Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 

ใต้ร่มกาแล




คนตายอาลัยอาวรณ์ยังว่าหนักหนา แต่คนเป็นกลับไปยึดถืออีกยิ่งแย่กว่า
เพราะเวลาคนตายมักไม่เดินต่อ แต่คนเป็นกลับเดินต่อโดยผูกความรู้สึกไว้
รังแต่จะเพิ่มทุกข์ในใจตนเท่านั้นเอง


-จาก : ใต้ร่มกาแล -



รายละเอียด
ชื่อเรื่อง : ใต้ร่มกาแล
ผู้เขียน : มณีมัญชุ์
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ไฟน์บุ๊ค
ISBN : 978-974-319-298-2
จำนวนหน้า : 232 หน้า
ราคา : 175 บาท

เรื่องย่อ :
//www.fine-book.com/web/bookview.php?id=117

ทดลองอ่าน

ใต้ร่มกาแล
บทนำ


พระจันทร์ดวงกลมค่อยขยับกายเก็บแสงนวลตาหลบหลีกไปหลังเมฆครึ้มตามแรงลมอย่างอ้อยอิ่ง พลอยให้แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของราตรีนี้ลดลงถูกแทนที่ด้วยงาของสรรพสิ่งที่เข้มขึ้นมาทันตารวมถึงเรือนไม้ทรงไทยหลังย่อมที่ตั้งตระหง่านรายล้อมด้วยสุมทุมพุ่มไม้ต่างรั้วบ้านที่บริเวณค่อนข้างกว้างแม้จะไม่ถึงกับกว้างที่สุดในที่นี้ก็ตามที

ลมช่วยหอบกลิ่นหอมอ่อนหวานของดอกไม้ปลิวไป แต่น่าเสียดายที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยากสัมผัส กลางคืนจึงเต็มไปด้วยความเงียบจนกลายเป็นความอ้างว้าง

เสียงกรีดสายเครื่องดนตรีแว่วกังวานกลางความสงัดนั้น เสียงเครื่องสีฟังแปลกหูไม่แหลมเหมือนซอด้วงและไม่ทุ้มต่ำอย่างซออู้ ทว่าเป็นเสียงที่บาดลึก...โหยหาด้วยความอาวรณ์

เพราะเป็นยามดึก ไม่มีเสียงใดมาแทรก เสียงบรรเลงของเครื่องดนตรีจึงยิ่งดัง..ก้องไปทั่วบริเวณ เงาร่มไม้ใหญ่ขยับไหวซ้อนทับเงาของเรือนไทยที่ทอดบนลานหน้าเรือนบางครั้งก็ขยับไหวทำให้รูปลักษณ์ดูคดโค้งจนแทบกลายเป็นน่าพรั่นพรึง

ฝ่าเท้าขาวเปลือยแลดูตัดกับสีทึบของเงาส่งให้ความขาวของผิวแทบจะกลายเป็นซีด ร่างนั้นขยับย่างเท้าไปมาเข้ากับท่วงทำนองของเสียงเพลง ปลายนิ้วเรียวราวลำเทียนดัดมาแทบจรดหลังมือ กรีดกรายท่อนแขนกลมกลึงอย่างอ่อนช้อยนุ่มนวลเช่นเดียวกับเรือนร่างอรชนนั้น

เสียงขับเครื่องสายยังแว่ว...เท่ากับที่ร่างนั้นยังฟ้อนรำเข้าจังหวะอย่างเพลิดเพลิน ร่วมขับกล่อมด้วยสำเนียงอีกอย่างที่ผุดขึ้นมาอย่างเยือกเย็น

เสียงหอน...ยาว...ของสุนัขที่พร้อมใจกันประสานเสียงทีเดียวหลายตัวเข้ากับเสียงเครื่องดนตรีจนเหมือนเป็นวงมโหรีที่น่าสยดสยองที่ไม่มีผู้ใดอยากได้ยินทั้งสิ้น

อากาศดูจะเย็นลง..พอๆกับแสงจันทร์ที่ถูกเมฆดำเคลื่อนเข้าบดบังเค็มดวงพาให้รอบด้านมือครึ้มลงไปอีก เงาต่างๆขยับไหวซ้อนกันทั้งจากแสงที่เปลี่ยนมุมและพระพายที่โชยพลิ้วจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นเงาของบ้านเรือน แมกไม้ หรือสิ่งมีชีวิตใดบ้าง

สุนัขลดเสียงลง....กลายเป็นครางงื๊ดง๊าดก่อนเงียบไปในที่สุด คงไว้แต่เสียงขับเครื่องสายที่ยังบรรเลงกลางราตรีต่อไปอย่างเดียวดาย ก่อนชะงักงันไปเมื่อบางสิ่งกังวานกึกก้องกลบดนตรีนั้นไปสิ้น

เสียงหวีดร้อง... แหลมยาวโหยหวน จนแทบไม่น่าเป็นของมนุษย์ เปี่ยมด้วยความแค้นเคือง คละเคล้ากับความเจ็บปวดโหยไห้ดั่งจะสิ้นใจ

นั่นเป็นเสียงสุดท้ายกลางราตรีที่แสนจะวังเวงแต่อึกทึกนั้น ทว่าก็มากเกินพอที่จะจรดลงประสาทของผู้สดับให้จดจำไม่รู้ลืม ไปกับความคลุ้มคลั่งในเสียงกรีดร้องที่กลบทุกสำเนียงลงไปโดยสิ้นเชิง

ตอนที่ ๑

“....ค่ะ และนี่คือเหล่าเยาวชนผู้รับสืบสานศิลปะเอกลักษณ์ของชนชาติไทยที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ และก็จะช่วยส่งผ่านไปยังลูกสู่ลูก หลานสู่หลานต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...”

สาวน้อยในชุดเครื่องแบบนักศึกษาถูกระเบียบเรียบร้อยพูดพร้อมรอยยิ้มลงกับไมโครโฟนในมือตามสคริปต์ที่ท่องจำไว้อย่างดี ทำให้คนที่กำลังมองจากจอมอนิเตอร์ของกล้องยกนิ้วโป้งให้อย่างพึงใจก่อนจะเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างถ่ายภาพวีดีโอฝีมือดีที่สุดในกลุ่มของหล่อน

“พี่...ง่า พี่นา?”

ลัลลนาอมยิ้มกับคำเดาสุ่มชื่อเล่นของหล่อนก่อนเปลี่ยนเส้นทางเดินไปหาเด็กชายที่ส่งยิ้มแหยๆให้เหมือนนึกรู้เหมือนกันว่าคงเดาผิดไปเสียแล้ว

“พี่ชื่อลัลค่ะ น้อง...คมศรใช่ไหม” หล่อนจำได้ ไม่ใช่เพราะความจำดีอะไรนักหนา แต่เนื่องจากเด็กชายตรงหน้าเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่กำลังหัดเล่นระนาดเอกอยู่และมีแนวโน้มว่าคงได้เป็นมือประจำตำแหน่งนี้ในไม่ช้าแน่ๆ

คมศรยิ้มเห็นเหงือก...ซึ่งมาจากการที่ฟันกรามด้านขวาที่ติดกับเขี้ยวเพิ่งหลุดไปและฟันแท้ยังไม่ขึ้น ตัดกับผิวสีคล้ำเพราะแดดของเด็กชาย แต่นั่นทำให้รอยยิ้มนั้นดูจริงใจและน่าเอ็นดูเป็นที่สุดในสายตาของลัลลนา

“ครับ พี่เก่งจังจำผมได้” เขาว่า นัยน์ตาเปี่ยมประกายชื่นชม “นี่ฮะ มะม่วงกวนแม่ผมแบ่งไว้แล้วฝากมาให้พวกพี่ๆทั้งคณะเลย”

ลูกตาสีน้ำผึ้งสดใสเบิกกว้างทำให้ดวงตาที่ปกติกลมอยู่แล้วโตขึ้นไปอีก พาให้วงหน้ารูปไข่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดำประกายอมน้ำตาลเหยียดยาวเลยไหล่เล็กน้อยของหล่อนชวนดึงดูดสายตา ยิ่งเมื่อเจ้าตัวแย้มเรียวปากบางได้รูปเป็นรอยยิ้มอย่างยินดี

“โอ๊ย ขอบคุณมากเลย แล้วนี่หนักมากไหมเนี่ย อุตส่าห์หิ้วมาให้พวกพี่” หล่อนเอื้อมมือไปรับ คะเนน้ำหนักในมือแล้วแม่ของเจ้าหนูคมศรเห็นจะกวนมะม่วงหมดสวนหรืออย่างไรไม่ทราบเพราะขนาดว่าแบ่งมาแต่อย่างน้อยคงไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลกรัมแน่แท้

“ไม่ได้หิ้วหรอกครับ ผมปั่นจักรยานมา เอาใส่ตะกร้าไม่หนักเท่าไร”

หญิงสาวมองตามปลายนิ้วที่ชี้ไปยังจักรยานสูงเทียมเอวคนส่งของแล้วพยักหน้า ข้อดีของต่างจังหวัดก็อย่างนี้แหละ ยิ่งเป็นตำบลที่ไม่ใหญ่มากมีแต่คนรู้จักกันกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ รถราก็ไม่เยอะเหมือนในเมืองหลวง แถมถนนเข้ามาในปากซอยบ้านเรือนบางแห่งก็เป็นดินที่ถมกันเองตามประสางบราษฎร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรกับการที่เด็กชายซึ่งอายุเกินสิบขวบแล้วจะปั่นจักรยานไปไหนมาไหน

“เก่งมากเรา” หล่อนชมแม้จะรู้ว่เป็นเรื่องธรรมดาแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนได้รับคำชมยืดอกยิ้มอย่างภาคภูมิ “เดี๋ยวไหนๆก็มาแล้ว ถึงวันนี้เรายังไม่ได้ถ่ายกับเพื่อนๆแต่ไปนั่งกินอะไรกับพี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำ มาให้เราไปนั่งก่อนแล้วกันนะ”

คมศรพยักหน้า ปรายตาไปยังเพื่อนอีกสองสามคนที่ยืนจ้องมองมะม่วงกวนด้วยตาละห้อยเล็กน้อย ลัลลนาเข้าใจอาการนั้นดีจึงกวักมือและพยักพเยิดไปทางแคร่ซึ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้แนวรั้วต้นไม้ของบ้านซึ่งตั้งห่างออกไปเล็กน้อยแทนคำชวน

และแน่นอน ว่าเด็กๆไม่มีทางขัดใจผู้ใหญ่เพราะลิงทะโมนน้อยๆเหล่านั้นตรงรี่ไปรอก่อนอย่างเตรียมพร้อมโดยไม่ต้องให้แปลงสารเป็นคำพูด

หญิงสาวก้าวยาวๆ หล่อนไม่ได้มีหน้าที่ต้องเข้างานหน้ากล้องและวันนี้ไม่มีแขกผู้ใหญ่สำคัญที่ต้องไปขอพบหรือขออนุญาตที่ไหน หล่อนจึงเลือกใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์เพื่อความสะดวกในการทำงานและความชอบส่วนตัว

ลัลลนายื่นถุงมะม่วงกวนให้เพื่อนสาวอีกคนที่กำลังง่วงกับการเก็บเครื่องสำอางและอุปกรณ์แต่งตัวลงกล่องเล็กๆประจำตัว และเพียงฝ่ายนั้นอ้าปาก หล่อนก็ชิงส่งมะม่วงกวนที่หยิบมาจากถุงซึ่งแกะหนังยางเรียบร้อยและระหว่างเดินเข้าปากอีกฝ่ายและเป็นฝ่ายออกปากเสียเอง

“มีอะไรให้ลัลช่วยอีกไหม ไม่มีว่าจะแอบอู้ไปนั่งกินมะม่วงกวนที่เจ้าหนูคมศรเอามาบรรณาการเสียหน่อย”

อีกฝ่ายเคี้ยวของกินหยิบๆได้คำตอบโดยไม่ต้องถามถึงของในถุง แต่ก็ไม่วายสงสัย
“เขาเอามาให้พวกเราเหรอ”

“ลัลคงไม่ได้ไปดักตีหัวลูกชายเขาเพื่อปล้นแค่มะม่วงกวนหรอก”

อินทิราค้อนขวับให้ทันควันอย่างหมั่นไส้ แล้วถามใหม่
“อินหมายความว่า ทำไมเขาเอามาให้ต่างหากล่ะ ไม่ได้หมายความว่ามะม่วงนี้ลัลได้แต่ใดมาสักหน่อย”

“อันว่ามะม่วงนี้...” ลัลลนาช่วยต่อกลอนให้ “ลัลได้มาจากการที่แม่เจ้าหนูคมศรคงถูกใจ เพราะเมื่อวันก่อนนู้นลัลนั่งคุยกับน้าแกร่วมชั่วโมง แล้วก็ชมว่าพุทราบ้านแกอร่อย แกเลยว่าถ้าลัลชอบเดี๋ยวแกจะทำขนมมาให้อีก”

เพื่อนร่วมโปรเจ็คพยักหน้า จำได้รำไรเหมือนกันว่าแม่ของเด็กชายคนที่เป็นว่าที่มือระนาดอายุน้อยคนนั้นค่อนข้างยินดีที่มีนักศึกษามาร่วมกับถ่ายทำสารคดี เช่นเดียวกับผู้ปกครองของเด็กอีกหลายคน และฝ่ายประสานงานติดต่ออธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพวกหล่อนคือลัลลนา

หญิงสาวถูกมอบหมายหน้าที่นี้ให้ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เพื่อนทุกคนพร้อมใจกันมอบให้และเจ้าตัวก็ไม่เกี่ยงงอนแต่อย่างใด เพราะลัลลนาเคยประกาศอยู่เสมอว่าหล่อนชอบงานทีได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆถึงได้ลงเรียนสาขาเกี่ยวกับวิทยุโทรทัศน์เช่นนี้

และอาจจะเพราะอย่างนั้นเอง ลัลลนาถึงได้เข้ากับคนอื่นได้ง่าย หล่อนเป็นคนปรับตัวง่าย เล่นหัวได้กับเด็กๆและทำตัวอ่อนน้อมสุภาพรู้จักประจบผู้ใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าตัวจะทำงานนี้ได้ดี ขนาดได้รับของปันน้ำใจเป็นของกินเล็กๆน้อยๆพลอยให้เพื่อนร่วมโปรเจ็คอีกสี่คนได้รับอานิสงค์ไปด้วย

ลัลลนาไม่ได้ตอบคำถามเปล่า มือก็ขยับไปคว้าแก้วพลาสติกกะคร่าวๆให้พอดีจำนวนคน รินน้ำอัดลมใส่กระติกใบปานกลางซึ่งเตรียมมาสี่ใบเติมน้ำแข็งแล้วก็คว้ามะม่วงกวนมาแบ่งใส่จาน ก่อนชะงักเมื่ออินทิราซึ่งเพิ่งกลืนมะม่วงคำที่สองลงคอเสร็จเพิ่งจะเอ่ยถาม
“แล้วงานตัวเสร็จแล้วเหรอ ลัล จะอู้น่ะ”

“โนพรอมเบล ไม่มีปัญหาใดๆทั้งนั้นจ๊ะ ฉันจัดแจงสคริปต์กับร่างกำหนดแผนต่างๆไว้แล้ว เย็นนี้ก็ค่อยประชุมกันอีกที เพราะฉะนั้น เวลานี้ไม่มีหน้าที่เรา อู้ได้ก็ต้องอู้ไว้ก่อน”

อินทิราถอนหายใจและลัลลนาถือว่านั่นเป็นคำตอบของเพื่อนสาวหล่อนจึงหิ้วกระติกที่โยนแก้วพลาสติกเข้าไปเพื่อความสะดวกในการถือ มืออีกข้างก็แอบคว้าจานมะยมซ้อนทับจานมะม่วงกวนและเดินตัวปลิวไปสมทบเด็กๆที่กำลังจ้องเขม็งไปยังการถ่ายทำสารคดีของพวกหล่อนด้วยท่าทีสนอกสนใจ

กระทั่งหล่อนหย่อนของกินลงไปกลางวงนั่นแหละ สายตาสี่คู่จึงเบนกลับมายังร่างโปร่งปราดเปรียวของหญิงสาวซึ่งตักน้ำแจกเสร็จตัวเองก็กระโดดไปนั่งด้านในแคร่เอนหลังพิงต้นไม้อย่างสบายอารมณ์

มือน้อยๆค่อยขยับหยิบของกินอย่างขลาดอายเล็กน้อย แม้จะได้คุยกันมาสองสามวันกับพี่สาวตรงหน้าที่เป็นคนเข้ามาคุยกับพวกเขาบ่อยที่สุดพอที่จะรู้ว่าหล่อนเป็นคนง่ายๆไม่ถือสาอะไรมากเหมือนชาวกรุงส่วนใหญ่ และหากมีปัญหาอะไร เช่น ตื่นเต้นหรือติดธุระ สงสัยตรงไหนก็ถามได้ หญิงสาวตรงหน้าจะพยายามช่วยตอบให้เสมอช่วยให้พวกเขาคลายความกังวลไปมากทีเดียว

แต่เนื่องจากคมศรและเพื่อนยังอายุน้อย เพิ่งมาหัดเล่นหัดเรียนดนตรีไทยได้ไม่นานนัก แต่แรกเมื่อรู้ว่ามีกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯมาขอถ่ายทำสารคดี เขาก็ตื่นเต้นและอดอิจฉาพวกรุ่นพี่หลายคนที่คงได้เก๊กท่าเป็นดารา หากปรากฏว่า‘พี่ลัล’บอกว่า สารคดีที่จะทำนั้นพวกเขาก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้พวกพี่ๆเรียนจบด้วยเพียงแต่คงต้องแบ่งเวลาถ่ายทำหน่อย ทำให้พวกเขาตื่นเต้นและแอบหมั่นฝึกซ้อมกันกว่าเดิมเพื่อจะได้ไม่ขายหน้าเมื่อได้เป็นดารากับเขาบ้าง

ซึ่งแน่นอนว่าคมศรไม่รู้ว่า ความขยันของเขาจากการตื่นเต้นดีใจนี้เองที่ทำให้มารดาปลาบปลื้มจนเป็นหนึ่งในเหตุจูงใจของผลไม้กวนถุงใหญ่ที่ส่งมากำนัลลัลลนา

“พี่ลัลครับ”เด็กชายซึ่งนั่งอีกฟากข้างของหล่อนเรียก “เวลาพวกผมมาถ่ายนี่ต้องแต่งหน้าแต่งตัวหล่อๆเลยใช่ไหมครับ”

“ถ้าอยากหล่อ เดี๋ยวพี่บอกพี่อินให้แต่งให้สุดฝีมือเลยก็ได้” ลัลลนายกน้ำขึ้นจิบแต่มุมปากไม่วายยิ้มอย่างขันๆ “แต่เสื้อผ้านี้ไม่ต้องหรอก ปกติเล่นดนตรีกันชุดไหนก็ใส่ชุดนั้นแหละ เชื่อพี่เถอะว่าหล่อแล้ว”

เด็กชายซึ่งลัลลนาจำชื่อได้ไม่ถนัดนัก รู้แต่ว่ากำลังหัดเป่าขลุ่ยอยู่ทำหน้ายุ่งเหมือนไม่เห็นด้วยเล็กน้อย แต่เด็กชายอีกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและภาคภูมิใจ

“ผมก็ว่างั้นครับ ครูบอกเสมอว่าสิ่งที่เราจะถ่ายทอดให้คนฟังคือดนตรีที่บรรเลงจากใจ เรื่องอื่น...แค่ส่วนประกอบจิ๊บจ๊อย”

หล่อนก็คิดเหมือนกัน....ถ้าดูจากครูสาวที่รับผิดชอบเรื่องนาฏศิลป์ซึ่งเป็นคนติดต่อประสานกับคณะหล่อนเพราะอาจารย์ฝ่ายดนตรีไทยนั้นไม่สามารถปลีกเวลาได้แสดงทัศนะยามสนทนาแล้ว ลัลลนาพอจะสรุปได้ว่าฝ่ายนั้นเป็นคนหัวโบราณ... โบราณจนบางครั้งน่าจะเรียกว่าค่อนไปทางดันทุรัง แถมยังเป็นประเภทว่าถ้าสนใจอะไรหล่อนก็จะคุยได้เป็นนาน แต่ถ้าเรื่องอะไรนอกเหนือไปจากนั้นเช่นเรื่องวิทยาศาสตร์ข่าวต่างๆแล้วเป็นหัวข้อสนทนาที่ไม่สามารถสนทนาต่อได้กับอีกฝ่ายสักนิด

หากแล้วเสียงสนทนาของเด็กๆรอบตัวหล่อนก็หยุดลง หญิงสาวแปลกใจก่อนแปรเป็นเข้าใจในวินาทีถัดมาเมื่อการบรรเลงดนตรีของเหล่านักเรียนนักดนตรีเริ่มขึ้นเป็นเพลงสนุกสนานอย่างค้างคาวกินกล้วยตามสคริปต์ที่พวกหล่อนจัดไว้

วันนี้พวกหล่อนจะถ่ายภาพการบรรเลงดนตรีซึ่งตั้งใจจะใช้เปิดช่วงแรกๆของสารคดีหัวข้อโปรเจ็คของพวกหล่อนกัน ส่วนเนื้อหานั้นเป็นอีกส่วนที่จะมีการถ่ายทำทีหลัง ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องมาจากสถานที่ซึ่งกำหนดไว้เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศนั้นเป็นเรือนไทยประยุกต์ขนาดย่อมของอาจารย์ดนตรีไทยในโรงเรียนนั่นเอง แม้เจ้าตัวจะไม่อยู่แต่ก็อำนวยความสะดวกให้พวกหล่อนยืมลานดินด้านล่างซึ่งเป็นสถานที่หัดดนตรีไทยในวันหยุดหรือช่วงปิดเทอมของพวกเด็กๆอยู่แล้ว

คิดมาถึงตรงนี้นักศึกษาสาวก็อดมองไปรอบๆอย่างนึกชื่นชมไม่ได้ หล่อนไม่มีเวลาสนทนาหรือพูดถึงอาจารย์ดนตรีไทยมากนัก เพราะสาระสำคัญผูกไว้เกี่ยวกับการถ่ายทำเสียมาก แต่เมื่อเห็นบ้านนี้แล้วหล่อนก็พอเดาได้ว่าแม้เจ้าของจะดูงานยุ่ง ทว่าบ้านหลังนี้ก็ยังมีความรู้สึกน่าอยู่ไม่ได้ถูกทิ้งให้รกเรื้อแต่ประการใด

รั้วบ้านที่ถูกแทนด้วยต้นไม้พุ่มสลับกับไม้ยืนต้นตามมุมงอกงามแต่ไม่มีกิ่งก้านเกะกะ ลานดินก็สะอาดได้รับการปัดกวาดดี สมเป็นสถานที่สำหรับฝึกซ้อมดนตรีไทย และแม้จะไม่มีโอกาสไปสำรวจบนเรือน เพราะเจ้าของไม่อยู่ แต่แค่ ใต้ถุนเรือนซึ่ง มีการสร้างยกพื้นไว้เก็บเสื่อกับอุปกรณ์ทำความสะอาดจำพวกไม้กวาดดอกหญ้าและไม้กวาดทางมะพร้าวหล่อนก็พอเดาได้ถึงความละเอียดเอาใจใส่ของเจ้าของบ้านแล้ว
“บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ ไม่เหมือนอีกหลัง..”

ลัลลนาคิดว่าหล่อนพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่กลายเป็นว่าการบรรเลงสดจบแล้ว และพวกเด็กๆกำลังจะหันมาแสดงความคิดเห็นกับหล่อนจึงได้ยินวลีนั้นพอดี

“แน่อยู่แล้วพี่ลัล บ้านหลังนี้มีครูอยู่นี่..ครับ” เด็กชายคนหนึ่งในสี่ซึ่งคนนี้ลัลลนาจำชื่อเล่นได้ว่าชื่อโชติว่าที่มือวางฉิ่ง “ครูออกจะใจดีไม่เหมือนคนเรือนใหญ่ มีแต่ดุๆ”

“ใช่” คมศรเสริมทันควัน “คนแถวเรือนใหญ่ดุจะตาย ใครไปเดินแถวนั้นมีแต่โดนตะเพิดไป ไม่ต้องถามอะไรแต่ไล่ให้ออกไปไว้ก่อน”

มีเสียงสนับสนุนเพิ่มอีกสองเสียงที่บ่นพึมถึงเรือนใหญ่... อันหมายถึงเรือนไทยอีกหลังซึ่งเป็นเรือนหมู่สามหลังและมีพื้นทีกว้างกว่าเรือนหลังนี้นัก ตอนแรกกรวิก...ช่างกล้องประจำกลุ่มหล่อนสนใจเรือนนี้อยู่เหมือนกัน แต่แค่พยายามจะเข้าไปขออนุญาตก็โดนไล่ออกมาเสียก่อน ด้วยเหตุผลว่าคุณใหญ่...หญิงชราผู้เป็นเจ้าของเรือนนั้นไม่ชอบให้ใครเข้ามาวุ่นวาย
“แต่จะหลังไหนตอนกลางคืนให้มาก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ”

ความคิดของลัลลนาสะดุดเมื่อได้ยินประโยคนี้ หล่อนเอียงคอมองไปทางโชติซึ่งหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยแต่ก็มีทีท่าก้ำกึ่งระหว่างความอยากเล่ากับความเกรงใจ

ลัลลนาช่วยละลายความเกรงใจของเด็กชายด้วยการก้มหลังลงแสดงทีท่าสนอกสนใจเต็มที่
“ทำไมหรือ เรือนพวกนี้มีอะไร บอกพี่หน่อยสิ” ครั้นได้ความเงียบและการมองหน้ากันเองเป็นคำตอบหล่อนก็ยิ้มเร่งด้วยท่าทางร่าเริงเป็นกันเอง “น่า บอกพี่หน่อยสิ หรือพวกเราไม่เป็นห่วงพี่กัน พี่รับรองนะรู้แล้วจะช่วยเหยียบให้มิดก็ยังได้”

“เรากลัวรู้แล้วพี่ลัลจะกลัวน่ะครับ” คมศรให้เหตุ

“หรือไม่พี่ก็อาจจะหัวเราะพวกเราก็ได้” โชติช่วยต่อ

หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อยก่อนชูมือขึ้นตั้งท่าแบบลูกเสือสำรองสีหน้าจริงจัง
“พี่สัญญาด้วยเกียรติของอดีตลูกเสือสำรองเหมือนพวกเราเลยว่าจะไม่หัวเราะเด็ดขาด”

เด็กๆเริ่มยิ้มให้ท่าทีของพี่ลัลและโชติก็ตัดสินใจได้หลังมองซ้ายขวาและบีบวงให้แคบด้วยการเขยิบเข้ามาใกล้อีกพร้อมลดเสียงลง

“เรือนพวกนี้มีผีน่ะสิพี่ลัล” คนฟังนิ่วหน้าแต่ไม่ค้านอะไรยังทำท่าตั้งใจฟัง คนเล่าจึงเล่าต่อ “เขารู้กันทั้งนั้นนะส่วนมาก วันดีคืนดีก็มีเสียงดนตรีลอยมากลางดึกกับเสียงหมาหอน”

“อือ....พี่ไม่ได้ตั้งใจจะขัดนะ” หล่อนออกตัว “แต่ที่นี่มันที่สอนซ้อมดนตรีไทยมีเครื่องดนตรีเหมือนกันนี่ ครูของพวกเราเขาอาจจะซ้อมก็ได้มั้ง”

“โธ่พี่ลัล แล้วพี่ลัลรู้ไหม ไอ้เสียงดนตรีน่ะมันเป็นเสียงอะไร ตอนแรกพวกผมก็ไม่รู้หรอก เสียงมันฟังคล้ายซอแต่ไม่ใช่ ลองหาเสียงมาเทียบถึงรู้ว่าเป็นเสียงสะล้อ”

ลัลลนานึกภาพเครื่องดนตรีที่ว่าแต่ไม่แน่ใจนัก และหล่อนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าแปลกตรงไหน คำถามเหล่านั้นคงจะเด่นชัดบนใบหน้าหล่อน เพราะคมศรช่วยสะกิด

“พี่ลัลคิดดูสิฮะ ที่นี่มันภาคกลางนะฮะ ไม่ใช่แถวเชียงใหม่เชียงรายจะได้มีเสียงสะล้อ แถมเราก็ไม่เคยมีใครเรียนใครเล่นสะล้อ แล้วมันจะมีเสียงสะล้อลอยมาจากที่ไหนถ้าไม่ใช่เสียงผี!”

“อ๋อ...” หล่อนคราง ฟังดูก็มีเหตุผลสำหรับเด็กๆที่ยังไม่จบประถมดีเช่นพวกเขาอยู่เหมือนกัน

“ไม่แค่นั้นหรอกนะครับพี่ลัล” เด็กชายอีกคนมองซ้ายขวาแล้วช่วยเสริมความน่ากลัว “บางทีวันดีคืนดีเขาว่าคนผ่านแถวนี้ตอนกลางคืนก็เห็นผู้หญิงมาฟ้อนรำกับเสียงสะล้อ บางทีก็มีหมามาช่วยหอนด้วย คนเห็นงี้วิ่งหน้าตั้งแทบไม่ทัน”

หญิงสาวจินตนาการตามแล้วมองไปรอบบ้านที่ค่อนข้างห่างจากเสาไฟฟ้าต้นใหญ่ของการไฟฟ้า บรรยากาศยามค่ำที่หล่อนเห็นผ่านๆก็ชวนให้สยองจริงๆถ้าได้เห็นตามที่ว่ามา

หล่อนนึกอยากถามคนเล่าว่าใครเป็นคนวิ่งหน้าตั้งที่ว่า แต่ดูท่าเธอจะเผลอไปกดสวิตซ์เสียแล้วเพราะบรรดาคนเล่าเรื่องผีดูจะติดลมเล่าต่ออย่างไม่เปิดโอกาให้คนฟังได้แสดงความสงสัย

“แล้วก็นะพี่ลัล ที่เด็ดที่สุดต้องนี่... บางคืนนะพี่จะมีเสียงร้องกรี๊ดโหยหวนอย่างกับถูกใครฆ่าดังกลางดึกมาจากแถวนี้ด้วยนะพื่ เคยมีคนใจกล้ามาดู เขาว่า....” เด็กชายกระแอมลดเสียงต่ำลงอย่างสนุกในอารมณ์ “เห็นผีผู้หญิงหน้าตาเละเทะเดินอยู่แถวๆนี้..แล้วก็ร้องหาคุณท่านๆที่เป็นสามี...”

นักศึกษาสาวกลืนน้ำลายลงคอเพราะเผลอจินตนาการตามไปเสียแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ถามว่าแล้วตกลงผีที่ว่านี่ผีใคร มีกำหนดการณ์ปรากฏตัวอย่างไรบ้าง จุฑามาสที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรก็ส่งเสียงเรียกมาเสียก่อน หล่อนจึงต้องไถลตัวลงด้านข้างแคร่และหันไปตบบ่าเด็กชายคมศรที่ยืนใกล้ๆ

“ขอบใจพวกเรามากที่อุตส่าห์เล่าให้พี่ฟัง” ใบหน้าของหญิงสาวยังเปี่ยมด้วยรอยยิ้มละไมอย่างพี่สาวที่ใจเย็น “รู้อย่างนี้พี่จะได้ไม่เฉียดมาแถวนี้ตอนกลางคืนเด็ดขาด จะนอนคลุมโปงอยู่แต่ในผ้าห่มท่าเดียวเลย ใครก็ว่าพี่ไม่ได้ด้วย”

คำพูดทีเล่นทีจริงทำให้เด็กๆยิ้มเฮฮีอกครั้ง ลัลลนาโบกมือให้แล้วก้าวยาวๆตรงไปหาเพื่อนของหล่อนที่กำลังยกโขยงทั้งสี่คนรุมดูภาพวีดิโอ ทว่า ลัลลนาไม่ได้ใส่ใจงานตรงหน้าสักนิด หล่อนกลอกตามองไปรอบๆแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งผาก

หล่อนเป็นผู้ใหญ่ คอยดูแลติดต่อประสานงาน ถ้าหากคนทำหน้าที่มาหวั่นไหวด้วยเรื่องผีสางแค่นี้มันคงไม่ดีเท่าไร อย่างไรหล่อนก็ต้องทำท่าเยือกเย็นไว้

ต่อให้ในใจหล่อนจะสาบานว่าจะทำตามเช่นที่พูดอย่างหนักแน่นก็ตามที

<>:<>:<>:<>:<>:<>


ลัลลนาตบกระเป๋ากางเกงตัวเองอีกครั้งอย่างว้าวุ่นใจ ไม่ต้องมองไปทางกองสัมภาระที่รื้อมากระจัดกระจายแต่ก็ยังไม่พบโทรศัพท์มือถือของหล่อน ซึ่งจนป่านนี้หญิงสาวก็ยังไม่แน่ใจว่าหล่อนไปวางลืมไว้ที่ไหนหรือไม่

หากว่ากันตามจริงหญิงสาวจำได้ว่าหล่อนไม่ได้ใช้โทรศัพท์เลยตั้งแต่บ่ายเป็นต้นมา มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อจะใช้โทรกลับไปที่บ้านเสียหน่อยก็หาไม่พบ เพื่อนๆร่วมกลุ่มก็ช่วยกันหาตามกล่องสัมภาระแต่ก็ไม่เจอเช่นกัน

“เดี๋ยวเราลองไปดูให้ที่โรงเรียนแล้วกันว่ามีติดไปตอนขนเครื่องดนตรีไหม”


จุฑามาสอาสา หล่อนตั้งใจจะไปโรงเรียนเพราะนัดอาจารย์บางคนไว้ว่าจะเอาวีดีโอที่ถ่ายครั้งแรกไปมอบให้ทันที ส่วนกรวิกนั้นเป็นพนักงานขับรถขนเครื่องดนตรีไทยซึ่งใช้ในการถ่ายทำจากโรงเรียน ไปกลับบ้านเรือนไทย แม้ว่าอาจารย์และครูใหญ่จะอนุญาตให้ใช้เครื่องดนตรีในเรือนซึ่งมีเหมือนกันได้ แต่พวกเขาทุกคนเห็นว่าเครื่องดนตรีนั้นเป็นของเก่าทั้งเจ้าของก็ไม่อยู่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นเห็นจะรับผิดชอบกับความเสี่ยงไม่ไหว กรวิกจึงตัดสินใจขอยืมรถกระบะของพี่ชายเขามาใช้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ

“ถ้าไม่มีก็คงตกอยู่...แถวเรือนไทยมั้งลัล เพราะวันนี้พวกเราก็ไม่ได้ไปไหนกันนี่” อินทิราช่วยวิเคราะห์ขณะมือกำลังยุ่งกับการเก็บของแล้วเงยหน้ามองนาฬิกาและหันไปเร่งเพื่อนชายอีกคนในกลุ่ม “สัก กุญแจรถล่ะ เดี๋ยวไปซื้อของทำกับข้าวพรุ่งนี้เป็นเพื่อนอินหน่อย วันนี้วานคุณป้ามาทีแล้ว เกรงใจ”

สักวาชูกุญแจรถเป็นเครื่องหมายเตรียมพร้อม ชายหนุ่มโกยของเก็บลงกล่องด้วยความเร็วสูงขณะชะโงกหน้ามองไปยังแผ่นฟ้าเบื้องบนซึ่งมีเค้าลางไม่น่าไว้วางใจ

“เดี๋ยวค่อยมาจัดไอ้พวกนี้ไปพลางคุยกันไปแล้วกันนะ ไม่งั้นเกิดฝนตกล่ะลำบากแน่ เรากับอินต้องไปมเตอร์ไซค์ด้วย”

ลัลลนาถอนหายใจเบาๆสีหน้ากลัดกลุ้มเมื่อเห็นเพื่อนรักทุกคนดูจะมีงานรัดตัว จุฑามาสจึงปลอบว่า
“เอางี้นะ เราว่าตัวลองไปดูแถวๆเรือนนั้นก่อนไหม ยืมจักรยานป้าปั่นไปก็ได้ ถ้าไงเรากับกรจะรีบทำธุระให้เสร็จแล้วไปหาตัวนะ”

“พวกเราด้วย” อินทิรารับปาก

ลัลลนาพยายามยิ้ม สายตามองเลยเบื้องหลังเพื่อนๆที่กระจุกกันอยู่ในบ้านไม้ยกพื้นซึ่งเป็นบ้านพักของผู้อำนวยการซึ่งอนุเคราะห์พวกหล่อนไปยังขอบฟ้าที่ค่อยๆกลายเป็นสีส้มจากแสงอัสดงที่ชะโลมไปทั่วสลับจุดสีดำจากความมืดของรัตติกาลแล้วต้องตัดสินใจ
“ลัลจะไปหาก่อนแล้วกัน ถ้าไงๆ....รีบมาช่วยกันหน่อยล่ะ”

“ไม่ต้องห่วง จะไปให้ทันก่อนฝนตกแน่ๆ”

คำรับรองของเพื่อนชายที่ทำให้รอยยิ้มของลัลลนาแหย จะให้บอกได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่หล่อนกังวลเสียทีเดียวหรอก

เรื่องเล่าถึงความสยองนั้นต่างหากที่ยังวนเวียนในหัวของหญิงสาวไม่หลุดไปเสียที โดยเฉพาะที่ว่าเสียงเครื่องดนตรีที่ได้ยินตอนไม่มีใครอยู่....และตามมาด้วย...

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ หยุดความคิดของตัวเองลง ทยอยลงจากบ้านไปพร้อมเพื่อนๆแต่ปลีกตัวไปอีกมุมป้องปากตะโกนขอยืมจักรยานพร้อมตอบจุดหมายปลายทางที่อีกฝ่ายถาม ก่อนเหวี่ยงตัวขึ้นคร่อมเริ่มถีบจักรยานอย่างแกนๆ

บ้านครูใหญ่อยู่ใกล้โรงเรียนและไม่ห่างจากเรือนนั้นเท่าใดนัก แต่ต้องผ่านถนนใหญ่สักหน่อยก่อนเลี้ยวเข้าซอยที่เป็นถนนลูกรัง สองข้างทางมีต้นหญ้าสูงเกือบเข่าขึ้นแซมกับดอกหญ้าดอกน้อย แต่ห่างออกไปมองเห็นบ้านหลังอื่นจากที่ไกลๆได้

นักศึกษาสาวปั่นจักรยานเร็วขึ้นเมื่อมองเห็นแสงอาทิตย์ที่จางลงไปทุกขณะ โล่งใจเล็กน้อยเมื่อไฟฟ้าของเสาต้นใหญ่ทำงานดีตามหน้าที่ เสียแต่ว่ามันอยู่ห่างจากเรือนที่หล่อนต้องไปนี่สิ

หญิงสาวจอดจักรยานไว้ข้างบ้าน เพราะก่อนออกไปพวกหล่อนนำกุญแจและโซ่ไปคล้องไว้ แม้จะไม่ได้ลั่นกลอนแต่ในเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ ลัลลนาเห็นว่าแค่หล่อนมุดตัวลงลอดระหว่างพุ่มไม้ไปคงรวดเร็วกว่า และถ้าความจำหล่อนไม่ผิดพลาดไป แคร่ที่หล่อนนั่งเล่นอยู่เมื่อกลางวันนั้นอยู่ข้างบ้านเสียด้วย

วงหน้าสวยบึ้งเล็กน้อยเมื่อกิ่งไม้เกี่ยวแขนเสื้อและครูดผิวบางส่วนจนเป็นรอยแดง แถมความเตี้ยของพุ่มไม้ทำให้ลำบากเล็กน้อยในการมุดเข้ามา จนหล่อนต้องลุกขึ้นปัดศีรษะและเสื้อผ้าไล่ใบไม้ที่ติดตัวออกไปพอเป็นพิธีแล้วตรงดิ่งไปยังแคร่ใต้ไม้ใหญ่ทันที

กวาดตามองปราดก็ไม่พบเครื่องมือใดๆสักนิด หัวใจของเธอร่วงลงเล็กน้อยก่อนกวาดตาลงมามองที่เบื้องล่าง และวัตถุเปล่งประกายวาวที่โคนต้นไม้ซึ่งมีใบไม้สุมอยู่ก็กระทบสายตา

ลัลลนาแทบจะกระโจนไปบนแคร่เพื่อมองให้ถนัด หล่อนมั่นใจเมื่อเอื้อมมือล้วงไปคว้าโทรศัพท์ซึ่งคงหล่นจากกระเป๋ากางเกงของหล่อนลงมาในกองใบไม้นี้ช่วงใดช่วงหนึ่งโดยหล่อนไม่ทันรู้สึกตัวนั่นเอง

เพื่อความแน่ใจหล่อนลองกดปุ่มโปรแกรมต่างๆว่ามีสิ่งใดกระทบกระเทือนหรือไม่ แต่นับเป็นโชคดีที่ลัลลนาเลือกรุ่นโทรศัพท์จากความทนของเครื่องเพราะวิสัยหล่อนมักเผอเรออยู่บ่อยๆในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ดังนั้น การตกลงไปในกองใบไม้แค่นี้จึงไม่มีผลกระทบอะไรกับเครื่องโทรศัพท์ของหล่อนสักนิด

ความดีใจชะงักลงเมื่อหยาดน้ำเม็ดโตตกระทบหน้าจอ ก่อนจะเริ่มพร่างพรมลงบนตัวหล่อนและเทโครมลงมาพร้อมเสียงฟ้าคำรามลั่นครืนใหญ่

ลัลลนาอยากอุทานและรีบกลับ แต่ฝนที่ตกหนาเม็ดแถมลมที่พัดมาอย่างรุนแรงทำให้หล่อนต้องเปลี่ยนใจวิ่งไปหลบใต้ถุนเรือนแทน
“บ้าจริง รอให้กลับก่อนค่อยตกก็ไม่ได้” หญิงสาวบ่น..กับสายฝนนั่นแหละและซุกโทรศัพท์ไว้พยายามให้อยู่ในเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยจะเปียกที่สุดกันความชื้น

ชะรอยด้วยเสียงบ่นของหล่อนหรืออะไรก็ตาม แต่ไม่ได้ช่วยทำให้สภาพอากาศดีขึ้นแต่อย่างไร ตรงข้ามลมพายุกลับพัดรุนแรงจนลัลลนาเองก็อาจปลิวไปกับสายลมกราดเกรี้ยวนี้ได้หากหล่อนหนักน้อยกว่านี้สักยี่สิบกิโลกรัม

ทว่ากิ่งไม้ใหญ่ๆที่ปลูกแถวนี้หนักน้อยกว่านั้นแน่นอน คงเป็นเรื่องโง่เกินไปถ้าหล่อนยังยืนอยู่ใต้ต้นไม้นอกจากจะเปียกฝนแล้วอาจมีสิทธิ์ถูกทับตายได้ง่ายๆ

ลัลลนาดึงโทรศัพท์มือถือออกมากดเบอร์หากรวิกซึ่งรับสายอย่างรวดเร็ว
“ลัลหรือ? เจอโทรศัพท์แล้วใช่ไหม ดีจริง กำลังเป็นห่วงอยู่เลย”

“เจอแล้ว ตอนนี้ลัลอยู่ที่เรือนไทย มารับหน่อยได้ไหม”

มีเสียงซ่าด้วยแรงลมจากปลายสาย ซึ่งทำให้ลัลลนาพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงติดอยู่ด้วยสายฝนเช่นกันและก็เป็นดังคาดเมื่อกรวิกตะเบ็งเสียงตอบมา

“ลัลหลบฝนที่นั่นไปก่อนนะ ฝนมันตกหนักจนแทบมองไม่เห็นทางเลย ลมก็แรง เดี๋ยวฝนซากว่านี้เราจะเอารถไปรับ แล้วลัลค่อยเอาจักรยานใส่ท้ายรถมา”

หญิงสาวอ้าปากค้าง มองรอบตัวที่เพราะฟ้าส่งฝนโปรยมาความมืดจึงทะยานออกมาเร็วกว่าทุกวัน หล่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น
“มาให้เร็วที่สุดเลยนะ เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้เลย”

กรวิกพึมพำตอบก่อนตัดสัญญาณไปทิ้งลัลลนาไว้กับเสียงของสายฝนเปาะแปะและลมหนาวปะทะผิวกายกับเสื้อผ้าที่ดูจะเป็นตัวช่วยเพิ่มพูนความเย็นมากกว่าจะช่วย

ฝนไม่หนาเม็ดเท่าไรแล้ว ทว่าลมกลับแรงขึ้นแทนสมคำพยากรณ์อากาศที่ลัลลนาได้ยินแว่วๆว่าจะมีพายุพัดเข้ามาเช่นกันแต่ตอนนั้นหล่อนจำได้ไม่ถนัดว่าวันไหน เห็นทีคงเป็นวันนี้แน่แท้

ละอองน้ำถูกหอบมาโดนร่างโปร่งจนเกือบเหมือนตากฝนอยู่รอมร่อ ลัลลนามองซ้ายขวาแล้วตัดสินใจก้าวกระโดดอย่างปราดเปรียวไปที่บันไดแล้วถือวิสาสะซอยเท้าขึ้นเรือนหวังอาศัยหลบลมกรรโชกพวกนี้ที

อย่างน้อยต่อให้เจอผีก็คงดีกว่าเสี่ยงเป็นปอดบวมตาย

ประตูด้านนอกนั้นไม่ได้ลงกลอนอยู่แล้วตามที่ครูใหญ่บอกไว้ ทั้งยังเปิดไฟตามชานนั่งด้านนอกทิ้งไว้ด้วย เนื่องจากเจ้าของเรือนซึ่งเป็นอาจารย์ต้องไปอบรมดนตรีตามคำเชิญที่ต่างอำเภอ และอาจกลับมาถึงบ้านมืดค่ำ ลัลลนาจึงใจชื้นอยู่บ้าง เอนตัวแอบฝนอยู่แถวประตูด้านในนั่นเอง

ฝนซาลง...อีกเล็กน้อยเหลือเพียงหยดน้ำเม็ดน้อยไม่หนักหน่วงรุนแรงเท่าเมื่อครู่ เสียแต่พระพายยังไม่ยอมผ่อนปรนอำนาจทำให้ลัลลนาถอนหายใจกลางความเงียบเพียงลำพัง

พลัน ร่างของหญิงสาวต้องไหวตัวเฮือก เมื่อโสตประสาทแว่วเสียงบางอย่าง

<>:<>:<>:<>:<>:<>


ตอนที่ ๒


ลมหายใจของลัลนาสะดุด แต่เสียงนั้นไม่ได้หยุดตามไปด้วย ตรงข้ามกลับค่อยกังวานแทรกคลอกับเสียงฝนช้าๆ

เสียงเครื่องดนตรี....เครื่องสีเสียงแหลม...แต่ไม่เท่าซอด้วงซึ่งลัลนารู้จักดี กลับมีกระแสความอ่อนนุ่มเจืออยู่ บางทีคงเป็นท่วงทำนองที่ทอดยาวคล้ายละห้อยหานั่นก็เป็นได้ ทำให้ดนตรีบรรเลงนี้ฟังทั้งอ่อนหวานและหม่นเศร้าได้ในคราเดียว

ดนตรีนั้นไพเราะ ...แต่ความเย็นเยียบค่อยไล่จากปลายเท้าที่เปียกชื้นของหล่อนขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะน้ำฝน และกระดานไม้ที่เปียกชื้น หากลัลนาก็รู้ดีเกินกว่าจะโกหกตนเอง ว่าต้นเหตุหลักของความรู้สึกนี้มีที่มาจากเสียงที่หล่อนได้ยินนี้อยู่ต่างหาก

หล่อนไม่เคยได้ยินเสียงเครื่องดนตรีเช่นนี้มาก่อน แต่พอนึกถึงเรื่องเล่าชวนสยองจากเด็กๆเมื่อบ่ายที่ผ่านมา ลัลนาค่อนข้างแน่ใจว่าจะเป็นเสียงอื่นไปไม่ได้เด็ดขาด นอกจากเสียงของดนตรีภาคเหนืออย่างสะล้อ

แม้จะบอกตัวเองว่าหล่อนอายุยี่สิบสองปีเข้าไปแล้ว ทว่าเรื่องเล่าจากเด็กที่ยังไม่ถึงสิบสองขวบกลับแว่วอยู่ในหัว และลัลนาห้ามตัวเองไม่ให้เผลอจินตนาการตามคำบอกของพวกเด็กๆไม่ได้ ในเมื่อหล่อนเห็นด้วยเต็มที่ว่าแม้จะไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่ราชบุรีก็เป็นจังหวัดที่วิ่งรถเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ไม่ว่าจะพลิกแผนที่ภูมิศาสตร์ดูเช่นไรก็คงไม่เห็นวี่แววว่ามีทำเลที่ตั้งอยู่ภาคเหนือไปได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่จะมีเสียงดนตรีสะล้อบรรเลงราวเป็นเรื่องปกติ

หนำซ้ำ...ดวงตากลมกวาดมองซ้ายขวาเห็นแสงจากหลอดไฟสีเหลืองนวลตา แม้มันจะพยายามส่องแสงอย่างเต็มกำลังแต่ก็กินบริเวณเพียงแค่ส่วนที่หล่อนยืนหลบมุมอยู่กับมุมอีกสองสามแห่งเท่านั้น นอกจากนั้น ลัลนาเกือบมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดของรัตติกาลและเงาตะคุ่มที่ดำสนิทยิ่งกว่ารัตติกาลนั้นเสียอีก

น้ำหยดไหลลงกระทบพื้นที่เปียกอยู่แล้วไม่ได้ก่อสรรพสำเนียงใดทั้งสิ้น แต่ลัลนาไม่แน่ใจว่านั่นเป็นน้ำฝนที่ต้องตกกระทบตัวหล่อน หรือเป็นหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาทั้งที่หล่อนรู้สึกหนาวจนแทบจะสั่นสะท้านไปทั้งตัวกันแน่

หญิงสาวพยายามหายใจเข้า...ให้ลึกผ่านความอึดอัดในทรวงลงไปอย่างยากลำบาก ฝนซาลงจนเหลือเพียงละอองน้ำเจือจางทิ้งไว้แค่ความชื้นในอากาศเท่านั้น แต่สายตาของลัลนายังพร่างพรายเปี่ยมด้วยความงุนงงแกมประหวั่น จนต้องกะพริบถี่ๆขับม่านหมอกในการมองออกไป

ลำนำสะล้อยังแว่วต่อไป เมื่อฝนหยุดโปรยเสียงนั้นจึงยิ่งกังวานเด่นชัดขึ้นว่าดังมาจากห้องหนึ่งซึ่งหากลองก้าวยาวๆไม่กี่ก้าวก็น่าจะไปถึง

ทว่า เท้าของหล่อนไม่ยอมขยับ อาจเป็นเพราะลัลนาเองก็ลังเลใจก็เป็นได้ ใจหนึ่ง.....หากขยับตัวได้หล่อนคงถลาแล่นลงบันไดไปเสียเลยมากกว่า อีกใจ...ที่ไม่แน่ว่าเป็นสติหรือเพียงความอยากรู้อยากเห็นกันแน่กระตุ้นให้ร่างโปร่งจรดฝีเท้าตามเสียงนั้นไปเสีย

หญิงสาวผ่อนลมหายใจเหยียดยาวกึ่งทอดถอน เมื่อค่อยย่างเท้าไปตามเสียงนั้นดังที่เสี้ยวหนึ่งของหัวใจได้ผลักไสพร้อมบอกตนเอง บางที..หากเห็นให้แน่ใจหล่อนจะได้ไม่ต้องหวาดผวา อาจเป็นครูดนตรีหรือคนในเรือนนี้ก็ได้ที่บรรเลงเพลงนี้ อาจไม่ใช่เสียงสะล้อก็ได้...

หนทางนั้นไม่ยาว แต่ลัลนารู้สึกว่ามันสั้นเกินไป จนหล่อนเกือบเตรียมใจไม่ทันเมื่อเอียงตัวแล้วมองผ่านประตู ที่โชคดีบังเอิญเปิดแง้มไว้เป็นช่องพอสมควร เพื่อรับลมเย็นๆยามพิรุณโปรยก็เป็นได้

ใต้แสงสลัวนวลตา สิ่งแรกที่กระทบสายตาลัลนาคือเครื่องดนตรีไม้..ที่มองผาดแรกเกือบเหมือนซอ หากครั้นไล่สายตาขึ้นมาจึงพบว่าส่วนก้านซึ่งใช้ปรับเสียงไม่ได้วางแบบซอประเภทใดที่หล่อนเคยเห็น ซึ่งแทนที่จะเรียงกันเป็นสองอันบนล่าง กลับมีลักษณะเรียงไขว้กันแทน และท่วงจังหวะการสีนั้นต่างกับการเล่นซอที่หล่อนเคยเห็นพวกเด็กๆเล่นอย่างเห็นได้ชัด

บางที...ถ้าเธอเพ่งพินิจต่อไปคงเห็นความต่างได้อีก หากแม้จะศึกษามาเพื่อประกอบการทำงาน แต่ลัลนาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หนำซ้ำ สิ่งที่ตรึงสายตาของหล่อนมากกว่าเครื่องดนตรีนั้น กลับเป็นปลายนิ้วเรียวที่กำลังแตะสัมผัสคันชักขยับไปมาก่อเสียงบรรเลงเพลงหวานอมเศร้าที่หล่อนกำลังสดับอยู่นี้

ปลายนิ้วเรียวยาวแต่ไม่ได้ทำให้มือนั้นดูบอบบาง ตรงข้ามแม้ผิวจะนวลหากลัลนารู้สึกว่ามือนั้นแลดูแข็งแรง จนน่าพิศวง ที่ความรู้สึกสองอย่างสามารถก่อขึ้นจากมือเดียวที่หล่อนเพียงแค่แลเห็นครั้งแรกได้

หญิงสาวห้ามตัวเองไม่ทัน หล่อนไล่สายตาขึ้นจากเครื่องดนตรีซึ่งวางอยู่บนขาภายใต้กางเกงผูกเชือกที่เคยเห็นชาวเหนือนิยมนุ่งสีเปลือกมังคุด ตัดกับเสื้อผ้าขาวบางคอกลมกับปอยผมสีเกือบกลืนกับความมืดที่บางปอยห้อยระบ่ากว้าง

หญิงสาวกะพริบตา มองวงหน้าที่แม้ไม่อาจระบุรูปโครงได้ชัด แต่ก็สามารถบอกได้ว่าเหมาะสมกับเรียวคิ้วเข้ม ดวงตายาวคมกริบที่บัดนี้ทอดเหม่อไปด้านนอกหน้าต่าง จมูกโด่งกับริมฝีปากบางที่ปิดสนิทเหมือนไม่เคยเอื้อนเอ่ยคำใด

ชายหนุ่มผู้กำลังนั่งเอนหลังพิงหมอนสามเหลี่ยมยังขยับมือบรรเลงดนตรีไปเรื่อย ทว่าสายตาของเขากลับทอดแลไปอีกทางอย่างไร้จุดหมาย ราวกับจะใช้เสียงดนตรีนี้ช่วยประกอบความคิดของเขามากกว่า จะบรรเลงด้วยจุดประสงค์อื่นใด

ลัลนาเกือบยกมือขยี้ตาตนเอง แต่สิ่งที่หล่อนทำกลายเป็นการไหวกายเล็กน้อยที่มากเกินพอเมื่อไม้กระดานเรือนกลับส่งเสียงลั่น ดังจะเตือนเจ้าของสถานที่จนหล่อนสะดุ้งก้มลงมองปลายเท้าตัวเอง พร้อมถอยไปตั้งหลักเล็กน้อยแล้วนึกขึ้นได้

“ขอโทษค่ะ...ฉันมาหลบฝนไม่ได้ตั้งใจจะ....”

คำอธิบายละล่ำละลักของหญิงสาวขาดหาย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งและเห็นชัดถนัดตา ว่าเบื้องหน้าของหล่อนไม่ปรากฏเงาร่างของมนุษย์คนใดอยู่แม้แต่คนเดียว

ความตั้งใจของหญิงสาวแปรผันได้ทันใด จากความกังวลเกรงว่าเจ้าบ้านจะต่อว่าในการเสียมารยาทของตน กลายเป็นหัวใจที่ร่วงหล่นลงไปแทบเบื้องฝ่าเท้า สองมือกำแน่นจนเล็บจิกไปในเนื้อแทบจะห้อเลือด แต่ความเจ็บปวดนี้เองที่เรียกลมหายใจให้ลัลนาสัมผัสได้เต็มปอดอีกสองครั้ง

และนั่นทำให้ทำงานของสมองกลับคืนมาเต็มที่ กระตุ้นให้หญิงสาวหันหลังวิ่งสุดฝีเท้าลงจากเรือนไปให้เร็วที่สุด

ฝนหยุดลงแล้วเหลือเพียงหยดน้ำเกาะบนสิ่งต่างๆ พลอยให้ยามลมพัด กลับพาหยาดน้ำให้ร่วงหล่นลงพื้น ประสานกับเสียงใบไม้ที่ขยับไหวต้องกัน ฟังคล้ายดังเสียงผ้าเสียดสีตามจังหวะก้าวเดิน ไล่หลังร่างของคนที่เพิ่งลงจากเรือนไปด้วยความเร็วนั้นแว่วมาไกลๆ

ลัลนาก่นว่าตนเองเมื่อความเร่งร้อนพาลให้หล่อนเสียเวลาไปมากกว่าเดิม ซ้ำความตกใจเมื่อครู่ทำให้หล่อนเตะรองเท้าตนเองกระเด็น ทำให้ต้องเสียเวลางมซ้ายขวาอีกหลายวินาที จนแทบตัดใจแล้ววิ่งหนีไปทั้งเท้าเปล่าด้วยซ้ำ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อสัมผัสแรกผ่านรองเท้าบนดินที่ก้าวลงไป กลายเป็นความอ่อนยวบให้คนทิ้งน้ำหนักตัวมาเต็มที่อย่างไม่ทันระวังลื่นพรืดลงกับพื้นทันใด

มือเรียวเท้าลงบนพื้นหมายจะยันตัวลุกขึ้นให้โดยเร็ว แต่กลับเป็นตรงข้ามเพราะบริเวณที่ว่าก็ไม่ต่างกันเท่าใด แทนที่หล่อนจะได้ลุกขึ้น ลัลนาก็มีอันหงายลงไปกองเลอะโคลนมากกว่าเดิมจนได้

ขุมขนทั่วร่างลุกชันขึ้นมาอีกครั้งเมื่ออากาศเย็นช่ำลอยไล้โลมผิวกาย แต่นั่นยังไม่เท่าเสียงเย็นๆที่ดังขึ้นจากเบื้องหลัง

“หนู...เป็นอะไรมากไหม”

ความอดทนและสติของลัลนาขาดผึงลงไปทันใด หล่อนหลับหลับตาแทบจะกรีดร้องลั่น เพื่อบรรเทาความตื่นกลัว ถ้าไม่ใช่บังเอิญเสียงที่ถามมาอีกนั้นเปี่ยมด้วยความกังวลปนห่วงใย ไม่ใช่เสียงพูดยานคางเย็นยะเยือกน่าสยดสยองที่จินตนาการไว้

“หนู เป็นอะไรมากหรือเปล่า ยืนไหวไหม ดูสิ เลอะไปทั้งตัวเชียว”

ลมหายใจของหญิงสาวหอบกระชั้น เมื่อเจ้าตัวรวบรวมความกล้า ค่อยหันหน้าปรือตามองช้าๆอย่างไม่แน่ใจ

นับเป็นโชคดี...ที่ภาพนั้นไม่น่าพรั่นพรึงอย่างที่หล่อนกังวล เบื้องหน้าหล่อนมีเพียงหญิงสาวหน้าตางดงามเกลี้ยงเกลาแววตาดูอ่อนโยนผู้หนึ่งเท่านั้น ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าลัลนาหลายปี แม้ไม่ใช่สาวสูงวัยแต่อาจเป็นเพราะการแต่งกายซึ่งตกสมัยทำให้ดูเกินวัยไปบ้าง หล่อนใส่เสื้อทรงกระบอกสีนวลลออตาแขนสั้น กับนุ่งผ้าถุงยาวส่วนปลายปักลายดอกเล็กๆ สีเหลืองอมส้มดูแปลกตาสำหรับสาวยุคใหม่ และยังเกล้าผมเป็นมวยประดับปิ่นเงินไว้ด้านหลัง ขับเน้นวงหน้ารูปไข่ให้เด่นกระจ่าง ยิ่งพิศมองยิ่งเห็นความงาม ทั้งคิ้วโก่งที่คงถูกเขียนอย่างบรรจง ให้รับกับดวงตากลมโตสีนิลสดใสประดับด้วยแพขนตาหนางอน ริมฝีปากอ่อนนุ่มคลี่ยิ้มอ่อนหวาน พลอยให้คนมองรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

แม้การแต่งกายจะดูผิดแผกแปลกวัยและยุคสมัยไปบ้าง แต่เมื่อลองคิดเสียว่าที่นี่เป็นเรือนไทย คนในเรือนจะแต่งกายอนุรักษ์ควาเมป็นไทยบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่สำคัญ ลัลนากลับคิดว่าเสื้อผ้าไทยๆแบบนี้เสียอีก ที่เข้ากับเครื่องหน้าอ่อนหวาน ผิวผ่องราวสาวชาวเหนือในละคร ดูแล้วลงตัวกว่าเสื้อยืดกางเกงยีนส์เช่นหล่อนเป็นไหนๆ ความกลัวจึงค่อยเลือนหายแปรเป็นความความเก้อเขินที่ถูกอีกฝ่ายเห็นภาพตอนหล่อนหกล้มคว่ำหงาย จนเนื้อตัวเลอะเปรอเปื้อนไปหมดเช่นนี้

ดวงตากลมนั้นทอประกายเป็นห่วงอย่างชัดเจน เมื่อมองมาที่หล่อน ลัลนายังนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นอีกอึดใจก่อนจะปล่อยโฮออกมา

"ตายจริงหนู” ฝ่ายตรงข้ามยิ่งตกใจเลิกลั่ก “หกล้มเจ็บอะไรตรงไหนหือ ไหนบอกน้าสิ..”

“ไม่เจ็บค่ะ” หล่อนตอบถึงจะปล่อยโฮ แต่จริงๆหล่อนไม่ได้ร้องไห้หรอกแค่ส่งเสียงร้องด้วยความโล่งใจเท่านั้น “หนูแค่กลัวผี”

หล่อนสารภาพไปอย่างไม่อาย หญิงตรงหน้าชะงักก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“โธ่ ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไร แถวนี้มันเงียบคงน่ากลัวหน่อย ขวัญเอ๋ย ขวัญมานะหนู”

“มันไม่ได้น่ากลัวเพราะเงียบหรอกค่ะ เพราะมันไม่เงียบต่างหากถึงได้น่ากลัว” ครั้นเห็นแววคำถามในดวงหน้าคู่สนทนา หล่อนก็พยายามอธิบาย ต่อให้หญิงสูงวัยกว่าตรงหน้าจะหัวเราะหาว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ตอนนี้ลัลนากำลังต้องการพูดให้ใครสักคนฟัง ไม่งั้นหล่อนคงประสาทเสียยิ่งกว่านี้แน่

“หนูได้ยินเสียงดนตรีแล้ว..แล้ว...ตอนแรกก็มีคนเล่นอยู่แต่พอหันไปอีกทีก็ไม่มีใคร...” แค่พูดเนื้อตัวหล่อนก็สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจนผู้มองอดสงสารไม่ได้

“ทำใจดีๆนะหนูนะ โถ แม่คุณ คนไม่ชินคงตกใจแย่”

และคงไม่คิดจะชินแน่ ...หล่อนตั้งปณิธาน แต่แล้วก็อดเงยหน้ามองคนที่ขยับตัวพยักเพยิดไปยังตุ่มน้ำริมบันไดไม่ได้ กิริยานั้นอ่อนหวานนุ่มนวลจนหล่อนไม่อยากเชื่อว่าคนตรงหน้าจะเข้าข่ายคนที่ชินกับเรื่องที่หล่อนเล่าไปได้

“คุณน้าเป็นเจ้าของที่นี่หรือคะ หนู...ไม่ได้ตั้งใจบุกรุกนะคะ หนูทำโทรศัพท์ตกไว้เลยมาเอาแล้วพอดีฝนมันตกน่ะค่ะ”

“เรียกน้าเอื้องก็ได้จ้ะ” เสียงหวานปราณีพลางกวักมือให้คนที่มอมแมมลุกมาล้างเนื้อตัว “หนูชื่อลัลใช่ไหม น้าได้ยินเด็กๆเรียกหนูว่าอย่างนั้นกันอยู่ จำได้ว่าหนูเป็นนักศึกษาที่มาถ่ายงานกัน พวกเด็กๆนี่ตื่นเต้นกันใหญ่เลย”

“ลัลนาค่ะน้าเอื้อง เรียกลัลก็ได้”

หล่อนขยับกายลุก คราวนี้อย่างช้าๆระมัดระวังเพื่อจะได้ไม่เปรอะเปื้อนอีก ขณะที่น้าเอื้องปล่อยให้หญิงสาวชำระคราบสกปรกออกเงียบๆ แต่ลัลนาเป็นฝ่ายถามต่อเป็นเชิงชวนคุย
"น้าเอื้องเป็นครูสอนดนตรีไทยใช่ไหมคะ ที่พวกคมศรว่ากัน”

“เปล่าจ้ะ น้าไม่ได้ทำอะไร ส่วนมากก็อยู่ที่นี่เฉยๆหรือไม่ก็เดินไปมาแถวนี้แหละ แต่เห็นพวกหนูใช้สถานที่น้าไม่อยากกวนเลยหลบไปดีกว่า”


“ไม่รบกวนหรอกค่ะ น้าเอื้องมาคุยกับพวกหนูหรือพวกเด็กๆก็ได้”

หล่อนรีบเสนอแต่น้าเอื้องเพียงยิ้มบางๆเท่านั้นแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนากลับไปว่า

“แล้วหายกลัวผีหรือยังจ๊ะ น้าตกใจหมดตอนเห็นหนูนั่งอยู่นึกว่าเป็นอะไรมาก เห็นหน้าซีดเชียว”

“ไม่เจ็บแต่เจออย่างนั้นเป็นใคร หนูว่าก็ต้องตกใจทั้งนั้นแหละค่ะ” หล่อนอดบ่นอุบไม่ได้

“โถ..หนู” เสียงของคนเป็นผู้ใหญ่มีแววทอดถอนก่อนเอ่ยกึ่งสั่งสอน “ผีหรือคนก็ไม่ต่างกันเพียงนั้นหรอกจ๊ะ ไม่ว่าหนูหรือน้าตอนอยู่ก็เป็นคน พอตายไปก็เป็นผีเท่ากัน บางครั้งผีก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร เพียงแค่อดอาลัยอาวรณ์คิดถึงวันเก่าๆไม่ได้เท่านั้นเอง”

ทำนองเพลงนั้นแว่วกลับมาในความทรงจำ ถูกแล้ว เพลงที่ให้ความรู้สึกอาวรณ์โหยหาหม่นเศร้านั้นบ่งบอกอารมณ์ดังว่าไม่มีผิด และอาจเป็นเพราะหล่อนได้สดับดนตรีนั้นด้วยกระมัง ชั่ววูบในความรู้สึกจึงอดสงสารเจ้าของเพลงบรรเลงนั้นไม่ได้

“คงเหงาแย่นะคะ”

ลัลนาพึมพำโดยไม่รู้ตัว แต่นั่นก็เรียกแววเอ็นดูในดวงตาของน้าเอื้องเมื่อมองมาที่หล่อน

“จ้ะ วิญญาณถ้าต้องอยู่โดยไม่มีใครเห็นมานาน ก็คงเหงาเป็นธรรมดาแหละ น้าเองก็อยู่ที่เรือนนี้มานาน ไม่ค่อยได้คุยอะไรกับใครเหมือนกัน บางทีก็เหงาๆ บ้าง วิญญาณก็มีความรู้สึกเหมือนกันไม่ต่างอะไรกับมนุษย์หรอก”

สายตาของลัลนาเบนไปจับที่คนที่แทนตัวเองว่าน้า ทั้งที่ยังสาวยังสวยอย่างทึ่งๆ หล่อนคิดว่าน้าเอื้องเป็นคนมีความคิดอ่านที่ดีเข้าใจโลก ตามประสาคนที่คงผ่านร้อนผ่านหนาวมา ทว่าการที่พูดเหมือนเรื่องเหล่านี้ช่างปกติธรรมดา มันก็ยังทะแม่งๆในความรู้สึกคนฟังอยู่ดี

“น้าเอื้องนี่...ใจกล้าจังนะคะ”

“ใจกล้าอะไรกันจ๊ะ หนูก็...” เสียงหวานหัวเราะใสกังวาน “น้าอยู่ที่นี่มาตั้งนานเห็นมาจนชินแล้วต่างหากล่ะจ้ะ”

ลัลนาอ้าปาก แต่ยังไม่ทันคิดว่าจะถาม ฝ่ายนั้นก็พยักหน้าตัดบทแทน

“เอ้า อย่ามัวแต่คุยกับน้าอยู่เลย ประเดี๋ยวจะดึกเสียก่อนนี่จวนสองทุ่มแล้วนี่หนูต้องปั่นจักรยานกลับใช่ไหม”

นั่นทำให้นักศึกษาสาวนึกถึงความเป็นจริง หล่อนพยักหน้าเดินตามน้าเอื้องที่เดินนำไปทางรั้วที่หล่อนมุดเข้ามาทำให้เธอชะงักไปนิดๆ

“เข้ามาทางลัดตรงนี้ไม่ใช่หรือเรา” เสียงถามแฝงแววกระเซ้า

คนใช้ทางลัดยิ้มแหยยกมือกระพุ่มไหว้ขณะเอ่ยเสียงอ่อน

“ขอโทษค่ะ คือหนู..เห็นว่าเย็นแล้วว่าจะรีบมาหาของเท่านั้นเองน่ะค่ะ”

“น้าไม่ได้โกรธหรอกจ้ะ อีกอย่างทางนี้มันก็ใกล้กว่ามุดได้จริงๆ เด็กๆเขาก็ชอบทำกันบ่อย ครั้งหน้าหนูเข้ามาทางนี้น้าหรือเจ้าของเรือนก็ไม่ว่าหรอก”

หญิงสาวสะดุ้ง กลอกตามองข้างบนนึกถึงผู้เข้าข่ายเจ้าของเรือนที่ว่าแล้วอดสยองไม่ได้ จนต้องออกปาก

“คงไม่มีครั้งหน้าให้ท่านเจ้าของเรือนไม่พอใจแล้วค่ะ...”

“โธ่ น้าบอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก มุดเข้ามาถือซะว่ามาคุยเป็นเพื่อนน้าก็ได้”

“หนูจะมาหาน้าเอื้องอีกแน่ๆค่ะ…” แต่กับอย่างอื่นนั้นลัลนาคงยังทำใจไม่ไหวแน่ หล่อนยกมือไหว้อีกฝ่ายอีกครั้ง “ขอบคุณมากนะคะ หนูลาล่ะค่ะน้าเอื้อง”

“ไปมาระวังๆบ้างนะจ๊ะหนู มืดๆค่ำๆปานนี้แล้ว”

หญิงวัยกลางคนยังไม่วายบอก ขณะมองร่างของคนอ่อนกว่ามุดลอดพุ่มไม้ออกไปอย่างคล่องแคล่ว ด้วยแววเอ็นดูที่ไม่ได้ใช้มองผู้ใดมาเนิ่นนาน

ลัลนาออกทางลัดมาได้โดยสวัสดิภาพ จักรยานของหล่อนจอดอยู่ใต้ไม้ใหญ่ใกล้รั้วพอดี ทำให้แม้ลมจะพัดแรงจนจักรยานเอียงล้มไปบนพุ่มไม้ ก็ไม่มีรอยบุบสลายอะไรนอกจากหล่อนต้องเอามืดปาดน้ำฝนออกจากเบาะนั่ง และลองบีบคันเบรกแรงๆสองสามทีเป็นการทดลอง

หล่อนตบกระเป๋ากางเกงที่เปียกชื้นสัมผัสวัตถุนูนๆแล้วนึกได้ โชคดีที่โทรศัพท์ของหล่อนทนทานจนน่าชื่นใจกับราคาที่อุตส่าห์ยอมลงทุนจ่ายไปเฉียดหมื่นบาทเพื่อซื้อโทรศัพท์รุ่นดีของยี่ห้อนี้ หล่อนกดโทรออกหาเบอร์เพื่อนชายของหล่อนและรอสัญญาณไม่นานก่อนเสียงใสของอินทิราจะกังวานมา

“กรเข็นรถอยู่น่ะลัล มอมไปทั้งตัวเราเลยรับโทรศัพท์แทน”

“อ้าว” ลัลนาแปลกใจแกมกังวล “รถเป็นอะไรหรืออิน”

“อ๋อ ไม่ต้องห่วง แค่ตอนฝนมันซาว่าจะขับรถไปรับลัล ตากรดันกลับรถท่าไหนไม่รู้ดินในสนามมันอ่อนเลยกลายเป็นติดหล่มต้องมาเข็นอยู่นี่ไง ลัลอยู่ไหนล่ะตอนนี้”

“ลัลกำลังจะกลับไปบ้านพักพอดี เลยโทรมาหาก่อน งั้นเดี๋ยวลัลกลับเองก็ได้ไม่เป็นไรหรอก”

“ระวังๆหน่อยนะ แถวนี้ไฟไม่ค่อยมีเยอะเหมือนกรุงเทพด้วย”

อินทิราเตือนและลัลนาช่วยเสริมให้เป็นประโยชน์กับตนเองว่า

“แล้วรถก็ไม่เยอะเหมือนกรุงเทพฯด้วยไง ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวถ้าลัลถึงกลับที่พักจะโทร.บอก หรือถ้ากรไม่ไหวจริงๆ ไปช่วยเข็นก็ได้”

เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยหน่ายของอินทิรา แทนทั้งคำตอบรับและขอบใจก่อนลัลนาจะตัดสัญญาณ และเหวี่ยงตัวขึ้นคร่อมอานจักรยานออกตัวไปอย่างคล่องแคล่ว

ชั่ววูบที่กลิ่นดอกไม้หอมเย็นโชยมาจากบริเวณเรือนไทย พร้อมสัมผัสอันชวนให้ลัลนาเย็นวาบไปทั้งตัวเหมือนมีสายตาจ้องมองอยู่ แต่คราวนี้หล่อนไม่ปล่อยให้ความอยากรู้อยากเห็นมาอยู่เหนือความกลัวด้วยการหันไปมองอีกต่อไป หล่อนก้มหน้าลงและเร่งฝีเท้าปั่นจักรยานให้เร็วขึ้นทันที

และน่าเสียดาย..ที่หล่อนไม่หันไปเงยหน้าขึ้นมองกลับไปบนเรือนในห้องที่หล่อนเห็นนั่นเอง บัดนี้ริมหน้าต่างปรากฏร่างสูงขึ้น เสื้อคอกลมสีขาวสะท้อนแสงก่อเงาจับบนวงหน้าให้ดูคมเข้มเกือบเป็นดุ ดวงตาเรียวเปล่งประกายราวใบมีดโกนหรี่ลงเมื่อทอดตามองตามร่างนักศึกษาสาวปั่นจักรยานจนหายลับไปกับความมืด

<>:<>:<>:<>

จบ"ทดลองอ่าน" ค่ะ


สนใจสั่งซื้อได้ที่เว็บ สนพ.ไฟน์บุ๊คค่ะ //www.fine-book.com




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2551
5 comments
Last Update : 17 ตุลาคม 2551 0:45:27 น.
Counter : 758 Pageviews.

 

อ่านจบแล้วค่ะ แหม ! ลัลนาช่างเข้าใจผิดนะคะเนี่ย

 

โดย: หวานเย็นผสมโซดา 16 ธันวาคม 2551 12:44:57 น.  

 

 

โดย: สายลมอิสระ 2 มกราคม 2552 23:39:11 น.  

 

สวัสดีค่ะ พอดีได้อ่านเรื่องนาคาลัยเป็นหนังสือนอกเวลาน่ะคะ แล้วอาจารย์ที่สอน ให้เขียนการปฎิทัศน์ หนังสือน่ะคะ เลยอยากจะขอทราบชื่อผู้แต่งน่ะคะ ใครพอจะทราบ หรือบอกได้จะเป็นพระคุณอย่างมากๆเลย

ติดต่อได้ที่เมลล์นี้นะคะ
Chana_p_s_2535@hotmail.com

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: พร IP: 222.123.119.248 2 สิงหาคม 2552 19:44:28 น.  

 

อ่านเรื่องนี้จบไปเมื่อช่วงต้นปีได้
เป็นนิยายที่ทำให้ "เข้าถึง" ค่ะ

ตื่นเต้น ลุ้น ชวนติดตาม
ภาษาเรียบง่าย และสละสลวยมากค่ะ

คาแรกเตอร์นางเอกน่ารักดีนะคะ
แล้วก็หลงคิดเข้าใจผิดอยู่ตั้งนาน

:)

 

โดย: แรกบินของหงส์ฟ้า 11 ธันวาคม 2552 23:27:44 น.  

 

สวัสดีค่ะ ขออนุญาต add friend link นะคะ ขอบคุณค่า

 

โดย: P'รุ้ง (สุรติญา-รวีจันทร์ ) 26 ธันวาคม 2553 22:52:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


มณีมัญชุ์
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รอยรัก สลัก ในดวงจิต


รอยโศก ฝังลึก ตรึงตา


ผลงานของมณีมัญชุ์













Friends' blogs
[Add มณีมัญชุ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.