"ที่ว่างของงานเขียน..เล็กๆแต่อบอุ่น [Love&Warmth]"
Group Blog
 
<<
กันยายน 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
8 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
พระจันทร์ที่สะพานพุทธ



พระจันทร์ที่สะพานพุทธ

ลุงรัน




ครั้งหนึ่ง...ยังไม่นานเท่าไหร่ เมื่อได้รับมอบหมายให้เป็นบรรณาธิการของหนังสือเล็กๆ ทุนรอนต่ำ ๆ เล่มหนึ่ง ผมวางแผนกะการเอาไว้ว่า จะใช้ภาพลายเส้นเหมือนจริงจากฝีมือคนล้วนๆ มาเป็นภาพประกอบเรื่องสั้นในหนังสือเล่มนั้น ค่าที่ออกจะเบื่อๆกับภาพกราฟิกจากคอมพิวเตอร์ ที่ให้ความรู้สึกแข็งๆ ร้อน ๆ พิกล9แต่ด้วยงบประมาณอันน้อยนิด ไอ้ครั้นจะไปจ้างจิตรกรใหญ่ๆให้มาช่วยวาดให้ ก็จนใจ มิตรของผมคนหนึ่งจึงแนะนำให้ผม ลองไปที่สะพานพุทธฯ แหล่งรวมศิลปินข้างถนนราคาถูก...

พลบค่ำแล้ว พระจันทร์ดวงกลมโตแขวนอยู่บนท้องฟ้ามืดสนิท เมื่อผมขับรถไปถึงที่นั่น จอดรถได้ก็เริ่มต้นออกค้นหา ย่ำเท้าเดินผ่านหน้าร้านแผงลอยที่รับวาดภาพอยู่หลายร้าน แต่ไม่ยักถูกใจเจ้าไหนเสียที จนกระทั่งที่สุด... ขณะดุ่มเดินอยู่ตรงกลางสะพาน บริเวณที่มีร้านขายกางเกงยีนมือสองตั้งเรียงรายอยู่ มองเห็นสายน้ำเจ้าพระยาไหลเอื่อยๆ อยู่ที่หลังร้าน มีแสงดาวลอยคลอเกลื่อนอยู่เหนือผิวน้ำนั่น จู่ ๆ ผมก็เกิดไปสะดุดตากับภาพวาดลายเส้นชายชราในมือของเด็กหนุ่มนักวาดรูปเข้าให้อย่างจัง เส้นสายพลิ้วไหวบนกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ ให้อารมณ์เหงาจนคล้ายแว่วเสียงร่ำไห้ล่องลอยมาในสายลมเย็น เด็กหนุ่มผู้นั้นก้มหน้าก้มตาตะหวัดลายเส้นไปมาอยู่ภายในร้านเล็กแคบอย่างไม่สนใจใคร แม้แต่ผมที่กำลังยืนอยู่ตรงเบื้องหน้า

เขาดูแตกต่างไปจากนักวาดรูปที่ผมเคยพบเห็นมา อายุอานามน่าจะราวๆ สัก 20 ปี เศษ เห็นจะได้ ด้วยใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม กรามออกจะใหญ่ ผมสั้นเกรียน ผิวออกจะคล้ำ ๆ มีซาวด์ อะเบาว์ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่อยู่ในรูหู รูปร่างบึกบึนเหมาะจะไปชกมวยมากกว่าจะมาวาดรูป แถมด้วยเสื้อยืดยี่ห้อน้ำดื่มชูกำลัง “กระทิงแดง” กับกางเกงยีนเก่าคร่ำบนร่างนั้น ทั้งหมดบอกกับผมว่า ให้ตายเถอะ! เขาช่างไม่เหมือนศิลปินเอาเสียเลย แต่ผมกลับชอบ ธรรมดา ๆ แต่เท่ดี –ผมคิด

“อย่าต่อเลยครับพี่ แค่นี้ก็ถูกมากแล้ว”
น้ำเสียงเว้าวอนแบบคนซื่อ ๆ แต่สนุกสนานสไตล์คนอีสานเอ่ยขึ้น ขณะเราต่อรองราคากัน ที่สุด ผมจึงพยักหน้าตอบตกลง อันที่จริง สนนราคาที่เขาว่ามานั้น มันก็ถูกแสนถูกอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต่อไปทำไม แต่อาจจะเป็นความเคยชินหรือเพราะงกก็ไม่ทราบได้ ขอให้ได้ต่อกันไว้ก่อน เผื่อได้ก็ดีไป
ผมขอรอรับรูปวาดกลับไปคืนนี้เลย เพราะสงสารตัวเองที่จะต้องมาอีกครั้ง แต่เขากลับบอกว่า คงเป็นวันนี้ไม่ได้ ต้องมารับวันหลัง เนื่องจากยังมีงานที่ต้องเร่งสะสางให้ลูกค้า ผมอ้อนวอนเท่าใดก็ดูไร้ผล เขายังคงยืนกระต่ายขาเดียว
“พี่ครับ ยังไงก็ไม่ได้ ผมต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้า มันคือจรรยาบรรณ ตามคิวครับพี่”
“อ้าว เจอจิตรกรอุดมการณ์เข้าแล้วสิเรา” ผมนึกในใจ แต่เมื่อผมยกเมฆถึงความจำเป็นต่างๆ นานาขึ้นมาอ้าง เขาจึงยอมใจอ่อนในที่สุด
“ไหนล่ะครับพี่ ภาพตัวอย่างที่จะให้วาด ของพี่คนนี้เอาไว้ที่หลังก็ได้ อย่างดีก็ถูกเขาด่า” เสียง อ่อย ๆ ดังขึ้น ขณะวางรูปวาดที่ค้างคาอยู่ลงข้างตัว ผมยื่นส่งภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดไปให้เขา

ระหว่างรอคอย เขาชวนผมคุย บอกว่า ชื่อ “สุชาติ” เป็นคนนครพนม ดูท่าเขาจะภาคภูมิใจกับความเป็นคนอีสานของเขาเสียมากมาย
“โอ๊ย... ถ้าพี่ได้ไปเที่ยวพระธาตุบ้านผมล่ะก็ พี่ต้องติดใจแน่ๆเลย ส๊วย สวย”
ผมพยักพเยิดหน้าไปตามเรื่อง ค่าที่ใจรู้สึกห่วง ๆ รถยนต์อีแก่ของผมที่จอดอยู่ที่ตีนสะพานด้านการไฟฟ้าวัดเลียบ ชะเง้อชะแง้จนสุชาติพอเดาออก
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ มีคนเฝ้า ไม่เคยเห็นมีรถหายสักที” พูดจบ รอยยิ้มก็ตามมา คำพูดของเขาทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าโจรมันจะขโมย มันคงเลือกอีแก่ของผมเป็นคันสุดท้ายในบรรดารถยนต์ที่จอดเรียงรายกันอยู่นั่น ผมจึงค่อยคลายกังวลลง

เวลาค่อย ๆ ผ่านไป รูปวาดเริ่มเป็นรูปร่างมากขึ้น หลายคนเดินผ่านมาตรงที่ที่เราสองคนนั่งอยู่ บ้างมองมาแล้วก็ผ่านเลยไป บ้างหยุดยืนดูด้วยความสนใจ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้สมาธิของจิตรกรใหญ่อย่างสุชาติแกว่งไกวแม้เลยสักน้อย จวบจนกระทั่ง 2 สาววัยรุ่น หน้าตาจิ้มลิ้มเดินผ่านมาและหยุดชมผลงานสุชาติ ท่าทางเธอคล้ายจะเป็นนักเรียนศิลปะ สิ่งนี้เองที่ทำให้จิตรกรสุชาติอ่อนไหวขึ้นมา กิริยาท่าทางที่ดูเรียบ ๆ ออกอาการทันที มือไม้ยกขึ้นออกมาวัดภาพถ่ายที่ผมให้เป็นแบบอย่าง หน้าตาเคร่งเครียดราวกับว่าไอ้งานที่ผมให้ทำนั้น มันช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียเต็มประดา แถมอยู่ ๆ ก็ถามผมด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังทั้งที่อยู่กันแค่เอื้อมว่า
“เออ…. พี่จะเอาแบบ “เปคถีบ” ป่าว”
ผมไม่แน่ใจว่าเขาพูดถึงอะไร แต่คงหมายถึง Perspective กระมัง ศัพท์แสงเกี่ยวกับภาพมั้ง (ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน) ได้แต่อมยิ้ม ตอบไปว่า
“ ไม่ต้องหรอก เอาแบบธรรมดา ๆ ก็พอ แค่นี้...ก็เหลือกินแล้วหละ สุชาติเอ๋ย”
สุชาติหันกลับไปเอาจริงเอาจังกับภาพนั้นเสียจนดูเกินราคาค่าจ้าง ยิ่ง 2 สาวกระซิบกระซาบกัน (คงจะเกี่ยวกับรูปที่เขาวาด) สุชาติยิ่งวาดลวดลายหนักข้อมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม สะบัดปลายดินสอพริ้วไหวราวกับจอมยุทธสะบัดกระบี่เข้าใส่ศัตรูก็ไม่ปาน
เวลาผ่านไปได้ชั่วครู่ อาการจิตรกรใหญ่ของสุชาติจึงเลิกราไปเอง และหวนกลับมาเป็นสุชาติคนเดิมอีกครั้ง ก็เมื่อ 2 สาวหน้าแฉล้มได้เดินจากไป
สุชาติบ่นพึมพำขึ้นในทันที “เฮ้อ นึกว่าบุพเพจะอาละวาดซะแล้ว แห้วเหมือนเดิม เล่นเอาซะเหนื่อยเลย” จากนั้นจึงหันไปร้องสั่งกาแฟเย็นกับร้านน้ำรถเข็นเจ้าประจำที่ผ่านมาพอดี “เจ๊ กาแฟเย็นถุงนึง แล้วพี่ล่ะครับ จะเอาอะไรดี” ผมสั่นหน้า พลางเหลือบไปดูรูปวาดก็เห็นความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ฝีมือของเขาไม่เลวเลยจริงๆ


“ผมวาดรูปมาได้ 2 ปีแล้วครับ จบ ม. 3 มาจากบ้านนอก ไม่มีเงินเรียนต่อก็เลยเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำครับ ที่สุดท้ายก็มาทำที่โรงพิมพ์” สุชาติบอก เมื่อผมถามถึงที่มาของอาชีพนี้
“อืม…ทำโรงพิมพ์” ผมทวนคำของสุชาติ พลางคิดในใจไปว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สายงานโรงพิมพ์ก็เกี่ยวข้องอยู่กับงานศิลปะประเภทขีด ๆ เขียนๆ นี่อยู่เหมือนกัน เขาคงอยู่ฝ่ายศิลปกรรมหรืออะไรทำนองนี้กระมัง แต่คำตอบประสาซื่อของเขา เล่นเอาผมแทบหงายหลัง
“ไม่ได้อยู่ฝายศิลป์เสินอะไรหรอกครับพี่ ผมอยู่แผนกแบกหนังสือขึ้นรถน่ะ พอดีโรงพิมพ์เจ๊ง ผมก็เลยออกมาวาดรูปที่สะพานพุทธฯ ไม่ได้เรียนวาดรูปที่ไหนมาหรอก พอดีพี่ๆ ที่โรงพิมพ์เขาเคยสอนให้ ก่อนหน้านี้เคยทำมาหลายอย่าง กรรมกรก็เคย แบกหินผสมปูนทำมาแล้วทั้งนั้น จนมาจบลงที่นี่แหละ สบายกว่ากันเยอะเลย ไม่ต้องแบกต้องหาม ”
สุชาติตอบด้วยน้ำเสียงปกติไม่มีวี่แววโป้ปดมดเท็จ แต่ผมสิครับกลับอึ้ง มันเกี่ยวกันตรงไหนหนอ “กรรมกรกับจิตรกร” มิน่า… เขาจึงดูล่ำสันเหลือเกิน มือไม้ก็ใหญ่โตประหลาด ผิดปกติของคนที่คุ้นชินกับดินสอและพู่กัน

จู่ ๆ สุชาติจึงเป็นฝ่ายถามผมขึ้นมาบ้าง
“อย่าหาว่าเสือกเลยนะ พี่จะเอารูปนี้ไปทำอะไรเหรอ”
“จะเอาไปลงหนังสือ” ผมตอบ น้ำเสียงราบเรียบ
“หา …จะเอาไปลงหนังสือเลยหรือพี่”
สุชาติพูดเสียงดัง ท่าทางตกใจพร้อมกับวางดินสอทันที หันมามองหน้าผมอย่างยิ้ม ๆ ผมจึงพูดไปว่า
“ไม่มีอะไรหรอก วาด ๆ ไปเถอะ จะได้เสร็จ ๆ “
เขาหยิบดินสอขึ้นมาวาดต่อ แต่ไม่วายหยุดพร่ำเพ้อ
“โอ้โห นี่ถ้ารูปผมได้ตีพิมพ์ ผมเอากลับไปบ้าน ไปให้คนที่นครพนมดูละก้อ บ๊ะ ! แล้ว”
พูดจบ หันไปตีเข่าตัวเองเสียงดัง “ฉาด” ใหญ่
“ทุกคนในหมู่บ้านคงต้องเรียกผมว่า คุณสุชาติ”
ขณะกำลังฝันหวานอยู่นั้น สุชาติก็เกิดอาการชะงักงันขึ้น เหมือนคิดอะไรได้ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงชวนเศร้าว่า
“แต่เอ …เดี๋ยวก่อน พี่เป็นผู้จัดการหรือเปล่า”
“อะไรนะ ผู้จัดการเหรอ เปล่าหรอก ๆ ทำไมเหรอ” ผมค่อนข้างงง ๆ เมื่อถูกถามเช่นนั้น พลางก้มมองสำรวจตัวเอง พึมพำเบาๆ “แต่เอ …หรือว่าหุ่นเราจะให้นะ” ผมเริ่มชักไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน !

“ว้า...ถ้าพี่ไม่ได้เป็นผู้จัดการ รูปนี้ก็คงไม่ได้ลงตีพิมพ์สินะ คราวที่แล้วก็ทีหนึ่งละ มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า เป็นเลขาผู้จัดการมาจ้างให้ผมวาดรูปให้อย่างนี้แหละ แต่เป็นรูปสี เธอก็ว่าจะเอาไปพิมพ์เหมือนกัน หลังจากนั้นไอ้ผมก็เฝ้าแต่ร๊อ รอ ไม่เห็นตีพิมพ์ซักกะที หมดไปตั้งหลายขวด ผลสุดท้าย เธอก็มาบอกว่า ผู้จัดการเขาไม่เอา ผมนี่เสียใจมากเลยรู้ป่าวพี่” สุชาติพูดน้ำเสียงอ่อนล้า นัยน์ตาซึมเศร้า
“เธอเอาอะไรมาให้วาดล่ะ”
ผมเกิดสงสัยขึ้นมาว่าภาพอะไรวะ มันไปเกี่ยวข้องกับผู้จัดการ เออ...ถ้าเป็น บ.ก. ที่ย่อมาจาก ”บ้ากาม” เอ๊ย ! “บรรณาธิการ” ก็ว่าไปอย่าง แล้วอะไรที่หมดไปตั้งหลายขวด
“อ๋อ ฉลากน้ำปลานะพี่ พี่เคยเห็นไหม ที่มันติดอยู่ข้าง ๆ ขวดน้ำปลาไง เป็นรูปวาดสี ๆ อ่ะ”
เขาพูดแค่นั้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เพราะกำลังใช้สมาธิกับภาพที่ใกล้จะเสร็จเต็มที แต่ตัวผมสิครับกลับต้องกลั้นหัวเราะเสียแทบแย่ หัวเราะในความใสซื่อบริสุทธิ์ของเขา เพราะนี่ถ้าเป็นคนอื่น คงโม้ให้มันเป็นอย่างอื่นไป เช่น โปสเตอร์โฆษณา หรือไม่ก็ใบปิดหนังกันไปนู้นเลยทีเดียว เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดูดีมีค่าขึ้นในสายตาของคู่สนทนา จนยอมแม้กระทั่งทำลายความดีงามและความศรัทธาที่มีต่อตัวเอง แต่สุชาติของเรา ไม่ครับ ฉลากน้ำปลาก็ฉลากน้ำปลา ใครจะทำไม ไม่ต้องหลอกใครตรงไปตรงมา อาจจะกระจอกสำหรับใคร แต่ยิ่งใหญ่สำหรับข้าก็เป็นพอ
บอกตามตรง...ผมไม่ค่อยจะเจอบ่อยนักกับคนประเภทนี้ !

ดึกโขอยู่…กว่ารูปวาดนั้นจะแล้วเสร็จ ผมล่ำลาสุชาติ-อดีตพนักงานแบกหนังสือขึ้นรถที่โชคชะตาพลิกผันให้กลายมาเป็นนักวาดรูปที่สะพานพุทธฯ แห่งนี้ ผมไม่ได้รับปากสุชาติหรอกว่า รูปวาดของเขาจะได้รับการตีพิมพ์หรือไม่ เพราะไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของเขาเหมือนอย่างที่เคยได้รับมาแล้ว เมื่อครั้งรับจ้างเขียนฉลากน้ำปลา แต่ผมบอกให้เขาเซ็นชื่อใต้รูปเอาไว้ เพราะอย่างน้อยมันก็มีค่า มีความหมายมากมาย ในความรู้สึกของผม
ในตอนนั้น ผมจากสุชาติมาด้วยหัวใจเป็นสุขที่ได้รับรู้ว่า ยังคงมีแง่มุมอันงดงามของผู้คนให้เราได้เลือกชื่นชมกันอยู่เสมอ คนทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ในแง่มุมใดก็แง่มุมหนึ่ง คนบางคนอาจไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติหรือหน้าที่การงานอันมีเกียรติ หากเขายังคงมีแง่งามในตัวเองอยู่ดี เหมือนกับชายที่ชื่อสุชาติผู้นี้ แม้จะเป็นเพียงนักวาดรูปต๊อกต๋อย แต่ความใสซื่อบริสุทธิ์คือ เสน่ห์ประจำตัวที่เขามีอยู่
สุชาติเป็นตัวแทนแง่มุมอันงดงามของคนธรรมดาๆ ทั่วไปที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ที่บ่งบอกให้เราได้รู้ว่า ความงดงามของผู้คนตามรายทางนั้นยังคงมีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ให้เราได้เลือกเก็บกันเอาไป และที่สำคัญ....เรื่องเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ เช่นนี้ บางครั้ง...ก็ทำให้เราได้ชื่นใจกันอยู่เหมือนกัน

ระหว่างเดินกลับมายังรถที่จอดอยู่ตรงเชิงสะพาน ผมคล้ายรู้สึกว่า พระจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่เหนือลำน้ำเจ้าพระยาในคืนนั้น แลดูสวยงามกว่าทุกค่ำคืนที่ผ่านมา…
………………………





Create Date : 08 กันยายน 2549
Last Update : 17 ตุลาคม 2549 9:42:36 น. 8 comments
Counter : 1290 Pageviews.

 
เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมชอบมาก มันให้ความรู้สึกแบบคนธรรมดาจริงๆ
**รูปสะพานพุทธที่แสดงอยู่ในเรื่อง ไม่ใช่รูปที่ชายคนนั้นวาดนะครับ รูปจริงๆไม่รู้หายไปหรือยังต้องถามลุงรันเอาเองนะว่ายังเก็บรูปนั้นอยู่ไหม
***ขอบคุณภาพจากกรมไปรษณีย์ สวยมากครับ


โดย: เจ้ากอล์ฟ (ChronoCross ) วันที่: 8 กันยายน 2549 เวลา:17:55:28 น.  

 
...ไม่ต้องหลอกใครตรงไปตรงมา อาจจะกระจอกสำหรับใคร แต่ยิ่งใหญ่สำหรับข้าก็เป็นพอ...

งื้ออออออออ....ชอบ


โดย: blue mint IP: 58.9.27.53 วันที่: 8 กันยายน 2549 เวลา:21:03:17 น.  

 
มาจากเรื่องจริงหรือแต่งขึ้นคะ


โดย: Wind IP: 58.147.56.162 วันที่: 9 กันยายน 2549 เวลา:2:13:43 น.  

 
เรื่องจริงครับ ผมชอบคนเล็กๆเหล่านี้ เพราะเรื่องเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ เช่นนี้ บางครั้ง...ก็ทำให้เราได้ชื่นใจกันอยู่เหมือนกัน


โดย: รัน IP: 124.121.187.160 วันที่: 9 กันยายน 2549 เวลา:7:55:58 น.  

 


โดย: คนเล็กๆ IP: 203.150.4.131 วันที่: 9 กันยายน 2549 เวลา:10:41:43 น.  

 
^_^พูดถึงคนเล็กๆ....คนเล็กๆก็มา


โดย: เจ้ากอล์ฟ (ChronoCross ) วันที่: 9 กันยายน 2549 เวลา:20:51:39 น.  

 
ดีครับ


โดย: -Guy- IP: 222.123.117.222 วันที่: 16 ตุลาคม 2549 เวลา:20:38:12 น.  

 
สุชาติใคร ผมวาดมาตั้งแต่ปี42 ไม่รู้จัก


โดย: ae วาดรูปสะพานพุทธ IP: 27.130.75.44 วันที่: 24 มิถุนายน 2557 เวลา:16:47:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ChronoCross
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










Friends' blogs
[Add ChronoCross's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.