เรื่องราวของชีวิตที่ผ่านมา และผ่านไป เพียงแค่อยากบันทึกไว้ ให้ลูกอ่านตอนโต
Group Blog
 
 
กันยายน 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
26 กันยายน 2551
 
All Blogs
 
First sign สัญญาณเตือนแรก

ช่วงนั้น หม่าม๊าทำงาน อยู่ในบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่ง เป็น trading company ก็อยู่ในแผนกผ้าน่ะ เพื่อนๆชอบแซวว่า ทำงาน ขายผ้า เอาหน้ารอด.. โดยปรกติ หม่าม๊าเป็นคนที่มีจุดอ่อนที่หัว คือ มักปวดหัวบ่อยๆ เป็นมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่วันนั้น ระหว่างที่นั่งทำงาน (โต๊ะเจ้านายอยู่ข้างหลัง) ก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่แถวๆท้ายทอย.. คล้ายๆ ไฟช๊อต .. ตอนแรกนึกว่า ใครเอาหนังสติ๊กมายิงหัว เพราะเจ็บจนตกใจ หัวขวับมาดู .. เอ๊ะ เจ้านายทำไรตรูป่าวฟระ.. แต่.. ไม่มี เจ้านายไม่อยู่ที่โต๊ะ.. เอ.. เราก็..งง อ่ะดิ.. ผีหลอกป่าวฟระ .. หลังจากนั้น ก็มีอาการบ้างประปราย.. จนต้องไปหาหมอ.. หมอก็จ่ายยา Tylenol with codiene มาให้.. (มีโคดีอีน เพราะจะแรงกว่าพาราเซ้ทตามอล หลานๆมอร์ฟีนน่ะ) เพราะเราบอกว่า แค่ paracetamol น่ะ ไม่หายนะคะ (สมัยนั้น Tylenol ไม่มีโฆษณาทีวี แถมแพงด้วย) ก็เป็นๆ ปวดๆ อย่างนั้น เดือนละครั้ง 2 ครั้ง

หลังๆ หม่าม๊าเริ่มสังเกตุตัวเองว่า ทำไมเวลาขับรถกลับบ้านตอนกลางคืน ตามันเบลอ มองเห็นแสงไฟของรถที่ขับสวนมา เป็นแฉกๆ เลยนะ แล้ว ทำไมเวลาเราเดินสวนกับผู้คน มักจะต้องไปเดินชนไหล่ชาวบ้านประจำ แม้แต่เดินในออฟฟิศ ก็จะต้องเอาสีข้าง ไถเข้ากับ partition ซะทุกที หม่าม๊าเลยไปหาหมอที่ รพ เอกชนแห่งนึง แถวๆ สีลม (ตรงข้ามตึก ซีพีนั่นแหละ) พยาบาลแอบกระซิบว่า คุณหมอท่านนี้ จบ nuero จาก State เชียวนะคะ

พอเข้าไปตรวจ คุณหมอก็แค่ ถามไถ่อาการ เอาไฟมาส่อง แหกหู แหกตาหม่าม๊าดู ตรวจนู่นนี่นั่น แล้วก็สรุปว่า ไม่เป็นอะไร คงจะเครียด (นึกในใจ.. ติงต๊องอย่างชั้นเนี้ยนะ เครียด เป็นไปไม่ได้เลย) แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรออกไปหรอกนะ คุณหมอถามแพ้ยาอะไรไหม.. หม่าม๊าก็บอกไม่มี
สรุป..รับยากลับบ้าน.. ตื่นเช้ามา.. เอ.. ทำไมใจมันสั่นวูบไหวอย่างนี้หนอ.. หมอจ่ายยาอะไรให้ฉันมาเนี่ย.. ดูสิ ตื่นมา เรี่ยวแรงไม่มี มือสั่นดิกๆ เลยโทรไปถามเภสัชที่โรงพยาบาล.. ปรากฏว่า คุณหมอจ่ายยานอนหลับอย่างอ่อนมาให้.. เพียงเพราะคุณหมอคิดว่า หม่าม๊าเครียด เลยทำให้นอนไม่พอ.. ตรูเนี่ยนะ นอนไม่หลับ.. โหย.. หัวถึงหมอน ก็หลับใน 5 นาทีอย่างตรูเนี่ยนะ หลังจากนั้นเลยไม่กินยานั้นอีกเลย.. หนอย..อิหมอบ้า...

ผ่านไป 2 เดือน อาการเดิมเด๊ะๆ ไม่หาย.. เลยคุยกับป่ะป๊าว่า จะขอ CT scan ดีกว่ามัง.. สามีที่รัก ก็บอกว่า.. ประสาท คิดมากไปเองน่ะสิ ...แต่ทนหม่าม๊างอแงงี่เง่าไม่ไหวมั้ง.. เลยบอก เออ.. ไปตรวจก็ไป แต่ถ้าตรวจแล้ว ไม่เป็นไร เดี๊ยะ.. โดนตื้บ โทษฐานทำให้เสียตังค์ .. (เอ่อ..รู้ว่าหยอกเล่น.. แต่ตกลงว่า ควรจะตรวจเจออะไรดีไหมเนี่ย.. )

พอกลับไปหาอีตาหมอจบ State น่ะ คุณท่านก็ทำหน้าหงิก ไม่ค่อยพอใจที่หม่าม๊าไม่เชื่อถือคำวินิจฉัยของท่าน แถมพูดว่า" ถ้าจะให้ผมเซ็นต์เพื่อให้เบิกประกันได้น่ะ ผมไม่เซ็นต์นะ" เอ่อ.. แล้วค่า ซีทีสแกน สมอง ครั้งละเท่าไหร่คะ "4000 บาท" อืมม.. ไม่เป็นไรค่ะ จ่ายเองก็ได้.. "งั้นคุณก็ไปทำเรื่อง admit ก่อน เพราะต้องงดอาหารก่อนทำ" เอ่อ..คุณหมอคะ ทำก่อนเลยไม่ได้เหรอคะ เพราะงดน้ำ อาหาร เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้ ก็ยังไม่ได้ทานอะไร (ที่พูดน่ะ 11.30 น. แล้ว) อิตาหมอบอก.. ไม่ได้ ยังไงก็ต้องรออีก 2 ชั่วโมง.. แหง่ก..

พอโดนจัดการเสร็จ ประมาณ 4 โมง.. คุณหมอก็ถือฟิล์มเข้ามาที่ห้อง พร้อมกับบอกว่า.. (น้ำเสียงตอนนี้ นุ่มนวลแล้วค่ะ) เอ่อ.. หมอว่า คราวนี้ คุณเคลมประกันได้แล้วล่ะ..
เฮ่ย... ตกลงว่า ตรู(ควรดีใจ หรือเสียใจดีฟระ... )

งานนี้ มีอีกคนที่จ๋อย.. ป่ะป๊าไงลูก พอหม่าม๊าโทรไปบอกว่า มีเงาของก้อนบางอย่างดำๆ ปรากฏในฟิล์ม เลยต้องไปทำ MRI (magnetic Resonance Image) ที่ประชาชื่น.. คุณป่ะป๊า ก็เงียบอึ้งไปเลยค่ะ แต่หม่าม๊ายังไม่รู้สำนึกตัวหรอกนะ ว่าขาตัวเองขึ้นเขียงไปข้างนึงแล้วนะนั่น...

งานนั้น นอนโรงพยาบาลคืนเดียว ล่อไป 22,500 บาท (ราคานี้ เมื่อปี 2540 นะจ๊ะ) เพราะเป็นค่า CT scan 4000, MRI 14500, ค่าห้อง ค่ารถพยาบาล ค่าน้ำเกลือ (ทำไมนอน รพ. เค้าต้องให้น้ำเกลือเราด้วยฟระ ไม่ให้ไม่ได้หรือไง) แถมตอน 3 ทุ่ม สามี เพิ่งเสร็จงาน ตามมานอนเป็นเพื่อนที่ รพ. ยังไม่ได้กินข้าวเย็น ห้องอาหาร รพ ก็ปิดแล้ว จะให้ท่านไปกินคนเดียวก็เหงาอีก.. จะเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไป เดี๋ยวพยาบาลจะหาว่าเราหนี ไม่จ่ายค่ารักษา.. หม่าม๊า เลย... จูงมือสามี เดินข้ามไปกินที่ Mc Donald ตึกซีพี ทั้งชุดคนไข้นั่นแหละค่ะ แถมมีสายน้ำเกลือติดอยู่กับมือด้วยแหละ.. เก๋มั้ยคะ ... ฝรั่ง แขก ไทย มองกันยังไง ฉันไม่สน. ฮ่าๆๆๆ


Create Date : 26 กันยายน 2551
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2551 13:09:15 น. 6 comments
Counter : 258 Pageviews.

 
ป้าแก่ค่ะ หนูก็เดินชนตู้ โต๊ะ เตียงบ่อยๆ ตอนสาวๆคิดว่าตัวกำลังยืดเลยกะระยะไม่ถูก ผ่านมาสิบปีก็ยังไม่หาย ตามตัวมีแต่รอยเขียวเหมือนโดนสามีซ้อม 555


โดย: มารน้อยไร้สังกัด วันที่: 27 กันยายน 2551 เวลา:3:16:01 น.  

 
555 สงสัยต้องหารางวัล แฟนคลับดีเด่นให้มารน้อย ซะแล้ว.. .. ตามอ่านทุกเรื่อง อิอิ เอาเป็น... ส่งสมาร์ทไปอยู่ด้วยสักเดือนดีไหมเนี่ย.. หุหุ


โดย: ป้าแก่.. (elastigirl ) วันที่: 27 กันยายน 2551 เวลา:8:42:00 น.  

 
ตามมาอ่านแล้วจ้า เมื่อวานยุ่ง ๆ อยู่

เคยเห็นรูปป้าแก่ตอนแต่งงานมาแล้วครั้งนึง ตอนเราแชท ๆ กันน่ะ ตอนนั้นป้าเดชมไปแล้วใช่มะ ว่าป้าแก่สวย จะได้ไม่ต้องชมอีก

คนเก่ง ๆ เค้าจะอีโก้สูงไงเนอะป้าแก่เนอะ

ป้าเดซี่เคยปวดเหมือนกันนะ แต่ปวดหัวใจ (อันนี้ไม่ได้เล่นมุขนะ) คือปวดแปล๊บตรงหัวใจแล้วเหมือนกับมันจะร้าว ไปทั่ว

เมื่อสองสามวันก่อนก็เอาอีกแล้ว ยืนรอรถเมล์อยู่กำลังจะกลับบ้าน ปวดหัวใจแปล๊บมาก ๆ ร้าวไปจนถึงหลัง ขึ้นไปคอ หู โน่น

กำลังว่าจะโทรฯไปบอกสามี แบตฯหมดค่ะ ด้วยความสะเพร่า ลืมชาร์จ ยังคิด ๆ นะ ว่าถ้าชั้นเป็นลมล้มตึงไปเนี่ย ใครจะมาช่วยวะ

ตอนนั้นคิดด่าตัวเอง เป็นไงล่ะ ชอบกินเนื้อสัตว์ กินเครื่องในดีนัก

พูดถึงเครื่องในแล้วก็อยากกิน เลิกงานวันนี้ไปกินดีกว่า


โดย: Oops! a daisy วันที่: 27 กันยายน 2551 เวลา:9:42:10 น.  

 
ป้าเดฯ ระวังต้องทำบายพาสนะจ๊ะไอ้ที่ปวดตรงหัใจเนี่ย


โดย: naydin วันที่: 27 กันยายน 2551 เวลา:11:44:21 น.  

 
ตามมาอ่านค่ะ เดี๋ยวค่อยๆแกะตามไปทีละตอน

เรื่องขึ้นเขียง ป้ายังเขียนให้ไม่เครียดได้ ..เป๋อว่าตาถมอ่านแล้วไม่กลัวหรอกค่ะ


โดย: เป๋อน้อย วันที่: 10 พฤศจิกายน 2551 เวลา:17:01:02 น.  

 
น่ากลัวค่ะ


โดย: maistyle วันที่: 10 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:39:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

elastigirl
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สาวเหนือ ที่บังเอิญสอบเอ็นสะท้านติด ไปเรียนที่ปักษ์ใต้ แล้วไปเจอหนุ่ม กทม. จับพลัดจับผลู เลยต้องอยู่ที่ กทม. ตอนนี้ เป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง และสุดท้าย..หม่าม๊า รักสมาร์ทที่สุดเลย...
ลิงจอมทะเล้น
หัวหอมจอมซ่า
กระต่ายจอมกวน
X
X
X
Friends' blogs
[Add elastigirl's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.