เพราะหนังสือเปิดตา และการเดินทางเปิดใจ

เรื่องลาวลาว แถมท้าย ลาวใต้

ไหนๆก็เล่าเรื่องลาวลาวค้างไว้ และยังไม่ขึ้นเรื่องอื่นสักที ก็ไปต่อกันที่ลาวใต้ให้จบไปเป็นชุดเลยแล้วกัน  แลลาวใต้ของเรามีเวลาแค่สามวัน ไม่อลังการเหมือนตอนไปลาวเหนือ โปรแกรมก็เข้าทำนอง “ทัศนาน้ำตก ชมมรดกโลก” เหมือนบริษัททัวร์พาไปเด๊ะ ผิดกันแต่ว่ามีความ “ลุย เฮ ลุย” มากกว่าแค่นั้น

ปากเซ – ไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้
วางแผนเที่ยวลาวใต้ในสัปดาห์ที่มีงานแห่เทียนพรรษาที่อุบล กะว่าทีเดียวคุ้ม ถือคติ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” ไม่ได้รู้เลยว่าระยะทางจากที่นั่นไปที่นี่มันไกลใกล้ประการใด โชคดีที่รถไฟ กรุงเทพ-อุบล คันนั้นไม่เลต โชคดีที่คุณแม่เพื่อนช่วยไปรับจากสถานีรถไฟไปส่งที่ท่ารถ บขส. (ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย) แล้วก็โชคดีอีกเหมือนกันที่รถทัวร์อุบล-ปากเซ มีรอบเก้าโมงและเราไปทัน ไม่งั้นคงไปไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ


รถ บขส. จากอุบลไปปากเซมีวันละสี่รอบ (ราคา 200 บาท) ถือว่าสะดวกทีเดียว เพราะนั่งรวดเดียวถึง แค่ลงไปทำเรื่องผ่านแดนนิดหน่อยเท่านั้น แต่รถต่อนี้ก็ปาเข้าไปร่วมสามชั่วโมงแล้ว ถ้ามาไม่ทันเจ็ดโมง (เหมือนเรา) มีรอบเก้าโมงให้แก้ตัว แต่ถ้าไม่ทันอีก ต้องรอตอนบ่ายโน่นเลย วิธีที่ดีที่สุดถ้ามาจากกรุงเทพก็คือนั่งรถทัวร์ (บริษัทใดๆ) มาลงที่ท่ารถ บขส.  กะเวลาให้ต่อรถได้พอดี จะได้ไม่ต้องวุ่นวายหารถจากสถานีรถไฟ และไม่ต้องลุ้นว่าจะทันหรือไม่ทัน ส่วนขากลับ ก็โดดลงรถจากปากเซขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพได้เช่นกัน (เว้นแต่ว่าอยากไปดูแสงสีในเมืองอุบล ซึ่งก็ละลานตาไม่น้อยกว่าบางย่านของกรุงเทพหรอก)


ตม.ลาว – ไม่โกง แต่ก็เหมือนโกง
เพราะพาสปอร์ตไม่อยู่กับตัว ก็เลยเป็นเหตุให้ต้องใช้ใบผ่านแดน (และโดยที่ไม่ได้ไปกับทัวร์ ก็ต้องรบกวนเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนไปหลายต่อทีเดียว ต้องขอบคุณริชชี่ อาร์ม และเขียวไว้ตรงนี้ด้วยค้าบ) โชคดีอีกเหมือนกันที่ทำไปล่วงหน้า เพราะไม่งั้นคงจะต้องเสียเวลารออีกเป็นวันกว่าจะเคลื่อนขบวนได้


แต่ไม่รู้ทำไม การใช้ใบผ่านแดนถึงทำให้เราเสียเงินค่าผ่านด่านลาวมากกว่าพาสปอร์ต ทั้งที่ข้ามไปวันธรรมดาและยังอยู่ในเวลาราชการด้วย หลังจากโดนเก็บไป 100 บาทโดยไม่มีเงินทอน เราก็ยืนงงๆอยู่พกนึง เมื่ออ่านป้ายต่างๆทั้งภาษาลาวและภาษาอังกฤษจนทั่วแล้วก็ไม่มีป้ายไหนบอกว่าต้องจ่ายแพงเท่านั้นเลย เลยทำใจกล้าเข้าไปถามที่เคาน์เตอร์อีกรอบ แต่เจ้าหน้าที่ ตม.ลาว ก็ยังยืนยันเก็บ 100 บาท ในเมื่อวาจานั้นออกจากปากเจ้าหน้าที่ เราจะไปทำอะไรได้ ก็ต้องเดินขึ้นรถอย่างเซ็งๆตามระเบียบ 


ขณะที่ขากลับ ขนาดเป็นวันอาทิตย์และเลยเวลาทำการ (หลังสี่โมงครึ่ง) ไปแล้ว กลับโดนเก็บแค่ 50 บาทเท่านั้น ไม่เข้าจาย


นั่งข้างละเก้าคนคร้าบ!
ลาวใต้ไม่มีรถบัสใหญ่ๆเหมือนลาวเหนือ อาจจะคนน้อยกว่าและถนนเรียบราบกว่าก็ได้มั้ง เห็นแต่สองแถวขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ วิ่งรับส่งผู้คนระหว่างเมือง ไม่งั้นก็เป็นรถแวนหรือรถตู้นักท่องเที่ยว และถ้าจะมีรถบัสติดแอร์ ก็เป็นรถทะเบียนไทย ทั้งกรุงเทพและจังหวัดภาคอีสาน ยกขบวนเข้ามากันหลายคันรถ


กว่าสองแถวไปนากะสังจะออกจากท่ารถหลักแปดก็รอกันจนเต็มทีเดียว ในรถคันนั้นมีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขนไปใช้และขนไปขาย อันไหนเอาขึ้นหลังคาได้ก็เอา ส่วนของเล็กๆน้อยๆก็อัดอยู่ตามซอกมุมข้างล่าง ใต้เบาะบ้าง แขวนไว้ตามปุ่มปมบ้าง ส่วนคนต้องจัดสรรให้นั่งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาให้ได้ข้างละเก้าคน ประชากรเด็กถูกจับนั่งม้านั่งตรงกลางซึ่งไม่มีพนักพิงหลังและแคบสิ้นดี รถจอดตากแดดเปรี้ยงๆ ฉะนั้นรถยังไม่ทันออก ผู้โดยสารก็นั่งอัดกันเป็นมนุษย์กระป๋องก็เหงื่อออกแทบจะท่วมรถแล้ว


รถโดยสารสาธารณะก็ย่อมต้องแวะเป็นระยะๆ ส่งคน รับคน ไปจนถึงรอคนขายลงไปซื้อของ หรือรอผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ บางช่วงคนขับใจดีเข้าไปส่งลูกค้าในถนนดินแดง (ซึ่งขนานกับถนนลาดยางด้านนอก) เล่นเอาคนที่เหลือบนรถได้ย้อมผมแดงติดหนวดแดงกันถ้วนหน้า ฝุ่นแดงฟุ้งน่ากลัวขนาดคนที่นั่งเล่นหน้าบ้านหรือเดินอยู่บนถนนดินแดง พอเห็นรถโดยสารวิ่งมา ก็ยกมือขึ้นปิดจมูกกันเป็นแถวทีเดียว


ของกินที่พ่อค้าแม่ค้าหน้าตาละอ่อนเอามาขายเวลารถจอดก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ของธรรมดาๆอย่างถั่วต้ม ข้าวเหนียว ปิ้งไก่ ตับ และเครื่องใน กล้วยทับแบนแต๊ดแต๋ ดอกบัว ไปจนถึงแมลงยักษ์ และตั๊กแตน ดูท่าทางแซ่บ...ไม่สมควรบอกใคร


หลี่ผี คืนพระจันทร์ (เกือบ) เต็มดวง
สมบุกสมบันมาถึงดอนคอนเอาตอนแดดร่มลมรื่น ต่อรองขอขี่จักรยานฟรีจากพี่เจ้าของรีสอร์ตได้ ก็ใส่เกียร์เดินหน้าไปดูหลี่ผีกันก่อนที่พระอาทิตย์จะตก สายน้ำแรง ดูน่ากลัว แต่ไม่น่ากลัวเท่าภาพสะพานขาด เพราะภาพนั้นเห็นแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าอิทธิฤทธิ์ของน้ำทำอะไรได้มากแค่ไหน


แสงอาทิตย์ยามตะวันรอนนั้นไม่ใช่แค่ถ่ายรูป (วิว) สวย แต่ถ่ายรูปคนก็สวย (เพราะว่ามันเป็นภาพซิลลูเอ็ตต์ไงล่ะ) ไม่รู้ว่าใครกดถ่ายอะไรบ้าง แต่ก็เห็นกดเอาๆกันจนแสงหมด หันหลังกลับไปก็เห็นพระจันทร์ดวงเกือบกลมเยี่ยมหน้าออกมาตรงยอดไม้ ทำงานกันขยันขันแข็งดีมาก ดูท่าว่าพระอาทิตย์กับพระจันทร์ที่นี่จะไม่ต้องเขียนจดหมายถึงกันแบบในเพลงหรอก


"ตำจอก" แล้วบอก "มั่นยืน"
มาคราวก่อนอยู่ซะนาน ก็เลยพานหลงคิดไปว่ารู้ภาษาลาว (สำหรับนักท่องเที่ยว) แตกฉานแล้ว แต่มาคราวนี้ก็ยังไม่วายได้เรียนรู้คำใหม่
 
ตกเย็น หนุ่มลาวที่ดอนคอนก็ล้อมวงริมแก่ง กินลมชมจันทร์วันเพ็ญ-อีฟ แถมมีน้ำใจชักชวนให้คนต่างถิ่น "ตำจอก" กันเหยงๆ ตำจอกฟังแล้วจั๊กจี้ใช่ไหม แต่แปลเป็นไทยได้ว่า "ชนแก้ว" คุ้นหูขึ้นมาเลยสิท่า ฉะนั้นก็ไม่ต้องสงสัยว่าเขาตั้งวงทำอะไร และในแก้วจะเป็นน้ำอะไร และไม่ต้องสงสัยเช่นกันว่า "มั่นยืน" ที่หนุ่มลาวพูดตอนเอาจอกตำกันนั้นคืออะไร ในเมื่อตำจอกคือชนแก้ว มั่นยืนก็ไม่แคล้ว "ไชโย" ของพี่ไทยนั่นเอง แม้จะไม่สงสัย แต่เราก็อึ้งไปทีเดียวเมื่อได้ยินคำที่มากความหมายนี้เหนือขอบจอกน้ำเมา
 
หนุ่มลาวตำจอกแล้วบอกมั่นยืนให้แก่กัน ราวกับคำสัญญาว่ามิตรภาพจะไม่มีวันสั่นคลอน แต่เราคล้อยหลังไปได้ไม่ถึงสิบก้าว ก็มีเสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังลั่น เอาละวา...ใครคงพูดไม่ถูกหูใครเข้าให้แล้ว เราไม่ได้หันกลับไปดู แต่เร่งฝีเท้าให้พ้นความซวยใดๆที่อาจะเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณนักท่องเที่ยวที่วันหยุดมีค่ากว่าการโดนลูกหลง
 
แต่พูดก็พูดเถอะ ต่อให้คำว่า "มั่นยืน" ในวงเหล้ามันจะไม่ (มีทาง) มั่นยืน และคนพูดก็คงไม่ได้นึกถึงความหมายอย่างจริงจังอะไร เราก็แอบหลงรักคำงดงามคำนี้เข้าอย่างจัง ทำให้ไชโย เชียร์ กัมไป และอื่นๆ หมดความหมายไปในทันใด แม้จะไม่ใช่เมรีขี้เมา (อีกต่อไปแล้ว) แต่พอได้ฟัง ก็ร่ำๆอยากกลับไปชวนคนที่รักๆชอบๆกันไปตำจอกและบอกมั่นยืนให้ชื่นใจ สักหลายๆจอก


จ้ำเบ้าเคล้าน้ำตา เอ๊ย น้ำตก
ตาดเยื้องเป็นน้ำตกที่ชาวคณะโหวตว่าสวยที่สุด จากลานจอดรถ เราจะเห็นลำธารที่ไหลเอื่อยๆแยกเป็นสองสาย มีหนุ่มน้อยสองคนนั่งตกปลาอยู่บนโขดหินด้วยท่าทางเพลิดเพลิน (แต่ไม่เห็นได้ปลาสักตัว)


แต่แค่เดินเลยไปอีกนิดเดียวเท่านั้น ลำธารที่ไหลเอื่อยๆก็ตกซู่ลงหน้าผาสูง น่าจะหลายสิบเมตร กลายเป็นน้ำตกตาดเยื้อง เลยจากน้ำตกไปไม่ไกลมีเนินเดินและศาลาชมวิว สายน้ำตกแรงขนาดปล่อยละอองน้ำเป็นฟองฝอยใส่เนินดินด้านหน้าตลอดเวลา ดูท่าว่ารุ้งกินน้ำจะฝากท้องอยู่ที่น้ำตกนี้จนอ้วน ไปไหนไม่ไหวกันเลยทีเดียว อารามตื่นเต้นเลยไม่เห็นว่าเลนส์เปียก (ดีนะไม่รอให้ราขึ้นก่อนค่อยเห็น) น้ำที่สาดกระเซ็นตลอดเวลาทำให้พื้นปูน บันได และราวไม้ที่สร้างไว้ให้เดินมีตะไคร่น้ำเกาะ มัวแต่แอบขำหนุ่มลาวที่ลื่นตอนเดินลงจากเนิน ไม่ได้รู้เลยว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมา เราเองนี่แหละจะลื่นลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนเนิน ไม่เหลือฟอร์มใดๆให้อาย


ขอแก้ตัวหน่อยว่าไม่ใช่ไม่ระวัง จังหวะแรกที่ลื่นน่ะยั้งตัวทันแล้ว แต่ดันเอามือไปคว้าราวไม้ข้างๆซึ่งมีแต่ตะไคร่น้ำ มือก็เลยลื่นไปอีก พลอยให้เท้าลื่นไถลไปอีกรอบ คราวนี้เกินจะยั้งได้ เลยต้องลงไปนั่งบนดินแฉะๆ เสียน้ำตาเพราะเจ็บก้นหรือเสียดายกางเกงน่ะเรื่องเล็ก (ลงน้ำตกไปล้างก็พอไปต่อได้) อย่าให้เสียน้าตาเพราะกล้องก็แล้วกัน


ข้ามบั๊กไปจำปาสัก
มาถึงปากเซ จะไม่ข้ามไปเยือนเมืองหลวงเก่าอย่างจำปาสักเลยก็เกินไป อย่างน้อยเมืองนี้ก็มีมรดกโลกอย่างปราสาทวัดพูชวนเชิญให้ชมอยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้น เย็นวันที่สองเราก็ไปยืนเก้ๆกังๆรอแพข้ามฟาก ซึ่งคนฟากโขงด้านโน้นเขาเรียกว่า "บั๊ก" ที่ท่าเรือบ้านม่วง


เมื่อข้ามไปแล้ว ก็ต้องยืนยันว่า จำปาสักเป็นเมืองที่เล็กและเงียบจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะถนนในเมืองทอดเป็นเส้นยาวเหยียด ไม่ได้ตัดเป็นตารางเหมือนเมืองทั่วไป ตอนกลางคืนเงียบก็ไม่เท่าไร แต่กระทั่งตอนกลางวันก็ยังเงียบนี่สิ ดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวทุกคนจะมุ่งหน้าไปปราสาทวัดพูสถานเดียว เพราะเพิ่งไปลาวเหนือมา ก็เลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับเครื่องสักการะ อันได้แก่ กระทงดอกไม้ ธูป เทียน และข้าวเหนียว เท่าไรนัก (ขนาดไม่ตื่นเต้นก็ยังกระหน่ำถ่ายมาไม่น้อย) แต่เราว่าเครื่องสักการะพวกนี้ รวมทั้งต้นไม้ หญ้า และมอสสีเขียวที่ขึ้นแทรกแซมก้อนหิน คือสิ่งที่ทำให้ปราสาทวัดพูแตกต่างจากปราสาทหินที่นครวัดนครธม มีความรู้สึกสดชื่นคนละแบบ แม้ว่าจะไม่อลังการงานสร้างมากมายนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกดี เห็นแล้วอัศจรรย์ในความยิ่งใหญ่และไพศาลของอาณาจักรขอมโบราณเหลือที่จะกล่าวจริงๆ การแผ่อิทธิพลทางการปกครองจนกระทั่งมีปราสาทหินหลังใหญ่โตกระจัดกระจายให้เห็นในหลายประเทศ กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ในสมัยที่การเดินทางยังยากลำบากนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย


ถาด-ดู-ตัว ทัวร์-ดู-ตาด
ถึงแม้น้ำในแก่งและในตาดจะเป็นสีออกแดงๆ ไม่สวยใสเหมือนหน้าแล้ง แต่เราก็โชคดีที่ฝนไม่ตกทั้งสามวัน จึงได้เห็นหลี่ผียามเย็น คอนพะเพ็งยามเช้า ยอดวัดพูยามสาย ตาดเยื้องยามบ่าย (น้ำตกนี้สวยมาก ไม่อยากให้พลาดเลยจริงๆ) ตาดฟานยามเย็น และตาดผาส้วมยามพลบ มีความสุขได้เท่าที่เวลาสามวันจะอำนวย และด้วยราคาที่น่าพอใจ (ข้อนี้สำมะคัญสุดเลย จริงแมะ)


อันที่จริง จะคุยว่าเที่ยวถูกก็ไม่เต็มปากนักหรอก เพราะบางวันที่เวลาดูเหมือนจะไม่พอ เราก็ต้องยอมเช่าเหมาคันเหมือนกัน เพียงแต่ไปกันหลายคน ตัวหารจึงมากพอให้กล้อมแกล้มโม้ว่าไปเที่ยวถูกได้...หุหุ


-+-+-+-+-+-+-+-


เอาล่ะ ขอจบภาคผนวกของบันทึกเรื่องลาวลาวไว้แบบห้วนๆแต่เพียงแค่นี้ก็แล้วกันเด้อ






 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551
0 comments
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 4:16:37 น.
Counter : 292 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


lunaloca
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ง า น แ ป ล


ช่างเป็นนักแปลที่ทำงานได้หลากแบบหลายแนว
นามปากกาคละเคล้า เดาทางไม่ถูกจริงๆนิเรา

Group Blog
 
 
ตุลาคม 2551
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
11 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add lunaloca's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.