Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
15 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 
'จักรภพ' ยันไม่เจตนา สปีชเชื่อมโยงสถาบัน

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงการกล่าวบรรยายพิเศษที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่า เป็นการพูดในช่วงการปฏิรูปการปกครอง ซึ่งผ่านมานานกว่า 1 ปี และก่อนการรับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยตนได้พูดถึงสถานการณ์สังคมในขณะนั้น ไม่ได้มีเจตนาให้เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง และขณะนี้อยู่ระหว่างการแปลเอกสาร ซึ่งจะแล้วเสร็จในต้นสัปดาห์หน้า



ส่วนการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาล และระบุว่าความเห็นของรัฐมนตรีบางคน จะเป็นเหตุให้เกิดการปฏิวัตินั้น นายจักรภพ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งหน้าทำงาน แต่เมื่อมีข่าวว่าประชาธิปไตยไม่ปลอดภัย จึงต้องออกมาชี้แจง เนื่องจากการปฏิวัติผ่านมาไม่นาน จึงทำให้หลายฝ่ายยังไม่ไว้วางใจ แต่หากผู้นำกองทัพออกมาระบุว่า ไม่มีการออกมาเคลื่อนไหว ทุกฝ่ายก็จะสบายใจ



รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเห็นว่าการที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตนนั้น การประเมินควรประเมินจากเนื้องานไม่ใช่การจ้องโจมตี ยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานต่อไปไม่หวั่นกับการโจมตี



วันเดียวกัน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ตัวแทนผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้ยื่นเรื่องถอดถอนพร้อมรายชื่อประชาชน 23,967 รายชื่อ ให้กับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา โดยระบุว่า นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กระทำการเข้าข่ายให้รัฐเสียหายด้านงบประมาณแผ่นดิน กรณีสั่งทบทวนการใช้สิทธิ์โดยรัฐต่อยาต้านโรคมะเร็งที่มีสิทธิบัตร 4 รายการ ที่เคยได้รับการประกาศใช้สิทธิไปแล้วโดย นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข การกระทำดังกล่าวขัดต่อนโยบายรัฐบาลที่ประกาศจะสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ



น.ส.สารี กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องสิทธิบัตรยายังเห็นว่า นายไชยา จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญกล่าวคือ มีการโยกย้าย นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยไม่มีมูลความผิดที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการสั่งการด้วยวาจาให้โยกย้าย นพ.เทพ วงศ์วัชระไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงการบริหารงาน



"จากมูลฐานความผิดต่างๆ กลุ่มผู้เข้าชื่อเห็นว่านายไชยา ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญจึงขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี จึงใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2/1 ที่ให้ประชาชน 20,000 ชื่อเข้าชื่อถอดถอนรัฐมนตรีได้" น.ส.สารีกล่าว



ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภา ระบุภายใน 30 วัน จะตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อประชาชนก่อนส่งไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป




ไทยรัฐ


Create Date : 15 พฤษภาคม 2551
Last Update : 15 พฤษภาคม 2551 15:45:29 น. 2 comments
Counter : 265 Pageviews.

 
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนหรือการปรับค่าครองชีพขึ้นให้กับผู้ใช้แรงงานทั้งข้าราชการ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ขณะช่วงเวลานี้ถือว่ามีความจำเป็นมากที่สุด และเห็นว่าควรจะปรับขึ้นเท่ากับอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.ที่อยู่ระดับ 6.2% ประชาชนถึงจะสามารถดำรงชีพได้โดยไม่เดือดร้อนภายใต้ ภาวะค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายการเดินทาง ราคาอาหาร ที่ล้วนปรับตัวสูงขึ้นทั้งสิ้น และไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

“แต่ถ้าหากพิจารณาความจำเป็นจริงๆ ของคนระดับล่าง ว่าจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ใน อัตราเท่าไร โดยไม่จำเป็นต้องมองว่าจะทำให้ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากในปัจจุบัน ซึ่งสูงมากแล้ว จะต้องปรับค่าครองชีพเพิ่มขึ้นถึงระดับ 9-10% ให้กับเท่าการเพิ่มของเงินเฟ้อในภาคพลังงานที่เพิ่มขึ้น 10% และภาคอาหารเพิ่มขึ้น 9% เพราะเท่าที่สำรวจพบว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นไปปูดในสินค้าที่คนระดับล่างมีความจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสื่อสาร”

โดยค่าอาหารที่แพงขึ้นนั้น เป็นเพราะราคาสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นมาก เช่น ข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง เพิ่มขึ้น 19.6% เนื้อสัตว์ เพิ่ม 26.1% ไข่และผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 15.1% อาหารสำเร็จรูป เพิ่ม 5.2% อาหารบริโภคในบ้านเพิ่ม 6.3% ค่าโดยสารสาธารณะ เพิ่ม 2.5% ยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่ม 15.9% เพราะหากเทียบส่วนการบริโภคระหว่างคนจน-คนรวย มีสัดส่วนการใช้จ่ายไม่เหมือนกัน โดย 90% ของค่าใช้จ่ายของคนจน จะเป็นการใช้จ่ายในภาคอาหาร เครื่องดื่ม ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ในขณะที่คนรวยมีค่าใช้จ่ายหมดไปกับหมวดค่าใช้จ่ายดังกล่าวประมาณ 70% เท่านั้น เมื่อของแพงขึ้นในหมวดที่ไม่ได้ใช้ ก็จะไม่เดือดร้อน

อย่างไรก็ตาม นางเสาวณีย์กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงการปรับขึ้นค่าครองชีพหรือขึ้นค่าแรงแต่ละครั้ง จะต้องไล่ดูเงินเฟ้อทั่วไปเป็นหลัก แต่เงินเฟ้อที่แท้จริงของแต่ละจังหวัดก็ไม่เท่ากัน ดังนั้น การปรับค่าครองชีพไปในแต่ละจังหวัดจึงไม่ควรเท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพที่แท้จริงของจังหวัดนั้น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่เท่ากันทั่วประเทศจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และต้องยอมรับว่า แม้ผู้มีรายได้ควรจะปรับค่าแรง 9-10% แต่ในความจริงทำไม่ได้ เพราะจะไปกระทบเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นไม่รู้จบ

เพราะตามปกติการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อจากต้นทุนการประกอบการที่สูงขึ้น จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แก้ปัญหาด้วยการขึ้นเงินเดือนในอัตราที่มากกว่าเงินเฟ้อ จะไปกระทบให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีก และค่าแรงส่วนใหญ่มาจากต้นทุนจากธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็กก็จะผลักภาระในราคาสินค้า และกระทบเงินเฟ้ออีกครั้ง ถือเป็นวัฏจักรที่อาจแก้ปัญหาไม่รู้จบ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อที่อาจทะยานสูงขึ้นในอนาคตที่รัฐบาลอาจไม่สามารถควบคุมหรือปรับสมดุลได้

นางเสาวณีย์กล่าวต่อว่า วิธีเดียวที่จะทำให้การเพิ่มขึ้น ของอัตราเงินเฟ้อ จากการขึ้นค่าครองชีพหรือกรณีอื่นๆ ไม่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คือ จะต้องกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจให้เติบโตเท่ากันหรือมากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนในขณะนี้ที่อัตราเงินเฟ้อสูงประมาณ 11-12% แต่อัตราการขยายตัวของประเทศจีนก็ขยายตัวในอัตรา 11% กว่าๆ เช่นกัน ทำให้เงินเฟ้อที่สูงไม่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ

แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อในขณะนี้ ไม่น่าจะเป็นเงินเฟ้อที่ถาวร โดยไตรมาส 4 น่าจะปรับตัวลดลง เนื่องจากฐานเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาช่วงไตรมาส 1, 2, 3 ต่ำ แต่ไตรมาส 4 ฐานสูงขึ้นแล้ว โดยคาดว่าทั้งปีจะคงยืนอยู่ระดับ 5-6% ได้ และเห็นว่าการปรับขึ้นเงินเดือน โดยเอาเงินใส่ลงในเงินเดือนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอาจส่งผลต่องบประมาณในระยะยาวได้ เพราะจะส่งผลต่อสวัสดิการบำเหน็จ บำนาญของข้าราชการไปตลอดและเป็นภาระต่องบประมาณ การขึ้นค่าครองชีพจึงถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

“ทางที่ดีเห็นว่าการให้ค่าแรงในรูปแบบที่ไม่เป็นตัวเงิน ในรูปแบบของการให้สวัสดิการ น่าจะเป็นแรงจูงใจกว่าเพราะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและลดภาระของผู้ใช้แรงงานได้ ซึ่งจะไม่กระทบกับภาวะเงินเฟ้อ เช่น การเพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกรณีฉุกเฉิน รถรับส่งพนักงาน ศูนย์รับเลี้ยงลูกพนักงานในบริษัท เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเดินทางและคนดูแลลูก ศูนย์ออกกำลังกาย สวัสดิการกรณีพนักงานทำงานไม่ได้อันเนื่องจากอุบัติเหตุต่างๆ”

โดยนายจ้างควรต้องกลับมานั่งทบทวนกันใหม่ว่าควรจะจัดสรรสวัสดิการให้กับลูกจ้างในองค์กรอย่างไร เพื่อทดแทนค่าขึ้นเงินเดือน หากนายจ้างจริงใจที่จะดำเนินการให้ เชื่อว่าลูกจ้างจะเทใจให้เต็มร้อย ขยันทำงานและรักองค์กรมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ลูกจ้างน่าจะดีใจมากกว่าการปรับขึ้นค่าแรงด้วยซ้ำไป

สำหรับผลกระทบต่อระดับล่างที่รัฐบาลควรจะเร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่ชักหน้าไม่ถึงหลังของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นรากหญ้าอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถอยู่ได้หรือจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรก็จะต้องงัดมาตรการประหยัดพลังงานให้ เป็นรูปธรรม หรือเร่งดำเนินการสร้างรถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งมวลชนเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ ได้ใช้กันและเป็นการประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย.




โดย: I love Thailand วันที่: 20 พฤษภาคม 2551 เวลา:7:34:31 น.  

 
จักรภพ' ยันไม่เจตนา สปีชเชื่อมโยงสถาบัน



โดย: arijinjan (arijinjan ) วันที่: 23 พฤษภาคม 2551 เวลา:10:40:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

I love Thailand
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add I love Thailand's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.