4 ในปี 1507 บนตัวดาบจะมีรูปสลัก Saint Peter และ Saint Pual รวมทั้งพระนามของพระสันตปาปาจูเลียสที่สอง

นอกจากห้องนี้ยังมีห้องเล็กห้องน้อย อีกมากมายในส่วนของ Castle Palace บางห้องจะมีที่นั่งเป็นม้าหินแคบ ๆ ติดผนัง ที่มีช่องหน้าต่างเล็ก มากๆๆ ทำให้คิดไปไกลว่าเหมือนคุก สมัยโบราณเลย หรืออาจจะกลัวว่าคนอาศัยจะหล่นลงไปมั้ง เพราะอยู่สูงขนาดนี้ไม่รอดแน่!!!!

ออกจาก Castle Palace ชักเริ่มเมื่อยขา เพราะต้องเดินขึ้นบันไดหลายขั้น แถมที่นั่งบริเวณลานหินก็ถูกจับจองโดยนักท่องเที่ยวอื่นหมดแล้ว หมดท่าขึ้นมาเราก็นั่งยอง ๆ มันหน้า Castle Palace นั่นแหละ เลย โดนมาร์ตินถ่ายรูปมาประจานด้วย

หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยก็เริ่มเดินต่อ
ปราสาทมันกว้างมาก เราเลยเลือกเอาส่วนที่สนใจเท่านั้น คราวนี้พวกเรามุ่งหน้าตรงไปยัง “ Scottish National War Memorial “ ตรงบันไดทางขึ้นด้านนึงจะมีรูป ปั้น ม้านั่งหมอบ พร้อมโล่ห์ด้านหน้า อีกด้นเป็นสิงโตนั่งหมอบพร้อมโล่ห์เช่นกัน

มาถึงตรงนี้เราเลยจับแอนน์กับมาร์ตินถ่ายรูปคู่กันพร้อมรูปปั้นม้าตรงกลาง

เราเดินข้ามสะพานไม้เล็ก ๆ ไปยังประตูทางเข้า เหนือประตู สลักเป็นตัวอักษร

“ TO THE GLORY OF GOD & IN MEMORY OF SCOTTS
WHO FELL 1914 – 1918



ด้านในจะแสดงประวัติ เหตุการณ์สงคราม รูปปั้นนักรบ เราเดินดูรอบ ๆไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ จน กระทั่งมาถึงสมุดรายชื่อนักรบที่เสียชีวิตในช่วงสงคราม เป็นสมุดเล่มใหญ่ หนา มาก Anne เข้าไปเปิดหาว่ามีคนที่มีชื่อสกุล Mearns หรือ Rodgers บ้างรึเปล่า เปิดไปได้ไม่ถึงครึ่งก็ท้อ เพราะมันเยอะจริง ๆ เลยปล่อยวาง ไม่หงไม่หามันแล้ว

ด้านหลัง The Scottish National War Memorial จะมีโบสถ์เล็ก ๆ หรืออาจเรียกว่าห้องสวดมนต์ก็ได้ เรียกว่า St.Magaret Chapel แต่เราขี้เกียจเดินดูเอาไกล ๆล่ะกัน
เลยไม่ทราบรายละเอียดข้างใน แต่เค้าว่ากันว่าเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุด ของปราสาทแห่งนี้

ออกจาก War Memorial ก็มุ่งหน้าตรงไปยัง Great Hall ที่อยู้อีกฝั่งเยื้องออกไปเล็กน้อย ภายในจะเป็นห้องแสดงอาวุธ ชนิดต่าง ๆ ( อาวุธสมัยโบราณนะจ๊ะ ) ไว้ที่ราวรอบ ๆ ห้อง ด้านหน้าจะเป็นเตาผิงขนาดใหญ่ หน้าเตาผิงตั้ง ปืนใหญ่ของ King Charles ที่สอง ( King Charles II Cannon Gun ) บริเวณลานหน้าเตาผิง จะมีชายหนุ่มสองคน ใส่ชุดนัดรบสก๊อตโบราณ ( เหมือนที่ Mel Gibson ใส่ใน Brave Heart ) แสดงการต่อสู้โดยใช้ดาบ ปะทะกันไฟแลบ ลีลาดีจริง ๆ ต่อสู้กันประมาณ 10- 15 นาที สลับกับการพากย์แบบตลกๆ ของตัวนักแสดงเอง เรียกเสียงหัวเราะจากนักท่องเที่ยวที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ได้พอสมควร

หลังจากรบกันจนเหงื่อตก พ่อหนุ่มทั้งสองก็เริ่มมองหา คนไปร่วมสนุกด้วย จากกลุ่มนักท่องเที่ยวรอบ ๆ และชี้มาลงที่สาวผมดำคนนึง เธอแนะนำตัวเองว่ามาจาก Spain และร่วมเล่นเกมส์กับสองหนุ่มเล็กน้อย เราออกมาก่อนที่จะรู้ว่ามีอะไรต่อรึเปล่า เพราะแอนเริ่มบ่นหิวอีกแล้ว เราดูนาฬิกา เที่ยงกว่าแล้ว ท้องก็เริ่มประท้วงขึ้นมาเหมือนกัน เลยตัดสินใจบอกลา Edinburgh Castle มีโอกาสจะกลับมาเยี่ยมส่วนที่ยังไม่ทั่วถึง

Edinburgh
ออกจาก Castle เราเดินลงไป ตาม Castle hill Road แอนบอกว่าจะเลี้ยงข้างเที่ยง ที่ห้องอาหารในโรงแรมแห่งหนึ่งบนถนน Princess เราเดินเลี้ยวซ้ายออกจาก Royal Mile เพื่อตัดไปสู่ Princess Street ก่อนถึงถนนจะมีสนามหญ้ากว้าง เรียกกันว่า Princess Street Garden จะกินพื้นที่ริมถนน ด้านนึงของ Princess Street เลย บนสนาม มีผู้คนมานั่ง นอน อาบแดด กันจำนวนมาก บอกแล้วว่าฝรั่งชอบแสงแดด นาน ๆ จะได้เห็นที ไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆหรอก


จาก Princess Street Garden เราต้องเดินขึ้นเนินเล็กน้อย ขึ้นไปยัง ถนน Princess
Scott Monument ที่เป็นหอคอยดำ ๆ มองเห็นได้ชัดจากปราสาท ก็ตั้งอยู่ริมถนนนี้แหละ แอนน์เดินดุ่ม ๆ นำหน้าตลอด ตาเอียนแซวว่า แอนน์เดินไปพร้อมกับท่อง
Food !!
Food !!
Food !!
เลยนำลิ่วไม่รอใครเลย

ในที่สุด แอนน์ ก็นำพวกเราตรงเข้าไปในโรงแรมแห่งหนึ่ง เดินลิ่วขึ้นชั้นสองไปเลย เธอบอกว่าเคยมากินที่นี่ อาหารอร่อยดี เลยพาพวกเรามาลองชิมบ้าง เราได้ที่นั่งริมหน้าต่าง ติดถนน เลยได้นั่งมองผู้คนและเหตุการณ์บนท้องถนนแห่งนี้

ตรงบริเวณหัวมุมถนน มีหนุ่มน้อย อายุประมาณ 16 –17 ปี ยืนใส่ Kilt ( กระโปรงผู้ชาย ) เป่าปี่สก๊อต ใครชอบใจก็ให้เงินได้ เสียงไพเราะเพราะพริ้งมาก ดังมาจนถึงห้องอาหารที่เรานั่ง เสียงปี่สก๊อต เราได้ยินทีไร จะรู้สึกเหมือนได้กลิ่นอารยธรรมของเค้าเลย

Kilt เป็นกระโปรงสำหรับผู้ชาย ตัดเย็บ ด้วยผ้าลายสก๊อต ( Tartan ) โดยตระกูลที่มีประวัติยาวนานและเก่าแก่มักจะมี Tartan เป็นลายเฉพาะประจำตระกูล จดทะเบียนไว้ นอกจาก Tartan ประจำตระกูลแล้ว สถาบันหรือสามาคม ไหนที่อยากมี Tartan เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ก็สามารถขอจดทะเบียนได้เช่นกัน
ปี่สก๊อต ( Bag Pipes ) จะมีลักษณะเป็นหลอดสำหรับเป่า หลายอันติดอยู่กับถุงหนัง ในสมัยโบราณถุงนี้จะทำจาหนังแกะ แต่ในปัจจุบันอาจทำจากหนังสัตว์อื่น ๆ หรือทำจากวัสดุสังเคราะห์ ถุงที่มีจะทำให้เสียงดังยาวนานขึ้น ไม่ขาดหายไป ในช่วงที่ผู้เป่าหยุดหายใจ ส่วนหลอด หรือท่อ ( Pipes ) สำหรับเป่าในสมัยโบราณจะทำจากกระดูกหรืองาช้าง แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปใช้วัสดุสังเคราะห์มากกว่า

นอกจากหนุ่มน้อยนักดนตรี จากหน้าต่างนี้ เรายังเห็น City Bus ซึ่งเป็นรถ 2 ชั้น ที่ชั้นบนจะไม่มีหลังคา เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการนั่งรถชมเมือง แอนน์บอกว่า เดี๋ยวกินเสร็จแล้ว จะพาไปนั่งรถทัวร์เมืองกัน ซักรอบ แต่โชคไม่เข้าข้างเราเล้ย ให้ตาย !!!!!!
ฝนดันตกลงมาซะก่อน เลยอดไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ บน City Bus เลย

กินเสร็จแล้ว ฝนก็ยังพรำ ๆ อยู่ แต่พวกเราไม่อยากนั่งรอเฉย ๆ เลยตัดสินใจ ฝ่าสายฝน ช้อปปิ้ง บนถนน Princess เราเดินชมสินค้าไปเรื่อย ๆ ถ้าฝนตกหนักขึ้นก็แวะร้านใดร้านนึง ทำเป็นเลือกสินค้า และหลบฝนไปในตัว พอฝนเบาก็ออกเดินต่อ

แอนน์พาแวะเข้าซอย ๆ นึง เต็มไปด้วยร้านอาหาร และแล้วเราก็เห็นร้านที่น่าสนใจ สองร้าน สะดุดตาที่ชื่อร้านน่ะไม่ใช่อะไร
ร้านนึงชื่อ “ Dirty Dick’s “ ส่วนอีกร้านไม่แพ้ กัน “ The Bad Ass “ แค่ชื่อร้านก็กินขาดแล้วค่ะ ตั้งเข้าไปได้ยังไง้!!!!!
เราไม่ได้แวะร้านไหนเพราะยังอิ่มอยู่ แค่เดินชมไปเรื่อย ๆ คนเดินไม่ค่อยเยอะ เนื่องจากพระพิรุณยังน้ำตาร่วงอยู่

แล้วเราก็แวะร้านขายของที่ระลึกร้านนึง หาของฝากให้น้องๆ หลังจากเลือกแล้วเลือกอีก ว่าไม่ใช่ Made in Thailand หรือ Made in China ก็ได้เป็นพวงกุญแจ รูปผู้ชายนุ่ง kilt แบก Bag pipes ดูเป็น Scottish ดี ในราคาไม่แพงมาก เพราะต้องซื้อเป็นโหล ถ้าแพงมาก ขนหน้าแข้งร่วงแน่ๆ ( แต่จะแพงกว่าเมื่อเทียบกับอันที่เป็น Made in China )

นอกจากนี้ยังได้ ปฏิทินที่ทำเป็นรูปลูกเต๋า ขนาดใหญ่ มีพื้นที่แต่ละด้านเป็นรูปสถานที่ท่องเที่ยวของสก๊อตแลนด์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปราสาท นอกจากนี้ยังพิเศษตรงที่เป็นปฏิทินแบบ สอง ปี โดยการหมุนลูกเต๋า แต่ละหน้า นอกจาก วัน เดือน ปี จะเปลี่ยน รูปภาพก็จะเปลี่ยนไปด้วย เห็นแล้วถูกใจมาก เลยตัดสินใจซื้อมาฝาก น้องสาว สุดสวย บรรณารักษ์ ห้องสมุดกระทรวงต่างประเทศ ชิ้นหนึ่ง ราคาค่อนข้างแพง ประมาณ 5 ปอนด์ แน่ะ ( เทียบราคาปฏิทินนะจ๊ะ )

หลังจากเดินช้อปปิ้ง กลางฝนกันจนเริ่มเมื่อยขา ก็ใกล้ ๆ 4 โมง เย็นแล้ว เลยตัดสินใจกลับบ้านกันซะที เพราะถ้ารอถึงเวลาเลิกงาน รถคงติดน่าดูเหมือนกัน เมืองใหญ่ก็ปัญหาเดียวกัน แต่ไม่รุนแรงเหมือนกรุงเทพบ้านเรา

ตอนขากลับเดินไปที่จอดรถ ผ่านโรงแรมแห่งหนึ่ง ขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่ถนนบริเวณนั้นไปด้านนึงเลย บนผนังโรงแรมด้านหน้าจะปักธงชาติของประเทศในยุโรป เป็นแถวเรียงไปเลย ที่เห็นใกล้เรา ก็เป็นธงชาติ เยอรมัน อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนที่อยู่ไกล ๆ มองไม่ชัด ได้ความว่านั่นคือ Caledonian Hilton Edinburgh Hotel เป็นโรงแรมที่สร้างขึ้นในปี 1903 ทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเลย เป็นโรงแรมขนาดใหญ่มากกกกก ราคาก็คงใหญ่มากเช่นกัน

จากที่จอดรถด้านนี้ เราเห็นตัวปราสาทอย่างชัดเจน ยืนหยัดอย่างสง่างาม อยู่บนขุนเขา

จากนั้นคณะทัวร์ ทั้ง 4 ก็มุ่งหน้ากลับ Montrose เราแวะ Shopping อาหาร ที่ Safe Way Supermarket ที่นี่มีอาหารไทยสำเร็จรูปขายด้วย เป็น ข้าวสวย + แกงไก่ เรากำลังเปรี้ยวปากอยากกินอาหารไทย ที่นอกเหนือจากยำปลากระป๋อง และ ไข่เจียว ก็เลยตัดสินใจซื้อมา 1 ชุด ในราคาแพงลิบ 5.5 Pounds

กลับมาถึงบ้าน แอนน์เริ่มทำอาหารแต่เราบอกวันนี้ไม่ต้องเผื่อเรา เพราะมีอาหารสำเร็จรออยู่แล้ว พอลงมือกินถึงได้รู้ว่า น่าจะบอกให้แอนน์ ทำอาหารเผื่อ ด้วย เพราะไอ้อาหารไทยที่ซื้อมา ในราคาแพงลิบ รสชาติมันห่วยแตกจริง ๆ ขอบอก แกงไก่ยังกับไก่เชื่อม สุดท้ายก็ทนกินต่อไปไม่ไหว ยอมทิ้งเงิน 400 บาท ไปต้มมาม่าซองสุดท้ายกินกันตาย


Arbroath Abbey

เช้าอีกแล้วค่ะท่าน หลังจากนอนบิดขี้เกียจอยู่ใต้ผ้าห่ม 2 ชั้น 10 นาที ก็ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว เตรียมพร้อมตะลุยกันอีก แต่ปรากฏว่าวันนี้ลูกทัวร์ เหลือแค่ 3 คน เพราะแอนน์ จะต้องไปเป็นพี่เลี้ยง อีกแล้ว วันนี้เราจะไปเที่ยว Arbroath กัน เป็นเมืองท่าชายทะเล และเป็นเมืองที่ Martin ทำงานอยู่ด้วย หลังจากทานอาหารกันเรียบร้อย เราก็รีดผ้า ที่ซักไว้เมื่อ 2 วันก่อน ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงกว่า ๆ แอนน์ ไปเป็น Baby Sitting ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ส่วนพวกเราออกจากบ้านก็ใกล้ ๆ 10 โมงเข้าไปแล้ว

Arbroath เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของ Angus ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออก Martin ควบเจ้าแดง Picasso คันเดิม ส่วน Anne นั้นควบ ซีตรอง C3 สีเขียวของเธอ ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็ก

เมื่อถึง Arbroath คราวนี้เราสามารถจอดรถบริเวณที่จอดรถฟรีข้างถนนได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าจอดรถอีก Martin บอกว่าตรงนี้ไม่ไกลจาก ที่ที่เราจะไปชมมากนัก เราสามารถเดินไปได้

จอดรถเสร็จ คณะทัวร์ทั้ง 3 ก็เริ่มออกเดิน วันนี้อากาศ ดี มีแสงแดดอ่อน ๆ ไม่หนาวมาก แต่ลมก็ยังเย็นอยู่เหมือนเดิม จุดมุ่งหมายของเราคือ Arbroath Abbey ซึ่งเป็น ศาสนสถานขนาดใหญ่ ( ขอเรียกว่า วัดนะ )

Arbroath Abbey เป็นวัดที่ King William The Lion หรือ อาจเรียกกันว่า King William I สร้างขึ้นให้กับพระ Tironesian ซึ่งเดิมเคยอาศัยอยู่ที่ Kelso โดยได้บริจาคที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมาก สำหรับการก่อสร้างนี้ ในปี 1178

King William I สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1214 และพระโอรส ได้นำร่างของพระองค์มาฝังไว้ที่นี่บริเวณหน้าแท่นบูชาใหญ่

ในปี 1272 โดนไฟไหม้ ซึ่งทำลายส่วนที่เป็นหอคอยระฆัง ( Bell Tower ) และระฆัง ( Bells ) เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นที่นี่ คือ ในเดือนเมษายน 1320 ซึ่งเป็นช่วงที่ Bernard De Linton เป็น พระอธิการ ( Abbot ) และเป็นผู้ร่างจดหมาย ที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญของสก๊อตแลนด์ เป็นจดหมายที่เขียนถึงพระสันตปาปา John ที่ 22 ( Pope John XXII ) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน King Edward ที่ 2 ของอังกฤษ จดหมายเขียนในฐานะตัวแทนของ Robert The Bruce เพื่อขอร้องให้ พระสันตปาปา กดดัน King Edward ที่ สอง ให้ยอมรับ Robert The Bruce เป็นกษัตริย์ ที่ถูกต้อง ของสก๊อตแลนด์ รวมทั้งขอร้องให้ยกเลิกการขับไล่ Robert The Bruce ออกจากศาสนา จากการที่เค้าฆ่า Red Comyn ที่ โบสถ์ Dumfries ในปี 1306

ถึงแม้ความพยายามครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งใจ แต่ก็มีชื่อเสียงไปทั่ว รู้จักกันในชื่อ “ Declaration of Arbroath “

Abbey ถูกทำลายอย่างแรงในปี 1350 จากการโจมตีของอังกฤษ รวมทั้งการถูกไฟไหม้อีกครั้งอย่างรุนแรงในปี 1380 จึงเหลือซากเท่าที่สามารถบำรุงรักษาเอาไว้ได้
เมื่อเดินไปถึง เราเข้าไปที่ Visitor center เพื่อซื้อบัตรเข้าชม คนละใบ จำได้ว่าประมาณ 2 ปอนด์กว่า ๆ แต่ตอนนี้ได้ข่าวว่าค่าเข้าชมขึ้นเป็น 3 ปอนด์กว่า ๆ แล้ว ส่วนที่เป็น Visitor center ชั้นล่างจะมีนิทรรศการ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต จากชั้นล่างจะมีบันไดเวียนขึ้นชั้น สอง จะมีการแสดงนิทรรศการ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา และเหตุการณ์การประกาศอิสระภาพ จากชั้นล่างเดินขึ้นบันไดเวียนไปชั้นสอง จะมีนิทรรศการแบบวิดิโอ โดยเค้าจะทำเป็นช่องกลม ๆ มีทีวีอยู่ข้างใน ถ้าเราต้องการชม ก็กดปุ่ม start มันก็จะเริ่มแสดงเหตุการณ์จำลอง พร้อมคำอธิบายเหตุการณ์ สนุกดี เลยยืนดูจนจบเลย กินเวลาไม่นานประมาณ 10-15 นาที มีทีวีหลายเครื่องแต่เรากดดูแค่เครื่องเดียว เลยไม่ทราบว่าเครื่องอื่น ๆ จะเป็นเหตุการณ์เดียวกันรึเปล่า บนชั้นสองนี้ ยังมีแบบจำลอง ของ Abbey รอบ ๆแบบจำลอง จะมีปุ่ม รายชื่อสถานที่ ถ้าเรากดตรงชื่อใด ไฟก็จะไปสว่างตรงสถานที่นั้น ดูชัดเจนดีมาก ก่อนจะไปดูของจริงที่ส่วนใหญ่จะเหลือแต่ซาก มีสองส่วนที่ยังอยู่ในสภาพพอใช้งานได้ คือส่วนที่เป็นที่พักพระอธิการ ( Abbot House ) และส่วนที่เป็นที่พักอาศัยของพระ หลังจากชมแบบจำลองจนพอใจ ก็ได้เวลาไปเยี่ยมชมของจริง ซะที เราเดินลงไปข้างล่างอีกครั้งเพื่อเข้าไปชมของจริงด้านใน ต้องเดินเข้าประตูทางด้านข้าง ส่วนประตูใหญ่ด้านหน้าไม่ได้เปิด ก้าวเข้าไปด้านใน จะเป็นสนามหญ้า เขียวดูแล้วน่าถอดรองเท้าเดิน มีแท่นหินที่เป็นฐานของเสาเรียงเป็นแถวไปบนสนามหญ้า เป็นเครื่องหมายชี้ให้เห็นว่า สถานที่แห่งนี้เคยยิ่งใหญ่ขนาดไหน ฐานของเสาแต่ละต้น รัศมีประมาณ 2 เมตร แน่นอนมันต้องสร้างให้ใหญ่ขนาดนี้ เพื่อรองรับโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน ตรงกลางสนามหญ้า มีแผ่นหินปิดหลุมศพ ของ กษัตริย์พระองค์หนึ่ง ป้ายลบเลือนไปตามกาลเวลา เห็นแต่คำว่า Lion ตอนท้าย ๆ ก็คงเป็นของ King William The Lion ผู้ก่อตั้ง Abbey แห่งนี้นั่นเอง


ด้านซ้ายมือของสนามหญ้า จะเป็นสุสาน มีป้ายหลุมศพเป็นพัน ๆ ป้ายเรียงรายเป็นแถว ๆ ไป ด้านหน้าที่เห็นอยู่ลิบ ๆ เป็นส่วนนึงของผนังที่ก่อสร้างจากอิฐโบราณ มีช่องประตูยาว ๆให้แสงผ่าน เรียงกันสามช่อง ติด ๆ กับผนังด้านนี้ ไปทางขวาจะเป็น ส่วนที่เหลืออยู่ของสิ่งก่อสร้าง ที่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า

ด้านหลังเป็นผนังส่วนที่เป็นประตู ยังคงสมบูรณ์ อยู่ ส่วนด้านบน ที่เคยเป็นช่องวงกลมขนาดใหญ่เหลือแค่ครึ่งเดียว

เราเดินไปเดินมา มองไปรอบ ๆ มีนักท่องเที่ยวแค่ 3 กลุ่ม เป็นครอบครัวอีก 2 กลุ่ม และ พวกเรา อีก 3 คน

แล้วก็ถึงเวลาสนุกของเรา อาคารที่อยู่ด้านซ้ายมือดูเหมือนจะเป็น ที่พักของพระ ประตูจะเปิดให้ขึ้นไปข้างบนได้ ในขณะที่มาร์ตินและตาเอียน กำลังชมสิ่งก่อสร้างอีกด้านหนึ่ง เราก็วิ่งขึ้นไปทางบันได หินแคบ ๆ มีนกพิราบอยู่เต็มไปหมด ไปโผล่อีกที ที่ระเบียงชั้น 3 มองลงมาด้านล่าง บริเวณ สนามเห็นตาเอียน กับมาร์ตินหันซ้ายหันขวา มองหา เรา

“ UHU I’m up here .”

ทั้งสองคนหันขวับ

“ How do you get there ? “

“ I used the stair “ ( ชั้นก็ใช้บันไดซิยะ )
มาร์ตินได้ทีเลยได้รูปลิงเกาะระเบียงชั้น สาม มา 1 รูป

เราเดินไปเดินมาบนระเบียงแคบ ๆ สักพักก็ลง เพราะ ไม่มีอะไรให้ทำต่อ ส่วนด้านในของอาคาร ล๊อคด้วยโซ่แน่นหนา คาดว่าคงจะไม่ปลอดภัยถ้าปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม แต่ขอบอกวิวจากด้านบนสวยมากค่ะ วิสัยทัศน์จะกว้างกว่าบนพื้นเยอะ



เมื่อไต่บันไดหินแคบ ๆ ลงมาถึงข้างล่าง คราวนี้เราเดินผ่านประตูรั้วเหล็ก โปร่ง ๆ ไปทางด้านหลังของโบสถ์ ที่นี่จะเป็น Abbot House ค่อนข้างสมบูรณ์ สามารถเข้าไปชมด้านในได้ บางส่วนมีร่องรอยการได้รับการบูรณะ แต่ยังรักษาสภาพเดิมได้เยี่ยมมาก ด้านในจะเป็น ห้องพักและส่วนที่ใช้ในการศึกษาพระคัมภีร์ ยังคงมี โต๊ะอ่านหนังสือ พร้อมเทียนโบราณตั้งไว้ให้ชม ห้องอีกด้านหนึ่งจะมีหินแกะสลักเป็นรูปพระนอน ตั้งแสดงไว้ ( stonework display )
นอกจากนี้ยังมีประวัติของนักบุญ ต่าง ๆ ให้อ่านด้วย เดินออกไปข้างนอกชั้นสอง เป็นระเบียงที่มองเห็นวิวเมือง Arbroath ไปจนถึง Arbroath Harbor เลยหลังจากชมกันจนอิ่มใจแล้ว พวกเราก็ออกมาหาซื้อของที่ระลึก ที่ visitor center คราวนี้เราได้พวงกุญแจหนังสีดำ ด้านหนึ่งสลัก Historic Scotland ไม่หนัก เลยซื้อมาเปลี่ยนพวงกุญแจรถอันเดิมที่ค่อนข้างหนัก นอกจากนี้ยังได้ เข็มกลัดอันเล็ก ๆ ทำเป็นรูปดอก Thistle มาฝากคุณนายจอม ยายดาลิน และยายกรณิการ์ คนละอันด้วย

ออกจาก Arbroath Abbey มาร์ตินพาไป shopping ในเมือง Arbroath เราได้ทีเลยซื้อบะหมี่ไปตุน อีก 2-3 ห่อ แต่เป็นของ มาเลเซียนะ ไม่ได้นำเข้าจากเมืองไทยค่ะ

ส่วนตาเอียน แวะไปหาอุปกรณ์ตกปลา กลับมากระเป๋าเบาไปโข เพราะราคาค่อนข้างแพง

แล้วก็มาถึงร้านน่ารักมาก ขายของเล่นกับขนมพวกลูกวาด เยลลี่ ใส่ขวดโหลเรียงรายเต็มไปหมด ทั้งน่ารักและน่ากิน เลยใช้เวลานานในร้านนี้ ( จำชื่อร้านไม่ได้แล้วล่ะ ) นอกจากนี้ยังมีของเล่นเด็ก เราเลยได้ของเล่นมาฝาก ตา Mix และ ตา Meal หลาน ๆ จอมซนของเรา เป็น สปริงที่เวลากลิ้งไปบริเวณที่ลาด มันจะกระดกต่อไปเรื่อย ๆ ดูแล้วน่าสนุกดี ของตา Meal ของตา Mix เป็นรถไขลาน คันเล็ก ๆ

หลังจากเดิน ชอปปิ้งกันจนเมื่อยขา เราก็ตัดสินใจกลับบ้านกันซะที ก่อนกลับมาร์ตินพาไปชม Arbroath harbor และ ซื้ออาหารทะเลขึ้นชื่อที่ร้าน “ Stuarts Fresh Fish “ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 46 ถนน ladybridgre ( เผื่อว่าใครมีโอกาสจะได้ไปชิมบ้าง )

เราซื้อกลับไปกินที่บ้านกัน เผื่อแอนด้วย อาหารขึ้นชื่อของเค้าคือ ปลา Herring รมควัน เรียกสั้นๆ ว่า Smokies ราคาแพงมากค่ะ กิโลละ 6.60 ปอนด์ เราซื้อมา 4 ตัว คนละตัวเท่านั้น ปาไป 5.25 ปอนด์ นอกจากนี้ตาเอียนยังแนะนำ Kippers ซึ่งเป็นปลาแล่แผ่นบาง ๆ เลยซื้อมาชิม 2 ชิ้น ส่วนอีกอย่างที่เราเสียเงินซื้อที่ร้านนี้ คือ Fish Cakes จะเป็นเนื้อปลาบดผสมกับแป้งทำเป็นแผ่นกลม ๆ หนา ๆ เหมือน cake เลย เราซื้อมาคนละชิ้นเช่นกัน ราคาไม่แพง แผ่นละ 40 pences เอง

เราออกจาก Arbroath ประมาณ บ่ายสองกว่า ๆ ไม่ได้หาอะไรกินเป็นอาหารเที่ยงกัน เพราะคาดว่าแอนน์คงมา Melody กลับมาที่บ้าน และทำอาหารรอไว้ให้ แล้วล่ะ

กลับไปถึงบ้าน เรามีข้าวสวยที่หุงเอาไว้ตอนเช้า เหลืออยู่ เลย จัดการทอดเจ้า kippers ที่ซื้อมา 2 ชิ้น ชิมซะเลย ขอบอกอร่อยมากค่ะ ถ้ามีโอกาส อย่าลืมชิมนะคะ รสชาติจะคล้าย ปลาเค็ม แดดเดียว แต่เนื้อปลาจะนุ่ม และอร่อยกว่าปลาเค็มบ้านเรา ที่บางทีก็เจอเค็มปี๋ แต่นี้รสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ กินกับข้าวสวย ก็สบายไปอีก 1 มื้อ แต่ต้องคอยยกจานห่าง ๆ ตาเอียนที่คอยตอดอยู่ข้าง ๆ ( ตาเอียนกับมาร์ติน กินอาหารที่แอนน์ทำไว้ให้ )

หลังอาหาร เป็นเวลาพักผ่อน ช่วยแอนน์ดู Melody รวมทั้งเล่นของเล่นของเธอด้วย มีตุ๊กตาตัวหนึ่งที่เราชอบมาก เวลาเรายกให้มันกระแทกพื้น มันจะเด้งขึ้นมา เหมือนกระโดดพร้อมเสียงร้อง

“ Higher ! Higher ! “

เราชอบเอามาทำให้มันกระโดดส่งเสียงร้อง แล้วแม่หนู Melody ก็จะส่งเสียงหัวเราะ เอิ้ก อ้าก แต่ตาเอียนชอบ ตะโกนใส่ตุ๊กตา เวลามันร้อง

“ Higher ! Higher !

“ SHUT UP !!! “
มันไม่ยอมฟังหรอกค่ะ 5555
ประมาณ 4 โมงกว่า ๆ Anne เอา Melody ไปคืน Phillip กับ Kirsty เราขอตามไปด้วย เพราะแอนน์จะไปแวะ Tesco หลังจากนั้น มาร์ตินกับตาเอียนสมัครใจอยู่บ้านดู Simpson อีกแล้ว

หลังจากส่งเมโลดี้ให้กับพ่อแม่เรียบร้อย เราก็ไป Tesco กัน ส่วนใหญ่ของที่เราเลือกจะเป็นขนมเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งมาเจอ Harry Potter And the Order of The Phenix กำลังลดราคา จาก 6.99 ปอนด์ เหลือ 3.99 ปอนด์ เลยไม่รอช้าคว้ามา 1 เล่ม คราวนี้ไม่มีซ้ำแล้วค่ะ ( ก้อเอามาเล่มเดียวนิ )

แต่ก็มาตอนจ่ายเงิน แอนน์บอกว่า ให้ใช้ Card ของเธอ เราก็นึกว่า Credit Card เลยยื่นเงินให้แอนน์ ทั้ง cashier และแอนน์ทำหน้า งง ๆ เราก็งง ง่ะ แต่ในที่สุด แอนน์ ก็คงเข้าใจ บอกว่า Card ที่เธอว่าคือ member card
อ๋ออ ว่าแล้วเราก็ยื่นเงินสดให้ cashier ด้วยรอยยิ้มขบขันของผู้ร่วมเหตุการณ์ทั้ง สาม คน

ได้ของครบแล้วเราก็กลับบ้านกัน วันนี้เรากินอาหารเย็นช้ากว่าปกติ เพราะเพิ่งกินอาหารเที่ยงไปตอนสามโมงกว่า ๆ อาหารเย็นของพวกเราเลยเริ่มประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ ไม่มีอะไรมาก แอนน์แค่ทอดมันฝรั่ง อุ่น smokies เราก็อิ่มอร่อยกันทั่ว smokies อร่อยจริง ๆ สมราคา

เราเข้านอนใกล้ ๆ เที่ยงคืน วันนี้หาเรื่องมากมายมาคุยกัน รวมทั้งคุยทับแอนน์เพราะวันนี้เธอไม่ได้ไปด้วย ( ขอบคุณที่แอนน์เธอไม่ขัดขึ้นมา ว่า ชั้นไปมาเป็นร้อย ๆหน แล้วค่ะ ) :P



Create Date : 25 มิถุนายน 2551
Last Update : 8 กรกฎาคม 2551 16:04:20 น.
Counter : 768 Pageviews.

1 comments
  
Princess Street Garden น่าไปนั่งเล่นจังเลยค่ะ มองไปรอบๆกรุงเทพมีแต่ตึก เซ็งเลย
โดย: sherlet วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:43:58 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

mearnss
Location :
ชุมพร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นเภสัชกร ที่อยากทำงานบริษัทท่องเที่ยว เค้าจะรับมั้ยนี่ ท่องเที่ยวกับอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่โปรดที่สุดของข้าพเจ้า

MY VIP Friend