เมษายน 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
สงครามสมอง-ขุนเขา เขจรบุตร
สงครามสมอง (Brain's Battle) 
ที่มา Secret ผู้เขียน ขุนเขา เขจรบุตร
 เราชอบอ่านSecret ด้วยงานหน้าที่ต้องให้ช่วยเหลือคน
ด้วยการปรับพฤติกรรมของคน ส่วนหนึ่งต้องอิงทฤษฎีการเรียนรู้ (Cognitive theory) ถามว่าทำยากไหม ตอบได้เลยว่ายากมาก เพราะการที่มนุษย์มีพฤติกรรมการแสดงออกมีพื้นฐานมาจากทั้งความคิดและอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรมส่ใหญ่เกิดเนื่องจากอารมณ์  ซึ่งถามว่าทราบไหมว่าถูกหรือผิด เช่น ติดรสหวาน ติดบุหรี่ ติดสุรา ติดสารเสพติด ติดเซ็กส์ ทำร้ายตนเอง ฯลฯ คำตอบคือ ส่วนมากทุกคนก็รู้แต่ไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรม หรือเปลี่ยนไม่สำเร็จ พอประสบปัญหาแบบเดิมก็ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆทั้งๆที่ก็รู้ว่าไม่work
ข้อเขียนคุณขุนเขา ตรงกับแนวคิดที่เราใช้ในการช่วยให้คนเหล่านั้นให้เข้าใจตนเอง    จึงขอนำมาบอกต่อ
คำถามก็คือ ทำไมธรรมชาติสร้างสมองมนุษย์ขึ้นมา แต่ไม่ให้มนุษย์ควบคุมมันได้ดั่งใจ  
สมองของมนุษย์นั้นมีหลักการเจริญเติบโตโดยเริ่มจากภายในสู่ภายนอก โดยส่วนภายในสุดทำหน้าที่ควบคุมสิ่งสำคัญที่สุดต่อชีวิต จากนั้นอะไรที่สำคัญน้อยกว่าจะถูกพัฒนาช้ากว่าไปตามลำดับ ฉะนั้นสมองส่วนในสุด(บริเวณก้านสมอง) ก็คือ ส่วนที่จำเป็นต่อการหายใจ การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหารฯลฯ ถัดมาภาบนอกอีกชั้นนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณการดำรงชีพ เช่น ความหิว การขับถ่าย และความง่วง ซึ่งอาจสำคัญน้อยกว่าการเต้นของหัวใจ แต่ก็ยังถือว่าสำคัญมากต่อการดำรงชีวิต 
ชั้นต่อมาที่ถูกพัฒนาอยู่บริเวณส่วนกลาง (Limbic system) ชั้นนี้เกี่ยวข้องกับอารมณ์และการสืบพันธ์ เช่น ความโกรธ ความกลัว ความต้องการทางเพศ(แม้แต่ความรักก็อยู่ในชั้นนี้) และชั้นนอกสุด(Neocortex) ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายที่ได้รับการพัฒนาคือ ชั้นของทักษะการคิดขั้นสูง (ซึ่งมนุษย์เท่านั้นที่วิวัฒนาการมาจนสมองสามารถพัฒนาถึงชั้นนี้ได้) เช่น การวางแผน การคิดโดยใช้เหตุผล การจินตนาการ ฯลฯ และชั้นสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่นทั้งหมดบนโลกใบนี้
ทว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ ยิ่งเป็นส่วนของสมองที่อยู่ลึกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งควบคุมยากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นส่วนก้านสมองซึ่งอยู่ลึกที่สุดจึงควบคุมไม่ได้เลย (เพราะธรรมชาติไม่อยากให้เราลืมหายใจ ลืมบีบหัวใจ หรือลืมหดกระเพาะย่อยอาหารนั่นเอง)  ส่วนต่อมาคือความหิว ความง่วง และการขับถ่าย สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ได้ฝึกมาจริงๆก็ยากจะสะกดหรือควบคุมได้ เพราะธรรมชาติหวังดีอีกแล้ว ไม่อยากให้เราลืมทานอาหารนานเกินไปหรือลืมพักผ่อนจนเสียชีวิต และคราวนี้ก็มาถึงส่วนที่น่าสนใจที่สุด ส่วนของอารมณ์นั่นเอง
่่่่ทำไมอารมณ์จึงถูกพัฒนาก่อนความคิดและทำไมจึงอยู่ลึกกว่า (ซึ่งแปลว่ามันควบคุมได้ยากกว่าความคิดนั่นเอง) เหตุผลก็ไม่พ้นความหวังดีของธรรมชาติอีกเช่นเคย เพราะความกลัว ความโกรธ และความต้องการทางเพศนั้นสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์และมนุษยชาติมากกว่าเหตุผลหรือจินตนาการมากนัก
ทีนี้คงเข้าใจแล้วว่าทำไมความฉลาดปราดเปรื่องจึงไม่สามารถช่วยลดความรู้สึกเจ็บปวดจากความอกหัก (ซ้ำร้ายบางครั้งอาจทำให้อาการหนักยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ) ทำไมการตระหนักในข้อเสียขอสิ่งต่างๆจึงไม่ได้ช่วยทำให้เราเลิกในสิ่งที่กำลังติดหนึบอยู่ ทำไมความรู้สึกจึงควบคุมยากกว่าความคิด และทำไมอารมณ์จึงมักมีชัยชนะเหนือเหตุผล คำตอบก็คือ เพราะสมองของเราถูกสร้างมาอย่างนั้นไงล่ะ แต่..เราจะยอมจำนนต่อการออกแบบของธรรมชาติหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 
ถ้าผูกโยงเรื่องสมองเข้ากับพระพุทธศาสนา สถานที่สิงสถิตของกิเลส ตัณหา และราคะต่างๆก็ต้องอยู่ในสมองชั้นในอย่างแน่นอน ส่วนสมองชั้นนอกก็ต้องเป็นที่อยู่ของสติ ความตื่นรู้ และปัญญา ข้อพิสูจน์ที่เห็นชัดที่สุดก็คือ มนุษย์เท่านั้นที่มีสมองส่วนนอกสุด มนุษย์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถพัฒนาสติ ความตื่นรู้ และปัญญาได้ เพราะสมองส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์และอารมณ์ต่างๆนั้น แม้แต่คางคก นก และสัตว์เลื้อยคลานก็มีเหมือนเรา 
โลกสมัยนี้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โลกแคบลงด้วยโซเวียลเน็ตเวิร์ค มนุษย์เริ่มตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังเป็นภัยต่อคนทั้งโลก  ฉะนั้นในยุคปัจจุบัน ความจำเป็นด้านอารมณ์เพื่อรักษาชีวิตและเผ่าพันธุ์เล็กๆของตนจึงไม่สำคัญเท่าควมคิดและจิตสำนึกที่พึงมีต่อมวลมนุษยชาติอีกต่อไป
ทุกครั้งที่เราปล่อยให้อารมณ์ครอบงำความคิดก็เท่ากับเรากำลังปล่อยให้สมองส่วนในมีชัยชนะเหนือสมองส่วนนอก ซึ่งหมายถึงเรากำลังพ่ายแพ้ให้กับสัตว์ป่าในตนเองและกำลังปล่อยให้การออกแบบของธรรมชาติมีอิทธิพลเหนือความสามารถของจิตใจมนุษย์
ทุกปัญหาของมนุษย์นั้นมีสาเหตุมาจากการที่เราไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อตนเองแล้วยังส่งผลต่อสังคม ประเทศ และโลก ฉะนั้น จะไม่ดีกว่าหรือถ้ามนุษย์สามารถเลือกที่จะทำตามหรือไม่ทำตามแรงผลักดันจากภายใน โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อสัญชาตญาณที่ถูกฝังอยู่ในตัวตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์เสมอไป



Create Date : 14 เมษายน 2555
Last Update : 22 กันยายน 2555 22:43:49 น.
Counter : 1002 Pageviews.

1 comments
  
กรุณาอ่านบล็อกของผมด้วย ถ้าค้นคว้าเรื่องเดียวกันนี้ จะได้ช่วยdyoเผยแผ่ความจริง
//cheechadjen2.blogspot.com
//vanchana.blogspot.com
//kamalvichitsarasatra.blogspot.com
//piyayanti.blogsot.com
ขอบคุณ สวัสดีครับ
กมล วิชิตสรสาตร์
โดย: kamalvichitsarasatra IP: 58.9.190.95 วันที่: 25 เมษายน 2555 เวลา:15:20:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Chompoopoo
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]