มีนาคม 2563

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
16
19
20
21
23
24
25
26
28
30
31
 
 
All Blog
จะทำอะไร จะอยู่ที่ไหน เมื่ออายุ 60 ปี
**** ก่อนอื่นใด ****
ขอกราบขอบคุณ ทุกตัวอักษร ทุกกำลังใจ
ของเพื่อนๆทุกคน
ทุกคำมีความหมายกับเรามากจริงๆค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ จากใจจริง

อ่ะเข้าเรื่อง ...

พออายุก้าวผ่านข้ามมาแล้ว ห้าทศวรรษ 
การที่จะมาเริ่ม "คิดหนัก" ถึงชีวิตเมื่อย่างเข้าอายุ หกสิบ 
มันกลายเป็น ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ดันเป็นเรื่อง "น่ากลัว" อย่างที่สุด

ณ ตัวเลขที่ 60 
ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปแบบ.. มาก
จากที่ต้องตื่น หกโมงเช้า อาบน้ำ ทานอาหารเช้า
เจ็ดโมงออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน
กิจกรรมแบบนั้นอาจจะไม่มีอีก เพราะก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่
ที่เรียกว่า วัยเกษียณ ..

ความน่าหวาดหวั่น และ สะพรึง..คือ การเงิน
เงินเดือนที่เคยได้ จะหยุดลง
และหันมารับเงินเกษียณที่จะลดลงไปจากรายได้เดิมที่เคยได้รับ..
ต่างกันแค่ไหน.... เขียนให้เห็นภาพ ...ต่างกันแบบ ฟ้ากับเหว...น่ะค่ะ
ขำไป สะอื้นไป 555

วัยเกษียณ ไม่น่าจะใช่ จุดจบของชีวิต
แต่มันควรจะเป็น วัยที่ "มีเวลามากมาย แอนด์ มีเงินน้อยลง" 555
ปาดน้ำตาแพล๊บบบบบบบ
มันควรจะเป็นเวลาที่ เราสามารถเอาเวลานี้
ไปทำในสิ่งที่เรารัก... และควรจะเป็นสิ่งที่ใช้เงินน้อยๆด้วย ฮือออออ

คราวนี้มาถึง คำถามที่สามีขยันถาม มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว
"คิดไว้เลยนะว่า เกษียณ(หมายถึงตัวเขา) แล้วอยากจะไปอยู่ที่ไหน?

ช่วงแรกๆ ฝันไกลค่ะ เหมือนๆคนแก่เยอรมันทั่วๆไป
คือ เกษียณแล้วจะ ย้ายไปอยู่เมืองไทย....
หรือไม่ก็คงจะย้ายไปอยู่ตามประเทศอียู ที่เหมาะกับคนแก่จนๆแบบเรา
เช่นที่ โปรตุเกส สเปน เป็นต้น

แต่พอ "เอาเข้าจริง" ... ความคิดนี้คือ "ไม่เข้าท่า" สำหรับเรา
นี่เพิ่งจะบอกสามีไปค่ะว่า " ไม่ เราจะไม่ย้ายออกไปจากเยอรมัน"
ด้วยเหตุผลสำคัญหลายอย่าง...

อันแรกสุด ทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับ สุขภาพ การดูแล การรักษา
จริงๆไม่ใช่ว่า เยอรมันจะดีสุดเริ่ดสุดในสามโลก
เกี่ยวกับการรักษา หรือดูแลคนป่วยนะคะ
แต่...ความพร้อมของประเทศนี้ เกี่ยวกับสุขภาพ คือ ของจริง!

เรื่องนี้คือ เรื่องใหญ่ ในความคิดของเรา 
เพราะคนที่อายุเข้า หกสิบ ...
ชีวิตนับจากนี้ต้องเข้าถึง 100% หากเกิดไรขึ้นกับสุขภาพ

อันต่อมา.... การปรับตัว ! 
หากชีวิตนับจากวัย หกสิบปี ไปจนถึง 80-90-100 
มันคงไม่ใช่ "วัยแห่งการผจญภัย"
ค้นหาตัวเอง หรือเริ่มฝึกภาษาต่างประเทศ 
เพื่อที่จะ ทำให้ชีวิตตัวเอง
"อยู่รอดให้ได้ ในประเทศที่ตัวเองจะไปอาศัยอยู่ในวัยเกษียณ"

คือใครทำได้ นับถือมากค่ะว่า "เก่ง" 
แต่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่คนข้างๆ 
เพราะ pressure มันสุงเกินไปสำหรับวัยหกสิบ!

สารภาพตรงๆค่ะว่า ... 
หากฉันสนับสนุนให้สามีย้ายออกจากประเทศของเค้า
มัน "น่าเสียดายมากๆ" เพราะ
เค้าเกิดที่นี่ เค้ารู้จักประเทศนี้มาตลอดชีวิต
สิ่งที่เค้ารู้ มันเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตเขา
โดยเฉพาะในช่วงบั้นปลายของชีวิตที่เค้าต้องการ

คนแก่อายุ หกสิบ 
พูดภาษาไทยไม่ได้ ไม่เข้าใจภาษาสเปน หรือ โปรตุเกส
จะย้ายให้ไป "ตายเอาดาบหน้า เพื่ออะไร" 
ในเมื่อถ้าจะตาย ตายที่บ้านตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ?

ฉันเสียดาย...ความรู้ของเค้า
เพราะทุกอย่างที่รู้ มันจะช่วยปกป้องชีวิตในยามบั้นปลายของเค้าได้
มันไม่เหมือน เวลาไปอยู่ต่างแดน ซึ่ง...บอกตรงๆนะคะว่า 
คนแก่เกษียณ .. ย้ายไปอยู่ในประเทศที่ค่าครองชีพต่ำกว่า
เพราะหวังว่าจะ สบาย...อย่างเดียว คิดแค่นี้ไม่ได้แล้วไงในวันนี้ 

เพราะการมาอาศัยประเทศอื่นอยู่ มันไม่เหมือนกันกับตอนมาเที่ยว
มันคนละเรื่องกันเลย... จริงๆนะคะ 

...ทั้งนี้นั้น...
ฉันก็บอกสามีไปแล้วนะคะว่า 
บ้านที่เราเช่าอยู่ตอนนี้ หากเกษียณ ..หมดชีวิตการทำงานแล้ว
เราควร "ย้ายออก" ให้ไวเลยค่ะ
เบื่อ ไม่ชอบ เกลียดการเปิดหน้าต่างแล้วชนกัน
มันสะดวกสบายจริง ทุกอย่างมากองอยู่รอบๆบ้าน 
ไม่ว่าจะเป็นคลีนิคหมอ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ปาร์คเอาไว้เดินเล่น โน่นนี่นั่น

ไม่อยาก อยู่ที่นี่ ในยามที่เกษียณแล้ว
อยากจะไปอยู่ที่ สงบๆ บ้านนี้คือ ถนนพาดผ่าน..นรกจริงๆค่ะ
แต่ต้องทน เพราะหากจะหาที่ใหม่ก็ต้อง
คำนึงถึงระยะทางที่จะไปทำงานด้วย
หากเกษียณแล้ว ไม่เอาแล้วค่ะที่นี่ บอกเลย!

ขอไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ที่สะกดคำว่า "สงบ" ได้
โดยไม่ต้องรอลงหลุมฝังศพน่ะค่ะ
จริงๆนะ ที่ไหนก็ได้ ในเยอรมัน ไม่เกี่ยง...
ขอแค่ความสงบอย่างเดียวเลย

และความโชคดี ที่ไม่เคยมีนโยบายจะ ซื้อที่ดิน ซื้อบ้าน 
ทำให้...การตัดสิน และการลงมือจัดการเรื่องที่อยู่ ทำได้แบบไม่ยาก
หากมีที่ มีบ้านเป็นของตัวเอง
ต้องมานั่งขาย นั่งหาคนดูแลบ้าน ย้ายก็ลำบากอีก
แก่แล้ว ไม่เอาค่ะ ...
ขอมีสมบัติติดตัวคือ แค่สามี กับ อวัยวะของตัวเองพอแล้ว

พออายุเยอะนี่ คิดไกลๆ แทบไม่ได้เลยจริงๆนะคะ
เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า ...ความเปลี่ยนแปลงขึ้น และ ลง 
ซึ่งมันมาแน่ๆ ทั้งสองแบบ จะมาเยือนเราเมื่อไหร่
ร่างกายเราคือ สิ่งหนึ่งที่จะเปลี่ยนแน่ๆ รับรองค่ะ
สิ่งที่ฉันห่วงสุดๆคือ "สมอง และความจำ" 

พ่อของสามีที่เสียไปแล้ว เมื่อเจ็ดแปดปีก่อน 
มีอาการ Dementia เป็นอาการก่อนจะอัลไซเม่อร์
และพอเจอโรคนี้...เค้าอายุได้ 83ปี คนแก่จู่ๆ ลุกขึ้นมากลางดึก ทุบตีเมียตัวเอง
เพราะเข้าใจผิดคิดว่า เป็นคนบุกรุกเข้ามาในห้องนอน... 
น่าสงสารไหมคะ ทั้งคู่ 
ในที่สุด พ่อต้องย้ายเข้าไปสถานบำบัด ที่ตัวเองเข้าใจว่า แค่มา พักอยู่ รพ
แต่เค้าไม่สามารถกลับไปบ้านได้อีก บ้านหลังใหญ่ที่ดินมากกว่าสองไร่
ที่เค้าทำงานหนัก มาทั้งชีวิต เพื่อให้ได้บ้านหลังนี้มา และเลี้ยงลูกสี่คนจนโต

ชีวิตในวัย 83 ต้องย้ายออกมาจากบ้านเค้าตลอดกาล 
และเสียชีวิตเมื่ออายุ 86ปีค่ะ เสียชีวิตในสถานบำบัด
ด้วยอาการคนแก่ที่เค้าสรุป แต่ความจริงคือ 
พ่อมีอาการปวด และบอกใครไม่ได้
เพราะพออายุ 84 พ่อก็เลิกพูดคุยแล้ว.... 

เศร้ามั๊ยค่ะ แม่ไม่ต้องพูดถึง เพราะเค้าเป็นคนที่ เข้มแข็งที่สุดในโลก
มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ คนอยู่ด้วยกันมา ห้าสิบกว่าปี 
จุ่ๆ ตัวเองต้องมานอนคนเดียว และอยู่คนเดียวในบ้านน่ะค่ะ
เราสงสารคนที่ยังอยู่มาก เค้าเจออะไรมาเยอะ
เพราะช่วงที่ส่งพ่อเข้าสถานบำบัด มันไม่ฟรีไง...
เดือนละ สองพันยูโร เงินเกษียณของพ่อมีไม่ถึง แม่ต้องเอาเงินตัวเองโปะ

และไม่มีทางเลือก ... แม่ต้องไปขอกู้เงินจากแบงค์ 
ผู้หญิงอายุ แปดสิบกว่าอ่ะคุณ .... 
รัฐไม่ช่วย เพราะรัฐยื่นคำขาดว่า หากจะให้ช่วย ต้องขายบ้านก่อน
หากเงินไม่พอ ถึงจะช่วย...
แต่ช่วยก็ไม่ได้ช่วยเปล่านะคะ
ช่วยแล้วก็จะมาเรียกเงินคืนจากลูกๆ ในภายหลังค่ะ

พอพ่อเสีย... ช่วงทำศพ ก็ต้องใช้เงินอีก ลูกต้องไปช่วยกู้แบงค์
และจากนั้น เรื่องเสียเงินตามกันมาติดๆ
บ้านของเค้า มันต้องใช้ "เครื่องทำความร้อน" heater ทั้งบ้าน
และมัน เจ๊ง..เพราะมันเก่ามากๆ ต้องเปลี่ยนใหม่หมด
ราคา..9000+Euro จ้า ยังไม่รวมค่าติดตั้ง
คนแก่คนเดียว อายุแปดสิบ สามีเพิ่งตายไป
เงินเกษียณที่ได้หลังสามีเสียไปคือ
น่าจะครึ่งเดียว หรือน้อยกว่านั้นไม่แน่ใจ

หลังจากกู้แบงค์เสร็จจบเรียบร้อย...
ก็ได้เงินมาค่า Heater เครื่องทำความร้อนใหม่
และต่อมาอีก สามปีหลังจากนั้น
น้องชายของแม่ ก็มาเสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน
เรื่องราวมากมาย... น้องชายของแม่ไม่มีลูก ไม่มีเมีย
บ้านและที่ดิน เค้าก็เขียนพินัยกรรมไว้ล่วงหน้านานแล้ว

ว่ามอบให้ น้องชายของสามีเราจัดการ
คือหากจะเก็บไว้ก็ได้ แต่ต้องให้ "แฟน" ของเค้าอยู่ในบ้าน
ในส่วนด้านหน้า บ้านนี้คือแบ่งเป็นสองส่วน
บ้านส่วนหน้า และบ้านหลักหลังใหญ่ 
แฟนสาว อายุ หกสิบกว่า มีลูกติดหลายคน
พอลุง(น้องชายแม่) ตายไป นางก็หาผัวใหม่ทันใด...

ในพินัยกรรมระบุไว้ว่า หากขาย...
คนจัดการคือน้องชายสามี จะต้อง แบ่งเงินให้ทุกคน
ตามรายชื่อและ จำนวนเงิน ตามที่เค้าเขียนไว้...
แต่... ทั้งนี้นั้น... คนที่มาซื้อบ้านนี้
จะต้องอนุญาตให้ "แฟนสาวแม่หม้าย" ของเค้า
อาศัยอยู่บ้านหลังนี้ ต่อไป จนกว่า "นางจะตายจากไป" 
นางจะมีสิทธิ์อยู่ได้ แบบ "ผู้อาศัย"
สภาพเหมือน คนเช่าบ้าน แต่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า นึกภาพออกไหมคะ
นางจ่ายแค่ค่าน้ำไฟ ส่วนตัวของนาง 
และหากอะไรในบ้านเสีย ต้องซ่อม
น้องชายสามีเราต้องวิ่งไปจ่ายค่าซ่อม และจัดการให้ทุกอย่างจ้ะ

"ความรักอ่ะนะ" ตอนนี้ นางเอาผู้ชายคนใหม่เข้ามาอยู่ด้วยกัน
เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนเยอรมันแล้ว

ใช่ค่ะ อยู่ในบ้านหลังที่เคยเป็นของ แฟนเก่า
และอยู่ฟรี อิอิ อายุของนางเหรอกจะ หกสิบกว่าจ้ะ 
คนเยอรมัน เค้าจะรู้จักแค่ "สิทธิของตัวเองค่ะ"
และเค้าจะใช้สิทธิ์ของตัวเองแบบ เต็มเหนี่ยว...ฮ่าๆๆ
ไม่สนด้วยนะว่า ใครจะนินทากาเลไง...
ตราบใดที่ไม่ได้ทำผิด หรือไปละเมิดสิทธิของคนอื่น
นางจัดเต็มค่ะ ฮ่าๆๆๆ อยู่ไทยคงลำบากล่ะเจ๊คนนี้ 

จริงๆไม่ได้ตั้งใจจะมาเล่าเรื่องนี้นะ
แต่อยากจะ ยกตัวอย่าง ชีวิตบัดซบจริงๆตอนแก่ ให้อ่านกันน่ะค่ะ
มันน่ากลัวมากนะคะ และเราไม่ต้องการเจออะไรแบบที่แม่สามีเจอ
ทำให้ เรารู้สึกแอบโล่งอกนิดๆ ... เห้ยเช่าบ้าน อะไรในบ้านเจ๊ง 
เรียกเจ้าของบ้านมาซ่อม หากไม่ซ่อม จ้างทนาย จบ...
หากบ้านอยู่ในสภาพที่ ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ 
ทนายก็จะบอกว่า
ให้ไปเปิดโรงแรมนอน และเจ้าของบ้านต้องจ่ายค่าโรงแรมให้เราค่ะ
กฏหมายเรื่องคุ้มครองผู้เช่าบ้านของเยอรมันจะ เข้มกว่าที่ไทยมาก
เพราะคนส่วนมากทีนี่ จะนิยมเช่าบ้านมากกว่าซื้อ
เพราะ จะให้ซื้อ คนส่วนมากคงไม่มีปัญญา 555 (ชี้นิ้วไปที่ตัวเอง..)

สรุป นี่คือโครงการชีวิต ณ วันนี้
จะไม่มีการ ย้ายออกนอกประเทศ
แต่ว่าไปนะ โฟกัสสั้นๆก่อน 
เน้นสุขภาพวันนี้ให้ดีก่อน 
เรื่องอื่นค่อยคิดกันตอนที่ "จำเป็นต้องคิด" ก็ละกันนะคะ

เขียนมายาว เผื่อใครเบื่อเรื่องไวรัส และอาจจะอยากอ่านเรื่องอื่นบ้าง 55
ไว้คุยกันใหม่ค่ะ 
รักคนอ่านนะคะ 



Create Date : 14 มีนาคม 2563
Last Update : 14 มีนาคม 2563 3:14:39 น.
Counter : 209 Pageviews.

8 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณเริงฤดีนะ, คุณVELEZ, คุณตะลีกีปัส, คุณ**mp5**, คุณสาส์นม้าขาว2017

  
เจิมๆๆๆ
ช่วงนี้เมืองไทยก็ไม่ปลอดภัยค่ะ
อยู่เยอรมันนั่นแหละดีแล้ว
เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ทำตัวเองให้แข็งแรงไว้ก่อน
เอาให้ผ่านปีนี้ไปก่อน
ปีหน้าค่อยคิดใหม่ทำใหม่

Good luck ค่ะ
บอก(เผื่อ)ตัวเองด้วย
โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 14 มีนาคม 2563 เวลา:7:54:18 น.
  
แวะมาอ่านและทักทายครับ

ผมไม่คิดเยอะเลยครับ

ไม่มีการวางแผนชีวิตอะไรเลย

ใช้เงินเดือนชนเดือน 5 5 +
โดย: อยากบอกว่าหลง วันที่: 14 มีนาคม 2563 เวลา:8:08:35 น.
  
ตอนนี้ประเทศไทยลำบากครับ เรื่องแผนในอนาคต ก็คงได้เงินเก็บสักก้อน แต่ยังไงก็รู้สึกว่าชีวิตมันยากลำบาก ถึงตอนนั้นถ้าเราไม่รวยจริงๆ ลำบากมากแน่ๆ
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 14 มีนาคม 2563 เวลา:20:57:30 น.
  
สวัสดีมีสุขค่ะ

คิด เตรียมล่วงหน้าเอาไว้ก่อน
ไม่ฉุกละหุกดีค่ะ
โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 14 มีนาคม 2563 เวลา:21:51:36 น.
  
อ่านมาจนจบ สงสัยอยู่นิดนึงค่ะว่า ทำไม่ลุงถึงไม่ได้ยกมรดกบางส่วนให้แฟน จขบ.ค่ะ

พี่ชายของแม่สามีที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายสิบปีแล้วก็เพิ่งตายเหมือนกันค่ะ แกไม่มีมรดกอะไรเลย มีเงินติดธนาคารอยู่ 500 ยูโร แกเขียนไว้ว่ายกให้แม่ย่า หลังจากนั้นแม่ย่าไปทำการยกเลิกการสืบทอด การสืบทอดนี้ก็เลยตกมาถึงสามี ไม่จบแค่นั้น ถ้าสามีไม่ยอมรับจะเลยผ่านมาถึงลูกชายด้วย สองคนพ่อลูกเลยต้องไปทำการยกเลิกทั้งคู่ เพราะไม่รู้ว่าลุงจะมีหนี้สินอะไรค้างอยู่หรือเปล่า ถ้ามีหนี้ สามีและลูกต้องเป็นคนใช้หนี้แทน หลังจากไปเซ็นต์การยกเลิก เจ้าหน้าที่บอกจะส่งบิลค่าธรรมเนียม คนละ 30 ยูโรตามไป ไม่ได้มรกดอะไรเลยแถมต้องมาเสียเงิน 60 ยูโรเพียงแค่ไปเซ็นต์ชื่อที่ศาล ทำได้แค่ถอนหายใจค่ะ
โดย: กอนโดล่า วันที่: 17 มีนาคม 2563 เวลา:17:31:44 น.
  
ตอบคุณ กอนโดล่า นะคะ เหตุผลที่ลุงยกมรดกให้กับ น้องชายของสามีป้า ก็เพราะ ลุงแกเป็น God Father ไม่ใช่มาเฟียนะ 555 คือเค้าทำพิธีตามศาสนาคริสต์ไรเนี่ยอ่ะค่ะ และลุงแกไม่มีลูกด้วย การตัดสินใจทำพินัยกรรมยกให้กับ น้องชายสามี และให้น้องชายสามีเอาไป จัดการต่อ... ซึ่งในพินัยกรรมเค้าก็ระบุไว้น่ะค่ะว่า ตามรายชื่อดังนี้ ทุกคนจะต้องได้เงินสดหลังจากการขายที่ดินและบ้านหลังนี้ เท่าๆกัน ยกเว้น เจ๊แฟนของลุงที่จะมีสิทธิ์ได้อยู่จนกว่าจะตายคาบ้านอีกด้านนึง(ที่อยู่ในที่ดินเดียวกัน)น่ะค่ะ

ตอนที่รู้พินัยกรรม เราสองคนโคตรโล่งอก... เพราะภาษีมรดกที่เยอรมัน สาหัส...ค่ะ ไม่สนด้วยว่า ขายได้ไม่ได้ พอได้รับมรดกปุ๊บคือต้องวิ่งไปจ่ายภาษีน่ะค่ะ โหดร้ายยยยยย สามีป้า ก็แค่รอรับเงินอย่างเดียว สบายๆ หลังจากการขายบ้านหลังนี้ค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็ขายได้แล้ว จริงๆเราคิดว่าลุงแกทำถูกต้องนะคะ ไม่วุ่นวายดี อิอิ เยอรมันทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองหมดค่ะ
โดย: Max Bulliboo วันที่: 18 มีนาคม 2563 เวลา:17:42:28 น.
  
ส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 20 มีนาคม 2563 เวลา:16:34:14 น.
  
ตอบคุณ Max 18 มีนาคม 2563...
ประเด็นทายาทมรดก เป็น หลานชาย( น้องของสามีผู้เล่า )...
ภาษีมรดกจะสูงกว่า คู่สมรส
บุตร และหลาน(ที่เป็นลูกของลูก) จtเป็นทายาทลำดับ 1
พ่อกับแม่ของลุง จะเป็นทายาทลำดับ 2
พี่น้องของลุง (คงเสียไปหมดแล้ว) จะเป็นทายาทลำดับ 3
ลูกของพี่น้องลุง (น้องชายสามีผู้เล่า เลยเป็นทายาทลำดับ 4

อัตราภาษีมรดก ห่างชั้น ย่อมสูงเป็นทวี ...
มูลค่าบ้านไม่เกิน 500,000 ยูโร ยกเว้นภาษีมรดก

...หลายเคสพินัยกรรม 'ทำสิทธิ์เก็บกิน อยู่อาศัย
แต่ห้าม partners แฟนใหม่ ขายเปลี่ยนมือ ...
ต่างกับสิทธิ์ภรรยาเต็มตัว Ehefrau ...เข้าใจว่า
เพราะความไม่แน่ใจในอะไรๆแฟนสาว... ความรัก
อย่างเดียวเลยไม่พอ... ทำให้ต้องตั้ง'หลานชาย'
มาเป็นผู้จัดการมรดก Erschein Beantrager/in

อะไรที่ยืดเยื้อ ...ยุ่งยาก... พ่อแม่เราสอนว่า'อย่าทำ'
ด้วยความที่ไม่มีลูกเหมือน 'ลุงต้นเรื่อง' ทายาทในชีวิต
ก็เหลือเพียง 2 คน...การวางหมากพินัยกรรมข้างหลัง
ตัวเองนั้น...ต้องชี้แจงให้ทั้งคู่ ร่วมมือกัน ไปเอาเงิน
ออกมาจากธนาคาร...อย่าปล่อยให้ธนาคารจ้องฮุบเงินผู้ตาย...
ส่วนทรัพย์สิน ที่ใครเคยลงแรง กรรมสิทธิ์ที่ควรได้
ก็ให้ขายทอดตลาด แล้วแบ่งเงินเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน

แต่ชีวิต...คนเกิดหลัง อาจจากไปก่อน ก็มีให้เห็น...
แม่ของตัวเอง ...เลยคิดว่า... พินัยกรรมต้องมีการ
ปรับทุก 5 ปีให้สอดคล้องกับสถานะ ขณะนั้น...

ส่วนภาษี ค่าใช้จ่าย ที่อยู่อาศัย จากที่เห็นตัวเลข
ประกันสุขภาพฝั่งไทยมา พอๆกัน 7-8หมื่นบาทต่อปี
ไม่จ่ายฝั่งเยอรมัน ก็ต้องจ่ายประกันสุขภาพให้สามี
แต่ปีนี้...พบเจอลู่ทาง...ที่ต้อง'คลุก'วงในหมอ
ใช้คอนเนคชั่น งานอาสา รพ.ที่เกิด ปฏิบัติงานต่อยอด

แต่สุดท้าย ...ถ้าวันนั้นมาถึง... คงต้องค่อยถอย
ลดขนาด 'ภาระเงินที่วิ่งออกรายปีลง' ...ยามแก่เฒ่า
การเลือกที่อยู่อาศัย ที่ไม่ต้องซ่อมแซมมาก...หรือ
มีแขน ขา เรียกใช้...ทำเองได้... จะช่วยให้ผาสุก

ที่อยู่นั้น...ต้องไม่ไกล โรงพยาบาล...ที่ผูกปิ่นโต...
อีกบั้นปลายหนึ่งที่เห็นข้างบ้านที่ไทยได้มา ...
คือ...ทำบุญเก่ามาดี ไม่เป็นอะไรเลย ช่วยตัวเองได้
จนวันจากไป หลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยตอนตี 5

คงต้องเริ่มลงขัน'บุญสุขภาพ'กันโรค แต่วันนี้...
พอเพียง เพียงพอ...เป็นยันต์ กันโรคยอดฮิตวัยชรา
ยังไง...เวลาทุกปีที่ผ่านไป...เราจะเจอ'ตัวช่วย'
ทางเลือกใหม่ ...ปรากฏมา ชนิดที่เราไม่รู้วันนี้ได้...คุณ

ปี 2032 ค่อยมาเล่าอีกทีนะ...อาจเจอตัวช่วยวันนั้น...


โดย: สาส์นม้าขาว2017 วันที่: 1 เมษายน 2563 เวลา:12:10:11 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Max Bulliboo
Location :
  Germany

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 101 คน [?]



มีความตั้งใจนำทาง มีบทเรียนเป็นภูมิคุ้มกันให้ชีวิต ไม่มีพรสวรรค์แต่สร้างพรแสวงมาตลอด ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ดีใจที่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรมากมายที่มีประโยชน์จากที่ Bloggang แห่งนี้่ค่ะ มาอยู่เป็นเพื่อนกันนะคะ

อยากเปิดให้ทุกคนได้เข้ามาเขียนความคิดเห็นได้แบบเสรี โดยไม่ต้อง Log in เข้ามาค่ะ ดังนั้น **ขออนุญาต ไม่รับ "ฝากร้าน" โฆษณาอะไรทั้งหลายนะคะ**