กรากเชี่ยวแห่งหลานชาง

ผ่ า น ต า ม า ต รึ ง ใ จ
พิบูลศักดิ์ ละครพล

กรากเชี่ยวแห่งหลานชาง



“ภูเขาจะสูง หุบเหวจะลึก
แม่น้ำจะกว้างเพียงไร
ไม่อาจกั้นขวาง เส้นทางสายสัมพันธ์
ฝูงปลาว่ายทวนน้ำเพื่อวางไข่
นกบินข้ามฟ้าไกล เพื่อจะไปถึงรังฝัน
ขุนเขาที่ขวางหน้านั้น
ไม่อาจกีดกั้น หัวใจที่ใฝ่โบยบิน.....
บิน บิน บิน บินไป...บิน บิน บิน บินไป..”
...............................

ผมแต่งเพลงนี้บนยอดเขา
ขณะเฝ้ามองดูสายน้ำของที่ไหลคดเคี้ยวเลี้ยวลดอยู่เบื้องล่าง
และสายลมความอ้างว้างพัดเข้ามาจู่โจมหัวใจ

ท่ามกลางขุนเขาสูงตระหง่าน
ที่ไหนนะคือบ้านของสายน้ำ ผมคิด...
"ต้น”หรือ"ปลาย” หรือสายน้ำนั้นไร้บ้าน
มีชีวิตเพื่อการพเนจรร่อนเร่....

จากตาน้ำน้อยเตร็ดเตร่บนภูเขาจี้ฟู หิมาลัย
ไปที่ราบสูงธิเบต สู่เขตจังหวัดหยู่ซู่ มณฑลฉิงไห่ของจีน
มีแม่น้ำอีกสองสายคือจาคูและอาคู
ไหลมาอยู่ร่วมสาย กลายเป็นแม่น้ำ"หลานซาง”
อันยิ่งใหญ่
ไหลผ่านประเทศจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา
ก่อนออกสู่ทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม
มีความยาว ๔๙๐๙ กิโลเมตร เป็นลำดับ ๑๐ ของโลก

..คนจีนเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า "หลานซาง”
ความหมายคือ "แม่น้ำที่ไหลกรากกล้า”
ในดินแดนสิบสองปันนา ทางปักษ์ใต้ของจีน
คือที่ถิ่นอาศัยของชนไทลื้อ
พวกเขาคือลูกแม่น้าหลานซางจริงแท้
แต่วิญณานแม่ของชนเผ่า เขาฝังรกที่”ล้านช้าง”
เขาจึงตั้งชื่อสายน้ำที่ไหลผ่านหน้าบ้านว่า“แม่น้ำล้านช้าง”

"หลานซาง” กับ "ล้านช้าง”
คนจีนเลียนเสียงอย่างคนไทลื้อหรือไฉน...
แล้วทำไมความหมายถึงไม่เหมือน,
,ผมอดสงสัย และโยงใยมาถึง”ล้านนา”
ถิ่นฐานคนไตยวน บรรพบุรุษของผมเรียกแม่น้ำนี้ว่า
“น้ำของ” ...

คนเขียงราย เชียงแสน เชียงของ เชียงทอง เชียงรุ่ง
ล้วนเรียกขาน”น้ำของ” หรือ”น้ำแม่ของ”
ส่วนแม่น้ำโขงนั้น เห็นทีจะเป็นคนกรุงเทพฯ
ใครก็ไม่รู้หูเฝื่อน เพี้ยนเสียง"ของ"เป็น”โขง”
เช่นเดียวกับคนจีนเรียกเชียงรุ้งว่า"จิ่งหุง” หรือ"จิ่งหง”
( ถ้าได้ฟังสำเนียงเสียงคนไทลื้อพูดแล้ว
ก็จะเข้าใจและรับได้
ว่าทำไมชื่อเมืองถึงเบี่ยงไปได้เช่นนั้น )

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแม่น้ำสายไหน ชื่อใด
หัวใจของแม่น้ำคือความกรุณา หน้าที่หลักของแม่น้ำคือรินไหล
นำพาความอุดมสมบูรณ์ไปให้ผืนแผ่นดินที่ราบลุ่มสองฝั่งฟาก
จากหมู่บ้านผ่านตำบล บันดาลดลเป็นมหาอาณาจักร
น้ำคือแม่ที่เปี่ยมแปร้ความรักอันยิ่งใหญ่
ให้ลูก ๆ ไม่รู้จบรู้สิ้น

จากยอดเขา ผมนั่งกอดเข่า
เฝ้ามองดูสายน้ำของที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดอยู่เบื้องล่าง
ท่ามกลางขุนเขาสูงตระหง่าน
สายน้ำจากบ้านมาไกลแสนไกล
และไม่เคยไหลย้อนกลับ
........................................

ชื่อภาพ"กรากเชี่ยวแห่งหลานซาง”
จิ่งหง (เชียงรุ้ง)สิบสองปันนา





Create Date : 06 มิถุนายน 2550
Last Update : 6 มิถุนายน 2550 16:48:27 น. 29 comments
Counter : 1346 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะพี่ปอน
---------------------------------------------------------
เพียงแวะผ่านมา อ่านแล้วซึ้งตรึงใจดีจังเลยค่ะ

สมัยเด็ก ๆ (เมื่อ 15 ปีก่อนโน้นนนน)
มีหนังสือของ "พิบูลศักดิ์ ละครพล"
"ขอความรักบ้างได้ไหม" เล่มเดียวจริง ๆ ค่ะ

ปล. จะติดตามอ่านไปเรื่อย ๆ เหมือนรถขายโอ่ง อะคึ่ ๆ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 6 มิถุนายน 2550 เวลา:17:47:22 น.  

 
อ้ายปอนอู้ไทลื้อได้ตวยก่า..


โดย: ก้อนหินริมทาง วันที่: 6 มิถุนายน 2550 เวลา:22:11:55 น.  

 
ดูภาพภูเขา,สายน้ำ

และอ่านเรื่องราวของศิลปิน

ความสุขเล็กๆผุดขึ้นในใจ




โดย: พ่อพเยีย วันที่: 6 มิถุนายน 2550 เวลา:23:01:58 น.  

 


หันดีหันงามกับอ้ายโดมเจ้า..

กวี เรื่องเล่า สายน้ำ
ความงามที่จวนฮื้อสดใส ในวันตี้เงียบเหงา


โดย: สีน้ำฟ้า วันที่: 7 มิถุนายน 2550 เวลา:0:10:48 น.  

 
........

กลับมาแล้วค่ะ
เอาบุญมาฝากด้วย

จากเชียงใหม่...ต้องลงไปทุ่งสงอีก

ขึ้นเหนือ ล่องใต้
เดินทางเป็นว่าเล่นเลย

คิดถึงเสมอค่ะ

.........



โดย: ป้าแอ๊ด (addsiripun ) วันที่: 7 มิถุนายน 2550 เวลา:12:36:36 น.  

 
สวัสดีวันฝนซาฟ้าใสครับทุกท่าน
ปัดกวาดหน้าบ้านสะอาดสะอ้าน
ผ่านทางมาแล้วก็แวะพักผ่อนก่อนนะครับ

สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น
มีขอความรักฯ เล่มเดียวก็พอแล้วครับว่าแต่ว่าอ่านจบแล้วหรือยัง
เห็นภาพนั่งอ่าน(หลัง)รถขายโอ่ง เสียงดังอะคึ ๆ

ก้อนหินริมทาง
อ้ายปอนอู้ไทยอั๊วะก่อได้เน้อ
ป้ออุ้ยเป็นเงี้ยว แม่อุ๊ยเป็นยอง
"คนลื้อสองคนไปซื้อของในร้านคนจีน พ่อค้าคนจีนเห็นลูกค้า ก็ดีใจ กุลีกุจอต้อนรับ พร้อมกับร้องถามว่า
"ลื้อจะเอาอาราย..."
คนลื้อมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พูดอย่างประหลาดใจว่า
"ฮั่น มันฮู้จิใด ว่าหมู่เฮาเป๋นลื้อ...."
(ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น...)

พ่อพเยีย
ช่วยหัวเราโจ๊กยามดึกหน่อย (ก้อนหินเป็นลื้อรึเปล่าเนี่ย
ห้ามโกรธนา ยอง ก็จัดอยู่ในสาย"ลื้อไมใช่"อั๊วะ" เหมือนกัน)

สีน้ำฟ้า
ขอบคุณครับ ขอแก้หน่อยได้ไหม
ตอนจบ หล่นหายไปหนึ่งประโยค
"สายน้ำจากบ้านมาไกลแสนไกล
เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ก็ไม่เคยไหลย้อนกลับ.."

ป้าแอ๊ด
ผมเจอรูปป้าแอ๊ด( ชมรมสู่ฝัน)แล้ว
ป้าแอ๊ดเอาบุญมาฝาก ขอบคุณครับ
เอ งานท่านติชฯหรือเปล่าที่ดอยสะเก็ด หรือคนละงาน
ผมดูทางทีวี รายการสุทธิชัย หยุ่น ดีมากครับ

เดินทาง ดีแล้วครับ บริหารมุมมองนะ-ผมว่า
เป็นการปรับปรุงทัศนียภาพภายในของเรา
คิดถึง บ้านผมเขาว่า กึ๊ดเติงหา ครับ

กึ๊ดเติงหาป้าแอ๊ดและทุกท่านเหมือนกันครับ



โดย: สัญจร ดาวส่องทาง IP: 125.24.56.157 วันที่: 7 มิถุนายน 2550 เวลา:23:32:39 น.  

 
....เพราะสายน้ำไหลไป ไหลไป เป็นทางยาว...ไม่มีที่สิ้นสุด...เปรี่ยบประดุจทุกพื้นที่ ที่ไหลผ่านคือบ้านของสายน้ำเหล่านั้น


โดย: คนเลวที่แสนดี วันที่: 8 มิถุนายน 2550 เวลา:16:01:27 น.  

 
"หัวใจของแม่น้ำคือความกรุณา"

ขอบคุณพี่มากเลยครับ
สำหรับคำชมเรื่องงานเขียนและเรื่องรูปวาด
ทุกอย่างเป็นงานอดิเรก
ที่พาตัวผมให้หลุดออกจากโลกการงานปกติ

(แอบปลื้มมากครับสำหรับคำชม)


ขอบคุณอีกครั้งครับ


ปล.ผมถามน้องเค้าให้แล้วครับ
เดี๋ยวคงมีคำตอบให้ครับว่านกนั้นชื่ออะไร
(ผมชอบแววตาของนกทุกตัวที่น้องเค้าถ่ายมามากครับ)


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:7:38:41 น.  

 
.ใช่ ทุกที่คือบ้านของสายน้ำ
คนเลวที่แสนดี

ใช่ โลกนี้คืองานอดิเรก
กะว่าก๋า

และชีวิตคือภาพลวงตาอีกต่างหาก


โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:9:52:43 น.  

 
คำตอบจากคุณ UnEdiTED ครับพี่

"นกตัวนั้นชื่อว่า นกกินปลีหางยาวเขียว
เห็นได้ง่ายมากๆคับ ถ้าขึ้นไปที่ยอดดอยอินทนนท์
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก้อจะชอบถ่ายูุปเค้าเก็บไว้เหมือนกัน
เพราะเชื่อง และสีสวยมาก"



โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:9:56:06 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ขออนุญาตชมบ้านนะคะ
และขออนุญาตแอดบล็อกด้วยค่ะ






โดย: ภูเพยีย วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:12:40:13 น.  

 
แวะมาพักผ่อน
หลังจากเหนื่อยกับวันหยุดมาเกือบทั้งวัน
(หมายความว่า วันหยุดเหนื่อยกว่าวันทำงานค่ะ)

อ่านความคิดของนักสัญจร
ผ่านรูปวาด ผ่านตัวอักษร

นี่...
เป็นความสุขเล็ก ๆ ของคนตัวไม่เล็กคนหนึ่งค่ะ


โดย: หนอนเมืองกรุงฯ วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:15:55:52 น.  

 
ก๊ะว่าก๋า
ขอบคุณมากครับ นกกินปลีหางยาวเขียว
พอได้ยินชื่อ ผมไม่แน่ใจเสียแล้ว ว่าใช่ที่เห็นไหม
นี่ออกไปวิ่งตอนเย็น ต้องติดกล้องไปด้วยเลย
มันค้างคาใจ
แต่ไม่มีโชค นกตัวนั้นไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย
แต่ไม่ละความพยายามครับ

ภูเพยีย
ยินดีครับที่ได้รู้จักกันครับ
พเยียของพ่อ สะกดอีกอย่าง
ตอนผมหัดเขียนเรื่องสั้น ผมตั้งชื่อเรื่อง เพยีย-ดอกไม้ไม่รากลิ่น ยังมีลายมืออยู่ ตลกดีครับ ลายมือเลียนแบบศิลปินใหญ่ล้านนา ส่วนภาษาสำนวนเลียนแบบ รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนึ่งในนักประพันธ์คนโปรด)

หนอนเมืองกรุงฯ
กำลังปรับปรุงครับ เอาเพลงออกหมด โหวง ๆใจชอบกล
เพราะมีเสียงมาว่าเข้ามาไม่ได้ เพลงเป็นตัวปัญหา
แต่ว่า ที่มีอยู่ทำให้ใครคนหนึ่งมีความสุขใจ ผมก็อิ่มใจแล้วครับ ขอโทษถ้าผมไม่ได้โผล่ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนพ้องน้องนุ่ง
หมู่นี้งานรัดตัวครับ กะจะตุนต้นฉบับไว้และก็ทำสิ่งที่ค้างคาให้เพื่อน ๆ น้องนุ่ง ตอบจดหมาย เขียนคำนำ
อ่านต้นฉบับ ฯลฯ พอกพูนความรู้สึกผิดทุกวัน ๆ พอเป็นกังวลเวลาก็ดูเหมือนจะบึ๊กจ้ำบึ๊ก ๆ ล่วงหน้าไปทุกที ๆ

ขอให้มีความสุขทุกคนครับ


โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:23:54:16 น.  

 
เยี่ยมเยือนกลางดึกอีกแล้วค่ะ

บล็อกพี่ปอน ก่อนหน้านั้น มีปัญหาจริง ๆ ค่ะ เพราะเข้าไม่ได้ หมายถึงว่าอยู่ที่เครื่องคอมฯ ที่เราใช้ด้วย เช่น ที่บ้านอาจจะเปิดเข้ามาได้เฉพาะเครื่องของลูกชาย แต่พอใช้เครื่องของหนอนฯ เอง ไม่สามารถค่ะ จะติดเรื่องลิขสิทธิ์อะไรนี่ล่ะ จนบางทีก็เบื่อ

แต่เดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าไม่มีปัญหานั้นแล้วล่ะค่ะ ฉลุย...

พี่ปอนชอบทำงานตอนดึกหรือคะ อือม์... หนอนฯ นึกว่าตัวเองแปลกพิสดารอยู่คนเดียวน่ะค่ะ ที่ชอบทำงานกลางดึก แต่ก็... ต้องระมัดระวังสุขภาพมาก ๆ นะคะ เพราะตอนนี้...ผลแห่งการมีพฤติกรรมทำงานดึก ก็มาปรากฏให้เห็นชัดเจนในยามที่อายุมากขึ้นอ่ะค่ะ หมอจะว่า...เป็นเพราะพักผ่อนน้อยเกินไป

พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมเข้านอนเร็วขึ้นได้ไม่กี่วัน ลำบากยิ่งกว่า เพราะนอนเร็ว กลางดึกตีสามก็ต้องตื่นแล้ว รู้สึกแย่กว่านอนดึกตื่นตอนรุ่งเช้าค่ะ คงเป็นความเคยชิน แต่ก็พยายามจะปรับพฤติกรรมการเข้านอนให้เป็นเหมือนคนปกติทั่วไปน่ะค่ะ ต้องใช้ความพยายามหน่อย...


โดย: หนอนเมืองกรุงฯ วันที่: 10 มิถุนายน 2550 เวลา:0:52:49 น.  

 
สวัสดี( อีกครั้ง )ค่ะ คุณปอน

เมื่อวานมึนงง ด้วยความที่ไม่รู้จักบล็อก และไม่เคยคิดว่านักเขียนที่เคยชื่นชอบในอดีตจะมาสร้างบล็อกเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดหรือสันทนาการกันที่นี่ ด้วยความที่คุณทักอย่างคนคุ้นเคยกันมาก่อน เลยฉุกคิดว่า ใช่พิบูลศักดิ์ เจ้าชายโรแมนติกที่เขียนหนังสือหลายต่อหลายเล่มในอดีตหรือเปล่าหนอ คนที่ชอบตั้งชื่อเรื่องหวาน ๆ ชื่อเรื่องยาว ๆ ที่เห็นแล้วก็ต้องยิ้มก่อนอ่านทุกที และเนื้อหาจะโรแมนติกเพียงไร แต่นักเขียนคนนี้ “มีอะไร” ในตัวหนังสือของเขาเสมอ ดีใจค่ะที่เป็นคน ๆ เดียวกัน และอุตส่าห์ทักทายแบบไม่ถือตัว เพราะบางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าใครจะอยากคุยกับเราหรือเปล่า แต่คิดอีกอย่างหนึ่งว่า การที่เราจะชื่นชอบนักเขียนท่านไหนแล้วเขียนไปบอกเขาว่าชอบ เขาคงไม่ว่าอะไรเราหรอกมั้ง เพราะเราไม่ได้อยากเป็นนักเขียนเหมือนเขา แต่เราอยากเป็นนักอ่าน เพราะถ้าเขียนแล้วไม่มีคนอ่าน ก็แย่สิเนาะ

เท่าที่ติดตามงานของคุณปอนตอนนี้ ก็เป็นความสุขแห่งชีวิต ในกุลสตรีน่ะค่ะ คำว่า ตูบไม้ไผ่ตง ทำให้นึกถึงครั้งนึงที่ตัวเองไปเห็นบ้านน้าที่เชียงราย ตั้งชื่อบ้านสองหลังให้ยายว่า เฮือนเปียงฟ้า และ ตูบเปียงดิน เป็นบ้านพักให้ยายอยู่ โดยที่เฮือนเปียงฟ้านั้นก็สร้างสามชั้นเลยค่ะ สูงมาก ส่วนตูบเปียงดิน ก็สร้างได้น่าอยู่มากเช่นกัน อยากให้คุณเห็นจัง

อ่านที่คุณปอนเขียนถึงบัญญัติสี่ประการที่บันดาลให้ชีวิตมีความสุข ของ อัลแบร์ กามู ( Albert Camus)น่ะค่ะ ด้วยความบังเอิญอีกนั่นแหละ เพราะภูเพยียอ่านหนังสือของเขาด้วย เคยเรียนเคยอ่านต้นฉบับที่คัดมาบางส่วนค่ะ หนังสือดัง ๆ ของเขาก็ คนนอก กาฬวิบัติ ( ซึ่งนำมาแปลใหม่อีกครั้ง โดยคุณประหยัด นิชลานนท์ ) และก็คนสองหน้า ส่วนเรื่องอื่น ไม่ได้ซื้อเก็บไว้ และอ่านนานมากแล้วเช่นกัน

ชอบความหมายที่คุณปอนเอามาเขียนในมุมมองของคุณค่ะ และเพิ่มให้อีกข้อคือสุขภาพแข็งแรง เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องการมีสุขภาพแข็งแรง มันทำให้มีกำลังใจที่ดีในการเขียนหรือถ่ายทอดอะไรออกมาได้ เพราะเคยเห็นแย้งกับบางใครเหมือนกันในเรื่องที่ว่า ทุกข์ใจหนักกว่าทุกข์กาย

โดยส่วนตัวคิดว่า ทุกข์กายสิหนัก บางคนอาจไม่เคยไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ จะไม่เคยเห็นสภาพของคนที่เป็นทุกข์จากการเจ็บป่วย ทุกข์จากการที่ต้องการเลือดด่วน เวลาร่างกายเจ็บป่วย มันป่วยจริง ๆ มันสาหัสแบบตายได้จริง ๆ กับการที่มานั่งฟังคนทุกข์ใจบ่น รำพึงรำพัน กับการอกหักรักคุด ทนไม่ได้ เลยรู้สึกแปลก ๆ บางคนก็ว่าทุกข์ใจจนฆ่าตัวตาย ทำไมจึงคิดเช่นนั้นได้ ในขณะที่เรายังลืมตาตื่นเห็นโลกสวยงามอยู่ เห็นแสงแดดอุ่น ๆ ยามเช้าได้ ถ้าใจฉุกคิด หรือมีสติกับชีวิต โดยไม่เสพติดความสุขตอนรักหวาน ๆ เพียงอย่างเดียว อยากให้เขาเห็นชีวิตคนอื่นที่เขาทุกข์ทางกายบ้าง ไม่งั้นคงไม่มีสัจธรรมคำที่ว่า อโรคยา ปรมาลาภา หรอกนะ ภูเพยียคิดแบบนี้จริง ๆ ค่ะ

และในบางครั้ง สิ่งที่มนุษย์ขอแล้วมักไม่ได้คือ ขอให้มีความสุขและขอให้สุขภาพแข็งแรง เคยฟังมาจากพระ แล้วก็คิดตามเฉย ๆ เพราะเราก็หาความสุขในชีวิตได้อยู่จาการมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน อะไรมันเกิดก็ปล่อยมันเกิดไป เพราะทุกอย่างมันก็จะผ่านไปได้เอง

“ของกิ๋นอยู่ตี้คนมัก ของฮักอยู่ที่เปิงใจ๋” มักกำเมืองกำนี้แต๊เจ้า ..เพื่อนเคยแซวเหมือนกันค่ะว่า ขี้แห้งชอบตาหมา เราชอบของเราแบบนี้น่ะนะ ใครไม่ชอบก็เรื่องของเขา ฉันชอบก็คือฉันชอบ ฉันคงไม่ขอความเห็นจากใครหรอก บางทีคนที่จะอยู่เป็นคู่คิด คู่ชีวิตกัน ต่างหาข้อดีข้อเสียให้กันอยู่ตลอดเวลาก็คงไม่ใช่ เพราะบางครั้ง เขามีข้อดีอยู่ 9 ข้อ แต่ข้อที่ 10 เป็นข้อที่เรารับไม่ได้ ก็ต้องจบไป แต่กับอีกคนมีส่วนเสีย (ในสายตาคนอื่น ) แต่ข้อที่ 10 เป็นข้อที่เราคิดว่าเราจะอยู่กับเขาได้ นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ใครตัดสินแทนไม่ได้เช่นกัน


ภูเพยียก็เลยอ่านงานของพิบูลศักดิ์ด้วยความสบายใจฉะนี้แล เนื่องจากเข้าใจว่า บ่าวเจียงฮายท่านนี้มีความคิดลุ่มลึกและถ่ายทอดตัวอักษรชวนอ่านชวนคิดตลอดเวลา


เชื่อว่า ถ้าคุณปอนเขียนถึงกามูขนาดนี้ น่าจะอ่านหนังสือของเขามาไม่น้อยนะคะ ด้วยความที่คิดว่า วรรณคดีคือพื้นฐานที่แท้จริงของวัฒนธรรม เจตนารมณ์ในการเรียนวรรณคดีต่างชาติก็เป็นส่วนหนึ่งค่ะที่ตนเองสนใจในแง่ประวัติ บ่อเกิดและอิทธิพล รวมไปทั้งภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชาตินั้น ๆ

นายกามู เป็นคนหนึ่งที่ภูเพยียชอบเนื่องจากว่า เขาเขียนโลกทัศน์กับการมีชีวิตที่ไร้สาระของผู้คน เหมือนที่คุณปอนพูดว่า ถ้ากามูยังอยู่ เขาจะมองเรื่องการเขียนบล็อกว่าอย่างไรนะ

ทัศนคติ หรืออุดมการณ์ของกามูน่าสนใจหลายอย่างค่ะ เขาเขียนอุดมการณ์ ความหมายของชีวิต และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ยิ่งอ่านเรื่องกาฬวิบัติของเขาแล้ว จะชอบมาก ขออนุญาตยกมาบางส่วนนะคะ

จากเรื่องกาฬวิบัติช่วงหนึ่งของการสนทนาระหว่างตาร์รูกับนายแพทย์ริเออซ์ค่ะ ช่วงที่เราพอเข้าใจในสิ่งที่กามูซ่อนไว้ให้คนอ่านเข้าใจถึงเรื่องการเสาะแสวงหาได้บ้าง

“กาฬโรคที่ระบาดอยู่นี้” ตาร์รูกล่าว “มันไม่ได้สอนอะไรให้ผมนอกจากว่าผมต้องช่วยคุณหมอปราบปรามมันให้สำเร็จจนสุดความสามารถของผม ผมรู้ว่าคนเรามีกาฬโรคอยู่ในตัวทุกคน..เชื้อโรคน่ะเป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนสุขภาพ ความซื่อตรง ความบริสุทธิ์นี่สิเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องตั้งใจบำรุงรักษา ต้องตั้งใจระวังเฝ้าทุกลมหายใจ จะอ่อนข้อไม่ได้เลย..คนดีคือคนที่ปล่อยเชื้อโรคให้คนอื่นน้อยที่สุด เผลอตัวน้อยที่สุด ..ในโลกเรามีโรคระบาดเต็มไปหมด และก็เต็มไปด้วยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของโรค ผมก็พยายามที่จะอยู่ฝ่ายเดียวกับเหยื่อ พยายามไม่สมทบกำลังเข้าเป็นพวกเดียวกับโรค..คุณอาจจะเห็นว่าผมพูดง่ายไป ตื้นเกินไป แต่ผมฟังเขาถกเถียงกันอย่างลึกซึ้ง สลับซับซ้อนหันมานักต่อนัก จนหัวงงตื้อไปหมดเลยครับ จึงต้องตัดสินใจพูดออกมาง่าย ๆ และทำอย่างที่พูดนี่แหละ..อย่างน้อยถ้าผมอยู่ในหมู่เหยื่อ ผมอาจจะเรียนรู้สักวันหนึ่งว่าทำอย่างไรเราจึงจะเป็นผู้เยียวยาที่แท้จริงได้ ผู้เยียวยาที่แท้จริงมีไม่กี่คน ”

ตาร์รูเป็นคนไม่มีพระเจ้า ไม่มีศาสนา ( เพราะจริง ๆ แล้ว กามูก็เป็นคนไม่มีศาสนา หรือ athée หรือเป็นathéisme หรืออเทวนิยม น่ะค่ะ ) “ปัญหาของผมอยู่ที่ว่าทำอย่างไรเราจะเป็นนักบุญโดยไม่มีศาสนา”

นายแพทย์ริเออซ์ตอบตาร์รูว่า สำหรับเขา เขาไม่ห่วงใยเรื่องการเป็นนักบุญหรือวีนบุรุษ เขาสนใจเรื่องการเป็นมนุษย์ธรรมดามากกว่า

“คุณกับผมต้องการอย่างเดียวกันนั่นเอง” ตาร์รูว่า “แต่ผมทะเยอทะยานน้อยกว่าคุณ”


มาถึงตรงนี้ ก็เลยอ่าน ตรงที่คุณปอนพูดเรื่องทะเยอทะยายในมุมมองของคุณ ที่เห็นว่ามันเป็นลบมากกว่าบวก ดูมันเกินความพอดี ที่ชอบตรงพี่เขียนเพราะว่า พี่ถ่ายทอดเป็นภาษาพี่ได้ดี และเหมือนจะบอกว่า ทะเยอทะยายได้นะจ๊ะ แต่ต้องสร้างสรรค์
แล้วก็ลาไปทำงานไม่สร้างสรรค์ อย่างปั้นดิน ยิ้มกว้าง ๆ ก็ตรงนี้ อยากบอกว่า แนวเขียนแบบนี้แหละที่เป็นเสน่ห์ของพิบูลศักดิ์อย่างแท้จริง


ทำให้ตัวเองคิดไปว่า เมื่อก่อนนี้ ที่อ่านงานเขียนพี่ แล้วพี่โรแมนติกน้อยลงไปหรือไม่ ก็ไม่น้อยลงนะคะ แต่เขียนลุ่มลึกมากขึ้น แล้วก็อ่านไม่ยาก แต่ก่อนอ่านก็ไม่ได้เพ้อฝัน แต่ชอบภาษาหวาน ๆ นุ่มนวล อิ่มใจซะมากกว่า เดี๋ยวนี้โตขึ้น ก็ยังอ่านได้อยู่ แนวคิดแบบนี้ที่ชอบมากซะด้วย หายากนะคะคนที่เขียนแนวปรัชญาในแบบจดหมายคุยกัน

ไม่มีข้อสัญญาจากคนชอบอ่านคนนี้นะคะว่าจะอ่านตลอดไป เพราะจะอ่านเพราะชอบ และดีใจเป็นที่สุดที่ตัวจริงเขามาเปิดบล็อกพูดคุยกับมิตรสหายที่คุ้นเคย

ก็ขอมาใช้พื้นที่บ้านคุณปอนเขียนอะไรบ้าง ด้วยความชื่นชอบผลงานจริง ๆ

เพราะเราต่างมีตัวตนบนโลกจริง แต่เราต่างกันมากตรงที่ว่า ภูเพยียไม่ใช่นักเขียน แต่ชอบอ่านเท่านั้นค่ะ

จะเข้ามาเยี่ยมที่บล็อกค่ะ ยามว่าง
สบายดีนะคะคุณปอน





โดย: ภูเพยีย วันที่: 10 มิถุนายน 2550 เวลา:10:08:02 น.  

 


หน้าโน้นช่องคอมเม้นหายไปไหนก็ไม่รู้ค่ะ
เรื่องร้านหนัง(สือ)2521 ที่บูกิ๊ต เราก็เคยไปเหยียบนะ
เขียนกลอนเล็กๆไว้ในเว็บบอร์ดเก่าของร้าน
เสียดายที่ พอวันหนึ่งเว็บบอร์ดหายไป กลอนเล็กๆนั้นก็หายไปด้วย

จนสองสามวันก่อนรื้อกองหนังสือของตัวเองที่แสนระเกะระกะ
..เจอกระดาษเล็กๆที่เขียนกลอนเกี่วกับร้านหนัง(สือ)ไว้

เอามาฝากเช่นเคยค่ะ

"ชิมชมชิมชอบแล้วตอบขาน
กังสดาลหวานวับโสตจับเสียง
ฉันชอบฉันชมที่ลมเอียง
พัดเฉียงพัดเฉียดเบียดกำแพง

ชาหอมชาขมคมกริบ
คมหยิบรอยปวดอวดยาแผง
ชาร้อนกาเดียวเป็นเรี่ยวแรง
หอมแห่งหอมหนระคนเมือง

บนถนนคับแคบนั้นแอบกว้าง
ให้มีที่มีทางกับบางเรื่อง
โลกนั้นรีบโลกนั้นร้อนค่อนระเคือง
ในใจเมืองยังมีมุมประชุมคำ

ฉันขอบคุณถึงชาร้อนในตอนบ่าย
แม้เพื่อนฉันจะวุ่นวายกันขายขำ
ในเสียงสรรพจับสำเนียงเพียงรอยจำ
ชิมหวานล้ำได้รำพันถึงวันวาน

ในความดังฉันนั่งและนิ่งเงียบ
มองรอยเลียบเหยียบเท้าที่กล่าวขาน
กี่คนคิดกี่คนเขียนที่เจียนจาร
เจ้าของหมึกลึกหวานที่ฉันชม

แล้วจะแวะแล้วจะเวียนไปเยียนเยี่ยม
ในห้องเล็กทรงเหลี่ยมกับชาขม
จะนั่งนิ่งอิงอ่านตรงลานลม
ที่พัดพรมที่พัดศอกผ่านซอกเมือง"

นับจากวันนั้นจนวันนี้ ยังไม่ได้ไปเยี่ยมไปเยือนซ้ำเลยค่ะ

มีใครบางคนในบอร์ดถามอะไรสักอย่างที่ฉันเองก็จำไม่ได้
เลยมีอีกบทที่เขียนขึ้นมาตอบคำถาม

"ฉันไม่เขียนถึงอะไรที่ไม่รัก
ไม่รู้จักหรือนิยมชมวิสัย
เพราะฉันชอบฉันชมและสมใจ
จึงถักถ้อยร้อยดอกไม้มาให้ยล

ตัวหนังสือมีความงามของความรัก
จะอ่อนช้อยให้ประจักษ์สักกี่หน
เมื่อรักแย้มแกมกลิ่นคล้ายสุคนธ์
จะหอมกลิ่นหอมกลเพราะคนเชย

ในใจเธอในใจฉันล้วนฝันหวาน
จึงได้กลิ่นดวงมาลย์ที่ผ่านเผย
ตัวอักษรกลอนกลล้วนกลัดเกย
เป็นสมบัติของผู้เคยได้เผยรัก

และเพราะฉันได้ชิมฝันของคนซื่อ
ห้องหนัง(สือ)สื่อร้อยเป็นสร้อยถัก
เชื่อมคนเขียนคนอ่านให้หวานรัก
และประจักษ์ในรอยงามของคำคม"

มาพิมพ์ไว้ให้อ่านค่ะ
เสียดายถ้าหากมันจะลบเลือนไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลย


..................
หมายเหตุ ยกข้อเขียนของ"จูน"จากหน้ากระดานสนทนา
มาวางตรงนี้ก่อนนะ (และตอนนี้หน้าสนทนาก็เม้นท์ได้เหมือนเดิม)


โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 10 มิถุนายน 2550 เวลา:14:36:01 น.  

 
ขอบคุณค่ะ
ย้ายไปไว้ตรงไหนก็ได้ค่ะ

ไม่ค่อยเข้าใจเจ้าระบบของบล้อกแก็งค์
ไม่แน่ใจว่า ส่วนที่อัพเดทที่สุดจะแสดงอย่างไร
มีเยอะ ค่ะ เขียนซุกๆไปตรงโน่นนิดตรงนี่หน่อย
เอาออกมาแบ่งกันอ่าน แบ่งๆกันฟังน่าจะเข้าที

อยากฟังคุณปอน คุยกันเรื่องบทกวีอีกหล่ะค่ะ



โดย: จูน IP: 203.113.76.73 วันที่: 10 มิถุนายน 2550 เวลา:21:29:59 น.  

 
มาค้นหาถ้อยคำงามๆ เน้อครับ...

ชอบหลายถ้อยคำ..."แม่น้ำที่ไหลกรากกล้า"....

สบายดีน่อ อ้ายปอน...
แวบมาเจียงใหม่มาพักออฟฟิศใหม่เน้อครับ มีห้องว่าง คิดว่าดีกว่าบ้านเช่าหลังเก่านะครับ


โดย: pu_chiangdao วันที่: 11 มิถุนายน 2550 เวลา:0:03:32 น.  

 
ฉันเดินทางมาไกลจากวันวาน
แม้สายน้ำไม่มีวันไหลย้อนกลับ
แต่เราสามารถย้อนทวนความทรงจำ
เก็บเอาบทเรียนในวันวานมาสอนใจ

เก็บความทรงจำที่ดีดี...ไว้ในมุมที่งดงาม

คิดถึงค่ะ
แวะมาเยี่ยม
มาทายทัก
ในวันที่หัวใจอิ่มเอม


โดย: คนเลวที่แสนดี วันที่: 11 มิถุนายน 2550 เวลา:10:48:55 น.  

 
สวัสดีครับภุเพยีย
ผมขอบคุณมากๆ สำหรับคำชม ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะทำงานใหม่ ๆ ให้ดีขึ้น สมกับคำชมของคุณ

เรื่องกามูส์ เอ ผมใส่ ส์ ผิดหรือเปล่าครับ คนฝรั่งเศสออกเสียงยังไงแน่นะ ผมก็จำขี้ปากเขามาหละครับ บัญญัติสี่ข้อนั้น และเติมประสบการณ์จริงของตัวเองเข้าไปนิดหน่อย พูดแล้วอายจัง อ่านที่คุณเขียนเล่ามา ผมว่าคุณเป็นนักเขียนได้เลยนะครับ ตั้งแต่ฉบับก่อนแล้ว ผมแอบนึกคนเดียวในใจ ไม่เห็นคำผิดเลย ตัวหนังสือของคุณ
สุขุมลุ่มลึก แบบคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวชีวิตมา
ฉบับนี้ก็ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า ไม่ผิดเลย ผมคาดไม่ผิด
เรื่องเล่าเปี่ยมสาระที่ผมว่าอ่านเยอะแล้ว ก็ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ของกามูส์เลย กามูส์เขียนหนังสือมีกลิ่นนะครับ
มผมบอกไม่ถูก ว่ามันเป็นกลิ่นอะไร แดด ทะเลทรายุรี่มร้อนแถบอัลจีเรีย ใช่ ๆ กลิ่นชีวิตครับ คำนี้ใช่เลย
มีกลิ่นของชีวิต เช่นเดียวกับโจเซฟ คอนราด คนหลังนี้
มีกลิ่นยิ่งจัดจ้าน...

บ้านหรือตูบเปียงดิน อยู่ตรงไหนของเจียงฮาย ผมจะได้แวะไปเยี่ยมเยียนครับ

ฟังดูคุณมีความรู้เรื่องวรรณกรรมเป็นอย่างยิ่ง ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมในหมาลัยไหนสักแห่ง.. ไม่รู้ผมเดาถูกหรือเปล่า...เมื่อวันก่อนแวะไปชะเง้อที่ริมรั้ว เห็นรูปลุกสาวฝาแฝด น่ารักมากครับ และพี่สาวก็เช่นกัน ตั้งชื่อได้ไพเราะคมคาย ไม่ใครก็ใครระหว่างคุณพ่อคุณแม่-มีเชื้อกวีในสายเลือดแน่ ๆ -ผมว่า

ยินดีต้อนรับครับ ว่างก็แว่บมา หยิบเรื่องดี ๆ มาเล่าให้สมองทู่ ๆ ผมฟังบ้าง เชื่อไหมครับ ยิ่งล่องนาวาชีวิตมาไกล ก็ยิ่งเหมือนไม่รู้เรื่องรุ้ราวอะไรไปทุกที ๆ
ผมสบายดีครับ



โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 12 มิถุนายน 2550 เวลา:0:26:44 น.  

 
สวัสดีครับจูน
ดูเหมือนคุณซึม ซึมชอบกลนะ หัวใจสบายดีรึเปล่า หรือว่าผมจมุกดีเกิน...

ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจระบบบล็อคนี้เหมือนกัน เรียกมันว่ากล่องฝันวันตะวา ความจริงมันเป็นวันนี้นะ ไม่ใช่วันวาน
เพราะถ้าเราหันหลังไปวุ่นกับเรื่องอื่นนิดหนึ่ง มันก็กลายเป็นอดีตของใครต่อใครไปเสียแล้ว ซึ่งเขาไม่สนครับ เขาสนแต่(หน้าบ้าน)วันนี้ ที่เปิดอยู่"ที่นี่-ขณะนี้ ไม่มีใครอ้อมไปเข้าหลังบ้านหรอก...

ผมก็งง ๆ อยู่ ก็ต้องขอโทษด้วย
เรื่องบทกวี จูนเขียนดีแล้วนะครับ มีพลังมาก
ที่เห็นมีรอยตำหนิอยู่ ก็เล็กน้อย แบบรอยยับของผ้าที่พับไว้หนะครับ ไม่เสียหายใหญ่หลวงอะไร ลองว่าอารมณ์ได้
ก็พอ ยกมาส่องกันกลางแดดแบบแม่บ้านผู้รักความสะอาด
หรือ(นักสมบูรณ์นิยม)มันก็พบกันทุกผืน ทุกคนแหละคราบไคล- ขี้จิ้งจก ตะเข็บปริ รังดุมขาด
ขอเล่าเรื่องขำ-ขำที่เกิดขึ้นให้ฟังเพลิน ๆ ในคืนที่ร้อนอบอ้าวนี้
ผมเคยลืม ใส่เสื้อยืดกลับด้านในเป็นด้านนอก (ตอนนั้นไปเมืองจีนกับลาวคำหอม) มารุ้ตัวก็เดินไปทั่วปักกิ่งแล้ว
ถามลุงคำสิงห์ว่า เห็นตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมครับ ท่านตอบยิ้ม ๆว่าเห็นแล้ว ผมก็พูดกับท่านว่า แล้วทำไมไม่บอกผม อายจัง...
ท่านว่า ก็ไม่รู้นี่ นึกว่านี่เป็นสไตล์ของผม แล้วเราก็หัวเราะกันยกใหญ่
.....คือเรื่องของเรื่องมันเกิดจากความสะเพร่าของผมแท้ ๆแต่ดัน กลายไปอินเทรนด์แฟชั่นวัยรุ่นช่วงนั้นเข้าพอดี ผมมาคิด ๆ หรืออีกที- ท่านอาจจะกลัวผมขายหน้า ก็เลยเงียบเสีย แน่ ๆ ผมต้องเขินอายหรือขายหน้า แต่ก็ดีกว่าให้บ๋อยโรงแรม หรือสาวต้อนรับมาบอกว่า คุณคะคุณใส่เสื้อกลับด้าน..ผมคงยิ่งอับอายขายหน้าเป็นหลายสิบเท่า(เหมือน ๆ ครั้งหนึ่งที่สาวทำความสะอาดห้องน้ำในห้างบอกผมด้วยความหวังดีว่า พี่คะ พี่ลืมรูดซิปกางเกง...)

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ทำไมความหวังดีเหมือนกันแท้ ๆ
ถึงได้ก่อผลลัพท์ต่างกันลิบ.....ทำไมผมพูด แหมไม่น่า พี่น่าจะบอกผม ๆ..อยุ่นั่นแล้ว ผมมาคิด ๆ ดู อ่อ ก็เพราะท่านเป็นคนที่ผมเคารพนับถือนั่นไง นับถิอในความอาวุโส นับถือในฝีไม้ลายมือ-การเขียน..เมื่อ เรารักนับถือใคร เราก็สนิทใจ -เชื่อใจ -วางใจเเป็นธรรมดา

อย่างที่ว่า เล่าให้ฟังพอเพลิน ๆ ไม่ต้องคิดลึกหลายชั้น
มันไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่กับเรื่องที่เราคุยกัน
เพียงแต่เรื่องมันแว่บเข้ามา
ขอบคุณที่แบ่งปันบทกวี วันพรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อนะ
คืนนี้ไม่ไหวแล้ววววว
ขอไปครอกฟี้ก่อนจ้ะ
ภู เชียงดาว และคนเลวที่แสนดี ตรีสวัสดิ์ด้วย
ห้ามน้อยใจ..
บาย...


โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 12 มิถุนายน 2550 เวลา:2:04:50 น.  

 
หนอนคร้าบบบบบบบ
ลืมตอบคำถามหนอนที่รัก เมื่อคืนนี้ ขอโทษ ๆ ๆ
ก็เพราะชอบนอนดึกทำงานดีกนั่นแหละต้นเหตุ ตีสามตีสี่มาหลายคืน นาฬิกาชีวิตเลยรวนหมด
ตื่นมาก็เลยเวลาอาหารเช้า กลายเป็นกลางวัน ทำนั่นนี่ อ้าว รวบเป็นบ่ายสามมื้อเดียว ไปกันใหญ่

หนึ่ง สอง ซ้าม นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้ามืด
๕-๗ โมงดื่มน้ำเหยือกใหญ๋ -ขับถ่าย ย่อยสลายความฝันบูดเน่าลงชักโครก อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน ร้องเพลงให้
เสียงดัง ๆ ฉีกยิ้มให้ตัวเองในกระจก สัญญาว่าจะอารมณ์ดีๆๆๆๆๆๆๆไปทั้งวัน

๗-๙ โมง หาอาหารมีประโยชน์ มีกากใยเยอะๆบำรุงร่างกาย สมองจะได้ไม่ฝ่อ
๑๓-๑๕ โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว เปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็นวิตามินบี ๑๒ ไปบำรุงสมอง

ทุกสัปดาห์ ทุกวันได้ยิ่งดี มะละกอดิบ(ที่ไร่มีเยอะ) ต้ม เอาน้ำชงชาดื่ม ล้างไขมันที่เคลือบกระเพาะ ล้างระบบดูดซึม เครื่องยนต์ชีวิตก็จะสุโขสโมสรแลนา

เฮอะ ง่าย ๆ แค่เนี้ย คุณหมอหนอนขา
แค่ไม่กินอาหารเช้าแค่นี้ เรื่องใหญ่ค่ะ เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนกลางได้น้อย ง่วงนอนบ่อย ปวดเมื่อยเนื้อตัว ขี้โมโห
ท้องอืดดดดดดเป็นประจำ อาหารบ่ ย่อย
วันหน้าความจำจะค่อยเสื่อมมมมมม แบบว่าความจำสั้นความฝันยาววววววว เรื่องเก่าจำได้แม่น จำฝังใจ
เรื่องใหม่ ๆ หลงลืม พูดวกวนไปมาน่าจ๋งจ๋าน สมองเสื่อมลงๆๆๆๆๆ

เฮ้อเรื่องเก่าเปล่าเปลี่ยว ที่ป่วนจิต ไม่อยากคิดไม่อยากครวญ อยากลืมๆๆๆๆๆๆ กลับชัดแจ่ม
ส่วนเรื่องใหม่ปัจจุบันสำคัญจิต กลับคิดไม่ออก บอกไม่จำ กลับ-แว้บๆ- แล้วก็วับ..... นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก เอ....เอ้......เอ...นี่จะทำอะไรหว่า จะมาเอาอะไร ลืมอะไร
อิ อิ อิ....ปวดไหล่ ผมร่วง รักร่อแร่...เอ๊ะไง นี่แค่ไม่ได้กินอาหารเช้าแค่เนี้ยนะ.......
ใช่เลยยยยย
-ยังไม่ได้มีอะไรบำรุงสมองส่วนกลางเลยเรา เพิ่งตื่นบรรทม เลยเวลาแล้ว เอาไง.... จะเริ่มตรงไหนล่ะนี่คุณหนอน นอนก็ยังไม่พอ
มันก็ยังเบลอ- เบลอ....
มันก็ยังเบลอ- เบลอ


โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 12 มิถุนายน 2550 เวลา:11:12:50 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณปอน

ด้วยความที่ไม่เคยสังเกตเลยว่า Albert Camus เมื่อเขียนเป็นภาษาไทยเขียนอย่างไร
ภูเพยีย ไปค้นมาให้ค่ะ ขออ้างอิงจาก อาจารย์สิทธา พินิจภูวดลนะคะ เพราะท่านเขียนหนังสือไว้เยอะ และแปลชื่อนักเขียนฝรั่งเศสไว้เยอะเช่นกัน ท่านเขียนว่า อัลแบรต์ กามูส์ ค่ะ และที่ภูเพยียเขียนก็น่าจะผิด เพราะเขียนเป็นคำอ่านค่ะ และนักแปลท่านอื่น ก็เขียนอัลแบร์ กามู น่ะค่ะ

เนื่องจากว่า ภาษาฝรั่งเศส คำท้าย ตัว t หรือ เต ( ในภาษาฝรั่งเศส ) นั้น มักไม่ออกเสียง และตัว s หรือ แอส ก็เช่นเดียวกัน ยามที่ไม่มีสัญลักษณ์กำกับ ก็จะไม่ออกเสียงเช่นกันค่ะ
และขอบคุณคุณปอนที่เข้าใจและไม่แปลเจตนาผิดคิดว่าภูเพยียบังอาจมาบอก เพราะภูเพยียไม่เคยทราบมาก่อนเช่นกัน แต่อ่านหนังสือเขาอยู่หลายเล่มน่ะค่ะ จึงพอทราบว่า ทั้งกามูส์ และซาร์ต เป็นนักเขียนฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก และจากการที่เขาออกหนังสือมากมาย เขาก็รู้จักทั้งคุณและโทษของการมีชื่อเสียงเช่นกัน
แต่ก็นั่นแหละค่ะ เพราะ “คนไม่ทำอะไรเลยคือคนไม่ผิด ” นักเขียนที่มีงานมาก ๆ ก็มักมีนักวิจารณ์ที่วิจารณ์แบบเสียผู้เสียคนก็มี ถ้าวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ มันก็น่าจะเป็นกำลังใจของนักเขียน ซึ่งเราชอบให้กำลังใจคนมากกว่า

บ้านน้าของภูเพยียอยู่ที่นางแลค่ะ เป็นบ้านสวนติดกับวิทยาลัยครู เผอิญว่ามีรูปถ่าย และก็ไม่ได้ถ่ายเป็นดิจิตอล เลยไม่ทราบว่าจะเอามาให้ดูยังไง น้าเคยเป็นครูน่ะค่ะ แล้วมาทำธุรกิจส่วนตัวภายหลัง เอาไว้คุณปอนรู้จักกับครอบครัวภูเพยียก่อน จะได้ไปเที่ยวพร้อม ๆ กัน

ขอบคุณค่ะที่ยังไปเกาะรั้วดูสามสาวที่บ้าน เขาอายค่ะ บอกแม่ว่า อย่าเอารูปหนูลงเลย หนูอาย แต่เราเป็นแม่ ก็ไม่เห็นว่าเสียหายอะไร บังเอิญว่า เขาทำไดอารี่กันทั้งสามพี่น้อง น้องแฝดก็ให้แม่อัพไดอารี่ให้ บางทีเขาก็เขียนคอมเม้นท์เอง บางทีก็ขอให้พ่อคอมเม้นท์ให้ เขาจะได้ใช้คอมพ์กันวันเสาร์ อาทิตย์น่ะค่ะ วันธรรมดา ก็ทำการบ้าน ยกเว้นเจ้าคนโตที่ต้องเข้าเน็ตค้นคว้าทำรายงาน

ส่วนพ่อของสามสาว เขาไม่อ่านนิยายค่ะ ตอนเป็นแฟนกัน โดนบังคับให้อ่าน ฟ้าจรดทราย กับรัศมีจันทร์ และก็นิยายของคุณทมยันตีอีกหลายเรื่อง แต่เดี๋ยวนี้ไม่เอาเลย เขาอ่านนิตยสารที่เขาชอบน่ะค่ะ แต่เคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า จะอ่าน เพชรพระอุมา จนบัดนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะหาเวลาช่วงไหนมาอ่านเลยค่ะ ที่บ้านก็ไม่มีใครมีแววกวีหรอค่ะ คงต้องเป็นภูเพยียคนเดียว เพราะชอบอ่านหนังสือนิยาย ชอบอ่านบทกวีของท่านอื่น ๆ ตามใจชอบ และชอบซื้อเก็บเท่านั้น ส่วนเด็ก ๆ เราไม่ได้บังคับอะไร เขาไม่ต้องเหมือนเราก็ได้ แต่ช่วงนี้เราต้องเลือกหนังสือให้เขาอ่านอยู่น่ะค่ะ โตขึ้น เขาชอบอะไร ก็ต้องแล้วแต่เขาละกัน

ภูเพยียเองเชื่อว่า คุณปอนอ่านหนังสือมาก มากว่าที่ภูคิด เพราะถ้าไม่อ่าน เขียนหนังสือไม่ได้มากมายขนาดนี้หรอกค่ะ นักเขียนแต่ละท่านก็มีลักษณะเฉพาะตัว ส่วนการเขียนแล้ว ใครจะชอบ ไม่ชอบ ก็อีกเรื่องหนึ่ง นักเขียนกำหนดไม่ได้ขนาดนั้น เพราะลีลา แนวทางก็ต่างกันไป แต่สิ่งที่ยืนยันได้ว่านักเขียนพัฒนาตัวเองไหม ก็คงจะเป็นงานเขียนที่มีนักอ่านตามอ่านอยู่นั่นแหละค่ะ


รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ด้วยมิตรภาพค่ะ




โดย: ภูเพยีย วันที่: 13 มิถุนายน 2550 เวลา:9:05:16 น.  

 
สวัสดีครับภูเพยีย
เมื่อวานถึงทีของภูเพยีย
คอมก็มีอันเอ๋อเหรอ เขียนไปได้ความยาวเท่าขบวนรถด่วน
สายใต้(โดนระเบิดซะงั้น) ลืมเซฟครับผม- ก็เลยหมดแรง
ขอนอน
มาวันนี้ก็ล้าแล้ว ไม่ว่ากันนะครับ บางจังหวะชีวิต เราก็เต้นผิด
ขอบคุณเรื่องกามูส์ ผมเชื่ออ.สืทธาครับ ท่านป็นเอกด้านฝรั่งเศส ที่เศษฝรั่งอย่างผมยอมรับนับถือ หนังสือชื่อ
ดนตรีดลใจ ของฟรังส์ซัวส์ ซากองต์(เขียนผิดแหง-หนังสือไกลมือครับ)
คือหนังสือโปรดผมเล่มหนึ่ง สมัยยังเขียนอยู่ที่สกุลไทย
ได้มีโอกาสพบท่านหลายครั้ง เสียใจที่ไม่ได้เก็บภาพไว้เลย นักแปลอีกท่านที่ผมชมชอบคือคุณอุดร ฐาปโนสถ หรือ"คนเดิม" "เหนือ" ท่านนี้เชี่ยวชาญภาษารัสเซีย
เป็นคนอารมณ์ดี ที่ทำให้ผมเรียนรู้ค่าของคราเวียร์ว่าเป็นชู้กับไวน์
เช่นนักแปลอีกท่านหนึ่ง มาลา แย้มเอิบสิน ท่านนี้คราเวียร์-ขาหมูเฮ้าส์มึนเช่น แอนด์วิสกี้ (มึน-พอกันกะ-ไวน์-รายหลังนี้มึนค้างไม่สร่างซา ดั่งมึนสิเน่หาอิสตรีก็มิปาน แต่ก็ยังไม่ค่อยเข็ดครับ)
ขอบคุณครับ จะพยายามรักษาทั้งมิตรภาพและสุขภาพ
(พรุ่งนี้งานแจกรางวัลนายอินทร์อวอร์ด เขาให้ขึ้นไปเล่นดนตรีบนเวทีด้วย เรื่องไวน์(วอด)จะเว้นไหวรึ เรื้อเวทีนาน
แข้งขาสั่น กะว่าจะวอร์มอัพเสียหน่อยสักแก้วสองแก้ว
คงไม่ว่ากันนะครับ ก่อนยกแก้ว ผมจะเชียร์ว่า"เพื่อสุขภาพ...."


โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 14 มิถุนายน 2550 เวลา:20:53:31 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณปอน

ถ้าสำนวนมาลา แย้มเอิบสิน จากฟ้าเมืองทอง สมัยที่แม่อ่าน ก็เพียงคลับคล้ายคลับคลาน่ะค่ะ เพราะนานมากจริง ๆ เพราะอ่านตามแม่ สมัยนั้นแม่เลือกสตรีสารและลลนาให้ลูกอ่านค่ะ
แต่จะชอบมากอีกนิดก็คงจะคุณประมูล อุณหธูปน่ะค่ะ นี่มาอ่านตอนโตค่ะ ไม่ได้ชอบเพราะแม่ชอบ และเหมือนมี เก็บเบี้ยในรังโจรด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิด ภูเพยียไม่คุ้นเคยนิยายแปลแนวคาวบอยตะวันตกเท่าไรค่ะอ่านบ้างแต่ไม่มีเก็บเป็นของส่วนตัว แต่คาดว่า สำนวนแปลของมาลา แย้มเอิบสิน คงหายากมากแล้วค่ะ ต้องไปค้นตามร้านหนังสือเก่า ที่มีก็คงเป็นชั้นหนังสือของแม่ที่พอหาได้บ้าง บางทีก็คิดเหมือนกัน หนังสือที่เคยเก็บไว้ ไม่เคยคิดว่าต้องทิ้งหรือให้ใครสักครั้ง แต่ยามย้ายบ้านที ก็หอบตามมา ถึงคราวจริง ๆ ก็ต้องตัดใจเพราะหนังสือตามไปไม่ได้ทุกเล่ม โดยเฉพาะนิตยสาร เคยตัดใจเอานิตยสารไปไว้ห้องสมุดโรงเรียนเป็นลัง ๆ เลยค่ะ หวังแค่ว่า เด็ก ๆ จะได้อ่านกัน แล้วก็จะไม่ย่องไปดูหรอก กลัวค่ะ กลัวใจตัวเองยามที่มีคนตัดหนังสือเพื่อเอาภาพ หรือจับหนังสือเรายับ ๆ ให้แล้วก็ต้องแล้วเลย

ส่วนหนังสือที่ซื้อเอง ก็จะเก็บรักษาไว้เช่นกัน เผื่อเด็ก ๆ จะอยากอ่าน แม้ว่าไม่ใช่เวลานี้ก็ตาม

อยากอ่านนะคะ งานของนักแปลอีกท่านที่คุณชื่นชอบ คุณอุดร ฐาปโนสถ เป็นกรรมของภูเพยียที่ไม่ได้อ่านกันนะคะนั่น แค่นี้คุณปอนก็ทราบแล้วค่ะว่า ภูเพยียอ่านไม่ได้ทุกอย่างหรอก คือติดตามไม่ได้ทุกคน เรื่องไหนพอได้อ่าน พอคุ้นก็คุยได้ แต่มาอ่านจากคุณปอนแล้วสนุกค่ะ หลากหลายมาก ด้วยว่าชอบในสไตล์การเขียนมากกว่า และมุมมองที่คุณเลือกมาเล่า


จากตรงนี้..ก็ทราบว่าคุณอุดร “เป็นคนอารมณ์ดี ที่ทำให้ผมเรียนรู้ค่าของคราเวียร์ว่าเป็นชู้กับไวน์ ”

ยอมรับเลยค่ะว่าไม่คุ้นเคยเลยก็ว่าได้ แต่คุณปอนคงได้อะไรดี ๆ มาเยอะ ไม่ค่อยสงสัยหรอกค่ะ ผู้ชายกับไวน์หรือ หรือจะกรึ่ม ๆ เรียกน้ำย่อยก่อนขึ้นเวที ก็สุดแล้วแต่ เพราะจะเฉย ๆ กับเรื่องพวกนี้ค่ะ คุ้นกับสิ่งที่เคยเห็น เคยสัมผัสไม่ว่ากับคนใกล้ตัวหรือเพื่อน ๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นศิลปินเลยก็ตาม เอาเถอะค่ะ จะไวน์ ( วอดมั้ย ไม่ทราบแน่นะคะ ) อุ่นเครื่องดี ๆ นะคะ อย่าถึงกับเพื่อน ๆ พ่อของภูเพยียเลย เขานัดสังสันท์กัน ( ทุกเดือนที่รับบำนาญ ) ที่ร้านอาหาร ดื่มด้วยว่างั้นเถอะ แต่ละคน ก็อายุรวมกันร่วมพัน เพราะเจ็ดสิบขึ้นทั้งนั้น กินเหล้าเล่าความหลังเพลินจนลืมตัวว่า สภาพร่างกายไม่อำนวย พ่อเล่าค่ะว่า เรียก 1669 รถพยาบาลมารับถึงที่ เพื่อน ๆ พ่อก็อายุมากทุกคน ไม่มีใครจะพยุงกันขึ้นรถพยาบาลได้สักคน ส่วนพยาบาลจะดุ ก็ไม่กล้าดุ เพราะรุ่นคุณพ่อ คุณตาทั้งนั้น ภูเพยียฟังก็ได้แต่ยิ้ม ๆ ก็เตือนพ่อว่า อย่าลืมตัวนะคะ เอาแค่พอดี ๆ พอสนุก คุยสนุกก็พอ


แล้วก็(พาล)สงสัยอีกว่า เมื่อรู้คุณค่าของคราเวียร์เป็นชู้กับไวน์ แล้วใครหนอช่างใจดำไม่เห็นคุณค่าคนรักของคราเวียร์เลยหนอ

ใครนะช่างบัญญัติคำว่า “ชู้” จำได้แค่ตอนเรียนหนังสือมั้งคะ ที่เรียนไตรภูมิพระร่วง วรรณคดีสมัยสุโขทัย ไม่ว่าจะโลหสิมพลีนรก อวังสิรนรก หรือสังฆาฏนรก แต่ก็คงไม่คุ้นเคยกับ นรกยอดนิยม ก็คงจะ “ชู้” ของท่านสุนทรภู่น่ะค่ะ อ่านเพลิน ๆ
นรกต้นงิ้วเหล็ก ก็เป็นการเรียนการสอนกันต่อ ๆ มาน่ะค่ะ เพราะภูเพยียเคยต้องช่วยเจ้าคนโตค้นเรื่องนี้เหมือนกัน อย่างเช่นชู้รักสมัครเล่นหรือมืออาชีพ ก็ยังต้องโดนหย่อนกระทะทองแดง แต่ที่มีชีวิตอยู่ ก็จะเจอกฎหมายตราสามดวงสมัยอยุธยาอีก มีทั้งชู้เหนือขันหมาก ชู้เหนือผัว ชู้เหนือผี อ่านแล้วก็คิดตามไป อะไรกันหนอนี่ ด้วยความที่สนใจวรรณคดีไทยบ้าง ก็ไม่ปลื้มเท่าไรค่ะกับคำว่าชู้ แต่ก็รู้ว่ามีมานานแล้วล่ะ คำนี้ ผู้ประพันธ์วรรณคดีเก่า ๆ ทั้งหลายล้วนเป็นชายนะว่าไปแล้ว เขียนคำ เล่นคำได้หลากหลาย ไม่ว่าจะในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน ระเด่นลันได หรือลิลิตพระลอ “ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ...เมียตน” ถึงตรงนี้เลยแอบแซวน่ะค่ะว่า ความรักความผูกพันของคนเป็นสามีภรรยาต้องลึกซึ้งกว่า เลยแอบน้อยใจว่า คราเวียร์นี่ไม่เห็นคุณค่าของคนรักเลยนะจ๊ะ จะเห็นคุณค่าคราเวียร์บ้างยามเป็นคนรักกับไวน์ไม่ได้หรือ

ส่วนสกุลไทย เดี๋ยวนี้ภูเพยียก็ยังอ่านอยู่ค่ะ แต่พยายามจะไม่ติดนิยายมากเหมือนก่อน ต้องว่าพยายามเลยนะคะ เพราะเรื่องเก่าจบ เรื่องใหม่ต่อ นักเขียนที่ชื่นชอบก็เยอะเหลือเกิน ตัดนิยายจากบางกอกได้ ก็เยี่ยมแล้วค่ะ ไม่งั้นแย่แน่ ๆ

เอาเป็นว่า ภูเพยียจะคอยตามอ่านเรื่องงานแจกรางวัลของนายอินทร์อวอร์ดละกันค่ะ ไม่กระทู้นี้หรือกระทู้คุณโดมสักที่ใดที่หนึ่ง เพราะแค่ไปอ่านก็คุ้มแล้วค่ะ

อย่ากังวลหรือต้องมาเป็นภาระที่ต้องตามตอบภูเพยียนะคะ เพราะทราบค่ะว่า คุณปอนมีหลายอย่างที่ต้องทำ แล้วภูเพยียก็ทราบว่าคุณต้องมาอ่าน เพราะมิตรรักนักอ่านของคุณปอนไม่ใช่น้อย ๆ

ขอบคุณมาก ๆ ค่ะสำหรับกลอนที่ฝากไว้ให้ที่บล็อกภูเพยีย

อ่านแล้ว “อุ่น” ค่ะ



โดย: ภูเพยีย วันที่: 18 มิถุนายน 2550 เวลา:10:12:10 น.  

 
อ่านแล้ว ผมก็อุ่น ครับ
คุณมูลนั้นผมถือเป็นครู
ยิ่งในนามอุษณา เพลิงธรรม
ต้องยกมือท่วมหัวทุกครั้งที่เอื้อนเอ่ย
ผมได้ท่วงท่าภาษามาจากท่านเยอะมาก

จ้ะ เห็นค่าคราเวียร์ไง ถึงยกให้เป็นชู้
สำนวนคนเหนือครับ ห้ามคิดมาก
เช่นผักหละ เป็นชู้กับน้ำปู๋
ปลาทู เป็นชู้กะปิ
ลาบจิ้นเป็นจู๊กับเหล้า
อะไรแบบนี้ แง่ดีนะครับ...

มีที่อยู่ไหมครับ
ดูผมจะมีเรื่องแปลของคุ๕อุดรอยู่ เล่มรักผมมักซื้อเก็บไว้เผื่อเพื่อนๆ (ยังไม่ได้กลับบ้าน ไม่แน่ใจ แต่แน่ ๆ มีหนังสือแบบเผื่อแกมบังคับอ่านนี้พอสมควร)

ดูเหมือนเรื่องงานนายอินทร์ คุณสเลเต เขียนแล้วนะครับ
เข้าไปอ่านได้
ผมไปเลียบๆ เงียบ ๆ เขาเรียกถ่ายรูปก็หลบซะงั้น

เรื่องกลอน
เพราะแรงจากภูเพยียนั่นแหละครับถึงเขียนได้
ดีใจที่ทำให้อุ่น
ผู้ใหญ่เรา บางคราวก็หนาวข้างใน บอกใครไม่ได้เนาะ...

ราตรีสวัสดิ์ครับ


โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 19 มิถุนายน 2550 เวลา:1:10:10 น.  

 


โดย: นพฤทธิ์ IP: 124.157.203.27 วันที่: 11 ธันวาคม 2550 เวลา:20:58:51 น.  

 
ดีคับพีทุกคน



โดย: นพฤทธิ์ IP: 124.157.203.27 วันที่: 11 ธันวาคม 2550 เวลา:21:00:12 น.  

 
ทำได้ดีคับ


โดย: มาร์ค IP: 118.172.65.13 วันที่: 27 พฤษภาคม 2551 เวลา:11:43:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สัญจร ดาวส่องทาง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




บ้านความรัก พิบูลศักดิ์ ละครพล w e l c o m e t o P i b u l s a k L a k o n p o l' B l o g s
"พิ บู ล ศั ก ดิ์ ล ะ ค ร พ ล" มีคนถามพิบูลศักดิ์ ละครพล ว่า คุณเป็นอะไรแน่ ? นักเขียน กวี นักดนตรี คนเขียนรูป คนขายฝัน เขาตอบยิ้มๆว่า "ผมเป็นอย่างที่ผมเป็น"....
.............................
"วัยฝัน วันเยาว์"....... เด็ก ๆ จะสร้างบ้านขึ้นด้วยปุยเมฆ เล่นกับก้อนหินที่เก็บมาจากชายหาด เก็บเอาวิชาเลขคณิตไว้ในกระเป๋ากางเกง และฉีกกระดาษสมุดจดงาน มาพับเป็นเรือกระดาษล่องแม่น้ำ....
..........................
"บ้านดวงใจ" นวนิยายที่ทำให้ทุกหัวใจอิ่มเอม และเต็มไปด้วยความสุข เรื่องราวของความรัก ความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกสาว ที่ไม่ต้องบอกว่า "รัก" ด้วยคำพูด ....
............................
"ชูมาน" กาลเวลานั้น ไม่สามารถลดทอน ความสวยงาม น่ารัก เหงา เศร้า และสะทกสะเทือนใจ ของนวนิยายเรื่องนี้ได้เลย....
..............................
"ขอความรักบ้างได้ไหม"..... ระหว่างหญิงหนึ่งชายสองที่มาพบกัน มีชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในช่วงสั้นๆ จากฤดูร้อนที่ทองกวาว ฉายฉานเต็มท้องฟ้า ถึงฤดูฝนที่เต็มไปด้วยเมฆสีเทาทึบ ล้วนเป็นคนที่มีหัวใจแตกร้าวมากับครอบครัว..
.....................................
"คือวารวันอันแสนอุ่น" ห้วงความรู้สึกอันงดงามในวันวาน ระหว่างฉันกับผู้ที่ฉันศรัทธา มิตรสหายอันเป็นที่รัก น้องๆในวงการนักเขียน และเพื่อนร่วมร้องรำทำเพลง ....
.......................................
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
6 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สัญจร ดาวส่องทาง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.