หมดเวลาฟุ้งเฟ้อ (ที่จริงไม่ควรจะฟุ้งเฟ้อเลยต่างหาก) PART I
บล็อคนี้ค่อนข้างยาว ต้องการเขียนแชร์พฤติกรรมการบริหารการเงินที่ผิดและล้มเหลวของตัวเราเองตลอดมา

   เราทำงานมา 4 ปีเต็ม ถึงไม่ได้ทำงานตลอด เว้นระยะบ้าง เปลี่ยนงานบ้าง แต่บริษัทที่ยืนยาวคือบริษัทที่ 2 เวลา 1.5 ปี และงานปัจจุบัน 2 ปี 4 เดือน เงินเดือนเราค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่เราก็มีความสุขกับงาน เพื่อนร่วมงานก็ดีและบริษัทก็มั่นคงระดับแถวหน้าในวงการ อันนี้เป็นปัจจัยที่เรายังไม่อยากเปลี่ยนงาน

  เราเริ่มงานด้วยเงินเดือนสตาร์ทน้อยมากที่เดียว อาจจะเป็นเพราะเราจบจากมหาวิทยาลัยเปิด เกรดก็ธรรมดา ความสามารถก็เีรียบๆไม่โดดเด่นอะไร โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ เราไม่เก่งเลย เพราะไม่ได้เรียนในชั้นเรียน แถมที่บ้านก็ไม่มีคอมพิวเตอร์ ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เราก็เข้านับครั้งได้ เพราะมีแต่เด็กผู้ชายเล่นเกมส์
 เรามี PC เป็นของตัวเอง ก็ตอนเรียนจบแล้ว (ซื้อต่อมือ 2 จากเพื่อนสนิทมา...เป็นอะไรที่ดีที่สุดสำหรับแ้ล้วในตอนนั้น ) เราก็ยอมรับ ณ ตรงนั้นนะ ว่าเราไม่โดดเด่นอะไร เรียกร้องหรือเลือกงานมากไม่ได้ มีงานทำก็ดีแล้ว และยังเป็นบริษัทมหาชนชั้นนำ

 เล่าถึงสมัยเรียน เราเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่เรียนเป็นหลักค่ะ พอเลิกเรียนถึงไปทำงาน
Part-time สมัยนั้นได้เงินชั่วโมงละ 25 บาท เราทำอยู่ที่ร้านอาหารบุพเฟ่ห์ญี่ปุ่น งานหนักและเหนื่อย แต่ก็สนุกดี เคยทำที่โรงหนังเมเจอร์ ก็สนุกดีนะ เจอผู้คนมากมาย โดยเฉพาะดารานี่เจอทุกวัน วันละหลายคนด้วย แต่เลิกดึกมาก ตื่นไปเรียนไม่ค่อยไหว แถมต้องอยู่ในที่เสียงดังมากตลอด กลัวจะเสียสุขภาพ ก็เลยเปลี่ยนงาน ช่วงที่ทำงานโรงหนัง คนรอบตัวบอกว่าเราพูดเสียงดังมาก ปกติเสียงเราค่อนข้างเบา คงเพราะติดการตะโกนแข่งกับเสียงดังในที่ขายตั๋วมา

 ช่วงเรียนเรากู้เงินกยศ.ด้วย ได้ปีละ 32,000 บาท รายเดือนเดือนละ 2,500 บาท น้อยมาก แต่เมื่อรวมกับเงินทีทำงานพิเศษเดือนละ3,000-4,000 บาท ก็พออยู่ได้ โดยไม่ต้องขอเงินพ่อ-แม่(ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย 3 ปีครึ่ง เราไม่ได้ขอเงินทางบ้านเลยค่ะ ส่งตัวเองเรียนล้วนๆ ภูมิใจมาก) ไม่ถึงกับสบายแต่ก็พอเริ่มซื้ออะไรตามใจตัวเอง นี่เลยเป็นจุดเริ่มของการฟุ่มเฟือยของเรา

 เข้าเรื่องค่ะ.... ความฟุ่มเฟือยของเราสมัยเรียนก็คือการกินอยู่อย่างเต็มที่ คือการกินอาหารดีๆแบบเต็มที่ค่ะ ไม่ค่อยประหยัดเรื่องกินเลย ค่าอาหารของเราวันนึงก็ราว150- 300 บาทต่อวันเลย รองลงมาก็ซื้อกระเป๋าค่ะ เป็นอะไรที่ชอบมาก ไม่รู้เริ่มชอบตอนไหน รู้อีกทีก็มีเยอะแล้วSmiley
ตอนเรียนจบ เก็บของกลับบ้านก็ตกใจว่าเรามีกระเป๋าเกิน 100 ใบ เกิน 100 ใบ จริงๆค่ะ ถูกแพงปะปนกันไป ใบที่แพงที่สุดที่กล้าซื้อจำได้ว่าเป็น COPY Brand Dior ราคา 2,500 บาท (เว่อร์แต่เด็ก ประมาณรายได้น้อย รสนิยมเกินตัวSmiley) ซื้อรองเท้าและจิปาถะ แต่เสื้อผ้าไม่ค่อยซื้อค่ะ เพราะเราอ้วนใส่อะไรก็ไม่สวย แถมรสนิยมในการแต่งตัวแย่ ซื้ออะไรมาใส่ก็ตลก เราเลยไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าเยอะเท่าคนอื่น แต่ก็ซื้อเรื่อยๆตามประสาผู้หญิงทั่วไป

หมายเหตุ: เนื้อหาเริ่มยาวค่ะ เดี๋ยวเราไปต่อที่PART II ดีกว่า




Create Date : 16 ตุลาคม 2555
Last Update : 16 ตุลาคม 2555 11:56:39 น.
Counter : 1468 Pageviews.

3 comments
  
รออ่าน PART II ครับ
โดย: เด็กฝึกงาน IP: 171.99.136.100 วันที่: 16 ตุลาคม 2555 เวลา:15:25:46 น.
  
ผ่านมาอ่านครับ
โดย: ดุกดุก IP: 203.155.54.251 วันที่: 16 ตุลาคม 2555 เวลา:16:25:59 น.
  
รอด้วยคนค่ะ
โดย: เม่าละเหี่ย IP: 171.99.166.32 วันที่: 16 ตุลาคม 2555 เวลา:22:08:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Coast Starlight 1984
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ตุลาคม 2555

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31