การดูจิต(ที่ถูกต้อง) ได้ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา โดย หลวงพ่อปราโมทย์:

: หลวงพ่อขอยกตัวอย่างกรรมฐานอันหนึ่งก็คือการดูจิต


ถ้าเราดูจิตเป็นนะเราจะมีทั้งศีลทั้งสมาธิทั้งปัญญา นะ ทำอันเดียวนี้แหละ ได้หมดเลยนะ แต่ต้องทำให้เป็นนะ ทำยากเหมือนกันแหละ


ขั้นแรกเลยเราหัดรู้จักจิตใจของตนเองก่อน นะ ศีล สมาธิ ปัญญา


ไม่ได้เกิดลอยๆอยู่ในอากาศหรอกน...มันอยู่ที่จิตที่ใจเราเนี่ยเราต้องให้พัฒนาขึ้นมาที่จิตที่ใจของเรา
คุณงามความดี กุศลทั้งหลาย เกิดที่จิตเรานี่แหละ ไม่ได้ไปเกิดที่ร่างกายหรือเกิดที่อื่นนะ
เพราะฉะนั้นเราเรียน
ถ้าเรียนเอาให้เร็วๆนะเรียนเข้ามาให้ถึงจิตถึงใจตนเองขั้นแรกเลยหัดสังเกตสภาวะไปเรื่อยๆ จิตมันโลภขึ้นมาคอยรู้ทัน จิตมันโกรธขึ้นมาคอยรู้ทัน   จิตมันหลงไปละ คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป ก็รู้ว่ามันหลงไปคิด   จิตฟุ้งซ่านรู้ว่ามันกำลัง
ฟุ้งซ่านอยู่ จิตหดหู่รู้ว่ามันหดหู่อยู่ จิตเป็นสุขรู้ว่ามันเป็นสุขอยู่นะ
จิตเป็นทุกข์รู้ว่ามันเป็นทุกข์อยู่ จิตเฉยๆรู้ว่าจิตเฉยๆ นะ หัดรู้ทันสภาวะของจิตใจไปเรื่อยๆ อย่าไปคาดหวังว่าจะรู้ไปถึงเมื่อไร รู้แล้วจะได้อะไร หัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆนะ ตอนนี้มีคนที่ฟังหลวงพ่อ ฟังด้วยต่อหน้าต่อตาแบบนี้บ้าง
ฟังจากซีดีบ้าง คนฟังจากซีดีก็เยอะนะ เมื่อวันจันทร์หลวงพ่อไปเทศน์ที่สระบุรี มีคนที่อยู่ทางโน้นนะ บางคนไม่เคยมาฟังที่นี่ นะ ไม่เคยเจอหลวงพ่อด้วย ฟังแต่ซีดีนะ เขาฟังแล้ว ได้ยินว่าให้หัดรู้สภาวะ รู้สภาวะ เขาก็หัดดูสภาวะไปนะ อะไรเกิดขึ้นในใจคอยรู้เรื่อยๆนะ คอยรู้ไป โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่านหดหู่ สุขทุกข์ อะไรอย่างนี้ ดีใจ เสียใจ ยินดียินร้าย
อะไรๆเกิดขึ้นในจิตในใจเขาคอยดูเรื่อยๆ ปรากฎว่าจิตของเขาตื่นขึ้นมา นะ จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขึ้นมา นะ อันนี้เขาได้สมาธิแล้วนะ ได้สมาธิแล้วถัดจากนั้นคือขั้นเจริญปัญญา นะ ทีนี้เราหัดดูสภาวะบ่อยๆ ต่อไปเนี่ยไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในจิตของเรา แม้แต่นิดเดียว สติจะระลึกได้เอง เราต้องฝึกจนสติเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติถึงจะเรียกว่าใช้ได้ ถ้าสติยังไม่อัตโนมัตินะ หัดดูสภาวะไปเรื่อย มันโลภแล้วก็รู้ รู้บ้างหลงบ้างนะ มันไม่ได้รู้ตลอดเวลาหรอก นะ เราเคยชินที่จะหลง มันหลงตลอดวันน่ะ ส่วนใหญ่นานๆรู้ทีหนึ่ง นะ


วิธีที่จะช่วยให้เรารู้ได้บ่อยๆนะ คือ หาอารมณ์กรรมฐานมาสักอันหนึ่ง เรียกว่า วิหารธรรม


นะ หาวิหารธรรมมาสักอันหนึ่ง อาจจะอยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ อยู่กับท้องพองยุบก็ได้ ขยับมืออย่างหลวงพ่อเทียนก็ได้ เดินจงกรมแล้วเห็นร่างกายเดินก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน แล้วเห็นร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ไปเรื่อยๆก็ได้ หัดรู้สภาวะอย่างนี้เรื่อยๆ แล้วก็คอยรู้ทันจิตไว้ นะ คอยรู้ทันจิตเป็นตัวหลัก นะ เอาวิหารธรรม เอาเครื่องอยู่นี้เป็น Background เป็นพื้นหลังเท่านั้นเอง เป็นฉากหลัง นะ เช่น เราคอย พุทโธ พุทโธ ไปนะ แล้วจิตมันหนีไปคิด เราก็รู้ทันว่าจิตหลงไปคิดแล้ว นี่คือการหัดรู้สภาวะนะ อ้อ..จิตหลงไปคิดหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง มาพุทโธ พุทโธ อีก หลงไปคิด คราวนี้ไม่ทันรู้ทัน หลงไปคิดเรื่องนี้แล้วเกิดความโลภ มีสติแล้วไปรู้ทันอีก โอ้..นี่โลภเกิดขึ้นแล้ว
เนี่ยจิตจำสภาวะของความโลภได้ ต่อไปความโลภเกิดนะ สติก็เกิดเองบางทีหลงไปคิด แล้วก็รู้ไม่ทันความโกรธเกิดขึ้น เกิดรู้ทันว่าจิตกำลังโกรธอยู่ อ๋อ..ความโกรธหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง นะ จิตจำสภาวะของความโกรธได้แม่น ต่อไปพอจิตมันโกรธขึ้นมานะ สติระลึกได้เองว่า อ้อ..โกรธไปแล้ว ไม่ได้เจตนารู้เลยนะ มันรู้เอง อ้าวโกรธไปแล้วนี่
โลภไปแล้วนี่ หลงไปแล้วนี่ ฟุ้งซ่านไปแล้ว หดหู่ไปแล้ว ดีใจเสียใจ สุขทุกข์เฉยๆ ไปแล้ว นะ เฝ้ารู้อย่างนี้เรื่อยๆ
หาอารมณ์กรรมฐานมาสักอันหนึ่งเป็นเครื่องอยู่ของจิต แล้วคอยรู้ทันจิต เหมือนเป็นบ้าน เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับบ้านมากกว่าเจ้าของบ้าน จิตคือเจ้าของบ้านนะ เพราะฉะนั้นเราจะอยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจอะไรก็ได้
หายใจไปแล้วจิตหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ทัน จิตไปเพ่งลมหายใจ รู้ทัน หายใจไปแล้วจิตมีปีติ รู้ทัน หายใจแล้วจิตเป็นสุข รู้ทัน หายใจแล้วจิตสงบ มีอุเบกขา รู้ทัน หายใจแล้วไม่ยอมสงบเลย ฟุ้งลูกเดียวเลย ก็รู้ทัน
หัดรู้อย่างนี้เรียกว่าหัดรู้สภาวะนะ ต่อไปสติเกิดขึ้นมาทีนี้พอสติเกิดเอง แล้วต่อไป กิเลสมันเกิดอีก สติเห็นได้เอง ทันทีที่สติมันไปเห็นเองนะ กิเลสมันจะหายไปละ มันจะครอบงำจิตไม่ได้ นะ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านเลยสอน สอนดีมาก หลวงปู่ทา อยู่วัดถ้ำซับมืด นี่ ท่านสิ้นไปแล้ว หลวงปู่ทานะ เจอท่านทีไรท่านพูดนิดเดียว บอก “มีสติรักษาจิต” มีสติรักษาจิตนะ ท่านไม่ได้บอกให้เรารักษาจิตนะ ท่านให้มีสติ แล้วสตินั่นแหละรักษาจิต
หมายถึงว่า พอกิเลสใดๆเกิดขึ้นที่จิต เรามีสติรู้ทันนะ กิเลสจะครอบงำจิตไม่ได้ เมื่อกิเลสครอบงำจิตไม่ได้ เราจะผิดศีลได้มั้ย เราจะผิดศีลไม่ได้ จำไว้นะคนทั่วๆไปถือศีลอย่างยากลำบาก รู้สึกศีลเป็นของถือยาก เพราะอะไร เพราะไม่มีสติ แต่ถ้าเราฝึกนะ ตามรู้จิตรู้ใจตัวเองไป รู้ทันกิเลสที่เกิดขึ้นจนมันรู้อัตโนมัติขึ้นมาเนี่ย การรักษาศีลไม่ใช่ของยากอีกต่อไปแล้ว นะ  เช่น ใจอยากคุยฟุ้งซ่าน สังเกตมั้ยพูดมากเนี่ย เป็นศีลที่ด่างพร้อยง่ายที่สุด รู้สึกมั้ย พูดเพ้อเจ้อ
ศีลด่างพร้อยง่ายที่สุดเลย เพราะเรารู้สึกไม่มีโทษเท่าไหร่ พูดได้ สนุกดีนะ แต่พอต่อไปเรา สติเราเร็วนะ เราเห็นจิตอยากพูดเพ้อเจ้อ เราเห็นละ ความอยากนั้นดับไปนะ เราก็ไม่พูดเพ้อเจ้อแล้ว นี่เป็นตัวอย่างนะ
ความโกรธเกิดขึ้นมา เรามีสติรู้ทัน ความโกรธครอบงำจิตไม่ได้เราก็ไม่ด่าใคร ไม่ตีใคร ไม่ ไม่ไปส่อเสียดใคร ไม่ทำร้ายใคร ไม่ฆ่าใคร เห็นมั้ย เราคอยรู้ทันนะ มีสตินี้แหละ สติรักษาจิตให้มีศีลขึ้นมา นะ
ทีนี้พอเราคอยรู้ทันบ่อยๆนะ ต่อไปเนี่ยจิตจะค่อยๆตั้งมั่น กิเลสนั้นล่ะเป็นตัวลากให้จิตมันไหลไป นะ
กิเลสหยาบๆนะมันจะขึ้นมาครอบงำจิตแล้วจะทำให้ผิดศีล ถ้ากิเลสยังไม่หยาบ กิเลสมันละเอียดขึ้นมาเรียกว่านิวรณ์ เช่น กามฉันทนิวรณ์เกิดขึ้น จิตมันอาลัยอาวรณ์ในความสุขทางโลกๆขึ้นมา หรือพยาบาทเกิดขึ้น
จิตมันคอยคิดคอยปรุงแต่เรื่องไม่ดี เขาว่าเราเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เรายังเจ็บไม่หายเนี่ย เพราะใจมีพยาบาท
ถ้าเรามีสติรู้ทันนิวรณ์ที่กำลังปรากฎอยู่ นิวรณ์จะดับไปนะ เมื่อไรนิวรณ์ดับไป เมื่อนั้นจิตตั้งมั่นโดยอัตโนมัติ
สมาธิเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะฉะนั้นถ้าเรามีสติรู้ทันจิตเรื่อยๆนะ จะเกิดศีลอัตโนมัติ แล้วก็รู้ทันลงไปอีกนะ ถ้านิวรณ์กิเลสละเอียดๆผุดขึ้นมาเรารู้ทัน รู้ทัน รู้ทัน ไปเรื่อยนะ กิเลสพวกนี้ลากจิตให้วิ่งไปไม่ได้กิเลสนิวรณ์นี้จะทำหน้าที่คอยมายั่ว ยั่วยวน นะ จนกระทั่งกลายเป็นกิเลสหยาบๆ ลากเอาจิตกระเจิดกระเจิงลงไป
แต่ถ้าเรารู้ตั้งแต่มันยังตัวเล็กๆนี่มันลากเอาไปไม่ได้ จิตใจก็สงบสิใช่มั้ย จิตไม่ถูกมันลากให้ไปคิดในเรื่องกาม
ไม่ถูกให้มันลากไปคิดในเรื่องที่พยาบาท ไม่ลากไปคิดฟุ้งซ่าน ไม่ลากไปคิดหดหู่ ไม่ลากไปคิดเรื่องธรรมะแล้วก็สงสัยอยู่นั้นแหละ ไม่ยอมดู นะ เมื่อจิตไม่ถูกกิเลสลากเอาไป ไม่ถูกนิวรณ์ลากเอาไป จิตก็สงบสิ จิตก็ตั้งมั่นเห็นมั้ย ดูจิตแล้วมีสมาธิขึ้นมา


เมื่อปี ๒๕ นะ ปลายๆปี หลวงพ่อไปหาหลวงปู่ดูลย์เป็นครั้งที่ ๓ นะ
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๑ เนี่ย ไปช่วงเดือนมาฆะ ช่วงมาฆบูชา ใกล้ๆมาฆบูชา
ครั้งที่ ๒ ไปช่วงใกล้ๆวิสาขะ นะ แล้วครั้งที่ ๓ เนี่ย
หลังจากออกพรรษาแล้วไป ไปส่งการบ้านท่าน ไปส่งรายงานท่านว่าดูจิตแล้วอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ท่านก็บอกว่า
อ้อ..จิตตรงนี้เข้าสมาธิ นะ จิตเป็นสมาธิ ตอนนั้นหลวงพ่อก็ไปบอกท่านนะ เอ๊..หลวงปู่ผมไม่ได้นั่งสมาธินะ ผมดูจิตอยู่เฉยๆน่ะ ทำไมหลวงปู่ว่าเข้าสมาธิ เราลูกศิษย์ชั้นดีนะ ครูบาอาจารย์บอกอะไร
เรายังสงสัยเรายังไม่เชื่อทีเดียว เราฟังแต่ไม่เชื่อ ชาวพุทธต้องหัดนิสัยใหม่นะ ทุกวันนี้เราเน้นเรื่องเชื่อฟัง อย่าเชื่อง่าย เชื่อง่ายไม่ใช่ชาวพุทธแต่ต้องฟังนะ ฟังแล้วพิจารณา ฟังแล้วใคร่ครวญ
ฟังแล้วตรวจสอบ นะ เห็นจริงแล้วถึงจะเชื่อเพราะฉะนั้นหลวงปู่สอนหลวงพ่อนะ บอกว่าจิตมันทำสมาธิ
หลวงพ่อก็ยังสงสัยอยู่ กราบเรียนถามท่าน หลวงปู่ ผมไม่ได้นั่งสมาธินะผมดูจิตอยู่ หลวงปู่บอกว่าการดูจิตนั้นจะได้สมาธิอัตโนมัตินะ โอ้.. ท่านว่าอย่างนี้นะ น้อมรับมา เดี๋ยวมาดูว่าจริงหรือไม่จริง นะ
เนี่ยท่านว่าอย่างนี้เราก็ฟัง นะ ไม่เถียงนะ ไม่ใช่เถียงไม่จริงหรอกครับ ยังไม่ได้พิสูจน์เลยดันไปบอกว่าไม่จริง โง่ อย่างนั้นโง่ นะ ก่อนจะบอกว่าจริงหรือไม่จริงนะต้องพิสูจน์ก่อน อย่างทุกวันนี้ข่าวลือเยอะนะ ชอบลือว่าคนนั้นเป็นพระอรหันต์ นี่ คนนี้อรหันต์ หลวงพ่อปราโมทย์ก็อรหันต์ หันไปหันมา เชื่อก็โง่แล้ว นะ ถ้าเชื่อก็โง่แล้ว ถ้าไม่เชื่อแล้วก็ไม่จริงหรอก ไม่จริงหรอก อันนี้ก็โง่อีกแบบหนึ่ง ใช่มั้ย ต้อง ต้องดู ใช่มั้ย ต้องตรวจสอบ
ต้องพิสูจน์ เนี่ย เราแต่ละคนอย่าเชื่อง่ายนี่หลวงพ่อก็มาดูๆ ผ่านมา ฝึกมาเรื่อยๆ อ๋อ เราดูจิตดูใจเนี่ย
มันพลิกไปพลิกมานะ ระหว่างการเดินปัญญากับการทำสมาธิ
ถ้าเมื่อไรจิตไปจับอารมณ์อันเดียวไว้ล่ะก็นิ่ง..หยุดอยู่ในอารมณ์อันเดียว
นั้น ในความสงบ ในความว่าง ในความไม่มีอะไร อันนั้นคือการทำสมาธิด้วยการดูจิต นะ หรืออย่างเรารู้ทันกิเลส
รู้ทันนิวรณ์ที่จะมาย้อมจิต พอรู้ทันนะ กิเลสนิวรณ์ดับไปเนี่ย จิตสงบ จิตตั้งมั่น มีสมาธิขึ้นมาโดยอัตโนมัติ นี่ดูจิตก็ได้สมาธิจริงๆอย่างที่ครูบาอาจารย์บอก เห็นมั้ยท่านบอกไม่ผิด ท่านบอกถูก แต่ตอนที่ท่านบอกเรายังรู้ไม่ถึง นะ เราก็มาฝึกเอา ไม่ใช่รู้ไม่ถึงแล้วเถียงไว้ก่อน แล้วก็ไม่ลองทำ อันนั้นใช้ไม่ได้ นะทีนี้ ดูจิตนะ กิเลสหยาบครอบงำจิตไม่ได้ ต่อไปก็มีศีล ดูจิตนะ นิวรณ์เกิดขึ้น
 รู้ทันนิวรณ์ นิวรณ์สลายไป จิตก็ตั้งมั่น มีสมาธิ เรามาดูจิตต่อไปให้เกิดปัญญาทำได้มั้ย ทำได้ เราจะเห็นว่าจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น จิตดวงหนึ่งดับไป อย่างนี้ทั้งวันทั้งคืนนะ จิตนี้ไม่คงที่เลย จิตนี้แต่ละดวง แต่ละดวงเนี่ย เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ จิตไม่ได้มีดวงเดียว มิจฉาทิฎฐิจะเห็นว่าจิตมีดวงเดียวแล้วก็เที่ยง คงที่ถาวร จิตนี้คือตัวเรา เป็นอัตตาตัวตนถาวรแต่ถ้าเราหัด มีสติ รู้ทันจิตเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าจิตไม่เที่ยงหรอก
จิตบางดวงมีความสุข จิตบางดวงมีความทุกข์ จิตบางดวงเฉยๆ จิตบางดวงเป็นกุศล จิตบางดวงมีกิเลส นะ คนละดวงกัน จิตที่เป็นกุศลก็อย่างหนึ่ง จิตที่มีกิเลสก็อย่างหนึ่ง จิตที่เป็นกุศลก็ยังมีหลายแบบ เป็นกุศลเฉยๆ
เป็นกุศลธรรมดา หรือเป็นกุศลที่ประกอบด้วยสติปัญญา นะ มีสติอย่างเดียว หรือมีสติและปัญญา เนี่ย จิตที่เป็นกุศลก็จะมีสองแบบ นะจิตที่เป็นอกุศลก็มีหลายแบบ จิตที่โลภก็เป็นแบบหนึ่ง จิตที่โกรธก็เป็นแบบหนึ่ง จิตที่หลงก็เป็นแบบหนึ่ง นะ แล้วจิตที่หลงมีความพิเศษ จิตอกุศลทั้งหมดจะเป็นจิตที่หลง จิตจะโกรธได้ก็ต้องหลงด้วย จิตจะโลภได้ก็ต้องหลงด้วย เพราะฉะนั้นความโกรธและความโลภไม่เกิดเดี่ยวๆ จะต้องเกิดร่วมกับความหลง เกิดร่วมกับโมหะเสมอ ทีนี้บางทีจิตมีโมหะเฉยๆ ฟุ้งซ่านเฉยๆ ยังไม่โลภไม่โกรธ บางทีลังเลสงสัยอยู่ ยังไม่โลภไม่โกรธ บางทีมีโมหะขึ้นมา นะ แล้วก็โลภ แล้วก็โกรธ นะ ไม่แน่ แต่ละดวง แต่ละดวง ไม่เหมือนกันเนี่ยเราค่อยเฝ้ารู้ลงไปนะ จิตที่มีความสุขมันก็แบบหนึ่ง จิตที่มีความทุกข์มันก็แบบหนึ่ง จิตที่เฉยๆก็แบบหนึ่ง จิตที่มีปัญญาก็แบบหนึ่ง จิตที่ไม่มีปัญญานะ มีแต่ความรู้สึกตัวอยู่เฉยๆก็แบบหนึ่ง นะ จิตที่โลภ จิตที่โกรธ จิตที่หลง จิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่หดหู่ จิตที่ลังเลสงสัย แต่ละอัน แต่ละอัน คนละแบบกันทั้งนั้นเลย จิตที่กลัวกับจิตที่อิจฉาเหมือนกันมั้ย เอ้อ.. กลัวก็เป็นโทสะเหมือนกันนะ อิจฉาก็เป็นโทสะ แต่เห็นมั้ย ไม่เหมือนกัน ยังมีสไตล์ที่แยกออกไป มีรูปแบบย่อยๆออกไปอีก เพราะฉะนั้นกิเลสนานาชนิด ก็อยู่กับจิตนานาชนิดเราเห็นลงไป ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ จิตแต่ละดวงไม่เหมือนกัน จิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นอกุศล แต่ละดวงไม่เหมือนกัน ดูจากอายตนะก็ได้ จิตที่ไปดูกับจิตที่ไปฟังก็ไม่เหมือนกัน จิตที่ไปดู จิตที่ไปฟัง กับจิตที่ไปคิด ก็ไม่เหมือนกัน เนี่ยดูอย่างนี้นะ เราจะเห็นว่าจิตแต่ละดวง
แต่ละดวง ไม่เหมือนกันเนี่ยวิธีดูจิตที่จะทำให้เกิดปัญญา คือ ดูให้เห็นเลยว่าจิตแต่ละดวง แต่ละดวง ไม่เหมือนกันหรอก พอเราเห็นว่าจิตแต่ละดวงไม่เหมือนกันแล้วเนี่ย ต่อไปปัญญามันจะเกิดละ มันจะเห็นว่า อ้อ..จิตที่โลภอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไปนะ กลายเป็นจิตเฉยๆ จิตเฉยๆอยู่ชั่วคราวแล้วก็กลายเป็นจิตที่โกรธนะ จิตที่โกรธอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป เกิดเฉยๆอีกละ อะไรอย่างนี้ เนี่ยมันจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย แล้วจะเห็นเลยจิตนี้เกิดดับอยู่เรื่อยๆ
หรือบางทีจิตก็เกิดที่ตา เกิดที่หู เกิดที่ใจ เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น นะ เฝ้ารู้เฝ้าดูอย่างนี้เรื่อย เราจะเห็นว่าจิตแต่ละดวงเกิดแล้วดับ จิตแต่ละดวงเกิดแล้วดับ ไม่ใช่ดวงเดียวกัน นะ เห็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราจะรู้เลยว่า จิตทุกชนิด ทั้งที่เป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้นการที่เห็นจิตที่เป็นกุศลอกุศลเกิดแล้วดับทั้งสิ้น มันจะไม่ได้รู้แค่จิต
เราจะรู้สิ่งที่ประกอบจิตด้วย นะ คือ เจตสิก นะ ความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศล เราก็จะเห็นด้วยว่ามันเกิดดับไปพร้อมๆกับจิตนั่นแหละ นะ นี่เราจะเห็นทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ นะ ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว นะ ทั้งรู้ ทั้งไม่รู้ นี่ เกิดแล้วดับหมดเลยการที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันหนึ่งจิตเกิดปัญญาขึ้นมา มันรู้เลยว่าสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา โดยการที่เราเรียนรู้จิตนี่แหละเป็นตัวหลัก นะ ความจริงเรียนอย่างอื่นก็ได้ ดูกาย ดูเวทนา อะไรอย่างนี้ก็ใช้ได้นะ แต่วันนี้พูดเรื่องการดูจิตมาตั้งแต่เรื่อง ดูจิตให้เกิดศีล ดูจิตจนเกิดสมาธิ นี่ดูจิตจนเกิดปัญญา เราเห็นจิตเขาเกิดดับ เกิดดับ ไปเรื่อย ในที่สุดปัญญามันเกิด สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนถาวร ละสักกายทิฎฐิ ละความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้ พอละความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้ มันจะละมิจฉาทิฎฐิอื่นๆขาดไปด้วย…


ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณ ภัทรานิษฐ์  จีระประเสริฐ รักในหลวง (เพื่อนบน facebook ค่ะ)









Create Date : 21 กันยายน 2553
Last Update : 27 กันยายน 2553 15:47:17 น. 30 comments
Counter : 712 Pageviews.

 


สวัสดีตอนค่ำค่ะ...
เอาขนมไหว้พระจันทร์มาฝากค่ะ
รับไส้อะไรดีค่ะ...คนฝากชอบไส้ทุเรียนหมอนทองค่ะ..อิอิ


โดย: nootikky วันที่: 21 กันยายน 2553 เวลา:22:09:36 น.  

 
แวะมาทักทายแล้วก็ขอบคุณค่ะ

คืนนี้หลับฝันดีนะคะ
จะได้มีแรงฮึดๆ ไว้วันต่อๆ ไปค่ะ


โดย: ไอศครีมรสช๊อกโกแลตชิพ วันที่: 21 กันยายน 2553 เวลา:22:46:37 น.  

 
ฝันดีครับคืนนี้..


โดย: CEO นิ้วก้อย วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:0:09:53 น.  

 
จิตที่จะไปพิจารณาเรื่องอะไร ต้องฝึกมาจากสมถะ ให้แหลมคม เมื่อมันนิ่งจนได้ฌานญาณ จึงเข้าวิปัสสนา มันจึงจะขูดกิเลส ลดลงได้ มิฉนั้น มันเป็นวิปัสสนึก คือนึกเอาเอง ไม่ได้ผลจริง เหมือนการสร้างบ้าน ก็ต้องลงเสาเข็มวางฐานรากให้มั่นคงก่อน จึงค่อยขึ้นทำหลังคา มิฉนั้นก็พัง สมเด็จโตบอกไว้ที่สำนักปู่สวรรค์


โดย: เชื่อหรือไม่ IP: 1.47.134.54 วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:8:52:57 น.  

 
น เตน อริโย โหติ เยน ปาณานิ หึสติ
อหึสา สพฺพปาณามํ อริโยติ ปวุจฺจติ

ถ้ายังเบียดเบียนสัตว์อยู่ บุคคลนั้นไม่นับว่าเป็นอารยชน
แต่ได้ชื่อว่าอารยชน เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

มีความสุขในชีวิตด้วยการไม่เบียดเบียนแม้แต่ตัวเอง ตลอดไป..นะคะ




โดย: พรหมญาณี วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:10:00:26 น.  

 
อ่านแล้วรู้สึกดีจังเลยนะ...ขอบคุณที่แบ่งปันนะจ๊ะ


โดย: หมูตอนพ่อเต๊าะ (หมูตอนพ่อเต๊าะ ) วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:11:26:24 น.  

 
ตอนนี้ก็ปฏิบัติตามที่หลวงพ่อท่านสอนอยู่เหมือนกัน
แวะเข้ามาอ่านเพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะฟัง CD น่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีนะ
อย่าลืมแวะไปให้กำลังใจหลวงพ่อนะ
dhammada.net


โดย: พระจันทร์สีน้ำเงิน (ฝักอ่อน ) วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:15:24:01 น.  

 
ขอบคุณค่ะ ที่แวะไปหาที่ blog ยินดีที่ได้รู้จักจ้า


โดย: Always & Forever วันที่: 22 กันยายน 2553 เวลา:17:29:19 น.  

 
ถูกใจมากเลยค่ะ ฝนเองก็สนใจอะไรแบบนี้นะคะ ถึงจะนับถือคริสต์ก็ตาม อย่างรายการ กรรมลิขิต หรือ ละครชีวิตจริง ชุด 84000 ที่ำทำจากประสบการณ์ฝนก็ชอบดูค่ะ เพราะว่ามีคำสอนดีๆ แฝงอยู่ด้วยน่ะ


โดย: น้องฝน ❤ (CeciLia_MaLee ) วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา:2:08:46 น.  

 

พยายามทำใจให้เป็นสมาธิ แต่ช่วงนี้หาสมาธิยากเหลือเกินค่ะ...จิตเป็นทุกข์...ขออนุญาตปริ้นท์ไปอ่านน่ะค่ะ



สวัสดียามเช้าค่ะคุณออมบุญ


โดย: aenew วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา:7:42:10 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปทักทายค่ะ


โดย: หมีพูห์บลูเบอร์รี่ วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา:22:39:11 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ อ่านแล้วได้ข้อคิดจากธรรมะ
มากมายเลยค่ะ ขอบคุณที่นำสิ่งดีๆมาให้อ่านค่ะ


โดย: วาดะจัง วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:9:22:33 น.  

 
เทสโส จ โหติ อติยา จ นาย
คนย่อมเป็นที่เกลียดชัง เพราะขอมาก

มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ และตลอดไป..นะคะ



ปอป้า ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่เลย..ค่ะ แม่ออมบุญ
แต่ยังมีพลังเขียนเรื่องธรรมะได้อยู่..นะคะ..



โดย: พรหมญาณี วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:9:33:40 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
แวะมาทักทายยามค่ำ พรุ่งนี้ได้นอนเต็มที่แน่5555 ตอนนี้โรคเห่อทำหัวblogและbgระบาดอยู่ค่ะ สนุกกับการหัดทำคร่า คุณ สบายดีนะคะ


โดย: เรือนเรไร วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:19:01:15 น.  

 
“ ชีวิตจะเป็นสุขได้ เพราะมีสติและปัญญา “

ใช้สติและปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ตลอดไป..นะคะ




โดย: พรหมญาณี วันที่: 25 กันยายน 2553 เวลา:12:16:48 น.  

 

สุขสันต์วันหยุดนะค่ะ


โดย: วาดะจัง วันที่: 25 กันยายน 2553 เวลา:19:33:42 น.  

 
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=alohahawaiilove&group=47
ตามลิ้งค์นี้ไปนะคะ โค๊ตหัวblogและกรอบในจะวางไว้ในช่องslogan ค่ะ


โดย: เรือนเรไร วันที่: 26 กันยายน 2553 เวลา:1:36:25 น.  

 
สวัสดีค่ะ วันนี้ทานข้าวเที่ยงกะอะไรค่ะ


โดย: NucH (sa-bye-sa-bye TEAM ) วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:12:43:18 น.  

 
สวัสดีครับ...แม่ออมบุญที่เคารพ
ทุกวันนี้...ความสงบในจิตทำลำบากจริง
สภาวะสังคมและงาน...ทำให้ต้องรำคาญและเสียเส้น
หลายเรื่องจริงๆที่เข้ามาในสมอง...ไม่อยากคิด
แต่ผ่าตา..ไม่อยากรำคาญแต่เห็น...ไม่อยากรู้..แต่ได้ยิน
............................................................................
ลำบากครับ...ผมอยากสงบในใจบ้าง เพียงช่วงสั้นๆก็ยังดี
คิดว่าถ้าเป็นได้อย่างนั้น....การหายใจคงสะดวกใจขึ้น
...........................................................................
โอ...ขอบคุณครับ


โดย: panwat วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:16:06:48 น.  

 
สวัสดี จร้า


แวะมาทักทาย คร้าฟ


โดย: boyalonejang วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:16:54:04 น.  

 
สวัสดีค่ะ แม่ออมบุญ
แวะมาอ่านค่ะ ใจเรานี่ยากเหลือเกินนะคะที่จะให้สงบ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:17:13:18 น.  

 
ที่นี่มีเรื่องราวดีๆ
จะแวะมาบ่อยๆ นะคะ

ขอบคุณที่ไปทักทายกันค่ะ


โดย: เช้านี้ยังมีเธอ วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:17:23:42 น.  

 

จันทร์สุขสวัสดิ์ค่ะ




หยิบโหระพาหน้าบ้านมาฝากค่ะ
ปลูกไว้ได้ทั้งชมและชิมแถมช่วยลดโลกร้อนได้จี๊ดนึงด้วย


*****ความสุขของคนไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีอะไร แต่อยู่ที่ใจมากกว่า*****



โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:17:24:41 น.  

 
สวัสดีค่ะ

มาขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมบล็อกค่ะ

แล้วก็มาตอบเรื่องการถ่ายภาพด้วยค่ะ

ก่อนถ่ายรูปควรบอกเจ้าของร้านค่ะว่าขออนุญาตถ่ายภาพเพื่อเอาไปลงบล็อก ซึ่งส่วนมากจะยินยอมค่ะ เพราะเป็นการโปรโมทร้านของเขาไปในตัวค่ะ ^^


โดย: น้ำตาลกรวดรูปแมว วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:17:27:32 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแม่ออมบุญ ^^
ขอบคุณที่เข้าไปทักทายกันที่บล็อกนะคะ

คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

[ของตกแต่งโดนๆคลิกเลย]


โดย: โซดาบ๊วย วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:17:29:20 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปอ่านนะคะ
จะบอกว่าชอบฟังซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์มากค่ะ
เป็นพระในใจองค์นึงเลย


โดย: จันทร์ไพลิน วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:19:00:13 น.  

 
谢谢你来找我!


โดย: Kavanich96 IP: 119.31.51.117 วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:20:13:22 น.  

 
ขอบคุณที่นำมาฝากเช่นเดียวกันค่ะ
^^
ขออนุโมทนาบุญในการเผยแพร่ธรรมะด้วยนะคะ


โดย: ResidentBeauty วันที่: 27 กันยายน 2553 เวลา:23:17:52 น.  

 
สวัสดีค่ะแม่ออมบุญเพิ่งได้มีโอกาสแวะมาทักทายค่ะ ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทายฝน ดีใจจังเลยจะได้มีเพื่อนเสียที


โดย: sayfon (sayfon ) วันที่: 28 กันยายน 2553 เวลา:8:58:31 น.  

 
"ความทุกข์คือความจริงอันประเสริฐ"

*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~



*~*~* แวะมาทักทายจ๊ะ..สุขสันต์วันสดใส ขอหัวใจเบิกบาน *~*~*


*~*~*~*~*~*~* ..HappY BrightDaY.. *~*~*~*~*~*


โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 5 ตุลาคม 2553 เวลา:16:48:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

น้ำหวานจ้า
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




Color Codes ป้ามด
AmazingCounters.com
Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
21 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add น้ำหวานจ้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.