Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 

เที่ยวแม่สอด

พระธาตุหินกิ่วที่ดอยดินจี่



ตั้งอยู่เขตบ้านวังตะเคียน การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับคอกช้างเผือก ผ่านหมู่บ้านท่าอาจ และหมู่บ้านวังตะเคียนไปก็จะพบทางแยกขวามือที่ศาลาพักร้อน มีป้ายบอก พระธาตุหินกิ่ว 3 กิโลเมตร พระธาตุหรือเจดีย์หินกิ่วเป็นความมหัศจรรย์จากธรรมชาติ คือก้อนหินมหึมาที่มีความสวยน่าทึ่งตั้งอยู่บนชะง่อนผาเป็นหินที่กิ่วคอดเหมือนจะขาดออกจากกันบนหินนั้น มีเจดีย์ทรงมอญสร้างไว้มีขนาดพอดีกับหิน นับเป็นสิ่งที่ปรากฏการณ์จากธรรมชาติและศักดิ์สิทธิ์ ชาวจังหวัดตากและใกล้เคียงหลังไหลมากราบไหว้เสมอ เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกๆ ปี จะมีงานเทศกาลนมัสการพระธาตุหินกิ่ว ชาวบ้านจะเรียกหินมหัศจรรย์นี้ว่า เจดีย์หินพระอินทร์แขวน





บ่อน้ำร้อนห้วยน้ำนัก

บ่อน้ำร้อนห้วยน้ำนัก อยู่บ้านห้วยน้ำนัก อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ห่างจากจังหวัดตากประมาณ 130 กิโลเมตร เป็นบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เมตร ลึก 2 เมตร เป็นบ่อน้ำร้อนที่มีความในบริสุทธิ์ปราศจากกำมะถัน จึงใช้อุปโภคบริโภคได้



บริเวณขอบบ่อโดยรอบมีต้นไม้ต้นหญ้าเขียวชะอุ่ม มีสถานที่บริการอาบน้ำแร่ ศาลานั่งพัก และห้องน้ำ แยกจากตัวอำเภอพบพระ จังหวัดตากไป 7 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายทางหน้าโรงเรียนห้วยน้ำนัก ไปตามถนนลูกรังประมาณ 1 กม.


คอกช้างเผือก

ตั้งอยู่เขตบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด ตามทางหลวงหมายเลข 105 (ตาก-แม่สอด) ด่อนถึงตลาดริมเมย ประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวขวาผ่านหน้าวัดไทยวัฒนารามตามทางลาดยาง ประมาณ 2 กิโลเมตร คอกช้างเผือกนี้มีลักษณะเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน ปากคอกกว้างประมาณ 15 เมตร เป็นรูบสอบขนานกันไป ยาวประมาณ 50 เมตร ก่อสร้างในสมัยสุโขทัย ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105 ตอนที่ 88 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2531 หน้า 21 (ฉบับพิเศษ)





มีพื้นที่ 7 ไร่ 87 ตารางวาตามพงศาวดารกล่าวว่า ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีมะกะโท (คนเลี้ยงช้าง) เป็นชาวมอญได้เข้ารับราชการเป็นขุนวังมีโอกาสใกล้ชิดพระนางสร้อยดาวพระราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อครั้งพ่อขุนรามคำแหงมหาราชยกทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราช มะกะโทจึงลักลอบพาพระราชธิดาหนีไปอยู่ที่เมืองเมาะตะมะเป็นราชธานี พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้พระราชทานนามว่า พระเจ้าฟ้ารั่ว (มีพระราชพงศาวดารพม่าว่า "สมิงวาโร" คำให้การของชาวกรุงเก่า มีพระนามว่า "พระเจ้าวาริหู" ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1 และราชาธิราช มีพระนามว่า "พระเจ้าวาโรตะละไตยเจิญภะตาน") ต่อมามีช้างเผือกดุร้ายเชือกหนึ่ง พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเสี่ยงสัตย์อธิษฐานว่า หากช้างเผือกนี้เป็นช้างคู่บารมีของกษัตริย์นครใด ขอให้ช้างเผือกนี้บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงแน่พระทัยว่าช้างเผือกนี้เป็นช้างคู่บารมีของพระเจ้าฟ้ารั่วจึงให้ทหารนำสาส์นไปแจ้งให้พระเจ้าฟ้ารั่วมาคอยรับช้างเผือก ครั้นถึงเชิงเขาแห่งหนึ่งมีแม่น้ำขวางกั้น ทหารที่ติดตามช้างเผือกมาจึงทำพะเนียดล้อมช้างเผือกเอาไว้ เมื่อพระเจ้าฟ้ารั่วเสด็จมาก็ทำพิธีรับมอบช้างเผือกกัน ณ ที่แห่งนี้



ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดตาก (ดอยมูเซอ)





ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด อยู่ในความดูแลของกรมประชาสงเคราะห์ การเดินทาง จากทางหลวงหมายเลข 105 ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 25 - 26 จะมีทางลูกรังแยกซ้ายเลียบไปตามไหล่เขาอีก 3 กิโลเมตร เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 800 ฟุต อาณาบริเวณของดอยมูเซอ เริ่มตั้งแต่กิโลเมตรที่ 25-26 มีเนื้อที่ทั้งหมด 26,500 ไร่ ชาวเขาที่อาศัยอยู่ดอยมูเซอ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ แม้ว และลีซอ และชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ล้วนแต่อพยพมาจากมณฑลทางตอนใต้ของประเทศจีน และเมืองปัน ในเขตรัฐฉานของพม่า รวมทั้งเขตเชียงตุงด้วย ภาษาที่พูดจึงมีทั้งภาษาจีน-ธิเบต-พม่า ผสมกัน ไม่มีภาษาเขียน โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายมักจะพูดได้หลายภาษากว่าผู้หญิง

อาชีพของชาวเขาเหล่านี้ ได้แก่ การเพาะปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ข้าว ฝิ่น มีการเลี้ยงสัตว์บ้าง เช่น หมู ไก่ ทุกปีชาวเขาแต่ละเผ่าจะจัดงานรับวันปีใหม่ขึ้น โดยมีหมอผีประจำหมู่บ้านเป็นผู้กำหนดวัน ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ชาวเขาแต่ละเผ่าอาจจะจัดงานนี้ไม่พร้อมกันก็ได้ แต่ช่วงที่มักจะจัดงานนี้ได้แก่ ช่วงเทศกาลตรุษจีนส่วนระยะเวลาของการจัดงานขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตที่ได้ในปีที่แล้วว่าดีหรือไม่ ถ้าผลผลิตดีก็อาจจะจัดงานได้หลายวัน แต่ถ้าผลผลิตไม่ดีก็จะจัดงานเพียงสามวันเท่านั้น ชาวเขาเผ่าที่น่าสนใจ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ ชาวเขาเผ่านี้นับถือผีกันมาก เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีเหย้าผีเรือน ผีประจำหมู่บ้าน ทั้งหญิงทั้งชายต่างมีอิสระในการเลือกคู่ครองไม่มีการบังคับ แต่สำหรับคนที่แต่งงานแล้วจะทำตัวอย่างหนุ่มสาวไม่ได้ มิฉะนั้นทั้งคู่จะต้องเสียค่าปรับให้แก่หมอผี ในงาน "กินวอ" หรืองานวันขึ้นปีใหม่นี้ มูเซอดำทุกคนจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่มีการจุดประทัด ยิงปืน (แก็ป) เป่าแคน ดีดซึงในวงเต้นรำ และเป็นการต้อนรับคนต่างถิ่น และชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่เข้าไปดูงาน "กินวอ" ด้วยการเต้นรำของเผ่ามูเซอ เรียกว่า "จะคึ" จะเต้นกันตลอดทั้งวันทั้งคืนผลัดเปลี่ยนกันเต้นอยู่ตลอดเวลาไม่ให้เสียงกระทืบเท้าขาดหายไปจนกว่างานจะเลิก

ในช่วงที่มีงานนี้ทุกคนจะหยุดทำงาน ถ้าใครทำจะถูกปรับ ยกเว้นงานกรีดยางฝิ่นเท่านั้น และสิ่งที่ทุกคนต้องทำคือ การออกเดินทางไปเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านอื่น แม้ว่าจะไกลหรือใกล้ก็ตามงาน "กินวอ" นี้ จะมีการเลี้ยงผีและฆ่าหมูเลี้ยงผีกันทุกวันจนกว่างานจะเลิก สิ่งที่ห้ามอีกอย่างหนึ่ง คือ การดื่มสุราในระหว่างที่มีงาน ยกเว้นคนต่างถิ่น แต่ไม่ห้ามดื่มเหล้าข้าวโพดอีกเผ่าหนึ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ เผ่าลีซอ บ้านของชาวเขาเผ่าลีซอจะปลูกติดดิน ในบ้านจะแบ่งเป็นห้อง ๆ ผิดกับบ้านของชาวเขาเผ่าอื่น ๆ ที่โล่งไม่กั้นห้องไว้เป็นสัดส่วน ชาวเขาเผ่านี้นับถือผีเช่นเดียวกับเผ่าอื่น ๆ ต้องให้หัวหน้าครอบครัวบูชาผีทุกวัน ผีหลวงเป็นผีที่ชาวลีซอกลัวที่สุด จะปลูกศาลปักธงหางว่าวมีรั้วรอบขอบชิดไว้บูชาบนยอดดอยสูง

เชื่อกันว่า ผีหลวงเป็นผีที่ดุร้าย ถ้าทำให้โกรธจะบันดาลให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือไม่ก็ผลักก้อนหินใส่หมู่บ้าน ส่วนผีอีกอย่างหนึ่ง คือ ผีเมือง เชื่อว่าไม่ดุร้าย คอยปกป้องกันภัยให้ ดังนั้นในงานวันขึ้นปีใหม่วันแรกของชาวเขาเผ่าลีซอจะเซ่นไหว้ผีหลวง ผีเมือง ผีบรรพบุรุษ ตอนบ่ายมีพิธีเต้นรำคล้าย ๆ กับการเต้น "จะคึ" ของเผ่ามูเซอดำ แต่นุ่มนวลกว่า ในงานวันขึ้นปีใหม่มักจะเป็นงาน ที่หนุ่มสาวมีโอกาสได้เลือกคู่กันไปโดยปริยาย แต่ถ้าปีใดเกิดสุริยคราสแล้วถือว่าเป็นนิมิตร้าย งานแต่งงาน ที่จะจัดขึ้นต้องยกเลิกทั้งหมด ท่านที่ประสงค์จะเดินทางไปชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขาในศูนย์พัฒนาฯนี้ ถ้าต้องการพักแรม รวมทั้งชมการแสดงของชาวเขาแล้วควรติดต่อไปที่ หัวหน้าศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา ตู้ ปณ. 2 อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000

สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ

ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา เป็นสถานที่ทดลองวิจัยเมล็ดพันธุ์กาแฟ ชา ผลไม้ ไม้ ผักต่างๆ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวจะได้ชมดอกบัวตองบนเทือกเขาซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีทดลองพืชสวนซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มที่

อุทยานแห่งชาติ ตากสินมหาราช

ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่ท้อ ตำบลพะวอ เขตอำเภอแม่สอด และ อำเภอเมืองจังหวัดตาก มีเนื้อที่ 149 ตารางกิโลเมตร หรือ 93,125 ไร่ สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชันมีภูเขาสลับซับซ้อนทิวทัศน์สวยงาม จุดเด่นที่สำคัญก็คือ ต้นกระบากใหญ่ ซึ่งจัดว่าเป็นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ที่ค้นพบคือ นายสวาท ณ น่าน ช่างอันดับ 2 สถานีโทรคมนาคมจังหวัดตาก พื้นที่ป่าแห่งนี้ในอดีตเคยใช้เป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า เช่น ในปี พ.ศ. 2305 พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้ยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ในระหว่างยกทัพกลับทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ในป่านี้

ก่อนที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ พื้นที่แห่งนี้อยู่ในเขตของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ท้อ ป่าห้วยตาก ฝั่งขวาและป่าละเมาะ สภาพป่าสมบูรณ์ อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 20 องศาเซลเซียส มีธรรมชาติงดงาม กรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดตั้งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2524 ป่าในเขตอุทยานนี้มีหลายชนิด เช่น ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง และป่าไม้เบญจพรรณ.


น้ำพุร้อนแม่กาษา

มีจำนวน 2 บ่อ ซึ่งมีอุณหภูมิของน้ำสูง ประมาณ 75 องศาเซลเซียส ปัจจุบันมีห้องบริการอาบน้ำแร่และบ่ออาบน้ำ ซึ่งไม่มีกลิ่นฉุนจากก๊าซกำมะถัน




บริเวณโดยรอบบ่อน้ำพุร้อนมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและยังมีถ้ำแม่อุษาที่สวยงาม เป็นถ้ำขนาดใหญ่มีห้องโถงถึง 13 ห้องที่มีทางเดินถึงกันได้ทุกห้อง การเดินเที่ยวชมถ้ำแม่อุษาจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยเดินนำทางซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ประมาณ 10 คน 300 บาท แต่ถ้าไม่ถึงจำนวน 10 คน บางทีเค้าก็คิดที่ 300 บาท นักท่องเที่ยวก็ต้องต่อรองเอาเพื่อให้เหมาะสมและรับได้ทั้งสองฝ่าย



ความงดงามของหินงอกหินย้อยภายในถ้ำแม่อุษา จ.ตาก


ถ้ำแห่งนี้เปิดให้ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เมื่อประมาณซัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา และ มีการสร้างบันไดเพื่อเดินขึ้นเขาระยะทางประมาร 500 เมตร และ มีบันไดประมาณ 870 ขั้น ภายในถ้ำจะมีไฟฟ้าต่อเข้าไปในถ้ำ ถึงมีไฟฟ้าไม่มาก แต่ก็ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวชม และมองเห็นความสวยงามภายในถ้ำได้บ้าง

ภายในมีหินงอกหินย้อยรูปแบบต่างๆ แต่ละห้องจะมีความสวยงามแปลกตาไม่เหมือนกัน เช่น ห้องเห็ดหลินจือ เพชรพิมาน กำหล่ำแก้ว ธาราแก้ว เสาเอก กาน้ำเจ้าแม่อุษา เป็นต้น


ค้างคาวนับล้านตัวภายในถ้ำแม่อุษา จ.ตาก

ภายในอากาศโปร่งเย็นสบายไม่อับและเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวนับล้านตัว ใช้เวลาเดินชมความงดงามภายในถ้ำประมาณ 3 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่ศูนย์บริการหมายเลขโทรศัพท์ (055) 557-190, (055) 557-133






 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2553
5 comments
Last Update : 14 กรกฎาคม 2553 23:18:51 น.
Counter : 871 Pageviews.

 

น่าไปมากครับ ชอบรูปแรหมองดูแปลกตาดี

 

โดย: ชายเอ ทุ่งรังสิต 15 กรกฎาคม 2553 9:14:54 น.  

 

อยากไปมาก ๆ เลยครับ ยังไม่เคยไปเลย

ขอบคุณข้อมูลดี ๆครับ

 

โดย: นายหัวเด่น 15 กรกฎาคม 2553 12:40:22 น.  

 

แวะมาชมค่ะ

 

โดย: นู๋ที 16 กรกฎาคม 2553 12:01:10 น.  

 

เข้ามาชมด้วยคนครับ

 

โดย: ja9pai 17 กรกฎาคม 2553 18:06:19 น.  

 

เหมือนพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่าเลย

 

โดย: 44 IP: 192.168.0.65, 203.157.87.1 19 กรกฎาคม 2553 14:43:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


คุณแม่สายฟ้าแลบ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอบคุณค่ะที่เข้ามาชม
Friends' blogs
[Add คุณแม่สายฟ้าแลบ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.