ถึงความรักจะออกแบบไม่ได้ ... แต่ก็แอบบอกได้ .. จริงๆนะ
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
12 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
กว่าจะเป็นฉัน

ย้อนกลับไปเมื่อสิบสี่ปีก่อนโน้น ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เป็นหมอกะเค้าเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า

1. ขี้เกียจอย่างแรง ไม่มีวันที่จะเอนท์ติดเป็นหมอกะใครเค้าได้ชัวร์ๆ
2. น้ำหน้าอย่างฉันคงไม่กล้าไปดูแลใครได้หรอก ขนาดตัวเองยังเอาไม่รอด
3. คิดว่าคนเป็นหมอต้องเก่งโอเวอร์ ซึ่งไม่ใช่ฉันแน่ๆ
4. คนจะเป็นหมอได้ต้องเสียสละ อดทน พูดเพราะ ยิ้มหวาน
5. อะไรอื่นๆอีกเยอะแยะ(นึกไม่ออกละ)

ด้วยเหตุผลที่รวมกันมาทั้งหมดทำให้ครั้งนั้นฉันเลือกที่จะเอนทรานซ์ในสาขาวิชาอื่น ตอนนั้นเค้าให้เลือกได้สี่อันดับสาขาวิชาใช่มั้ย ฉันก็เลือกนี่เล้ย..

อันดับ 1 คอมพิวเตอร์ ..... เค้าบอกว่าเรียนคอมแล้วไม่ตกงาน
อันดับ 2 กายภาพบำบัด ... ไม่ใช่หมอแต่ดูใกล้เคียง
อันดับ 3 อุตสาหกรรมอาหาร ... สงสัยว่าเค้าจะให้ไปทำปลากระป๋องมั้ง
อันดับ 4 สัตวศาสตร์ .. เรียนอะไรไม่รู้แหละ แต่ฉันรักสัตว์ มันน่าจะเวิร์ค

วันประกาศผลสอบปรากฏว่าฉันเอนท์ติดอย่างไม่น่าเชื่อ แต่นแต๊น.. ติดอยู่ที่อันดับสี่ค่ะ..สัตวศาสตร์

เป็นอันว่าชีวิตต้องระเห็ดระเหเร่ร่อนไปเรียนถึงเชียงใหม่ปู๊นโน่น เกิดมาก็ไม่เคยต้องไปอยู่ไหนไกลบ้านนานๆสักที แต่นี่ต้องไปอยู่ตั้งสี่ปีจะไหวเร้อ

ไปนั่งคุยกะเพื่อนซี้อีกคนที่ดันเอนท์ติด ม.ข. เราสองคนมีความคิดตรงกันว่าลูกคุณหนูอย่างเราอ่ะถ้าไปอยู่ที่อื่นเห็นทีจะตายหยังเขียดแน่ เลยกะว่าจะสละสิทธิ์มาเรียนราชภัฏในจังหวัดกันดีกว่า

แต่กลับมานั่งคุยกะพ่อแม่ เค้าบอกให้ลองดูก่อนถ้าไม่ไหวค่อยกลับมาก็ยังทัน

สรุปว่าต้องไปอยู่เชียงใหม่สี่ปีจนเรียนจบได้ปริญญามาหนึ่งใบนั่นแหละ
จากที่ไม่รู้ว่าสัตวศาสตร์เค้าเรียนเพื่อไปทำอะไรกัน ก็กลายเป็นชอบงานทางนั้นไป

หลังจากจบปุ๊บก็รีบสมัครงานเลยตามประสาคนไฟแรง
เลือกที่จะสมัครตำแหน่ง "สัตวบาลประจำฟาร์ม" เท่านั้น แต่สี่เดือนผ่านไปก็ไม่เห็นมีที่ไหนตอบรับกลับมาสักแห่งเดียว ตอนนี้เริ่มกังวลแล้วว่าทำไมไม่ได้งานเหมือนอย่างเพื่อนหรือฉันจะมีอะไรผิดปกติ..หรือเค้าเห็นความโง่ของฉันเข้าแล้ว ... ถึงทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักที
หลังจากพยายามอยู่สี่เดือนแล้วไม่ได้งานอย่างที่หวังฉันก็เริ่มเปลี่ยนแนว หันไปสมัครงานทุกอย่างที่ขวางหน้าแทน แล้วความพยายามก็เป็นผล.. ฉันได้งานแล้ว..ไชโย๊

งานแรกในชีวิตคือเป็นลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งที่เกี่ยวกับการรณรงค์เลือกตั้ง
ทำไมงานแรกจะต้องเป็นงานที่ฉันฝืนใจทำด้วยนะ

อดทนทำอยู่ 5 เดือนก็ไม่ไหวแล้วกับ "ระบบงาน" เลยตัดสินใจครั้งใหญ่อีกที ... ฉันจะเข้ากรุงเทพ

โรงพยาบาลสัตว์ชื่อดังแห่งหนึ่งประกาศรับสมัครผู้ช่วยสัตวแพทย์ ฉันรีบไปสมัครทันที แล้วก็ได้งานทันทีอีกเหมือนกัน

งานในตำแหน่งผู้ช่วยสัตวแพทย์เป็นงานบริการลูกค้า ช่วยหมอจับหมาจับแมว หยิบนู่นหยิบนี่ให้หมอ ฉันชอบงานนี้นะถึงขั้นหลงรักเลยก็ว่าได้ วันๆได้อยู่กะหมาแมวหน้าตาดี หัวหน้าผู้ช่วยกับหมอหลายคนก็พอใจการทำงานของฉันนะ เค้าว่าฉันเรียนรู้งานได้เร็ว

ทุกอย่างมันน่าจะไปได้สวย.. แต่ฉันก็ทำให้มันไม่สวยขึ้นมาซะเฉยๆด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง .. สุดท้ายก็ขอลาออกไปซะเอง

ออกจากงานไปก็ได้งานใหม่ คราวนี้เป็นเซลล์ขายอาหารสัตว์ มันก็ใกล้เคียงไอ้ที่เรียนมาอ่ะนะแต่ก็ไม่ค่อยชอบงานนี้เท่าไรเพราะขายของไม่เป็น แต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะไม่อยากจะเป็นภาระให้ที่บ้านอีกต่อไป

แล้วความอดทนก็มาถึงที่สุดอีกครั้ง ฉันไปขอลาออก..
เจ้านายถามว่าจะออกไปทำอะไร
...ว่าจะเรียนต่อค่ะ... ตอบไปงั้น ยังไม่ได้คิดอะไรเผื่อไว้
แต่หลังจากตกงานคราวนั้นก็มานั่งคุยกับตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่ ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่อยากทำ ไอ้โน่นก็ไม่ไหว

.... เรียนต่อเป็นสัตวแพทย์ไง ... เสียงในหัวมันบอกอย่างนั้น
จริงๆแล้วฉันเริ่มคิดอยากเป็นสัตวแพทย์มาตั้งนานแล้ว แต่ด้วยความขี้เกียจเลยไม่พยายามไขว่คว้าอะไร จนมาค้นพบตัวเองตอนเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์นั่นแหละ เพราะบางทีที่เจอลูกค้าประเภทแบ่งชนชั้นวรรณะว่าคนเป็นหมอนี่โคตรสูงส่ง ส่วนผู้ช่วยนี่ขี้ข้าชัดๆ..มันแอบน้อยใจอยู่เหมือนกันนะ ทำให้เกิดเป็นแรงฮึดว่าสักวันฉันจะเป็นหมอให้ดู..

คราวนี้ฉันตะเกียกตะกายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ตั้งใจแล้วจะเป็นหมอให้ได้
เริ่มต้นที่สมัครสอบ... ไปคนเดียว ไม่ชวนใครไปด้วย
พอได้สมัครแล้วก็กลับมาขุดหนังสือ ม.ปลายมาอ่านใหม่ อ้อ..เค้าสอบแค่ชีวะกะภาษาอังกฤษน่ะ ฉันอ่านหนังสือมากกว่าตอนจะเอนท์ซะอีก ขยันอย่างไม่น่าเชื่อ
วันสอบ..มั่นใจมากกับความรู้ในหัวของตัวเอง
เจอข้อสอบ ... เวรชัดๆ นี่มันอะไรกันนี่ ไอ้ที่มีอยู่ในหัวไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ประกาศผลสอบ ... คุณสอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ค่ะ ..โว้ว แม่เจ้า
เริ่มเรียน.. ฉันเรียนไม่เหมือนคนส่วนใหญ่เค้าหรอก เพราะฉันได้เป็นเด็กพิเศษ ไม่ได้พิการอะไรหรอกแต่ที่เรียกเด็กพิเศษก็เพราะฉันจะได้สิทธิ์เป็นนักศึกษาเทียบโอน นั่นหมายความว่าจากปกติหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์เค้าต้องเรียนกัน 6 ปี แต่ในกรณีเทียบโอนหน่วยกิตจากสถาบันเดิมอย่างฉันน่ะสามารถทำได้ในระยะเวลาแค่ 5 ปี(ประหยัดไปได้ตั้งปีนึง)

เรียนปีแรก.. เพิ่งรู้ว่าการเป็นเด็กเทียบโอนมันไม่ง่ายอย่างที่คิด
ขณะที่นักศึกษาปกติเค้าลงทะเบียนกันเทอมละ 22 หน่วยกิต แต่เทียบโอนต้องลงเทอมละ 30 หน่วยกิต มีบางคนถึงขั้น 33 หน่วยกิต
เรื่องของเรื่องที่มันต้องเรียนเยอะขนาดนี้เพราะพวกเราต้องเรียนควบทั้งวิชาปี 1 และปี 2 ในการเรียนปีแรก เพื่อที่ว่าเมื่อเราเรียนในปีที่ 2 เราจะได้เลื่อนชั้นเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เลย

ความโหดร้ายมันยังไม่จบแค่นั้น...
การเรียนในชั้นปีสูงขึ้นไปก็มีภาระมากขึ้น ไหนจะเรื่องรายงาน ไหนจะสอบ ไหนจะฝึกงาน คิวยาวจนแทบต้องหายใจทางผิวหนัง
เรื่องเพื่อนเก่าที่เคยนัดปาร์ตี้กันบ่อยๆก็ตัดทิ้งได้เลย ไม่มีเวลาไปหาพวกมันหรอก
เรื่องเที่ยวไกลๆที่เคยติดอกติดใจก็เลิกพูดถึง เพราะไม่มีเวลาไปอยู่แล้ว
กว่าจะเรียนจบเพื่อนๆเก่าๆมันแทบจะเลิกคบ มันหาว่าห่างเหินมันเกินไป
เพื่อนทุกคนบอกว่าไม่เคยเห็นฉันขยันอ่าหนังสือเท่านี้มาก่อน อยากบอกว่าไม่ได้ขยันหรอก เคยขี้เกียจยังไงก็ยังเป็นยังงั้นอยู่ แต่สถานการณ์มันบังคับ

ปีสุดท้ายของการเรียน .. ตกหลุมอากาศนิดหน่อย .. ไม่สบายมากจนที่บ้านต้องขอว่าดร็อปก่อนเถอะไว้หายแล้วค่อยไปเรียนต่อ.. ตอนนั้นเสียใจจริงๆ เพราะอีกแค่สองเดือนก็จะจบแล้ว แต่ก็จำใจ.. เพราะลุกไม่ไหว
เข้าออกโรงพยาบาลอยู่ครึ่งปี สุดท้ายก็หายทันเทอมสองซะที เป็นอันว่าฉันได้กลับไปเรียนอีกสามวิชาที่เหลือ

เรียนจบ.. ได้ปริญญามาอีกหนึ่งใบ ได้เป็นหมอสมใจอยากสักที
หลังจากเรียนจบมาแล้วเลยมาคิดได้ว่า ..
... จริงๆแล้วคนเป็นหมอไม่เห็นต้องเรียนเก่งเลยเนอะ โง่ๆอย่างฉันก็เรียนได้ แค่ต้องขยันหน่อยนึง เสียสละเวลาส่วนตัว อดทนมากขึ้นนิดนึง
... วิชาเรียนของหมอก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพียงแค่เนื้อหามันเยอะเท่านั้นเอง เยอะมาก..หนังสือร้อยกว่าหน้าสามารถเรียนให้จบในวันเดียวได้..แค่นั้น
... หมอก็เป็นคนธรรมดาไม่ใช่เทวดาที่ไหน มีสุข เศร้า เหงา รัก อกหักได้เหมือนคนอื่น

วันนี้กับการเป็นหมอ(หมา) ถึงอะไรหลายอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด... แต่อย่างน้อยฉันก็เจอแล้วว่าตัวฉันอยู่ไหน หลังจากที่หาตัวตนของตัวเองมานาน





Create Date : 12 พฤษภาคม 2553
Last Update : 17 พฤษภาคม 2553 18:39:15 น. 6 comments
Counter : 238 Pageviews.

 
อย่างนี้ก็เรียนปริญญาตรีสองครั้งเลยเหรอครับ
แล้วได้ไปเรียนกับน้องๆหรือเปล่า รู้สึกยังไงครับ

ผมกำลังเรียนปริญญาตรีอยู่ แต่รู้เลยว่า "ไม่ได้ชอบ" ตอนนีอะไรมันก็สับสน ทางไหน ไปยังไง ทำอะไรดี รู้ว่าชอบอะไรแต่ก็ไม่มีโอกาสได้เรียน

ตอนนี้ก็ได้แต่ให้กำลังใจตัวเองว่าฝึกงานที่ถนัดไป เผื่อฟลุ๊กไม่จำเป็นต้องใช้ใบปริญญาก็ได้


โดย: phadihca (phadihca ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:3:11:47 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ต้อนรับเช้าวันใหม่ ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขนะคะ ^__^


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:56:55 น.  

 
อิอิ หัดแต่งบล็อกอยุ่เรื่อยๆเลยแต่น้ำยังไม่คล่องไม่ได้เปนชิ้นเป็นอันแบบนี้มั่งเลยง่ะ ^___^


โดย: น้ำ (นางสาวน้ำพลอย ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:44:26 น.  

 


ภูมิใจด้วยน่ะค่ะ ที่เรียนจบสายงานที่ตนเองรักและชอบ เราจะทำงานได้ดีค่ะ


โดย: thanitsita วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:38:08 น.  

 

ดีใจด้วยนะครับ ที่หาตัวตนและสิ่งที่ตัวเองชอบเจอ


มีความสุขกับสิ่งที่คุณรักนะครับ







โดย: pakma_13 วันที่: 30 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:10:37 น.  

 
มาอ่านแล้วนะสู้ชีวิตจริงๆเลยนะ


โดย: jj IP: 115.87.80.122 วันที่: 3 มิถุนายน 2553 เวลา:20:50:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

หมาแหงน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add หมาแหงน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.