HAVE A NICE DAY!
Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
15 เมษายน 2552
 
All Blogs
 

จากกระทู้ ปัญหาการเมืองมาจากเรื่องการศึกษาบ้านเราหรือเปล่า(อาจแค่ส่วนหนึ่ง)

พอดี วันนี้ได้เข้าไปตอบในกระทู้นึงในห้อง ห้องสมุด ก็เลยขอ (แอบ) หยิบเอามาโพสทิ้งไว้ที่นี่อีกทางนีง


ส่วนแรกเป็นส่วนของเจ้าของกระทู้ครับ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ไม่รู้มีใครคิดแบบผมหรือเปล่าแต่ผมคิดมานานแล้วว่า การศึกษาบ้านเราไม่สามารถทำให้เด็กคิดได้เลย

อย่างเช่นยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนผมจบ ม 6 ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะทำอะไรดี หรือเรียนแบบไหนดี แต่ใจผมชอบภาษาอังกฤษแต่ก็ไม่สามารถตอบตัวเอได้ว่า อยากเรียนอะไร แต่ผมไม่อยากโทษใครนะ

สถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา ผมว่าถ้าเรามีการศึกษาที่ดี มีการคิดวิเคราะห์ให้ตกผลึก คนที่เป็นประชาชนที่มาเป็นแนวร่วมคงน่าจะคิดอะไรได้บ้างแล้วนะ ผมว่า ก็คงเหมือนกับคนที่เชื่อเรื่องพวกความเชื่อทางไสยศาสตร์ แต่ที่จริงแล้วเขากำลังหลอกเราอยู่(หมายถึงบางคนนะ)

แต่สำคัญเรื่องธรรมะต้องควบคู่ไปด้วยจะได้มีจิตใจที่ใฝ่ดีและไม่เห็นแก่ตัวกันจนเกินไปมากนัก

ผมอยากให้ประเทศมีการปฏิรูปการศึกษาใหม่ๆมากเลยครับ แต่ถึงปฏิรูปถ้าคนไม่ดีอีกก็แย่อีก

ผมก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดีถึงจะดี แต่อยากการศึกษาบ้านเราเจริญๆมากขึ้นครับ


จากคุณ : Bierhoff


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


และส่วนนี้คือส่วนของความคิดเห็นของผมต่อระบบการศึกษาของไทยครับ


กระทู้นี้ตรงใจผมมากเลยครับ

ถ้าจะพูดถึงเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศไทยอย่างเดียว ไม่นับองค์ประกอบอื่น เช่น สิ่งอำนวยความสะดวก หรือเนื้อหาวิชาที่เรียน ที่มีการปรับปรุงพัฒนาไปอย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่า แนวคิดทางการศึกษาของคนไทยสิบปีผ่านไปยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างงั้น

1. Creativity

หลายความคิดเห็นด้านบน พูดได้ถูกต้องครับ ประเทศไทยยังไม่สามารถสอนให้เด็กคิดเป็น แต่สามารถสอนให้เด็กท่องจำและเชื่อในสิ่งนั้นๆ ได้อย่างดี ลองไปดูเนื้อหาวิชาที่เรียนสิครับ มีสักกี่วิชา กี่โรงเรียน ที่สอบด้วยการเขียนบรรยายความคิด (อัตนัย) ส่วนใหญ่ล้วนแต่ใช้ ข้อสอบแบบตัวเลือก (ปรนัย) ซะมากกว่า ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า ร้อยทั้งร้อย เด็กไทยก็ชอบแบบปรนัยอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องเขียนยาวๆ และยังมีความเชื่ออีกว่า การทำข้อสอบแบบอัตนัย (บรรยาย) ยิ่งเขียนได้เยอะมากเท่าไหร่ยิ่งดี (แม้จะไม่ตรงประเด็นก็ตาม)

และแม้จะมีการออกข้อสอบแบบอัตนัย (บรรยาย) แต่หากคำตอบไม่ตรงใจคุณครู ก็จะต้องผิด แต่เราไม่เคยมองว่า เด็กกำลังคิดอะไร เข้าใจสิ่งที่เราได้สอนไปหรือไม่ หากไม่เข้าใจ เราจะต้องทำอย่างไรต่อไปให้เด็กเข้าใจ หรือปล่อยไปตามบุญตามกรรม ตกก็คือตก ผ่านก็คือผ่าน

และแม้ว่า บางคำตอบจะไม่ตรงคอนเซปคำตอบของผู้ออกข้อสอบนัก แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิด ไม่เคยรู้ และไม่เคยมีใครทำมันออกมาเลยก็ได้ การมองแต่ผลคำตอบเพียงด้านเดียว อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นการกำหนดกรอบความคิดของเด็ก ว่าไม่ควรคิดในสิ่งทีคนอื่นเค้าไม่คิดกัน นั่นเป็นการทำลาย creativity ของเด็กไทยทางอ้อม

2. นิสัยการค้นคว้า

คนไทยยังติดนิสัยขี้เกียจอยู่มากครับ รวมถึงผมด้วยผมยอมรับ แม้จะมีบางคนบอกว่าตัวเขาเองไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ก็อาจจะจริง แต่ จะมีซักกี่เปอร์เซนต์ในประเทศไทยที่เป็นคนแบบคุณ ใน 1 คาบ ของการเรียน เด็กไทยจะถูกสร้างมาให้หยุดการเรียนรู้ไว้เพียงแค่เวลา 1 คาบเรียนเท่านั้น แม้จะมีการค้นคว้าเพิ่มเติม ก็จะเป็นการทำไปเพราะถูกบังคับโดยอาจารย์ หรือ คุณครูผู้สอนซะมากกว่า ไม่ได้ทำเพราะอยากรู้ อยากทำเอง มีใครเคยสงสัยในเนื้อหาวิชาที่เรียน แล้วออกไปห้องสมุด ในเวปไซด์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมบ้างครับ ถ้าคุณเป็นคนอย่างนั้น ผมก็ดีใจกับประเทศชาติด้วยที่ยังมีคนแบบนั้นอยู่ กลับมาที่การค้นคว้าข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ใครเคยรวบรวมมาคิดวิเคราะห์ว่า สิ่งใดจริงสิ่งเท็จบ้าง สิ่งใดที่จะสามารถนำมาเชื่อมโยงให้เกิดเป็นคำอธิบาย เป็นหลักฐาน หรือเป็นแนวทางในการเรียนต่อไปได้บ้าง ผมว่าการเรียนแบบนี้ เราเคยเรียกกันว่า Child center นะครับ แต่ที่เราไม่เคยทำ หรือทำกันแล้วไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งเกิดการการที่เราใส่ระบบนี้เข้าไปในการศึกษาของเด็กไทย แต่ไม่เคยเข้าใจว่า แม้ระบบจะดีเพียงใดก็ตาม หากคนปฏิบัติ (เด็ก) ยังไม่พร้อม เรายังไม่ได้ปูพื้นฐาน นิสัย ความคิด ความเข้าใจ ว่า ทำไมต้องมีระบบนี้ ระบบนี้ต้องทำอย่างไร และทำไปแล้วเด็กจะได้อะไร ก็เหมือนกับ การโยนปลากระป๋องที่ยังไม่เปิดลงไปให้แมว แมวมันไม่มีวันเข้าใจหรอกครับว่า นี่คืออะไร เปิดยังไง และข้างในมีดีแค่ไหนอย่างไร แม้คนโยนลงไปจะรู้ดีว่า ข้างในน่ะ ปลาแซลมอนกระป๋องเชียวนะโว้ย

3. วัฒนธรรมการศึกษา

วัฒนธรรมการศึกษาปัจจุบันกับเมื่อสิบปีที่แล้วเปลี่ยนไปเยอะมาก สมัยผมยังเรียน ม.ต้น ม.ปลาย ไม่เคยต้องเรียนแบบหน้าดำคร่ำเครียดแบบนี้มาก่อน ไอ้ที่บอกว่าหน้าดำคร่ำเครียดน่ะ ไม่ได้เกิดมาจากการเรียนในห้องเรียนหรอกนะครับ แต่หมายถึง พอเรียนที่โรงเรียนเสร็จ ก็ต้องไปติวที่สถาบันกวดวิชากันต่อ ผมเข้าใจนะว่าปัจจุบันการแข่งขันในการศึกษาสูงมาก และ ทุกคนที่รักเรียน ก็อยากจะเอ็นท์ติดมหาวิทยาลัย และคณะชั้นนำที่ได้รับการยอมรับของสังคมไทย โดยคิดว่า นี่คือจุดสูงสุดของชีวิต หากผ่านตรงนี้เข้าไปได้ ชีวิตก็จะสบาย แต่ไม่ใช่เลย แม้มหาวิทยาลัยจะเป็นที่สร้างโอกาสให้ชีวิตของคนก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ผ่านเข้าไปได้จะต้องประสบความสำเร็จทุกคน และคนที่ไม่สามารถผ่านมันไปได้จะเป็นคนที่ประสบความล้มเหลวทุกคน จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตมันมีอีกหลายปัจจัยที่จะต้องรู้ ต้องเรียน ซึ่งในมหาวิทยาลัยเองก็ไม่สามารถสอนให้รู้ได้ทั้งหมด 100% ส่วนใหญ่ ผมขอเน้นว่า ส่วนใหญ่ ต้องเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองในทุกๆวันของชีวิต และส่วนใหญ่ไม่ได้มีเขียนไว้ในหนังสือด้วย ดังนั้นส่วนทีสำคัญก็คือ การนำเอาความรู้ที่ได้จากห้องเรียน จากหนังสือที่มีอยู่ในตัว เอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ต้องประยุกต์ ถามว่า การประยุกต์ต้องใช้อะไร ก็ต้องใช้ ความรู้เป็นวัตถุดิบ และการคิด ความสร้างสรรค์ (Creativity) ที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นตัว process เพื่อให้ได้ solution ในชีวิตออกมา แต่น่าเสียดาย เด็กไทยมีแค่วัตถุดิบ แต่กระบวนการ process นั้นมีจำกัดเหลือเกิน

4. เรียนอะไรดีล่ะ

ข้างบนเห็นมีอยู่กระทู้นึง เค้าต้องการความเห็นว่า เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด กับการต้องทนเรียนเพื่อจะได้ทำงานที่มั่นคนอย่างไหนดีกว่ากัน นี่เป็นตัวอย่างนึงที่ชี้ให้เห็นว่า การเรียนของเด็กไทยต้องอาศัยปัจจัยอืนๆ เป็นตัวกำหนด ไม่ว่าจะเป็น สภาพทางเศรษฐกิจ ความคาดหวังของคนรอบข้าง ทั้งๆ ที่ตัวเองอาจจะไมได้ชอบวิชาชีพทางนั้นเลยก็ได้ เคยคิดเล่นๆ กันมั้ยครับว่า สมมติ เด็กชาย ก. เป็นคนที่เก่ง เคมี มากๆ (เรียกว่าอัจฉริยะทางเคมีเลยก็ได้) แต่ไม่ชอบมากๆ และคิดว่าคงจะทำคะแนนได้ไม่ดีวิชาฟิสิกส์ และ ชีววิทยา ที่จำเป็นจะต้องเรียน หากเค้าอยากเรียนสายวิทย์ เลยทำให้เค้าตัดสินใจไปเรียนสายศิลป์แทน เป็นผลทำให้ประเทศไทยขาดนักเคมีอัจฉริยะไปหนึ่งคน กลับกัน เด็กหญิง ข. มีความสามารถทางด้านศิลปะอย่างหาตัวจับยาก แต่ก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เพราะต้องจำใจเรียนสายวิทย์เพื่อทำตามความคาดหวังของครอบครัว ที่อยากให้เธอเป็นแพทย์ ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้ผมคิดว่า ระบบการศึกษาของเราเดินมากันถูกทางจริงๆ แล้วหรือ

นอกจากนั้น จบไปจะไปเรียนอะไรต่อดีล่ะ สมัยก่อนจะมีอาจารย์แนะแนว ที่คอยให้คำปรึกษากับเด็กว่า จะไปต่อสายไหน คณะอะไร แต่ผมคิดว่า คงไม่มีอาจารย์จากโรงเรียนไหนหรอกครับที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสายงานนั้นๆ มากเท่ากับคนที่ทำงานอยู่สายนั้นโดยตรง การตอบคำถามของอาจารย์ หรือการแนะแนวของอาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะออกมาในรูปแบบกว้างๆ เน้นเฉพาะวิชาอาชีพที่มองเห็นได้ง่าย เช่น วิศวะ แพทย์ ครู อาจารย์ ซึ่งจริงๆ แล้ว แต่ละวิชาชีพก็จะมีอาชีพแยกย่อยออกไปอีกเยอะ ยกตัวอย่างเช่นใกล้ตัวเลย อย่างผมจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอาหาร แต่พอมาทำงานจึงได้รู้ว่า ข้างในยังมีอาชีพแตกย่อยออกไปอีกมากมาย เช่น การทำระบบคุณภาพ cerification, การประกันคุณภาพ, outsourcing, R&D, Regulatory affair (ขึ้นทะเบียนอาหาร กฏหมายอาหาร) และอีกมากมาย ซึ่งไม่เคยมีใครบอก เคยสอน ดังนั้นตามความเห็นของผม หากเป็นชั่วโมงแนะแนว น่าจะให้อาจารย์แนะแนว หากเป็นไปได้ เชิญพนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการ ของรัฐ ผู้เชียวชาญในด้านต่างๆ มาพูดกับเด็กเกี่ยวกับเนื้องานที่ตัวเองทำอยู่ ข้อดี และที่สำคัญข้อเสียของอาชีพนั้นๆ ด้วย (ที่ผ่านๆ มาจะพูดแต่ข้อดี) ทำให้เด็กได้รู้จริงว่า ทางที่พวกเขากำลังจะเลือกเดินไปนั้น เป็นทางที่พวกเขาได้เลือกให้กับตัวเองและเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองจริงๆ

ที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่ด้านเดียวจากอีกหลายสิบหลายมุมของระบบการศึกษาของประเทศไทย จริงๆ แล้วผมมีอีกประเด็นคือเรืองของผู้สอน ซึ่งผมเห็นว่าไม่ควรที่จะแสดงความคิดเห็นทางที่สาธารณะ แต่หากใครอยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับหัวข้อสุดท้ายของผม ก็หลังไมค์มาก็ได้นะครับ

ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะเขียนมาซะยืดยาว อาจจะเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองมั่งไม่เกี่ยวมั่ง ก็ว่ากันไป ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า นี่เป็นความเห็นส่วนตัวที่มีต่อระบบการศึกษาบ้านเรา ใครเห็นต่างผมไม่ว่า อยากจะได้ทราบความเห็นของคนอื่นๆ ที่แตกต่างกันบ้าง นอกเหนือจากนี้บ้าง ผมชอบครับที่ได้แลกเปลี่ยนทัศนะ ด้วยความเคารพ







Free TextEditor




 

Create Date : 15 เมษายน 2552
1 comments
Last Update : 15 เมษายน 2552 12:46:13 น.
Counter : 501 Pageviews.

 

เห็นด้วยค่ะในสิ่งที่คุณกล่าวถึงเรื่องการศึกษาในเมืองไทยที่ไม่สอนให้เด็กใช้ความคิด คนมีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยก็ล้นหลามแต่ไม่มีคุณภาพ ระบอบการสอนตั้งแต่ชั้นประถมและมัธยมก็เปลี่ยนไปอยู่เรื่อยขึ้นอยู่ว่าใครที่มานั่งเก้าอี้ การเปลี่ยนแปลงมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่อาจจะทำให้ทั้งครูและนักเรียนมีประสิทธิภาพ แต่ผลที่มันออกมากลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม เพราะครูต้องแสดงผลงานมากขึ้นเพราะต้องทำรายงานส่งผู้ใหญ่เพื่อจะได้มีโอกาสขึ้นขั้น ข้อสอบปรนัยที่ออกถ้าเด็กตอบไปมันไม่ตรงกับในหนังสือก็ผิด แต่ไม่มีการสอบถามเด็กทำไมถึงเลือกตอบแบบนั้นเพราะความไม่รู้หรือว่ามีความคิดอย่างอื่น

ในความคิดส่วนต้วขึ้นอยู่กับพ่อแม่ด้วย ถ้าพ่อแม่มีการศึกษาดีหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีลูกก็พลอยที่จะตามไปทางนั้น

แล้วเด็กที่เป็นลูกคนยากคนจนในต่างจังหวัดล่ะที่พ่อแม่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำอาจไม่มีโอกาสที่จะมีความคิดอย่างอื่นนอกจากต้องช่วยพ่อแม่ทำงานด้วย มีแต่ครูเท่านั้นที่จะให้ความรู้กับพวกเขาได้

คนก็เลยกล่าวว่าขึ้นอยู่กับดวงก็แล้วกัน เด็กต่างจังหวัดกับเด็กในกรุงเทพฯเรียนหนังสือเล่มเดียวกัน แต่ทำไมความรู้ความคิดเห็นต่างกันลิบ เพราะอะไรหรือคะ

 

โดย: Mellitus 15 เมษายน 2552 19:34:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Mary's Garden
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ผมเหรอ ?

เกิดที่ไหนเหรอ......บ้านเกิดอยู่เชียงใหม่

เรียน...... เชียงใหม่ด้วย กรุงเทพฯ ด้วย

ทำงาน.... บริษัทเอกชนหลายแห่งล่ะ ชอบงานสบาย รายได้ดี มาขายประกันกับผมสิครับ เอ๊ยๆ ไม่ช่ายนะ

นิสัย (ดี)..... อารมณ์ดี อารมณ์ขัน เฮฮา
ผมเป็นคนที่ไม่เรื่องมาก
ให้เกียรติผู้อื่นมากพอสมควรเลยแหละ
เอาใจ (แฟน) เก่ง
ชอบคิด และชอบแชร์ความรู้ (ที่มีอยู่)
คุยได้ เรื่องถนัด บอล การเมืองนิดหน่อย
(ขอคุยแบบให้เกียรติและยอมรับคคห )

นิสัย (เสีย)... อย่ารู้เลย มันไม่ดีหรอก

ความสามารถพิเศษ... เอาไว้วันหลังนึกได้จะแจ้งให้ทราบ



Friends' blogs
[Add Mary's Garden's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.