"ที่ว่างของงานเขียน..เล็กๆแต่อบอุ่น [Love&Warmth]"
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
หุ่นยนต์สังกะสี




หุ่นยนต์สังกะสี
เรื่องสั้นดีเด่นอันดับ 2 ของเวบประพันสาส์น ปี 2550


โดย..รัน




2 ทุ่มเศษของคืนวันศุกร์ ต้นเดือนธันวาคม จันทร์เสี้ยวเกี่ยวอยู่ริมขอบฟ้า มีแสงดาวระยิบตา บรรยากาศเย็นสบายกำลังดี ผมเดินทอดน่องไปตามซอยเล็กๆข้างวัดชนะสงคราม ผ่านตึกเก่าๆ ที่จะทะลุไปยังร้านเหล้าริมถนนข้าวสาร -สถานที่นัดพบกับลูกค้าที่มาว่าจ้างให้ออกแบบหนังสือ เรานัดพูดคุยรายละเอียดกันที่นั่น

ชั่วอึดใจ ผมจึงมาโผล่ร่างที่หน้าปากซอยอีกด้าน มองเห็นแสงสีละลานตา ผับ บาร์ และร้านค้าเต็มแน่นริมถนนสายโบราณ ผู้คนทั้งไทยและเทศต่างพลุกพล่านอยู่ทั้งสองฝั่งถนน ตลอดแนวยาวริมฟุตบาทคลาคล่ำไปด้วยร้านอาหารรถเข็น จอดเรียงรายกันเป็นตับ และในท่ามกลางรถเข็นเหล่านั้น ร่างสูงใหญ่กับใบหน้าเด๋อด๋าของพ่อค้าหนุ่มคนหนึ่ง ขณะกำลังยืนง่วนทอดไข่เจียวควันคลุ้งตรงหน้า ก็ทำเอาผมต้องชะงักเท้า หยุดกึกลงทันที

แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ผมยังจำชายผู้นี้ได้ดี ภาพเก่าเก็บของเราทั้งสอง ค่อยๆ ไหลเรียงออกมาจากห้วงความทรงจำ...



1.

“โต้ง” คือเพื่อนสนิทของผม ณ โรงเรียนประถมย่านถนนตก ตั้งแต่วันแรกพบในชั้น ป.1 เมื่อรู้จักกันปุ๊บ เราก็ถูกคอกันปั๊บ ตามประสาเด็กเล็ก ที่คบหากันด้วยหัวใจบริสุทธิ์และความรู้สึกอันไร้มายา

โรงเรียนแสนสวยของเราซ่อนอยู่ในถนนซอยเล็กแคบ แยกมาจากถนนเจริญกรุง ทอดยาวไปสุดชายน้ำ ผิวถนนโรยด้วยกรวดหลากสีหลายขนาด สองฟากทางเดินร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ อาคารเรียนไม้ 2 ชั้น สีน้ำตาลเก่าเกือบซีด มุงหลังคาสังกะสีสีเขียวแก่ ยืนโด่เด่คล้ายคนแก่ง่วงนอน เสาธงสูงปักบนสนามหญ้า ล้อมรอบด้วยพุ่มดอกมะลิต่างรั้วลวดหนาม ในยามหลังฝนพรำ ...เสียงกบเขียดร้องระงม ฟังคล้ายพระสวด แว่วออกมาจากสุมทุมพุ่มพฤกษาเหล่านั้น

หลังโรงเรียน มีวัดเก่าแก่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ ขนาบข้างด้วยบ้านเรือนยาวสุดลูกหูลูกตา แทรกด้วยร้านค้าเรือนแพเป็นระยะๆ ภาพสะพานกรุงเทพฯ โค้งตัวโอบกอดสายน้ำเจ้าพระยาในม่านหมอกยามเช้า มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ไปมาอยู่บนนั้น เรือมากมายลอยลำบนผิวน้ำเบื้องล่าง ยังคงแจ่มชัดในความรู้สึกของผมตราบเท่าทุกวันนี้

2

จากหน้าต่างหลังห้องเรียนบนชั้น 2 ของอาคารเรียน เมื่อเบื่อเวลาครูสอน ในช่วงเย็นใกล้เลิกเรียน ผมกับโต้งซึ่งนั่งโต๊ะเรียนติดกันมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันลา จะชอบสะกิดกัน ให้ดูเรือโยงไหลล่องอย่างเหงาๆ ไปตามแม่น้ำ คลื่นหยักๆ บนผิวน้ำทยอยซัดเข้าหาฝั่งใต้แสงตะวันสีทองอาบอุ่น มองดูเพลินๆ อยู่นั้น ชอล์กเอย แปรงลบกระดานเอย จากน้ำมือครูประนอม-ครูประจำชั้น ป.1 หญิงสาวโสด เจ้าระเบียบ ในวัยต้น 20 ก็จะบินตรงจากหน้าห้องมาตกปุ๊ลงตรงหน้า ให้ได้ตกใจเล่นกันเป็นครั้งคราว บางครั้ง ครูก็จะลงโทษให้เรายืนคาบไม้บรรทัดหน้าห้องจนกว่าเสียงระฆังเลิกเรียนจะดังขึ้น

แต่มีบ้างเหมือนกัน ที่เราทั้งชั้นจะพร้อมใจไม่กลัวการลงโทษใดๆ จากครู ก็ต่อเมื่อเครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ “เจ้าแมงปอยักษ์” -ซึ่งนับเป็นของแปลกยิ่งสำหรับเรา จะบังเอิญบินผ่านเหนือท้องฟ้าของโรงเรียน เสียงครางฮือๆ เหมือนคนร่ำไห้มาแต่ไกล ฉุดมือเราทั้งชั้นหรือจะพูดให้ถูก ก็ต้องบอกว่า ทั้งโรงเรียน ให้ออกไปชะเง้อมองกันหน้าสลอนอยู่ตามช่องหน้าต่าง พร้อมกับโบกมือไหวๆ ดุจใบไม้ไหวเต้นในสายลม ตะโกนส่งเสียง “บ๊าย บาย” กันเจี๊ยวจ๊าวให้กับเครื่องบินที่กำลังบินผ่านมา ในใจน้อยๆ นั้นแอบหวังว่าคนบนฟ้าจะได้ยิน

“โน่นแน่ะ เห็นไหม นักบินยักคิ้วให้ฉันด้วยแหละ” เด็กนักเรียนหญิง ผมม้าเพ้อขึ้นเสียงดัง จนเด็กหญิงหน้าแป้น ฟันเหยิน ต้องเขย่าแขน ปลุกเธอออกมาจากภวังค์ฝันกลางวัน

ก่อนหน้านี้ ครูประนอมพยายามทัดทานพวกเราไม่ให้ออกมา แต่ก็หมดปัญญาห้ามปรามพวกเราที่มีอยู่เกือบ 30 คนได้ ที่สุด เธอก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มของพวกเรา ร่วมโบกไม้โบกมือให้กับเครื่องบินที่เป็นเพียงจุดเล็กๆ เท่าก้านไม้ขีด ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสีสวย ด้วยท่าทีตื่นเต้นสนุกสนาน ไม่แพ้เด็กนักเรียน ค่าที่ตัวครูเองก็ไม่ค่อยได้เคยเห็นเครื่องบินสักเท่าไรนั่นเอง



3

บ้านเช่าของโต้งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวเก่าคร่ำอยู่ในซอยเล็กๆ ย่านถนนสาทร เรียกกันว่า “ซอยโรงน้ำแข็ง” ใกล้ตลาดบางรัก ไกลจากโรงเรียนราว 6-7 ป้ายรถเมล์ โต้งต้องขึ้นรถเมล์มาเพียงลำพังไม่มีใครมาส่ง ต่างจากผมที่บ้านอยู่ริมถนนเจริญกรุง เพียงเดินเลยซุ้มเฟื่องฟ้าหน้าบ้านไป ก็จะเห็นป้ายรถเมล์ปากทางเข้าโรงเรียนแล้ว เมื่อแรกแม่ในวัย 40 กว่าๆ ก็จะเดินมาส่งผม แต่เพียงไม่นาน แม่ก็วางใจ ปล่อยให้ผมเดินมาโรงเรียนตามลำพังเองได้

ในความคิดของผมตอนนั้น เป็นเรื่องเท่มากมายที่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งจะนั่งรถเมล์มาโรงเรียนคนเดียว มันคงเหมือนการผจญภัยอย่างหนึ่ง ได้เจอะเจอผู้คนแปลกๆ ผ่านพบกับความตื่นเต้น หวาดเสียวจากการขับขี่ของคนขับรถเมล์ในกรุงเทพฯ รวมทั้งกระเป๋ารถเมล์จอมดุ ผมจินตนาการเปรียบเทียบการขึ้นรถเมล์ของโต้งไปกับการผจญภัยของ โรบินสัน ครูโซ ชายที่ผจญภัยไปกับเรือ เมื่อเรืออับปาง เขาจึงไปติดเกาะแห่งหนึ่ง ต้องดำรงชีวิตท่ามกลาง ภยันตรายในเกาะเถื่อนที่ไม่มีใครรู้จักโน่นเลยทีเดียว

“เวลาคนขับรถเมล์เหลือบมองกระจกมองหลังทีไร แล้วเราเผลอไปสบตาด้วย เรานี่นะจะขนลุกซู่ขึ้นมาทันที ก็เพราะดันไปนึกถึงท่านเคาท์ แดร็กคูล่าเข้าให้นะสิ” ในตอนนั้น ผมอดหัวร่อร่าไปกับสีหน้าท่าทีตื่นเต้นของโต้ง ขณะเล่าให้ผมฟังไม่ได้

4

โต้งเป็นลูกคนเดียวของพ่อที่เปิดบ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง เมื่อว่างเว้นจากเรียนหนังสือ โต้งจะมาเป็นลูกมือ หยิบโน่นฉวยนี่ไปตามเรื่องตามราว ส่วนแม่นั้น โต้งบอกว่า จากเขาไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ตั้งแต่ที่โต้งลืมตาดูโลกได้เพียงไม ่กี่วัน

ถึงจะเป็นลูกคนเดียว แถมยังกำพร้า แต่โต้งก็ไม่ได้ถูกประคบประหงม อย่างที่ควรจะเป็น ฐานะทางบ้านที่ไม่สู้ดี ไม่เอื้ออำนวยให้พ่อของโต้งได้ทำเช่นนั้น แม้พ่อจะรักโต้งมากก็ตาม ชีวิตของด.ช.โต้งจึงดูหม่นหมองและเศร้าคล้ายท้องฟ้ายามครึ้มฝน และสมบุกสมบันดุจท้องฟ้ายามแดดจัดจ้าไปพร้อมกัน

ในตอนกลางคืน พ่อมักจะทิ้งโต้งออกไปหารายได้พิเศษเพื่อมาจุนเจือครอบครัวเสมอ ความว้าเหว่จะเข้าครอบงำบ้านเช่าหลังนั้น ในขณะรอพ่อ โต้งจะไปนั่งที่ริมหน้าต่าง พระจันทร์จะโผล่มาทักทายตรงหน้าต่างบ้านอยู่บ่อยๆ กระทั่งกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน โต้งจะเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องโรงเรียน เพื่อน และพ่อ ให้พระจันทร์ฟัง บางครั้งเขาก็ถามไถ่ข่าวคราวของแม่ เพราะแม่เขาเป็นนางฟ้า พระจันทร์ก็อยู่บนฟ้าเหมือนกัน จึงน่าจะรู้ข่าวคราวของแม่บ้าง แต่พระจันทร์ไม่เคยตอบเขาเลย

“นายว่าแม่ของเราจะอยู่ตรงไหนของท้องฟ้าน้า ...”
โต้งเคยถามผม พลางแหงนหน้าขึ้นมองฟ้ามืดที่พราวไปด้วยแสงจันทร์สุกสกาว ระยิบไปด้วยแสงดาว ในคืนวันวิสาขบูชา เมื่อครูพานักเรียน ป.1 ทั้งชั้น มาเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์วัดหลังโรงเรียน ผมเองก็ไม่ต่างกับพระจันทร์ ไม่มีคำตอบให้กับโต้ง ได้แต่เหม่อมองเงาสะท้อนของพระจันทร์ดวงกลมโตบนคลองหน้าวัดอย่างเลื่อนลอย พร้อมกับรู้สึกว่าหัวใจได้ปลิวหายจากร่างไปทั้งดวง...



5

ทุกๆ เช้าตรู่ ท้องฟ้าสลัวราง ยินเสียงไก่ขัน นกการ้อง แลเห็นพระเดินเรียงกันเป็นเส้นสายสีทองมาแต่ไกล ผมในชุดนักเรียนเผื่อโต หลวมโพลกทั้งเสื้อและกางเกง ในมือมีกระเป๋านักเรียนและกล่องข้าว จะมายืนดักรอโต้งที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยโรงเรียน เพื่อเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ขณะรอคอย ผมฆ่าเวลาด้วยการยืน “ดู” ข่าวหนังสือพิมพ์หน้า 1 ที่ตกห้อยลงมาจากแผงหนังสือที่ป้ายรถเมล์ แต่เมื่อขึ้นชั้น ป. 2 ผมเริ่มอ่านหนังสือได้บ้างแล้ว จึงเปลี่ยนจาก ”ดู” มา ”อ่าน” ข่าวหน้า 1 แทน

หลายครั้ง หากเป็น “ข่าวต่อ” ที่ต้องอ่านเนื้อข่าวข้างใน ผมก็จะแอบใช้มือเล็กๆ แง้มเนื้อในของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเพื่ออ่านดู จนหนังสือพิมพ์แหลกยับคามือมาแล้วหลายฉบับ หากเนื้อข่าวต่อเกิดไปอยู่ที่หน้าหลังสุด ผมก็จะมุดคลานลงไปอ่านใต้แผงหนังสืออย่างทุลักทุเล ท่ามกลางรอยยิ้มเอ็นดูของชาวบ้านร้านถิ่นที่เดินผ่านไปมา แต่ ”อับดุลเล๊าะ” อาบังชาวอินเดียจอมขี้ตืด –เจ้าของร้านหนังสือ กลับเฝ้ามองออกมาจากในร้าน ใบหน้าหงิกงอพิกล

ยืนอ่านอยู่อย่างนั้นทุกวัน จนอับดุลเล๊าะทนไม่ไหว ต้องวิ่งโร่มาบอกแม่ว่า ผมเป็นเด็กที่รักการอ่านหนังสือพิมพ์มาก.ก.ก สมควรที่แม่จะรับหนังสือพิมพ์ไว้ที่บ้านให้ผมอ่านเสียเลยดีกว่า แล้วอาบังแกจะช่วยคิดราคาพิเศษให้ ด้วยสงสารผมซึ่งยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่ต้องมายืนก้มๆ เงยๆ (บางครั้งก็มุด) อ่านหนังสือพิมพ์บนแผงของแกด้วยท่าทีพิสดารราวกับนักกายกรรมเปียงยางอยู่เช่นนั้นทุกวัน

บอกตามตรงครับว่า ผมไม่ค่อยแน่ใจเลยว่า อาบังผู้นี้แกสงสารผมจริงๆ หรือแกกลัวว่าหนังสือพิมพ์จะยับเยินจนขายไม่ออกกันแน่

“โอ๊ย! ไอ้เปี๊ยกของฉันนะหรือ มันตัวเท่าลูกหมาแค่เนี้ยนะ แหม แต่มันชอบอ่านหนังสือพิมพ์ยังกับผู้ใหญ่แน่ะ” แม่ผู้ชอบกินหมากปากแดงอยู่เสมอ และในมือข้างหนึ่งจะคีบบุหรี่”สายฝน” อยู่ไม่ขาด มักเที่ยวบอกใครต่อใครอย่างนี้เสมอ สีหน้าภูมิอกภูมิใจในตัวผม ก่อนยกบุหรี่ขึ้นดูดควันปุ้ย

แต่จริงๆ แล้ว ทั้งแม่และอับดุลเล๊าะต่างเข้าใจผิดถนัด เวลานั้น ผมไม่ได้ชอบอ่านหนังสือพิมพ์อะไรหนักหนาหรอก ผมมารอโต้งต่างหาก จนถึงทุกวันนี้ ผมเองก็ไม่เคยบอกความจริงข้อนี้กับแม่เลย

ที่สุด แม่ก็ตัดสินใจบอกรับหนังสือพิมพ์ให้มาส่งที่บ้านเรา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมเลิกอ่านหนังสือพิมพ์บนแผงที่ป้ายรถเมล์แต่อ ย่างใด การได้มายืนรอคอยโต้ง และฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ นอกจากจะเป็นความสุขในชีวิตวัยเยาว์ของผมอย่างหนึ่งแล้ว มันยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมกลายเป็นคนรักการอ่าน และคลุกคลีอยู่กับวงการหนังสือและหนังสือพิมพ์มาจนกระทั่งบัดนี้

6

ระหว่างเดินไปบนถนนสายเล็กๆ ที่จะพาเราไปยังโรงเรียน แว่วยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงม ดังออกมาจากสองฝั่งฟากทางเดินที่เป็นป่ารกชัฏ และบริเวณหลังต้นไม้หนาทึบด้านหนึ่ง จะมีลำธารเล็กๆ ใสสะอาดไหลเรียบอยู่ หลังจากเหนื่อยหรือเบื่อจากการเล่นไล่ปล้ำ เตะต่อย เป็นพระเอกผู้ร้ายกันไปตามทางเดิน เราก็จะวิ่งไล่จับผีเสื้อ แมลงปอไปตามพุ่มดอกไม้ที่ขึ้นแซมอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่ บางครั้ง ผมกับโต้งจะชวนกันไปเก็บเม็ดต้อยติ่งริมทาง เราเรียกมันด้วยศัพท์แสง ฟังแล้วน่าขนพองสยองเกล้าว่า “ระเบิดทำลายบนผิวน้ำ” ลักษณะของมันจะเป็นเม็ดยาวๆ เรียวๆ สีดำ เราจะโยนมันลงไปในลำธารสายนั้น ยืนมองเม็ดต้อยติ่งแตกปะทุ และส่งเสียงดัง “เป๊าะแป๊ะ เป๊าะแป๊ะ” สนุกสนาน หรือบางที เราก็จะไปช่วยกันเขย่าต้นไม้ใหญ่ ให้ใบแก่ของมันร่วงกรูกราวลงสู่พื้นดิน ทำเอานกกางเขนที่ร้องเพลงอยู่บนต้นไม้ต่างตกใจ บินหนีไปบนเวิ้งฟ้า จากนั้น เราจะเก็บเอาใบไม้แห้งกรอบนั้น มาปล่อยให้แล่นฉิวไปบนผิวน้ำคล้ายกับเรือใบ แข่งกัน พลางวิ่งไล่ตาม ส่งเสียงเชียร์เคล้าไปกับเสียงหัวเราะสดใส

ในตอนพักกลางวันของทุกวัน หลังกินข้าวกล่องจากบ้านเสร็จ ผมกับโต้งจะวิ่งมายังเสียงกรุ๋งกริ๋งของกระดิ่งจักรยานคร่ำคร่า แย่งกันซื้อไอติมแท่งในลังไม้บนท้ายรถของพ่อค้าชาวจีน ไอติมของแป๊ะแก่ เจ้าของรอยยิ้มในดวงหน้าเป็นนิจ จะพิเศษกว่าใครๆ ก็ตรงที่ว่า เมื่อกินหมดแล้ว หากที่ปลายไม้ไอติม มีสีแดงทาอยู่ เราจะได้กินฟรีอีกแท่งหนึ่ง มันเป็นความสุขเล็กๆ ที่จะได้หัวใจตุ๋มๆ ต๋อมๆ ในทุกครั้งที่กินไอติมหมดแท่งแล้ว

“บางครั้งก็ไม่ได้อยากกินไอติมหร๊อก แต่เราอยากลุ้นไม้ไอติมมากกว่า” ผมเคยอมยิ้มบอกกับโต้งไปอย่างนั้น ขณะกัดกินโลกใบหวานสีสวยในมือ

และก่อนระฆังบอกหมดเวลาพักกลางวันจะดังขึ้น ผมกับโต้งจะวิ่งตื๋อไปซื้อทอฟฟี่ พวก ฮอลล์ โอเล่ ในขวดโหลที่ชั้นภายในร้านชำหน้าโรงเรียน วันไหนเบื่อทอฟฟี่ ก็ซื้อถั่วลิสงทอดเคลือบน้ำตาลสีขาวกับแขกอินเดียโพกผ้า ที่จะทูนกระบะไม้มาวางขายใกล้ๆ กับรถจักรยานขายไอติมแทน เราจะเอาทอฟฟี่หรือถั่วที่ว่ามาใส่กระเป๋ากางเกงจนตุง แอบเอาไปกินกันในห้องเรียน การแอบกินทอฟฟี่ กินถั่ว ในห้องเรียนนั้น เป็นประสบการณ์ที่สนุกตื่นเต้นอย่าบอกใคร และไม่มีทอฟฟี่หรือถั่วไหนๆ จะอร่อยกว่านี้อีกแล้ว

“นั่นสองคนนั้น เคี้ยวอะไรแม่บๆ อยู่ในปากน่ะ” หลังพักกลางวันวันหนึ่งของปลายฤดูฝน เสียงของครูประนอมตะโกนขึ้น แข่งกับเสียงฝนที่กำลังตกหนักอยู่นอกห้องเรียน

“เปล่า คับ” ผมกับโต้งตอบขึ้นเกือบจะพร้อมกัน สุ้มเสียงฟังไม่ถนัดนัก เพราะมีทอฟฟี่อยู่คับปาก โชคร้าย ทอฟฟี่เม็ดหนึ่งกระเด็นออกมาจากปากโต้ง กลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นห้องเรียน และไปหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าครูพอดี...

หลังเลิกเรียนวันนั้น ฝนหยุดตกแล้ว เพื่อนๆ ทุกคนกลับบ้านกันหมด แต่เราสองคน ยังคงต้องเดินท่อมๆ กวาดห้องเรียน ทิ้งถังขยะ ลบกระดานดำ ด้วยท่าทีหงอยๆ ใบหน้าละห้อย

ทั้งหมดนี่คือราคาที่เราทั้งสองต้องจ่ายไปสำหรับทอฟฟี่แสนอร่อย ของเราในวันนั้น



7

เมื่อหน้าหนาวเยื้องกรายมา ฤดูหนาวในบ้านเก่าเหน็บหนาวเหลือเกินในความรู้สึกของผม เสียงกรุ๋งกริ๋ง-กระดิ่งจักรยานของแป๊ะแก่จางหายไปกับการมาเยือ นของสายลมหนาว ก็อากาศยะเยือกเย็นออกอย่างนั้น ใครเล่าจะกินไอติมลง คนเฒ่าได้แต่นั่งสัปหงกอยู่บนรถจักรยานอย่างไร้ชีวิตชีวา ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ –ผมคิด แม้ฤดูหนาวจะทำให้เราห่างหายไปจากโลกใบหวานสีสวย แต่มันก็นำเอาความรื่นเริงบางอย่างมาทดแทนให้แก่เรา ลมหนาวก่อนปีใหม่ได้หอบเอา “งานวัด” มาด้วย

เย็นวันนั้น หลังเลิกเรียนเป็นต้นมา ใต้ร่มเงาต้นหางนกยูงหลังโรงเรียน ผมกับโต้ง ในมือ มีหนังสือพิมพ์เก่าๆ เตรียมไว้รองนั่งดูหนังกลางแปลง ได้แต่นั่งเฝ้ามองโบสถ์วัดตรงหน้า สลับกับการเหม่อมองชิงช้าสวรรค์สีส้มสดใส ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้าง หูคอยเงี่ยฟังว่า เมื่อไหร่หนอ เสียงประกาศเปิดงานของหลวงพ่อจะเริ่มต้นดังขึ้นเสียที และทันทีที่ความมืดเริ่มโรยตัว เสียงเนิบนาบของเจ้าอาวาสผ่านเครื่องขยายเสียงก็ดังขึ้น

“ฮัลโล ฮัลโล ขอเรียนเชิญท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ได้เข้ามาร่วมทำบุญกับทางวัดได้แล้ว ซึ่งในปีนี้ วัดของเราจัดให้มีมหรสพต่างๆ ....”

ในลมหนาวที่โชยพัดผ่านมา ชาวบ้านต่างพกพาเอาใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความเบิกบาน หลั่งไหลเบียดเสียดกันจนแน่นลานวัด ลานวัดที่ปกติจะเงียบเหงา กลับมามีสีสันจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลิ่นธูปเปลวเทียนปลิวลอยออกมาจากในโบสถ์ ผสมไปกับกลิ่นหอมของ ขนมถังแตก ขนมกะลอจี๊ เต้าหู้ถอด มันปิ้ง กล้วยปิ้ง จากบรรดาร้านค้าเพิงพักตรงมุมหนึ่งของลานวัด

มีงานวัดครั้งใด อันดับแรกสุด ผมกับโต้งจะเร่เข้าไปซื้อข้าวเกรียบว่าวกับแม่ค้าคนสวยที่ยืนพล ิกตะแกรงกลับไปมาเหนือเตาไฟถ่านลุกโชน มีหนุ่มๆ เฝ้าห้อมล้อมอยู่เนืองแน่น จนเมื่อถึงตอนโต เข้าเรียนมหา’ลัยแล้ว เวลาเห็นอาจารย์ยืนฉายแผ่นใสที่หน้าห้องเลคเชอร์ทีไร ผมอดคิดถึงข้าวเกรียบว่าวในงานวัดที่บ้านเก่าไม่ได้สักที

ในตอนนั้น นอกจากเสียงของมัคนายกที่ชักชวนให้คนมาร่วมงานต่อจากหลวงพ่อแล้ ว ยังมีเสียงลิเก “ออกแขก” เสียงนกหวีดเป่า “ปี๊ด” เริ่มรอบรำวง เสียงเพลงลูกทุ่ง และเสียงชวนให้คนซื้อสินค้าจากพ่อค้าเร่ ดังระงมฟังไม่ได้ศัพท์ แสบแก้วหู

ส่วนที่คลองหน้าวัด เรือขายของจะมาจอดกันเต็มพรืดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรือขายก๋วยเตี๋ยวหมู เรือขายหวานเย็น เรือขายไอติม และอีกสารพัดเรือ ลอยลำขายของให้แก่ผู้ที่มาเที่ยวชมงานวัด ในบรรดาเรือขายของเหล่านี้ เรือขายขนมหวานของแม่ค้าสาวสวยสองพี่น้องที่บ้านติดกันกับผม ดูจะขายดีที่สุด ขนมหวานที่ทั้งสองขายเป็นพวกทองหยิบ ทองหยอด มะพร้าวสังขยา เปลือกส้มโอเชื่อม และขนมสายบัว

เราทั้งสองกับลูกโป่งสีสวยๆ ลอยอยู่เหนือหัว โดยมีเส้นด้ายสีขาวผูกไว้ที่ข้อมือ จะลัดเลาะเที่ยวชมงานแสดงต่างๆ ภายในวัด เช่น มอเตอร์ไซด์ไต่ถัง สาวน้อยตกน้ำ ยิงปืน ม้าหมุน ตักปลา รวมทั้งอะไรต่อมิอะไร จะยกเว้นก็เฉพาะจ้ำบ๊ะที่มีผู้หญิงสาวๆ มาเต้นวับๆ แวมๆ แม่สั่งหนักสั่งหนาว่าห้ามเข้าไปดู

“ถ้าเข้าไปดูนะ แม่รู้จะตีให้หลังลายเลยจริงๆ” แม่จะกำชับผมอย่างนี้เสมอ

“อ้าว! แล้วทำไมผู้ใหญ่ถึงดูได้ล่ะ ยังเคยเห็นพ่อเข้าไปดูเลย” ผมเอียงคอเถียง ย่นจมูกดวงตาทอประกายสงสัย ภาพทั้งคนหนุ่มคนแก่พากันแย่งซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปในโรงระบำจำบ๊ะนอกรั้ววัดผุดวาบขึ้นกลางใจ

แม่ไม่ตอบ แต่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทำท่าจะคว้าอะไรใกล้มือ ถ้าไม่เป็นกระโถนใส่น้ำหมาก ก็จะเป็นที่เขี่ยบุหรี่ข้างกาย มาเขวี้ยงใส่ผม แต่ก็ช้าเกินไป เพราะผมได้เผ่นแน่บไปไกลเกินกว่าที่อาวุธของแม่ จะมีอานุภาพทำลายล้างได้แล้ว

สิ่งที่จะขาดเสียมิได้สำหรับงานวัดในโลกอันแสนสุขของเราก็คือ การได้ขึ้นไปนั่งโต้ลมหนาวอยู่บนชิงช้าสวรรค์ที่ประดับประดาไปด ้วยแสงไฟวับแวม และเมื่อลงจากชิงช้าสวรรค์แล้ว เราจะแวะซื้อปลาหมึกย่างกับน้ำจิ้มหวานๆ เปรี้ยวๆ ในกระทงใบตองแห้ง และสายไหมก้อนกลมใหญ่ คล้ายก้อนเมฆหลากสี มีไม้จับที่ด้านล่าง แล้วจึงไปนั่งปูหนังสือพิมพ์ดูหนังกลางแปลงใต้แสงดาวกัน

ดึกมากแล้ว ...ดวงจันทร์คล้อยต่ำตรงขอบฟ้าด้านหนึ่ง เราชักชวนกันกลับบ้าน ผมไม่ลืมแวะซื้อขนมถังแตกเจ้า ประจำตรงประตูวัด กลับไปฝากแม่ด้วยขณะเดินหนาวผ่านต้นลำพูหน้าวัด แลเห็นหมู่หิ่งห้อยนับร้อยนับพันส่งแสงวูบวาบอยู่ ห้วงเวลานั้น ความสุข ความอบอุ่นได้มาลอยวนเวียนอยู่รอบกายของผมเช่นกัน

8

และแล้ววันเวลาที่ผมไม่เคยลืมเลือนเลยก็มาถึง ...ก็อย่างที่รู้ ของเล่นกับเด็กเป็นของคู่กัน แต่ที่โรงเรียนของเรากลับมีกฎเกณฑ์บ้าๆ อยู่ข้อหนึ่งคือ จะห้ามไม่ให้เด็กนักเรียนเอาของเล่นมาเล่นที่โรงเรียนเป็นอันขา ด ผมไม่รู้หรอกว่าทุกวันนี้กฎเกณฑ์ที่ว่าจะเลิกไปหรือยัง ในทุกๆ เช้า จะมีครูเวรคอยเฝ้าตรวจตรากระเป๋านักเรียนทุกคนอยู่ที่หน้าประตู โรงเรียน หากจับได้ว่าใครแอบเอาของเล่นมา ไม่ว่าจะเป็นหนังสติ๊ก ตัวตุ๊กตุ่น เรือป๊อกแป๊ก จิ้งหรีด แมงทับ หากจับได้ จะโดนยึดเรียบ แล้วเอาไปเก็บไว้ที่ห้องครูใหญ่ ใครจะเอาคืนจะต้องยอมให้ครูตี หากไม่ยอมโดนตีก็ไม่ได้คืน แม้จะห้าม แต่เราก็ชอบแอบลักลอบเอาของเล่นใส่กระเป๋านักเรียนมาเล่นกันได้ อยู่เสมอ และจากกฎเกณฑ์ที่ว่านี่เอง ที่ทำให้มิตรภาพระหว่างผมกับโต้งยิ่งผูกพันแน่นแฟ้นกันมากยิ่งข ึ้นไปกว่าเดิม

ครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่ขึ้นชั้น ป.4 ใหม่ๆ พ่อซื้อหุ่นยนต์สังกะสีสีแดงแจ๊ด ตัวใหญ่เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่มาให้ผม มีลานไขคล้ายลูกกุญแจอยู่ด้านหลัง เมื่อไขลานจนเต็มแล้ว มันจะเดินยกแขนส่ายหัวไปมา พร้อมกับส่งเสียงคำรามแปลกๆ คล้ายเสียงฟ้าผ่า แต่เบากว่ามาก และที่ดวงตาจะมีแสงไฟสีน้ำเงินวูบวาบออกมาด้วย ผมจำไม่ได้แล้วหละว่าเจ้าหุ่นยนต์ตัวนั้นมันชื่ออะไร แต่คุ้นๆ ว่า น่าจะเป็นแก๊งเดียวกันกับพวกยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ไอ้มดแดง กาโม อะไรเทือกนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้น ค่าที่อยากจะเอามาอวดเพื่อนๆ โดยเฉพาะกับโต้งเพื่อนรักของผมตามประสาเด็ก ผมแอบแม่เอาเจ้าหุ่นยนต์ที่ผมตั้งชื่อมันว่า “ไอ้ฟ้าลั่น” ตามเสียงร้องของมัน ซ่อนไว้ในกระเป๋านักเรียน ปิดทับด้วยสมุดวาดเขียน หน้าปกเป็นรูปวีนัสแขนขาด เอาไว้อย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่รอดพ้นสายตาของครูเวรที่เฝ้าอยู่ที่หน้าโรงเรียนไปได้ ครูยึดเจ้าหุ่นยนต์สุดรักของผมไป แต่ก็ได้โต้งนี่แหละครับที่ยอมพลีกายเข้าแลก เอา “ไอ้ฟ้าลั่น” คืนมาจากครู

“นายรอเราอยู่ตรงนี้แป๊บนึง ไม่ต้องไปไหน เดี๋ยวเรามา”
โต้งบอกกับผมที่แอบมานั่งกอดเข่า ร้องไห้หลังโรงเรียน ไม่กล้ากลับบ้าน กลัวจะโดนแม่ตีที่แอบเอาหุ่นยนต์มาเล่นที่โรงเรียนจนครูริบ ไอ้ครั้นจะไปเอาคืนเอง ก็กลัวโดนครูตี กลัวเจ็บอีก เมื่อโต้งพูดเสร็จ ก็เดินหายลับกลับเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้ง

จนถึงทุกวันนี้ ผมยังจำภาพโต้งเดินกระโผลกกระเผลก ยกมือขึ้นป้ายน้ำตาฝ่าแสงแดดสีเศร้าในยามโพล้เพล้ เอาหุ่นยนต์ตัวนั้นมายื่นให้กับผมได้เป็นอย่างดี

“ร...ร...เราเอาหุ่นยนต์มาคืนนายแล้ว น..น.. นายหยุดร้องไห้ได้แล้วนะ ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กัน รู้เปล่า”

โต้งสะอื้นไห้บอกกับผม น้ำเสียงขาดหายเป็นห้วงๆ มีน้ำตาไหลร่วงอาบแก้ม มือคลำป้อยอยู่ที่ก้น พลางยื่นหุ่นยนต์สังกะสีตัวนั้นมาให้ผม จากนั้นเราทั้งสองจึงเดินกอดคอกันเดินกลับบ้านท่ามกลางแสงแดดอันโรยรา…

9

คืนวันแห่งความสุขล่วงผ่านไปเร็วและนาน จวบจนกระทั่งลมต้นฤดูร้อนสายแรกเริ่มต้นพัดมาในวันสุดท้ายของการสอบไล่ของชั้ นป.6 ในเย็นย่ำของวันนั้น เราจัดงานเลี้ยงอำลากันขึ้น บนกระดานดำ เขียนข้อความด้วยชอล์กสีสดใสว่า “งานเลี้ยงอำลา อาลัย” ที่กลางห้องเรียน มีโต๊ะกลมตัวใหญ่วางอยู่ บนโต๊ะ มีอาหารและขนมมากมาย บนเพดานมีสายรุ้งห้อยระโยงระยางสวยงาม เมื่อเลี้ยงฉลองกันเสร็จแล้ว งานเลี้ยงใกล้เลิกรา ครูประนอมที่กลับมาเป็นครูประจำชั้นของเราอีกครั้ง จับนักเรียนทั้งชั้นมาตั้งท่าถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่หน้าห้องเรี ยน เพื่อนๆ ดูสนุกสนานเฮฮา ทำท่าประหลาดๆ เด็กผู้ชายคนหนึ่งแอบไปยืนหลังเด็กผู้หญิง ชูนิ้วมือสองนิ้วเป็นเขาอยู่เหนือศีรษะให้เหมือนว่าเธอมีเขาควา ย เมื่อเพื่อนผู้หญิงรู้ตัว จึงหันมาไล่ทุบไล่ถองไปรอบห้องเรียน มีเสียงฮาเฮดังสนั่น

เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว พวกเราจึงมารวมตัวถ่ายรูปกันใหม่ ในหมู่พวกเรามียิ้มบานแฉ่งอยู่ในหน้า จะยกเว้นก็เฉพาะโต้งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยืนยิ้มแหยๆ และแล้วเสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้น ก่อนที่เสียงร่ำลาระหว่างพวกเราและครูประนอม และพวกเรากันเองจะดังขึ้นตามมา บรรยากาศเนืองนองไปด้วยน้ำตา

ผมกับโต้ง เราสองคนสั่งลากันด้วยการขึ้นรถเมล์สาย 15 ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสีลม เที่ยวเดินดูของเล่นต่างๆ นานาด้วยหัวใจที่แสนเงียบเหงา ผิดไปจากแต่ก่อนที่จะมีแต่เสียงหัวเราะเริงร่าเคล้าไปตลอดเวลา ทันใดนั้น โต้งก็ผลุนผลันเดินไปหยิบหุ่นยนต์สังกะสีบนชั้นวางขายที่เหมือน กันกับของผมเด๊ะ มาถือไว้ในมือ ดวงตาคล้ายครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในวันเก่าๆ ที่ผ่านเลยมา โต้งหันมาสบตาผมอย่างเศร้าๆ แล้วจึงวางมันกลับไปไว้ที่ชั้นอย่างเดิม

เราต่างมีน้ำตาให้กันอยู่บ้าง เมื่อตอนที่นั่งรถเมล์กลับบ้าน ค่าที่คิดถึงโรงเรียนเก่า ห้องเรียนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสียงระฆังด้งหง่างเหง่ง เสียงเพลงชาติตอนเช้า แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราคิดถึงกันและกัน ...

นับจากเวลานั้น วิถีชีวิตของเราทั้งสองก็คล้ายกับดวงดาวต่างวงโคจร ยากจะมาบรรจบพบกันได้อีก โต้งไม่ได้เรียนหนังสือต่อเพราะพ่อไม่มีเงินส่งเสีย ขณะที่ผมสอบเข้าได้ในโรงเรียนชายมีชื่อแห่งหนึ่ง แรกๆ เรายังคงพบกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ห่างหายไปตามกาลเวลาในที่สุด ยิ่งต่อมาอีกไม่นาน ครอบครัวของผมอพยพโยกย้ายออกจากบ้านหลังเก่ามาตั้งรกรากอยู่ที่ ย่านรังสิต ปทุมธานี ระยะทางที่ห่างไกลกันทำให้ตลอดเวลากว่า 10 ปี ผมกับโต้งจึงไม่ได้พบพานกันอีกเลย



10

“โต้ง จำเราได้ไหม ? เรา...ไง ”

บนถนนสายสั้นที่จอแจไปด้วยผู้คน ควันรถ และลมหนาว ผมบอกชื่อเล่นของตัวเองออกไปด้วยสุ้มเสียงอันดัง ขณะที่โต้งกำลังยื่นถุงก๊อบแก๊บสีขาวขุ่นมีกล่องข้าวไข่เจียว ส่งกลิ่นหอมน่ากินอยู่ในนั้นไปให้แหม่มสูงอายุคนหนึ่ง โต้งเหลียวหันมาตามเสียงเรียกของผม ท่าทีเงอะงะ สีหน้าลังเลใต้หมวกผ้าประกอบอาหารสีขาวพินิจดูใบหน้าของผมอยู่พ ักใหญ่ ก่อนจะฉีกยิ้ม และเรียกชื่อผมออกมาดังลั่น ลูกค้าที่ยืนรายล้อมอยู่ต่างหันมาจ้องมองเราทั้งสองคนเป็นตาเดียว

จากนั้น โต้งรีบเดินออกมาจากร้านรถเข็นทันที ปล่อยให้หญิงสาวที่ผมมารู้ทีหลังว่าเป็นเมีย ทำหน้าที่ทอดไข่เจียวแทน ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนสีขาวที่ห้อยอยู่ที่ตัว ดึงหมวกผ้าใบนั้นออกจากหัว ก่อนลากเก้าอี้ที่ซุกอยู่ใต้รถเข็นออกมา 2 ตัว ตัวหนึ่งของผมและตัวหนึ่งของเขา ร้องสั่งเบียร์ช้างจากร้านรถเข็นขายลาบยโสธรที่อยู่ข้างๆ มา 1 ขวด เราต่างถามสารทุกข์สุกดิบกัน

โต้งเล่าว่า หลังออกจากโรงเรียน ก็มาช่วยพ่อขายอาหารตามสั่งได้อยู่ปีกว่าๆ พ่อก็เกิดมาเสียชีวิตลง เขาเร่ร่อนไปทั่วทุกสารทิศ รับจ้างทำงานแลกเงินสารพัดเท่าที่เด็กเล็กๆ อย่างเขาจะทำได้เพื่อเลี้ยงชีวิตตัวเอง จนมาลงท้ายด้วยการเปิดร้านรถเข็น ขายข้าวไข่เจียวบนถนนข้าวสารแห่งนี้เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา

ส่วนผมบอกเรื่องราวของผมแต่เพียงสั้นๆ ว่า รับราชการเป็นอาจารย์ด้านวารสารศาสตร์อยู่ที่มหา’ลัยแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังรับงานหนังสือไปด้วยเป็นครั้งคราว และตอนนี้อยู่ในระหว่างการลาเรียนในระดับปริญญาเอก

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โต้งทำตาลุกโพลงตื่นเต้น ดวงหน้าอิ่มเอิบไปด้วยรอยยิ้มจริงใจ โต้งก็คงเหมือนกับคนทั่วไปที่ตกอยู่ใน “กับดักแห่งความรู้สึก” ด้วยการมองสูตรสำเร็จของชีวิตว่า คือ การเรียนสูง งานดี มีเกียรติ มั่นคง ซึ่งในความเป็นจริง ความสำเร็จกับความสุขของชีวิต มันคนละเรื่องเดียวกัน บางครั้ง คนที่มีสิ่งเหล่านี้อยู่พร้อมมูล อาจจะไม่มีความสุขก็ได้ใครจะไปรู้ แต่ถึงกระนั้น ด้วยท่าทีของโต้งตรงเบื้องหน้าก็ทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอมใจ คำพูดของอาร์โนลด์ เบนเนต นักเขียนนิยายชาวอังกฤษที่กล่าวว่า “เพื่อนแท้คือคนที่ยังชอบคุณ แม้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จมากกว่าเขา” (A true friend is one who like you despite your achievement.) คล้ายล่องลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง

11

“นายเคยไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าของเราบ้างไหม?” โต้งถามผมขึ้นในตอนหนึ่งของการสนทนา

ผมสั่นหน้า ไม่กล้าสบตาเขา รู้สึกผิดในใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มเพื่อแก้เขิน อันที่จริง มีอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ที่ผมคิดจะไปเยี่ยมโรงเรียนและครูประถมของผม แต่ก็ไม่ได้ไปสักที เพราะมักจะมีเงื่อนไขของชีวิต เข้ามาแทรกแซงให้ต้องมีอันเป็นไปอยู่เสมอ

“เมื่อไม่นานมานี้ เรากลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าของเราครั้งหนึ่ง เจอครูประนอมด้วย”โต้งว่า ดวงตามีรอยยิ้มฝัน

“หลังเราเรียนจบกันแล้วไม่นาน ครูประนอมก็แต่งงานกับครูชายในโรงเรียนของเรานั่นแหละ ตอนนี้ มีลูกหลายคนแล้ว แกแก่ลงไปมาก" เขาหยุดยิ้มให้ผมนิดหนึ่ง " แกยังถามถึงนาย เราบอกว่าตั้งแต่นายย้ายบ้านไป ก็ไม่ได้เจอกันเลย แกยังไม่วายล้อเราเรื่องแปรงลบกระดานบินได้อยู่อีกแน่ะ” เมื่อเล่าได้ถึงตรงนี้ โต้งหัวเราะแหะๆ พาให้ผมหัวเราะตามไปด้วยอีกคน ภาพในอดีตผุดพรายขึ้นในหัวสมอง

โต้งยกแก้วเบียร์ในมือขึ้นจิบ ก่อนจะเล่าต่อว่า ทุกวันนี้ อาคารเรียนไม้ที่เราเคยเรียน ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว มีอาคารตึก 2 ชั้นสีขาวเด่น ผุดขึ้นมาแทนที่ สนามหญ้าเปลี่ยนเป็นซีเมนต์ เด็กนักเรียนวิ่งเล่นล้มหัวแตกกันไม่เว้นแต่ละวัน พุ่มดอกมะลิรอบสนามถูกตัดทิ้งเ*้ยนไม่มีเหลือ กลายเป็นรั้ วลวดหนามสูงท่วมหัว เสาธงเก่าถูกโค่นล้มไป มีเสาธงใหม่ปักแทน ร้านชำที่เราเคยวิ่งซื้อทอฟฟี่กันเปลี่ยนมาเป็นร้านเซเว่น อีเลฟเว่น บ้านเรือนริมแม่น้ำถูกไล่รื้อไปหมด มีโรงแรมริมแม่น้ำที่ยินดีต้อนรับแต่นักท่องเที่ยวฝรั่ง ตั้งตระหง่านขึ้นมาบดบังทัศนียภาพของวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำจนแทบม ิด ชาวบ้านที่เคยหากินอยู่กับแม่น้ำลำคลอง หายสาบสูญไปเกือบหมดทั้งบาง มีบ้างที่มาทำงานเป็นบริกร คนทำความสะอาด หรือไม่ก็เป็นยามให้กับโรงแรม ถนนโรยกรวดเข้าโรงเรียนก็เทปูนแล้วอย่างดี ป่าละเมาะริมสองฟากหายวับไปกับกาลเวลา รถราวิ่งกันฝุ่นตลบเข้าไปยังโรงแรมระฟ้าตลอดทั้งวัน

สิ้นเสียงโต้ง ผมได้แต่นั่งก้มหน้านิ่ง พลันความรู้สึกเมื่อครั้งถูกครูริบเอาหุ่นยนต์สังกะสีไป ก็ได้หวนคืนกลับมาสู่ผม...อีกครั้ง !



12

คุยกันได้ไม่นานเท่าๆ กับเวลาที่เบียร์ขวดนั้นหมดลงพอดี เมื่อพลิกนาฬิกาข้อมือดู ใกล้เวลานัดหมายกับลูกค้าเต็มทีแล้ว ถึงเวลาที่ผมกับโต้งคงต้องจากกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ ก่อนจากกัน โต้งได้ให้ผมสัญญากับเขาว่า หากครั้งใดมีโอกาสมาที่ถนนข้าวสารนี้อีก ผมจะต้องแวะเวียนมาหาเขา โต้งทำหน้าเศร้าๆ และลังเล ขณะพูดสิ่งนี้กับผม นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า ด้วยชะตาชีวิตในวันนี้ที่เราทั้งสองดูต่างกันราวฟ้ากับเหว โต้งอาจไม่มั่นใจว่า ผมยังปรารถนาที่จะคบหาเขาเป็นเพื่อน เหมือนเมื่อตอนที่เรายังหัวเท่ากำปั้นกันอยู่อีกหรือเปล่าก็เป็ นได้ แต่สำหรับผม แม้โต้งจะเป็นเพียงพ่อค้าขายข้าวไข่เจียวข้างถนนที่หลายคนอาจดูแคลน

ทว่าเหนืออื่นใด...ผมมีความเชื่อจริงใจว่า เรื่องบางเรื่องก็วัดกันที่หัวใจเท่านั้น โดยไม่มีสิ่งอื่นใดมาเจือปน ในความเป็นเพื่อนระหว่างเราสอง ยังคงแม่นมั่นในความรู้สึกของผมไม่เสื่อมคลาย

ในท่ามกลางลมหนาวที่พรูพรายมาในสายลมตอนนั้น ผมให้สัญญากับโต้ง พร้อมกับยื่นนามบัตรที่มีที่อยู่ติดต่อไปให้เขา

หลังออกเดินมาได้สักพัก…ผมเหลียวหน้ากลับไปมองยังปากซอยข้างวัดชนะสงคราม ที่ตั้งร้านรถเข็นของโต้งอีกครั้ง แลเห็นร่างสูงใหญ่ กำลังงกๆ เงิ่นๆ ทอดไข่เจียวโดยมีเมียยืนอยู่ข้างกาย จังหวะนั้น โต้ง-เพื่อนนักเรียนประถมของผมเงยหน้าขึ้นมาพอดี เขาส่งสายตาที่มีรอยยิ้มใสซื่อฝากสายลมเย็นลอยมาให้ ผมพยักหน้ารับและยกมือขึ้นโบกลา ก่อนจะหันร่างมุ่งหน้าไปตามถนนสายเดิม พลางชำเลืองมองถุงก ๊อบแก๊บใส่กล่องข้าวไข่เจียวหอมฟุ้งในมืออีกข้าง หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความทรงจำอันแสนงดงาม...
.............................








Create Date : 31 สิงหาคม 2550
Last Update : 31 สิงหาคม 2550 17:07:49 น. 17 comments
Counter : 952 Pageviews.

 


โดย: องอาจ IP: 58.9.124.6 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:16:23:42 น.  

 
รักเมย์นะ


โดย: องอาจ IP: 58.9.124.6 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:16:24:29 น.  

 
เรื่องนี้ยอดเยี่ยมมากครับ (เจ้ากอล์ฟ การันตี)

ใครพลาดไปเสียดายจริงๆนะ


โดย: เจ้ากอล์ฟ (ChronoCross ) วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:17:15:42 น.  

 
สมกับได้รับรางวัลเลยค่ะ ขอให้ได้รางวัลมากขึ้นเรื่อยๆนะคะ เป็นกำลังใจให้นะ


โดย: พู่... IP: 222.123.113.22 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:17:18:27 น.  

 
เพลงเพราะมากเลยจ่ะกอล์ฟ ^^


โดย: aimmie` IP: 124.120.43.128 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:19:50:05 น.  

 
เรื่องนี้ ผมขอมอบให้กับเพื่อนทุกคนของผม โดยเฉพาะเยียะหัว (ทวีศักดิ์) นายอยู่ในความทรงจำเราเสมอ


โดย: รัน IP: 124.121.188.93 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:20:09:11 น.  

 


อ่านแล้วคิดถึงเพื่อน Y_Y


โดย: ลมหนาวกับดาวเดือน วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:23:57:56 น.  

 


โดย: ยัยตัวยุ่ง IP: 203.150.4.138 วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:9:35:49 น.  

 
มิตรภาพช่างงดงามนัก


โดย: บี IP: 58.9.113.126 วันที่: 2 กันยายน 2550 เวลา:22:19:56 น.  

 
อ่านแล้วอยากชวนเพื่อนไปเที่ยวที่ผับแถวข้าวสาร 555


โดย: คนธรรมดา IP: 125.25.86.31 วันที่: 4 กันยายน 2550 เวลา:12:11:40 น.  

 
เขียนได้เห็นภาพ และได้ความรู้สึกมากเลย จะติดตามผลงานต่อไปนะคะ


โดย: SwEeT GiRl IP: 222.123.37.217 วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:17:24:01 น.  

 
เพลงเพราะค่ะ


โดย: opleee วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:14:27:21 น.  

 
แจ่มจิงๆ


โดย: อวดดี (auwddee ) วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:19:14:20 น.  

 
เวลาเปลี่ยน มิตรภาพ ความรู้สึกดีๆไม่เคยเปลี่ยน
คิดถึงภาพ จรัลยู กางเกงผ้าเวสป๊อยขาบาน ๆ
สีกาสีซีด ๆ นั่งอยู่หลังห้อง เป็นไอ้เสือซุ่ม........
(ภูมิใจกับสิ่งเพื่อนเขียนนะ นอกจากจะทำให้ตัวเองมีความสุขแล้ว ยังทำให้คนอ่านมีความสุขไปด้วย....)


โดย: เยียะหัว IP: 58.9.14.126 วันที่: 26 กันยายน 2550 เวลา:1:22:02 น.  

 
ระหว่างเรา... ไม่ต้องมีคำพูดระหว่างกัน ทุกอย่างเหมือนเดิม ดูแลตัวเองดีๆ ...เพื่อนรัก


โดย: รัน IP: 124.121.185.253 วันที่: 26 กันยายน 2550 เวลา:23:57:16 น.  

 
ขี่รถผ่านโรงเรียนประถมที่เคยเรียนทุกวัน แต่ก็ไม่เคยเข้าไปเยี่ยมเลย...แค่มองแล้วผ่านเลยไป


โดย: rubino IP: 118.174.216.99 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:51:07 น.  

 
อ่านแล้วนึกถึงสมัยตอนเป็นเด็ก ๆ เลย


โดย: mam IP: 119.42.68.24 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2551 เวลา:15:34:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ChronoCross
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










Friends' blogs
[Add ChronoCross's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.