ลุ ง จั ก ร รั ก พ ง
Group Blog
 
 
เมษายน 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
13 เมษายน 2559
 
All Blogs
 

สวัสดีปีหม่าย ...เอิ้ก ... แม่เมยน้ำใจงาม (โบกรถเที่ยว ปี 2549)



29 ธันวาคม 2549

เสร็จจากภาระ-หนี้สิ้นด้านธุรกรรมการเงินประจำเดือน ฟ้ามืดสนิทยิ่งขับความเด่นและย้ำคุณประโยชน์แสงไฟฟ้าเพื่อเร้าความคึกคักแห่งมหานครหลวง ผมก้มหน้ารีบเดินจ้ำอ้าวจากดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ตัวเขียวย่านรามคำแหง ผู้ร้ายตัวจริงตลอดกาลของอาม่าอาแปะ แต่ก็ยังเจาะกลุ่มแบกะดินบนบาทวิถีไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก เสน่ห์คลาสสิคในอำนาจจับจ่ายของคอหนุ่มสาว ”ตอจอวอ”ยังหลอกหลอนเทศกิจอยู่ทุกพื้นที่ ผมเร่งฝีเท้าเท่าที่จะทำได้ แทรกตัวผ่านหมู่นักช้อปลัทธิที่ยอมรับเฉพาะเลขราคาลงท้ายด้วย9

อาภรณ์แต่ง-ประดับกาย หลากหลายเก่า-ใหม่ รอคอย-เชื้อเชิญ เริ่มตั้งแต่หัวยันเท้า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เพื่อใช้สอย-เสริมชีวิตประจำวันให้สะดวกสบาย งานศิลปะบริสุทธิ์-ประยุกต์-เลียนแบบ-ละเมิด บทเพลง-วรรณกรรม ข้าวปลาอาหารบนรถเข็น-หาบเร่ ร้านก๋วยเตี๋ยว-ข้าวหมกข้าวมันตั้งโต๊ะบริการ 2-3ตัว (ยังอุตส่าห์มีคนนั่ง ) ดอกไม้ผลไม้สด-ดอง จุดบริการขาย-เติมเงินโทรศัพท์ ดนตรีเปิดหมวกโซโลเดี่ยว-หมู่คณะยูนิฟอร์มนักศึกษา ดนตรีร็อก-เร็กเก้ในร้านขายยีนส์สีซีด ขาดปะ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศคนนับพันเบียดเสียดยืน-เดิน คนล้นทางเดินเท้า ให้ทำยังไง ก็ต้องลงเดินริมถนน-บนถนน เสียงเครื่องยนต์กรรโชกกระชั้นจากรถอีกหลายร้อย ประสมเสียงแตร เสียงสบถก่นด่า ประดาควันคลุ้งวนใต้เงื้อมสะพานถนนยกระดับเวียนกลับลงมาให้แสบตาแสบจมูก สัญญาณไฟเหลือง-แดง ยังไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นช่วงๆ

สัมผัสสัญญาณสั่นเตือนก่อนได้ยินเสียงหยอดมาถามว่าถึงไหนแล้ว(วะ) ร้อนรนตอบพลางดึงตัวเองออกจากกลุ่มคนตรงหน้าร้านขายเสื้อ เสื้อยืดตัวเล็กๆ ลวดลายสีสันสดใส นักศึกษาสาวหน้าใสบ้างไม่ใสบ้างยืนออรอเลือกชม-ทาบลอง ส่องกระจกหมุนให้เจอมุมสวย รอยยิ้มบ่งบอกว่าเสื้อคงรัดติ้วน่าดูแต่ก็คงโอ นอกจากคนเลือกซื้อ ก็ยังมีคนรอคนเลือกซื้อคอยยืนเป็นการ์ดแนบสนิทชิดใกล้ เพิ่มความแออัดทุกช่วงร้าน(น่าจะ) ขายดี

กว่าจะถึงปากซอยราม 53 หน้าหนาวของกรุงเทพฯ ก็เรียกเหงื่อให้ชื้นหลังเสื้อได้ในระดับที่น่ารำคาญใจนิดๆ กระวนกระวายต่อคิว(ต่อคิวจริงๆ นะ) ได้ทีจึงจับเอวน้าวินมอเตอร์ไซค์แกพาเลี้ยวสองซอกออกสองซอย บึ่งมาตึกใหม่สุดติดสนามไดรฟกอล์ฟท้ายซอย ได้เวลาทุ่มนึงตรงเป๊ะ

เข้าไปทักพี่ๆ ทีมงานห้องข้างๆ กำลังเก็บข้าวของกันไปแซวกันไปเป็นที่ครื้นเครง ผมล็อกห้องว่องไว อาบน้ำ ทาแป้งแต่งครีมกันลมหนาวให้ผิวลวกๆ แล้วจัดเป้อีกนิดหน่อยให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น

อะไรที่ทำอยู่ตอนนี้ลื่นไหลไม่มีสะดุด คนหัวใจลิงโลดพาร่างกายแข้งขาขยับเข้าระบบจัดแจงโน่นนี่อัตโนมัติ วันหยุดยาวอย่างนี้มีปีละ 2 ครั้ง สงกรานต์หลบร้อนกับปีใหม่อาบหนาว ซึ่งอย่างหลังดูจะเป็นกิจกรรมที่กลุ่มก้อนรุ่นน้องรุ่นพี่มหาลัยอย่างพวกเราปวารณาตัวให้เป็นห้วงหฤหรรษ์แห่งวัยรุ่น เป็นตายยังไงก็จะต้องมีทริปส่งท้ายปีเก่า(กินเหล้า) ต้อนรับปีใหม่ เราจะมีกองไฟอุ่นๆ เต็นท์ ถุงนอน ก้อนเส้า หม้อข้าว ช่วยเติมแรงแบ่งความอุ่น เราจะใช้เสียงเพลง-ดนตรี-เรื่องเล่าเคล้าน้ำตา นิทานสัปดนปนขำ เรื่องใดๆ ใครเจ็บจำช้ำมา ปันบรรยากาศแด่หมู่มิตร และมีน้ำขื่นขมสีอำพันช่วยขับไสความขมขื่นหรือแม้แต่หยิบยื่นหรรษา หรรษาแค่ไหน ก็แค่รู้ว่าจะออกจากกรุงเทพ ใจคนหนุ่มหนอก็รำป้อรอเวลาแล้ว

21.00 ล้อดีแม็กซ์คันงามเบิกตัวตีจากเมืองฟ้าอมร หนุ่มสาวนั่งกระบะหลังสำเริงสำราญเบียดกันตัวอุ่นตัวงอ แวะพักสุขาบ้าง แต่มิเคยพักกินดื่ม เปรมปรีย์สุขสันต์ ร้อยพันเรื่องหัวเราะ แม้จะสนุกกันถ้วนหน้าแต่ก็ไม่ถึงกับถ้วนทั่วตลอดเวลาหรอกครับ พอเข็มนาฬิกาล่วงวันใหม่ได้ไม่ทันไร ถึงไหนไม่มีใครอยากรู้ รู้แต่ว่าลมเย็นเยือกกรุ้มกริ่มมาโน่นแล้ว คอพับคออ่อน แต่ก็ยังไม่มีใครหลับตาลง

ผมนั่งด้านท้าย เอาไอ้โม่งสู้ลมแรงแต่ก็ยังหนาวเหน็บจนหน้าชา ควรจะก้มหลบไปเบียดนอนกับอีก 4 คนดีมั้ย มองสัมภาระกองสุมชิดแค็ปรถคลุมผ้าใบมิดชิด นี่เราจะไปอยู่ต่างจังหวัดกันเป็นเดือนเชียวหรือ...ดีจริง

แต่ไม่ได้หรอก แต่ละคนหลบภาระมาได้แค่คนละไม่กี่วัน เรากำลังจะไปใช้วันเหล่านั้นร่วมกัน ความสุขหลากอารมณ์แบบเคยคุ้นคงรออยู่ระหว่างทางและจุดหมาย นึกถึงเรื่องราวเก่าๆ แล้วเผลอยิ้มเยาะความเศร้า ได้บรั่นดีอีกสักอึกสองอึกคงพลิ้ว อารมณ์คงลอยล่อง

“ หนาวเอย หนาวลม ใจระทมโต้ลมหนาว

รถแรง ใต้แสงดาว มีน้ำเหล้าสาดห่มใจ”


30 ธันวาคม 2549

           เจ็ดโมงครึ่งถึงปลายทางตามที่ตกลงกันไว้ แกะแข้งขาออกจากกัน ขาประจำขี้เมาอิดออดลงรถ โงนเงนบิดตัวลั่นกร๊อบ บนลานดินแดงฝุ่นคลุ้ง ณ สถานีบริการน้ำมันเล็กๆในเขตอำเภอกงไกรลาส อากาศเหมือนอยู่คนละประเทศกับเมืองที่จากมา ตรงหน้าห้องน้ำเราทยอยขนสัมภาระลงจากรถ ร่ำลาแม่กับพี่ชายผู้น่ารักมากๆ ของรุ่นพี่ผู้หญิงคนตัวเล็กร่วมทริปพอหอมปากหอมคอ (ท่านทั้งสองจะกลับไปรอท่าพวกเราที่พิษณุโลกในวันปิดรายการ) จากนั้นหนุ่มสาวก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัว ให้น้ำเย็นเจี๊ยบเรียกความเป็นมนุษย์มนาคืนมา

ลงความเห็นตรงกันมั่นเหมาะว่าควรหาร้านเหมาะๆ นั่งจิบกาแฟ จะได้วางแผนเดินทางกางแผนที่ ครั้นเดินกันมาไกลได้เรื่อยๆ อาการสะลืมสะลือยังคอยเหนี่ยวเรี่ยวแรงให้หลบเกเร มีคนเห็นท่าจะไม่ดี มติใหม่จากสาวทุกนางจึงไปลงเอยที่มื้อเช้า

ได้ข้าวหมูกรอบน้ำจิ้มง่ายแสนง่าย ซดแกล้มน้ำซุปร้อนกลมกล่อมลิ้น สดชื่นขึ้นทันตา อ้อยอิ่งหัวร่อต่อกระซิกพองาม แดดเช้าแทงลำอุ่นสบายตัว หมอกจางๆ กำลังสวย หัวหน้าชุดบอกให้ท่องเส้นทางไว้ ตาก-แม่สอด-แม่ระมาด-ท่าสองยาง ปลายทางร่วม 300 กม.ที่อุทยานแห่งชาติแม่เมยคงค่ำพอดี ทุกคนขยับปากงึมงำๆ แล้วเราก็สะพายเป้ขึ้นหลังดึงเส้นพับสายให้แน่นหนาทะมัดมะแมง จะโบกรถล่ะนะ .............

ถ้าจะมีคนมาถามเอาคำตอบจริงจัง เราคงไม่มีให้ว่าทำไมถึงเที่ยวกันแบบนี้ ไม่อาย ไม่เกรงใจไม่กลัวอันตรายกันเลยหรือ จะคิดว่าเป็นการตอบตรงๆหรือเล่นๆ ดีล่ะ ว่าเที่ยวแบบนี้มันประหยัด เรามันพวกเบี้ยน้อย บรรยากาศเต๊นท์รอบกองไฟมันต้องเริ่มจากลุยๆแบบนี้ กินเหล้ากับเรื่องเล่าจะออกรสฃาติมากกว่าปกติ และหมู่คณะก็สนุกเฮฮากว่าการนั่งเงียบหรือนั่งหลับบนรถประจำทางเป็นไหนๆ เราตั้งจุดหมายไว้สักที่ แต่เราไม่เคยรีบเร่งไปให้ถึง เรามีความสุขสนุกสนานเรี่ยราดให้เก็บเกี่ยวสัมผัสตามรายทาง เราเล่น ”ของ” ระหว่างทางได้ทุกเวลาที่อยากเล่น ไม่ใช่ไปแสวงบุญที่ปลายฟ้า เพื่อรอพบ “ของ” แค่ที่จุดหมายปลายทาง ผิดหวังกับ “ของ” ขึ้นมา จะมีแต่เรื่องกร่อยๆตลอดการเดินทางนั้น

เราคุ้นกับรูปแบบการเดินทางนี้เมื่อครั้งทำกิจกรรมค่ายอาสา เรามีประสบการณ์ได้รับน้ำใจล้นเหลือทั้งจากเพื่อนร่วมทางและผู้ผ่านทาง ความเหนื่อยความท้อที่แทรกเข้ามายิ่งทำให้จุดหมายและมิตรภาพเข้มข้นในคุณค่า ยั่งยืนมาตราบเท่าที่เรามีกันจนสนิทใจเช่นทุกวันนี้

คนขับมีน้ำใจจอดถาม-ตอบ พวกเราบอกจุดประสงค์ ทางที่ไปไม่ใช่เส้นทางนั้น ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ ขอบคุณมากมาก ผ่านไปแบบนี้ 3-4 คัน พาเวลาล่วงไปพอสมควร สาวๆเสนอว่าจะหารถวิ่งปรู้ดเดียวถึงคงมีแต่ขอตัวไปหลับฝันก่อน เราไปกันทีละคืบดีกว่านะ ไม่ได้ใจร้อนนะ แดดมันร้อน

คันแรกของวันจึงพาพวกเรามาส่งตรงชุมทางสี่แยกพื้นที่โล่งกว้างน่าจะเลยจากจุดโบกไม่เกิน 10 กม. เป็นรถกระบะตอนเดียวโครงลูกกรงข้างสูงพอท่วมหัว ไม่มีหลังคา ดูจากป้ายทะเบียนแล้วพี่คนขับคงเป็นคนในพื้นที่ พี่สาวร่างท้วมที่ถูกส่งไปนั่งคู่คนขับด้านหน้าแจ้งหลังจากรายการขอบอกขอบใจแล้วว่า

“ พี่เขาถามเว้ย ว่าเหมารถพี่ไปมั้ย ไม่แพงหรอกกูก็เลยบอกไปว่าไม่รีบ ไม่กล้าถามราคาด้วยพี่แกก็ตื้อจะขอไปส่งถึงแม่เมย ”

ก๊วนเรามีหญิง 3 ชาย 4 ในจำนวนนี้มีคนรักที่พร้อมจะหวานกัน1 คู่ ที่เหลือก็โสดๆ อยู่บ้างแต่ก็เพื่อนผองน้องพี่กันทั้งนั้น เรื่องรักภายในจึงขาดสีสันไป สาวๆได้ยินก็เคือง “ทำไม ชั้นสวยไม่พอหรือไง” แถมกระแนะกระแหนมาว่าใครจะเหงาหรือว้าเหว่ใจจนทนไม่ไหวก็เชิญไปหาตีเอาข้างหน้ากันเอง เราก็ได้แต่ยิ้มรับ ....ไม่เถียง (ของมันแน่อยู่แล้ว)

เป็นธรรมดาของทุกทริปที่เราจะลงขันให้เป็นงบประมาณกลาง สำหรับซื้อเสบียง “ข้าวปลาอาหาร” ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น...นอกรอบ ใครอยากเมาก็ช่วยกันควักจ่ายเป็นกรณีไป ผู้ชายรุ่นก่อนๆเคยอ้อนว้อนขอนำรายจ่ายทุกอย่างเข้างบหลวง สาวๆ สรุปกันสั้นๆ “หาแดกเอง” ผู้ชายอย่างเราก็คงยิ้มรับอีก ....ไม่เถียง (ประเดี๋ยวหลอกให้กินเหล้าเป็น คร้านจะเออออด้วย)

มีเป้ใบโตกันคนละใบ บ้างก็มีเพิ่มใบเล็กใส่กล้อง รองเท้า ผ้าเช็ดหน้าและของที่อยากหยิบฉวยมาใช้ได้ง่ายมือ ก็ไม่ว่ากัน มีปัญญาแบกได้แบกไปจะขนมาทั้งตู้ก็ไม่มีใครกล้าว่า แต่เอาเข้าจริงผู้ชายอย่างเรากลับโดนเหน็บในเรื่องมาตรฐานของสุภาพบุรุษ เราก็ไม่อยากเถียงแต่เสียงบ่นเข้าหูยังไม่ยอมเลิกราวีสักที สุดจะทน เอาวะ ..... ช่วยก็ช่วย

หัวหน้าทีมจัดแจงอย่างไม่ซับซ้อน คนนี้เอาพริก หอม กระเทียม .....น้ำปลาขวดเล็ก ได้ๆ... เอาใส่กระเป๋าน้องไปด้วยได้เลยนะ ปลากระป๋องแกะออกจากแพ็คมาแบ่งดีกว่า จะได้ถัวเฉลี่ยน้ำหนักกันไป ข้าวสารหนักๆ เดี๋ยวกูแบกเอง ค่อยผลัดกัน ไอ้นี่มึงเอากีตาร์ไปสะพาย ส่วนหม้อ กระทะ ตะหลิว เฮ้ย ..เป้ใครยังไม่เต็มวะ อย่ากั๊ก ขอร้อง

ดังนั้น ตั้งแต่เริ่มเดินออกจากตัวเมืองกงไกรลาส เรากับสัมภาระจึงตกเป็นเป้าสายตาผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้ สบตอบก็คงเจอคำถาม ไปไหน ? ทำไมเดิน แปลกดี นักท่องเที่ยว? เข้าค่ายพักแรม ?

โชคดีเริ่มแผ่รังสีวาบกลุ่มนักโบก คนขับใจดีอีกคันจอดรับให้นั่งสบายๆ พอได้ตะโกนคุยแข่งกับเสียงลมอื้ออึงมาจนถึงจ.ตาก ระยะทาง 100 กม. เห็นจะได้ ต่อเนื่องทันทีกับคันที่สามสี่ยังกับรับส่งไม้แข่งวิ่งเปี้ยว ผ่านขุนเขาทะมึนลาดชันตัดตรงตัดเฉียงเคียงไปตามแนวถนน ยิ่งใหญ่ปานใดก็หาได้ทานทนฝีมือวิศวกรรมของมนุษย์ ระหว่างทางเรามีบรั่นดีไว้เวียนจิบ ตะโกนทักทายกันบ้างตามสภาพภูมิทัศน์ข้างทาง แดดแรงไม่มีใครยั่น แต่ส่วนใหญ่จะเน้นยกอึก ๆราวกับจะรีบเมาให้พ้นๆ จากความไม่เมา หนักเข้าก็เคลิ้มชมนกชมไม้ เหม่อเมื่อไหร่ก็ยิ่งได้เรื่อง ถึงรอบใครแล้ว ไหน ทำไมไม่ยกสักที (วะ)

เราถึงแม่สอดเที่ยงวันพอดี ได้มาอีก 100 กม. เศษๆ เหลือเวลาเผื่อตะวันโอ้เอ้ตกดินได้อีกโขเข็มนาฬิกา

สาวๆ ชวนนั่งใต้ร่มไม้ข้างกำแพงวัด จะพักเหนื่อยอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ก็นั่งกันมาตลอดทางแล้ว แต่ก็อย่างว่า เราไม่รีบ จึงได้ล้อมวงคลายอิริยาบทพูดคุย ใต้โพธิ์ร่มใหญ่พุ่มแหว่งใบร่วงกราว ระหว่างแยกจะไปริมแม่น้ำเมยทาง ท่าสองยางอีกทาง

เห็นตะวันยังยิ้มแต้ตรงหัว หัวหน้าทีมดูท่าจะกรึ่มหนักสุด ตั้งประเด็นเพิ่มรายการนอกโปรแกรมทัวร์

“ เฮ้ย ใครอยากไปเดินซื้อของริมเมยบ้างวะ”

“ 11 กิโลเลยนะพี่ ไม่ไหวมั้ง”

“ โห ต้องเดินไกลขนาดนั้น กูไม่เอาด้วยนะเว้ย” เจ๊ร่างท้วมละความสนใจจากกล้องแชะๆ หันมาส่งเสียงเนือยๆ

“ จะบ้าหรือไง ตลาดริมเมยยาวไม่ถึงกิโล อย่ามั่วๆ.... ไอ้นี่” หัวหน้าทีมหันมาตะคอกผมเบาๆ

           “ ไม่ใช่งั้นพี่ ผมหมายถึงจากแยกนี้ไปริมเมยน่ะ11 กิโล กว่าจะโบกรถไปกลับ เสียเวลาอยู่นา”

           “ อ้าวเรอะ เออๆ ... ว่าแต่มีใครไม่เคยไปมั้ยเนี่ยกูอยากพาไป ยอมเสียเวลาหน่อย ว่าแต่มึงเคยไปแล้วสิ รู้มาก”

           “ เคยสิ แต่ที่รู้ ... ดูเอาจากป้ายนั่นไง ตาฝ้าฟางน่ะสิพี่ มองอะไรไม่ค่อยเห็น” ผมได้ที

           “ เออมึงเก่ง พ่อคนหนุ่มสายตาดี”ลูกพี่ประชดแก้เขิน “ความจริงของแถวนั้นหาซื้อหน้ารามก็เยอะแยะ ไม่มีอะไรแปลกเท่าไหร่หรอก”

          “ อ้าวไอ้นี่แล้วมึงชวนทำเตี่ยมึงเรอะ” เจ๊บ่นเซ็งๆ

          “ กูนึกเผื่อคนที่ไม่เคยไปโว้ย ทำไม กูเป็นคนดีนี่มันผิดมากหรือไง” ลูกพี่กำลังโดนรุม ท่าไม่ดีจึงทำเสียงห้าวๆ ติดสำเนียงน้อยใจ อีกคนจึงรีบสรุปให้เป็นการตัดบท

          “ งั้นอย่าเลย จะไปซื้อของให้แบกหนักทำไม เอาไว้ขากลับดีกว่ามีเวลาจะได้เดินดูนานๆ ”

          “ หรือไม่ก็ไปซื้อหน้าราม”เจ๊มองหัวหน้าทีมแบบขอกัดครั้งสุดท้ายเยี่ยงผู้ชนะ “ เหมือนกันไม่ใช่นิ”

เดินสะเปะสะปะเป็นลูกปูให้คนดูให้คนมองสงสัย แล้วความสงสัยเปลี่ยนเป็นคำถาม ยกตัวอย่างถ้อยคำสนทนาอบอุ่นๆที่กงไกรลาสเมื่อเช้า

พี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างถาม “ ไปไหนกันน้อง”

“ตากครับ” กะจะตัดบท

“เหมารถพี่ไปมั้ย”

“เฮ้ยพี่ ...

“ไม่ต้องตกใจ พี่มีรถกระบะ”

แม่ค้าที่ร้านข้าวหมูกรอบ “มาจากไหนกัน”

“กรุงเทพฯ ครับ”

ป้ายิ้มๆ“ เดินมากันเหรอ” โหป้า ..ใจคอ

วินมอเตอร์ไซค์เมื่อกี้ที่แม่สอด “ ไปไหนกันครับ”

“ท่าสองยางค่ะ” ลุ้นว่าพี่แกจะมามุขไหน

“จะเดินไปกันน่ะนะ” ไม่ขำแล้ว มุขเดิม

มื้อกลางวันในเขตพื้นที่อ.แม่สอด ได้ส้มตำ น้ำตกไก่ย่างกับข้าวเหนียวให้อิ่มท้อง เล่นกันเสียจนหนำใจคนหิว รสชาดปูปลาร้าสอบผ่านฉลุย ระหว่างที่อีกคนกำลังปั้นข้าวเหนียวแสนเหนียว อีกคนก็กรอกปากด้วยน้ำสีอำพันมิได้ขาด เจริญอาหารดีแท้พ่อหนุ่ม นั่งแช่ใจเย็นกันเข้าไป

หนังท้องตึง เดินย่อยพ้นเขตร้านรวงจนเข้าตำราทำเลเหมาะต่อนักโบก เหนื่อยจนเหงื่อซก รถคันที่ห้าจากแม่สอดเป็น 4 ประตู ผมอาสามานั่งข้างหน้า คนขับรูปงามแนะนำตัวว่าเป็นเซลส์แมน พี่เขาพาแจ้นถึงแม่ระมาดที่ห่างมาอีก ราว 30กม. ได้คำแนะนำเรื่องสถานที่ที่เรากำลังจะไปกางเต็นท์นอนเค้าท์ดาวน์เพิ่มอีกเยอะ ประมาณว่า

“ ต้องรีบขึ้นดอยก่อนตะวันตกดินนะครับ”

“ ทางมันชันมากหรือคะ” เจ๊จงใจทำเสียง “คะ” นั่นแน่ๆ “คะ” ที่ฟังแปลกๆ จั๊กจี้หูพิกล

“ ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ที่ห่วงคือที่กางเต็นท์ คนน่าจะเยอะมาก บ่ายเมื่อวานผมยังขึ้นไปส่งน้องสาวกับเพื่อนๆ อีก10กว่าคน ผู้หญิงทั้งนั้น”

เป็นไงล่ะ เป็นไง ฟังประโยคนี้แทบหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ไม่กระชุ่มกระชวยขึ้นมาก็ใจแข็งเกินไปแล้ว

แต่อย่างว่า เทวดามักตั้งอุปสรรคสำหรับสิ่งคาดหวังแรงๆ ไว้ค่อนข้างเยอะ ลงจากรถพี่เซลส์แมนที่หน้าตาน่าจับไปเล่นลิเกแล้วเราใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเพียรโค้งโบก รอจังหวะสบตาผู้มีน้ำใจจะผ่านทางมา ผ่านไปราว ๆ 20 นาที ไม่มีคันไหนจอดเลยร้ายไปกว่านั้น พวกเล่น 5 นาทีผ่านมาไม่เกิน 3 คัน เอาละสิ ตะวันบ่ายคล้อยลงได้เรื่อย ๆ สาว ๆก็เลยเสนอว่านั่งรถโดยสารกันมั้ย รถสองแถวว่าง ๆ น่านั่งออก ไม่ได้ใจร้อน แดดก็ไม่ร้อน แต่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ

เอาเข้าจริงรถที่เราขึ้นแบบต้องจ่ายตังค์ก็แค่พอมีที่ให้สาว ๆได้เบียดนั่งตรงท้ายรถหน่อยเท่านั้น แต่หนุ่ม ๆ อย่างเรา ทำตัวเป็นเด็กมัธยมโหนรถโรงเรียนกันแบบไม่ทุกข์ร้อนอะไรมาก ตัวโจ๊กประจำกลุ่ม (ความจริงมีหลายคนรวมผมด้วย) ตะโกนน้ำเสียงจริงจัง ท่าสองยางชิดในด้วยครับ ชิดในด้วย ก็อย่างที่บอก รถมันแน่น ผู้โดยสารคนอื่นเค้าเงียบกัน สองสามคนที่แบ่งราวเหล็กท้ายรถจับกันพลัดตกกับพวกผม มองหน้าพวกเราแล้วหันไปส่งภาษาคนดอย แล้วเค้าก็ยิ้มให้กัน

สองข้างทางเป็นป่าโปร่งค่อนไปทางแห้งแล้ง แต่บนรถคันเล็ก ๆแน่นเอี๊ยดก็ไม่แล้งน้ำใจ เมื่อใดที่มีคนขึ้น คนที่นั่งอยู่ก่อนขยับได้เป็นขยับ เมื่อมีคนลงกลับไม่ใส่ใจขยับกลับที่เดิมให้มันโล่งกัน งง ...ไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์นี้อย่างไรดี

แค่ 10 นาทีแรกรถจอดรับจอดส่งผู้โดยสารจนนับครั้งไม่ได้แล้ว คนขับคงเห็นช่วงนี้เป็นจังหวะขาขึ้น ตะโกนส่งภาษาไทยห้วน ๆ ว่า ขึ้นบนหลังคาก็ได้ เราทั้ง 4 กุมารหาญกล้า เคยกลัวเรื่องอย่างนี้ซะที่ไหนล่ะ

แต่ขึ้นมาก่อนล็อตแรก ...แค่ผมกับพี่อีกคน แล้วก็ลุงแต่งชุดชาวเขาอีกคน

ทีนี้นะ ..ทีนี้ เมื่อเราเห็นว่าทัศนียภาพสองข้างทางตอนนั่งเอนหลังพิงกระเป๋า ในขณะที่เราอยู่ที่ที่สูง แล้วเราก็กำลังเคลื่อนไปโดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลย ( ค่ารถคนละ 40 .. เจ็ดสี่ 28 สองร้อยแปดสิบ ...ฮึ่ม...ก่อนขึ้นก็เสียดายนิด ๆ ) โคตรได้ฟิล( คำนี้น่าจะมาจาก Feeling ) ได้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ก็เลยร้องรายงานหัวหน้าทีมที่กำลังหน้าบูดแสดงอาการเสียวไส้เพราะข้างล่างนั้น ที่จับกับที่ให้เท้าข้างเดียวยืนได้..มันหมดแล้ว สุดท้าย..สองคนก็ปีนบันได 3ขั้น ขึ้นมาสมทบ

เราผ่านหมู่บ้านที่บ้านเกือบทุกหลังมุงหลังคาแบบเดียวกันยังกับทำจากโรงงานบล็อกเดียวกัน ตัวบ้าน ลักษณะรูปทรง ชานที่ยื่นออกมา บันไดไม้ โอ้ย..เหมือนมาก เหมือนจริง ๆไม่แน่ใจว่าสีน้ำตาลเข้ม ๆ ตรงส่วนที่เป็นหลังคานั้นเป็นใบจากหรือว่าไม้แผ่นเล็กๆ เพราะรีเจนซี่กั๊กเล็กติดเป้ผมมานั้นทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ อากาศเย็นเยือกตอนบ่าย 3 โมง ก็กลายเป็นเย็นช่ำ ลมปะทะจากรถที่วิ่งแบบเรื่อย ๆถ้อยทีถ้อยอาศัยกับเครื่องยนต์ เปรียบเป็นลูกคนละพ่อคนละแม่กับรถเมล์แห่งจังหวัดกทม.นั้น คล้ายกับนกอะไรก็ไม่รู้ที่กำลังบินผ่านแล้วหันมาบอกว่า อยากบินได้สวยต้องค่อย ๆ ขยับปีก..นะลูก.นั่นแหละ อย่างนั้น ๆ .. ขอต่ออีกหน่อย สาบานว่าไม่ได้เมากัญชาแน่นอน ไอ้ป่าโปร่ง ๆ ค่อนไปทางแห่งแล้งนี้ มันไปเอาความหอมมาจากไหนกันนะ

รอบยกรีเจนซี่สะกิดมาถึงผม มือค่อย ๆ ยื่นไปรับประสาททุกส่วนยังไม่อยากจะให้เคลื่อนออกไปจากบรรยากาศตอนนี้

เราต้องลงไปแย่งโหนท้ายรถแล้วกลับขึ้นมาใหม่อีก 2ครั้ง เพราะคนขับอยากให้ดูเรียบร้อยเมื่อผ่านด่านตรวจ ไม่รู้ว่าเป็นของตำรวจหรือทหาร

กว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไปอีกแล้ว หมู่บ้านที่ว่านี้เราก็ยังผ่านไปไม่พ้นสักที ใจจริงก็ไม่อยากรีบไปให้พ้นเลย... ก็ดูสิ จำนวนคงเกือบพันหลังแน่ ๆ ตลอดรายทางซ้ายมือ ตั้งเรียงรายเป็นระเบียบแบบง่ายๆ ริมถนนก็แน่นเอี๊ยด ซ่อนตามหุบก็มี โผล่เด่นตามเนินไกล ๆ ก็เยอะ เห็นตรงไหล่เขาลิบๆ ตรงโน้น ไปสร้างกันได้ยังไง มองเห็นความกลมกลืนที่ยิ่งใหญ่นี้ยังไง ๆ ก็ไม่มีเบื่อ ...สวยเหลือเกิน....

ผู้หญิงหน้าเด็กอุ้มเด็กเดินมาหาทหารตัวเล็กที่เพิ่งจ่ายตังค์ให้คนขับมาดเก็ก...ก็สวย

และกลายเป็นว่าชาวบ้านที่ขึ้นลงรถ ลูกเด็กเล็กแดงที่มารอรับคนกลับจากในเมืองตรงปากทางถนนเข้าหมู่บ้านหลาย ๆ จุด คนแบกฟืน คนถือปืนที่โผล่มาจากป่าด้านขวามือซึ่งไม่ใช่ป่าโปร่งอีกแล้วทำท่าทางมีพิรุธ ..เหนียมอาย และตรงที่เป็นเหมือนตลาดมีผู้คนหนาแน่น....เหล่านี้ กลายเป็นเพียงส่วนประกอบของสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีชีวิตได้อย่างลงตัว ที่บริเวณนี้จึงดูมีชีวิตชีวากว่าที่ไหน ๆที่เคยเจอ ….

ว่าแล้วก็ถึงรอบพอดี ...จิบซะ

( กลับมากทม. ไปค้นข้อมูลให้หายสงสัยว่าหมู่บ้านนี้มันเป็นมายังไงแน่ ถึงบางอ้อแล้วครับ ...ค่ายกะเหรี่ยงอพยพ )

คำนวณระยะทางได้ 49 กม. เราก็ถึงตลาดแม่ต้าน อ.ท่าสองยางบ่าย 4 โมง 15 คราวนี้ก็ได้เวลาจับจ่ายซื้อของสด ซื้อเหล้า ซื้อกับข้าว แต่เพลินกันไปหน่อย เมื่อรวมกับการตรวจสอบเวลารถออกที่ผิดพลาด เราก็เลยพลาดรถคันสุดท้าย

จากตรงนี้ไป พี่เซลล์แมนบอกไว้ว่าทางมันเปลี่ยวแทบไม่มีบ้านคน รถวิ่งผ่านเส้นทางนี้ยิ่งเย็นย่ำมากแค่ไหนยิ่งมีน้อยมาก นั่งรถสองแถวโดยสารไปจะดีกว่า แต่เราก็เลือกไม่ทันแล้ว

พากันออกมายืนโบกที่หน้าสาธารณสุข ตรงนั้นเป็นโค้ง ทางขึ้นเนิน มีหลักกิโลเมตรให้ถ่ายรูปคู่อยู่ด้วย แต่ก่อนจะถึงตรงนี้เป็นทางแยกเข้าตลาดที่เราเพิ่งเดินออกมา รถที่กระหึ่มเห็นมาไกล ๆให้เตรียมตั้งท่าโบก หรือไม่ก็โบกอ่อนช้อยสุดๆ ไปแล้วเพราะรถเบาเครื่องเหมือนจะจอด ก็พร้อมใจกันเลี้ยวตรงนั้นทุกคัน โบกเก้อกันถ้วนทั่วทุกคน

6 โมงเย็น ฟ้ากำลังจะมืดลงเรื่อยๆกดดันเราให้รีบหาทางออกซะ ร่ำ ๆจะชวนกันกางเต๊นท์ ก่อกองไฟหน้าสาธารณสุขอยู่แล้ว ติดที่เจ๊เปิดประตูห้องน้ำไม่ได้ ใครก็เปิดไม่ได้ จึงยังไม่ปลงใจปักธงกลุ่มค้างแรมตรงนี้ ส่วนรถคันไหนหลงฝูงไม่เลี้ยวเข้าตลาดก็ผ่านมาให้เราโบก เราก็ตั้งใจกันสุดฝีมือ

แล้วเราก็ชนะใจพี่คนขับที่เป็นจนท.ป่าไม้เมื่อจวนจะมืดแล้ว ได้นั่งกันเงียบบนรถขับเคลื่อนสี่ล้อข้าวของเต็มด้านหลัง ก้นทับแขนทับขา สอดไม้สอดมือพันกันคันตรงไหนก็ขี้เกียจเอามือออกมาเกา เพราะที่มันแคบ

รถหมดระยะที่ด่านตรวจที่ห่างมาแค่ 20 นาที แต่เจ้าหน้าที่ใจดีมาก ฝากเราติดรถชาวบ้านต่อจนได้ เป็นรถโบกคันที่7 คันสุดท้ายของวัน ได้ระยะทางมาอีก 12 กม.และตอนนี้ก็ทุ่มครึ่งแล้ว

แต่ยังไม่ถึงที่หมายหรอก พี่ตำรวจตรงที่ทำการสถานีสาขาย่อยปากทางขึ้นอุทยานแจ้งว่ามันมืด ไม่มีรถขึ้นข้างบนแล้ว เราถามว่าเดินขึ้นได้มั้ย เค้าบอกว่า 23 กิโลนะไอ้น้อง

คืนนี้คณะหนุ่มนักโบกกับสาวขี้ใจร้อนก็เลยต้องนอนที่สวนสาธารณะหน้าสถานีตำรวจนี่เอง จะกางเต็นท์ตรงพื้นหญ้าพี่ตำรวจบอกว่าน้ำค้างแรง เข้าไปกางในศาลาสูง ๆ หรูหรา ๆ ตรงกลางสวนสิ พื้นกระเบื้องสะอาดสะอ้าน ใกล้ห้องน้ำด้วย เราก็เห็นดีด้วยไปหมด แต่น่าเสียดายที่ห้ามก่อไฟทำกับข้าว

ร้านอาหารตามสั่งฝั่งตรงข้ามถนนยังไม่ปิด ตัวแทนคณะ (ไม่รวมผม) 2-3 คน จึงเดินไปสั่งข้าวสวยไม่ร้อนมาก พร้อมกระเพราหมูกับผัดผักไว้รอ ที่เหลือแยกย้ายกันกางเต็นท์ 4 หลัง บางคนอาบน้ำสะดวกสบายในห้องน้ำ นี่ก็ไม่รวมผม เพราะต้องเอาไก่สดหมูสดผักสดไปฝากไว้ที่ตู้เย็นพี่ตำรวจ ผ่านด่านเกือบไม่ได้ถ้าไม่ยกแก้วเบียร์ช้างที่พี่หมู่ยื่นให้ ด่านอย่างนี้มันน่าทำพิรุธให้ตรวจจับนาน ๆ

หลังมื้ออาหารที่เราส่งตัวแทนไปเชิญพี่หมู่สองคนมาร่วมวง แต่พี่ทั้งสองบอกว่าตามสบายเลยน้อง มีปัญหาอะไรโทรแจ้ง 191 ได้เลย เราจึงเปิดวงพูดคุย ร้องเพลง จิบเหล้าเพียว ๆ พอหอมปากหอมคอเพราะวันนี้รู้สึกว่าจะอยู่ในภวังค์มิได้ขาด เสียงกีตาร์ชักจะดังเกินหน้าเกินตา เที่ยงคืนเงียบสงัดสมควรแก่เวลา แยกย้ายกันเข้าเต็นท์กราบหมอนกระเป๋า มุดตัวเข้าถุงนอนใครถุงนอนมัน

ผมนอนหนาวนอนยิ้มฟังเพลงเพราะ ๆ จากโทรศัพท์ เพลงโดนหลายเพลงพาอารมณ์อ่อนไหว แต่ก็คงบอกใครไม่ได้แล้ว

คิดเอย...คิดถึง

ตราตรึง ถึงใครหนอ

เหงาแล้ว เหงาให้พอ

ไม่ต้องรอ ..ไม่มีใคร


31 ธค. 49

ตื่น 6.30 ถ้าสว่างโร่กว่าคงน่าอายชาวบ้าน ดีที่หมอกยังพิรี้พิไรอ้อยอิ่งอำลายอดหญ้า คงจะทิ้งน้ำค้างเม็ดหนาให้ดูต่างหน้ากันคิดถึง ต่างคำสัญญาว่า เดี๋ยวคืนนี้มาใหม่

ไม่มีกาแฟ เลยต้องแปรงฟันล้างหน้าเร็วหน่อย ข้ามฝั่งไปฟาดก๋วยเตี๋ยว ไม่พอ ต่อด้วยข้าวสวยพะแนงเนื้อ ( จ่ายแบบนี้เราไม่ใช้เงินกองกลาง ) เสร็จสรรพรอจับรถคนแรก กว่าจะได้ก็ 9 โมง 15 นาที

ขึ้นมาได้ไม่ถึง 10 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแม่เมย เจอรถเจอคนเจอเต็นท์...ดีแล้วล่ะเมื่อคืนไม่ขึ้นมา

จ่ายค่าธรรม ขอตราอุทยานมาประทับเป็นเครื่องยืนยันว่ามาถึงจริง แล้วโบกต่อคันที่สองจนถึงดอย เอ้ย ... ม่อน ชื่อว่า ม่อนกิ่วลม (ม่อนก็คือหน้าผา ม่อนกิ่วลม...ฟังชื่อแทบไม่อยากจะเอาชีวิตขึ้นไปเสี่ยงเล้ย) เกือบเที่ยงตรง รวมระยะทางตามที่ป้ายบอกไว้ 23 กม. พร้อม ๆกับของในท้องที่รอคิวขย้อนออกมาได้ทุกเมื่อตลอดการนั่งจับขอบกระบะที่น่าเสียวไส้เมื่อครู่นี้ ทางมันโค้งลาดชัน วกหักศอกตอกเข่าได้ใจจริง ๆ

แยกย้ายกันตั้งจุดที่มั่นจับจองทำเลเหมาะ ๆ ก่อนใครที่ลานกว้างด้านบนที่รถใครก็ขึ้นมาไม่ได้ ตรงนี้แหละที่เรียกว่าม่อนกิ่วลม เออแฮะ บรรยากาศดี แม้ทิวทัศน์รอบ ๆ ใกล้ไกลจะดูธรรมดาเราก็ไม่บ่นอยู่แล้ว รอดูทะเลหมอกพรุ่งนี้เช้าตามคำโฆษณาก็ได้ ช่วยกันกางเต็นท์หลังเดิม 4 หลัง หาฟืนมาก่อไฟ หุงข้าว ล้างผัก หั่นหมู หมักไก่ ผมเข้าป่าไปแอบตัดไผ่มาผ่าเป็นไม้เหมาะมือ คืนนี้เราจะย่างไก่ รอบกองไฟ

พวกเราชอบบรรยากาศในการทำอะไรแบบนี้ร่วมกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ตั้งแต่ออกค่ายอาสาโน่นล่ะมั้ง อยู่อย่างนี้ทีไรให้ความรู้สึกเหมือนกำลังทำอะไรกินกันอยู่ที่บ้าน พูดเล่นหัว แซวกันมารับกันไป ใครมีเรื่องขำเรื่องเศร้าสัปดนแค่ไหน เล่ามาเถอะ การเมือง การทหารการเลือกตั้ง เรื่องวงการฟุตบอล แวดวงมายาก็คุยกันได้น้ำไหลไฟดับ ประเด็นดอกไม้ก็มี แต่ไม่บ่อย ต้องรอเวลามีคนเมา ความขื่นขมจึงจะถูกเปิดเผย ว่าไปทำไมมี ผมยังเคยเสียน้ำตาในวงสนทนากับเพื่อน ๆ พี่ ๆ เหล่านี้มาแล้ว ไม่อยากจะคุย

บางคนรักการคุย บ้างก็ชอบนั่งฟังแล้วหัวเราะเอาจริงเอาจังอย่างเดียว คนที่ตั้งใจจะเก็บอะไร ๆ ให้ได้เยอะ ๆก็โน่น เดินดุ่ม ๆ ปรับโฟกัสกดชัตเตอร์ หามุมที่ชอบ ... แสงกำลังได้

อารมณ์ดนตรีก็มีกีตาร์ให้กรีดเกา หนังสือคอร์ดไม่ต้อง พวกเรามืออาชีพ แค่รินเหล้ามา อยากฟังเพลงไหน...ขอให้ขอ

ไม่ต้องบอกคงรู้ ผมชอบอ่าน ชอบเขียน ( แต่ก็ทำทุกอย่างตามที่เล่ามาข้างบน )

มื้อกลางวันเรียบร้อยตอนบ่าย 3 เราทำกับข้าวกับแกล้มมื้อเย็นกันต่อทันที พอค่ำหน่อย มื้อเย็นแสนอร่อยก็ไล่ตามมาติดๆ แย่หน่อยที่เหล้ามันพร่องตอนทำกับข้าว เหลือน้อยจนน่าใจหาย คงได้แตะลิ้นกันอีกคนละจิบสองจิบเท่านั้น แต่ก็ดีขึ้นมาอีกหน่อย เต็นท์ข้าง ๆ มาขอนั่งผิงไฟด้วย สบทบเบียร์ลาวไร้ฉลากให้ได้ต่อเนื่อง ....

อากาศเย็นลงมาตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว ดึกขนาดนี้จึงหนาวอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ใส่เสื้อ 3 ตัว ร้องเพลง3-4เพลงเสียงแหบแห้งไม่ทุ้มนุ่มเหมือนปกติ พักใหญ่ ๆ พวกพี่ๆก็แยกไปตั้งวงได้เสียซะแล้ว เสียงเหรียญดังก๊องแก๊งเป็นระยะ ปากบอกว่าเล่นกันขำ ๆ แต่ก็มีบางคนสบถด่าตังเอง โทษดวงตัวเองให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ เราเพลีย จึงต้องเร่งไฟต้มน้ำร้อน ...ชงกาแฟ กินคนเดียว

เหงา..กาแฟหวาน ก็เป็นเหงาหวาน ๆ สินะ

น้ำค้างกลางดึก

จะนั่งนึก ถึงใครหนอ

หนาวใจ หนาวให้พอ

โอ้ละหนอดวงเดือนเอย ...( หาที่ลงไม่ได้จริง ๆ )


จวนถึงเวลาของปีใหม่แล้ว อากาศหนาวใช้ได้...สมใจอยาก เห็นจันทร์เต็มดวงอ่อน ๆ นวลอ่อน ๆ เหลืองรางๆ สว่างทั่วบริเวณ ดาวดวงน้อยหน้าเง้าหน้างอแปะอยู่เป็นพื้นหลัง ซุบซิบมาให้ได้ยินประมาณว่า ให้ดวงจันทร์เด่นไปก่อน ค่อนรุ่งเมื่อไหร่ เดี๋ยวเถอะมึง

คลับคล้ายคลับคลาว่า นั่นหมอกหรือเปล่า ออกมาเถอะ เลิกหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตามหุบเขาซับซ้อนเหล่านั้นได้แล้ว

เท่านั้นแหละ ....คล้ายภาพฝัน สัมผัสไม่ได้ จับต้องไม่ได้ แค่เห็นและรู้สึก มีอารมณ์ร่วมไปด้วยก็ย่อมได้ บอกได้คำเดียว รู้สึกดีจริง ๆ

มีเสียงจากวงทำลายบรรยากาศขึ้นมาว่า กาแฟที่สั่งได้หรือยัง.........

บอกอะไรให้ก็ได้ ตอนนี้คนกับเต็นท์ขึ้นมาอยู่เต็มลานเดียวกันนี้แล้ว เสียงหัวเราะจากแต่ละวงเหล้าคนเมาแหกปาก เสียงอึกทึกจอแจไม่แพ้โรงมหรสพ ที่จริงก็น่าครึ้มใจไปด้วยในระดับหนึ่ง หรือจะรำคาญก็ว่าได้ หมั่นไส้ก็พองาม .... ช่างมันเถอะ

ก่อนปีใหม่อีกสองสามอึดใจ ยกพวก 4-5 คน ไปเติมเต็มห้องส้วม เออดี ... ขี้กันอบอุ่น กลับมานั่งแล้วก็นอนในเต็นท์ฟังเสียงความขัดแย้งแบบขำๆ จากวงไพ่ มีเสียงเตือนจากไหนไม่รู้ บอกว่าอีก 5 นาทีปีใหม่ ช่างเถอะ ไม่ลุกขื้นมาเค้าท์ดงเค้าท์ดาวน์กับใครแล้วล่ะ

สวัสดีปีใหม่เบา ๆเป็นการตอบกลับเสียงกล่าวสวัสดีปีใหม่ที่อื้ออึงไปทั่วทั้งม่อน ... ราตรีสวัสดิ์


1 ม.ค. 50

ปลดหนักสองรอบตั้งแต่เช้ามืด ทีแรกในห้องน้ำมืด ๆ อีกทีก็หย่อนตูดลงเหว ทำไงได้ละครับ ห้องน้ำน้อย คนเยอะ คณะอื่น ๆก็ช่างขยันตื่นเช้าไม่แพ้กัน แห่กันมาออตรงใกล้ๆ ขอบหน้าผา คงจะรอชมทะเลหมอกกับพระอาทิตย์ขึ้นทั้งหมดนั่นแหละ ความจริงไม่เรียกว่าหน้าผาก็น่าจะได้ เพราะไม่ได้ตั้งชันดิ่งแบบมีเหวลึก แค่เป็นพื้นลาดลงเฉียง ๆ หน่อย แล้วก็มีต้นไม้คลุมเสียจนมองไม่เห็นข้างล่าง และเพราะความไม่น่ากลัวนี้เองจึงมีเต็นท์ตั้งเรียงรายอยู่ตรงขอบนี้จนเต็มพื้นที่ คนในเต็นท์แค่แง้มประตูชะโงกหน้าออกมาก็สุขใจได้ไม่แพ้กัน

เสียงจอแจเซ็งแซ่จะกลับไปนอนต่อก็กะไรอยู่ จะก่อไฟไล่หนาวไฟแช็คก็ไม่รู้ว่าใครเอาไปวางไว้ที่ไหน พอตีนฟ้าเปิด เห็นหมอกชัดแจ๋ว พระอาทิตย์ก็มาโน่นแล้ว .. แต่ไม่มีผลกับความรู้สึกเท่ากับตอนที่มันตกลับเหลี่ยมเขาเย็นเมื่อวาน พูดถึงเรื่องอากาศ เมื่อคืนก็ยังเย็นกว่า แต่ยังไงเช้านี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรดีเลย ทะเลหมอกนี่ไง สวยนะ แต่ผมคงเห็นมาจากหลาย ๆที่จนคุ้นตาแล้ว

ทำกับข้าวมื้อเช้าโดยไม่มีเหล้าอย่างที่คุ้นเคย มีแต่ไข่เจียว ไข่คั่วน้ำขลุกขลิก ต้มจืดหมูผักกาดกระป๋อง ผัดผักรวมใส่หมู น้ำพริกน้ำปลา แล้วก็ข้าวสวยแข็ง ๆ ....แต่ก็แย่งกันอร่อย

รื้อข้าวของออกมาแล้วก็ถึงเวลาเก็บเข้าไปใหม่ จัดการทำให้พื้นที่กลับมาอยู่ในสภาพเดิม แล้วนักท่องเที่ยวอย่างเราก็ต้องหามุมสวยๆ ถ่ายภาพหมู่ภาพคู่ภาพเดี่ยวไว้เป็นที่ระลึก แต่คงใช้เวลานานเกิน ลืมไปว่าเราไม่ได้ขับรถมากันเอง แค่ 9 โมงเศษ ๆ ม่อนทั้งม่อนก็เหลือแค่พวกเรา 7 คน แผนการที่ว่าจะขอติดรถใครสักคนตอนขาลง ก็ไม่รู้จะเอามาใช้กับใครแล้ว มาก่อน ..กลับทีหลัง

โชคดีสุด ๆ 10.15 มีรถลงมาจากดอยข้างบนซึ่งไม่ค่อยมีใครขึ้นไปหรอก ทราบทีหลังว่ารถ 2คันที่รับเราลงมาด้วยนี้ จำเป็นต้องขึ้นไปนอนที่ทำการอุทยานอีกจุดหนึ่งที่อยู่ห่างขึ้นไป5-6 กม. เพราะเมื่อคืนมาถึงที่นี่ค่อนข้างดึก หาที่ว่างกางเต็นท์ไม่เจอ

เราแยกกันนั่งทั้งสองคัน นั่งเสียวบนทางเคี้ยวคดคืนกลับมาอีก 23 กม.เท่าเดิม ถึงสวนสาธารณะข้างสถานีตำรวจก็ที่เดิม พักซดเบียร์กระป๋อง นั่งเขียนโน่นเขียนนี่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ข้ามถนนไปซื้อรีเจนซี่กั๊กเล็กเหน็บกระเป๋ากางเกงไว้เผื่อได้ใช้เป็นเพื่อนไล่ความเศร้า แล้วเราก็เริ่มเดินทางกลับ

บันทึกภาพกันอีกยก ยังไม่เข็ด คันที่สองของวันนี้ให้นั่งยาวมาถึงแม่สอด พี่ที่ขับรถคันแรกจอดรับก่อน แต่แจ้งว่าเพื่อนอีกคันกำลังไล่หลังมา และเมื่อรถตามทันกันเราจึงถูกแยกให้อยู่ทั้งสองคัน รถพี่เขาแรง เราก็เลยมาถึงแม่สอดเร็ว แต่เหล้าก็หมดเร็วกว่า หมวกผ้าสีบานเย็นปลิวไปต่อหน้าต่อตา ... โบกมือลาแบบจำใจจาก ผ้าเช็ดหน้าก็หาย คงตรอมใจตามกันไปที่ไหนสักแห่งบนระยะทาง 1 ชม. 116 กม. สายนี้

ตรงสามแยกหน้าวัดมีรถไอติมกะทิสดผ่านมา เราโบก เขาจอด เรากินกันคนละถ้วย

กว่าจะโบกคันที่ 3 ได้ก็กินเวลาไปเยอะได้มาอีก 10 กิโลกว่า ถึงแยกแม่สอดโบกอีกนานไม่แพ้กัน สถานการณ์ส่อเค้าจะได้เสียตังค์ค่ารถแน่ๆ วันนี้ แต่ก็โบกได้คันที่ 4 ซึ่งพี่เขาใจดีมาก ถึงตากก็ 5 โมงเย็นพอดี

ทีนี้โบกกันไปเถอะ ร่วมชั่วโมงแล้ว รถเยอะมากแต่ยังไม่มีใครกล้าจอดรับ ตัดใจเมื่อ 6 โมงเย็นอาทิตย์กำลังจะส่งกะ เดินไปข้างหน้าเจอปั๊มน้ำมันแวะกินลูกชิ้น ชักจะสั่งเยอะเกินไปแล้ว หิวกันเหรอ กินข้าวเย็นเลยดีมั้ย อ้าวมีแต่ผัดกระเพราหรอกเหรอครับ ได้ครับได้ เอ ชักจะรอนานเกิน พี่ครับ ๆ เปิดเบียร์เย็น ๆ หน่อยพี่

มืดแล้ว ...อิ่มหนำ ครึ้มใจ ชวนกันลองแหกกฏนักโบกดู นั่นไงได้แล้ว ใครกันที่บอกว่าตะวันตกดินรถที่โบกจะไม่ยอมจอด พี่ผู้หญิงนั่งคู่คนขับขอตัวแวะซื้อกับข้าวแป๊บนึง เราก็ซื้อเหล้าขวดใหม่แบบไม่ต้องเกรงใจใคร แต่พี่ก็ส่งเราได้แค่หน้าค่ายทหารตรงข้าม บขสตากเท่านั้น อาศัยความครึ้มใจที่ยังหลงเหลืออยู่โบกรถอีกครั้ง แล้วคำคนเขาว่าไม่ควรโบกรถตอนกลางคืนก็ท่าจะเป็นจริงขึ้นมา เงียบสนิทไม่มีแม้คนจอดให้ถาม และเวลาก็จวนเจียนจะ 20.00 แล้ว

ปวดท้องหนัก เลยถือโอกาสไปเซอร์เวย์ห้องน้ำที่ บขส พร้อมกับหัวหน้ามอบหมายภารกิจอย่างช้า ๆ เหมือนแกล้ง ว่าให้เช็คเวลาเที่ยวรถไปพิษณุโลกด้วย ซึ่งก็ทราบว่าเที่ยวสุดท้าย 21.00 ป 2 90 บาท โทรแจ้งทีมงานไปนั่งขี้ไป ทุกคนเออออ เอาไว้เป็นแผนสอง

กลับออกมาโดนแซวว่าทำไมหน้าซีดจัง หมดแรงรึเปล่า โดนท้าทายยังงี้ยอมได้ซะที่ไหน กรึ๊บหนึ่งอึก มีแรงที่ไหนก็ทั้งโบกทั้งเต้น

ลมหนาว ไม่แรง

รถแข่ง แย่งกันไปไหน

หนาวกาย ไม่เท่าไร

หนาวน้ำใจ ขอไม่ทน

ชัดเจนแล้วว่า ไม่ควรโบกรถตอนกลางคืน จำไว้ ยกขบวนไปดูท่าทีครั้งสุดท้ายที่หน้า บขส มีคนเสนอให้หาโรงแรมจิ้งหรีดนอน แต่ไม่มีใครเห็นด้วย 21.00 ตัดสินใจจ่ายคนละ 90 บาทจนได้ เก้าเจ็ด 63 หกร้อยสามสิบเลยนะนั่น แต่ก็ต้องยอม จากนั้นก็ตัดใจหลับยาว มาตื่นที่ บขส พิษณุโลก 23.00

เหมารถซูบารุที่คุ้นหน้าคุ้นตา โบกให้ถอยมาจอดหน้า 7-11 กุลีกุจอมัดกระเป๋าบนหลังคาเล็ก ๆจนเพียบแปล้ ขนโซดา น้ำแข็ง ขนมขบเคี้ยว แล้วก็เหล้าอีกขวดขึ้นด้านหลัง รถโขยกมาเรื่อย ๆ คราวนี้เรารีบ อยากอาบน้ำ แต่คนขับไม่รู้ว่าเรารีบ กินฝุ่นกันเต็มอิ่มจนถึงบ้านพี่ทีมงานที่มีแม่กับพี่ชายผู้น่ารักที่ร่วมทางกันตอนขามาคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว ไกลคุ้มค่าจ้างคนขับหญิงใจแกร่ง 300 บาท 23 กม. ขากลับก็ได้แต่สวดให้พระคุ้มครอง เปลี่ยวจริงๆ ป่าทั้งนั้น

จำเป็นต้องอาบน้ำ แปรงฟันล้างหน้า สระผม ต้มโคล้ง ทอดปลา ข้าวสวยร้อน ๆ แล้วก็จำเป็นต้องเปิด 100 Pipers นั่งห่มถุงนอนบนเสื่อ ผิงไฟกองอุ่น ๆ จิบเหล้าต่อ พอตาปรือ ๆ ก็แยกย้ายกัน เข้านอนรวมกัน 04.45

จันทร์ยังสวย ดาวก็มา ฟ้าก็ใส

หนาวจับใจ ผิงไฟหนอพอหายหนาว

สายลมหยอกหมอกสายบาง น้ำค้างพราว

ไก่ขันเย้า เช้าแล้วเช้าให้เข้านอน


2 ม.ค. 50

ตื่น 10 โมงเห็นจะได้ บ้านตรงข้ามมีการทำบุญบ้าน เสียงพระสวดจบ ไวพจน์มาแหล่ลาบวชต่อทำไมก็ไม่รู้ เรานั่งล้อมโต๊ะ กับข้าวกับปลาอุดมสมบูรณ์มาจากบ้านงาน เหล้ายาก็ของอย่างดี กินกันไป เล่นกันเบา ๆ เย้ากันสรวลเส พักงีบบ้าง...

17.00 อาบน้ำอาบท่า เก็บข้าวของจัดเข้ากระเป๋า แพ็คเรียงขึ้นท้าย D-Max คันเก่ง แล้วล้อเดินทางขากลับก็ได้ฤกษ์หมุน ปลายทางคือทุ่งบางกะปิ กทม.

แวะไหว้นมัสการพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ที่ตัวเมืองพิษณุโลก ความงามเพิ่มความน่าเลื่อมใส ใจที่ฟุ้งซ่านร้องว่าอยากสงบจะได้มั้ย เซียมซีเบอร์ 22 บอกว่าเคราะห์ไม่ค่อยสวย ให้ผูกมิตรมาก ๆ เอื้อเฟื้อเยอะ ๆ แก้เคล็ด

ซื้อของฝากแต่ไม่ได้เอาไปฝากใครหรอก ให้เป็นความรู้สึกดี ๆกับเพื่อนร่วมทางกันตรงนั้นเลย รอเพื่อนคนสวยของเจ๊จน 19.15 เราจึงได้ออกเดินทางกันจริง ๆ เสียที

มาแบบเรื่อย ๆ รถติดบ้างคล่องตัวบ้าง แวะกินข้าวห่อในปั๊มน้ำมันคนแน่นเอี๊ยดแถว ๆนครสวรรค์ตอน 21.30 คนขับเลือกใช้เส้นทางสุพรรณบางบัวทอง งามวงศ์วาน นอนขดกันนัวเนีย อุ่น ๆ หนาวๆ โขยกกันถ้อยทีถ้อยอาศัยจนถึงทุ่งบางเขนตอน 01.30 แวะส่งผู้โดยสารอีก 3 จุด แล้วกับมาอาบน้ำนอนที่ Oasis House ตอนตี 3 พอดีเป๊ะ แต่กว่าจะหลบได้ก็คงตี 4 กระมัง

ก็เพื่อนเจ๊น่ะ .... สวย


3 ม.ค. 50

คิดเอย คิดถึง

ตราตรึง กับใครหนอ

ใครเท่าไร ก็ไม่พอ

ใครไหนหนอ จะให้ใจ


นายรักษ์ จันทรกานต์

03-01-50.......03.11 น.




 

Create Date : 13 เมษายน 2559
0 comments
Last Update : 13 เมษายน 2559 1:07:26 น.
Counter : 241 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


สมาชิกหมายเลข 3115170
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




where there is a will there is a view
New Comments
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 3115170's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.