พฤษภาคม 2552

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
13 พฤษภาคม 2552
ค้าขายสนุกจัง
การเปิดร้านให้ลูกน้องเฝ้าแทนเรา

เพราะเราอ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูกนั่นแหละ

บอกว่าเงินทำงานแทนเรา เราไม่ต้องเหนื่อยทำเอง

ไหงเหนื่อยนักนะเนี่ย เหอๆๆ

แต่การซื้อประสบการณ์ถือว่าคุ้มมากค่ะ

ถ้าเราไม่กล้าเปิดร้าน เราจะไม่มีประสบการณ์

ซึ่งเราทำเอง ไม่เหมือนที่อาจารย์บอกโน่นนี่หรอกค่ะ
เจอปัญหาเอง แก้ไขเองนี่ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก


บางคนเห็นปัญหาในทุกทางออก

แต่บางคนเห็นทางออกในทุกปัญหาค่ะ

แล้วแต่ทัศนคติ


บางคนบอกว่าเงินก้อนนี้จะไปค้าขายดีไม๊ คิดถึงปัญหา สาระตะก่อนแล้ว
เราจะแนะนำให้เก็บไว้ในธนาคารไว้เลย ไม่อยากให้เครียด ได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำ ไม่เสี่ยงดีค่ะ (หรือไปลงทุนในธนาคารซื้อหุ้น ซื้อกองทุนที่ไม่เสี่ยง)

ถ้าจะค้าขาย ต้องกล้าจะล้ม กล้าเสียเงินก้อนนี้ไปเลยค่ะ

ถ้าใครคิดว่า ไม่ตายหาเอาใหม่ได้ คุณเริ่มทำธุรกิจได้แล้วค่ะ
ประสบการณ์แสนสนุก น่าค้นหา กำลังรอคุณอยู่ค่ะ
เกริ่นเรื่องลงทุนไปแล้ว

เดี๋ยวจะมาหาว่า ทุนน้อยมั่งล่ะ ไม่มีโอกาสมั่งล่ะ

ฮ่วย โอกาสไม่ได้วิ่งมาหานะคะ เราต้องวิ่งเข้าใส่ค่ะ

บางคนบอกว่าอยากถูกหวย แต่ไม่เคยซื้อหวย
แล้วจะถูกไม๊เนี่ย (อันนี้ว่าตัวเองค่ะ)

...........................

โอกาสของเราเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเราอายุสิบหก
อาเจ๊แถวบ้านเรา แกทำขนมโตเกียวอร่อยที่สุดในโลก
เราชอบซื้อกินมาก ๆ

อาเจ๊ "เอาไปขายให้เพื่อนที่โรงเรียนสิ เจ๊ขายให้สิบอันแถมสอง"

เรา "หนูไม่ต้องจ่ายเงินก่อนใช่ไม๊คะ"

เจ๊ "เอาไปลองขายดูทีละโหลก่อนสิ ค่อยเอาตังค์มาเคลียร์เจ๊"
เรา "งั้นเย็นหนูมารายงานผลนะคะ ถ้าเพื่อนไม่ซื้อหนูก็กินเองก็ได้"
เจ๊ยิ้มแย้มใจดี

(ทุกวันนี้กลับบ้าน ถ้าอาเจ๊เจอเรา จะเข้ามากอดและพูดถึงเรื่องเก่าๆ เสมอค่ะ)

เราเอาไปขาย ถือว่าได้กินฟรี สองอัน ไม่ต้องลงทุน เพื่อนๆ ติดใจกันมาก
ขายเกลี้ยง

กลายเป็นว่าชั้นไม่ได้กินซักอัน ขายได้สิบสองอัน T_T
บางทีเรากินก่อนขายแล้ว กลัวไม่ได้กินค่ะ

ตอนหลังเลยเอาไปสองโหล ขายดี แต่อาเจ๊ก็มาป่วยเลิกขายไปซะก่อน

ตอนนั้นไม่ได้คิดเก็บตังค์อะไรหรอกค่ะ เพราะแค่เราอยากกินขนมฟรีแค่นั้นเอง

ตอนนั้นผู้ใหญ่บางคนทึ่งที่เราขายของ ไม่อายเพื่อนเหรอ
โถ หนูจะไปอายใครที่ไหน เรียนเลขา มีแต่ผู้หญิง
ไม่มีผู้ชายให้ได้อายซักคน 555

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พูดถึงตอนเลือกเรียนเลขาหน่อยนะคะ

ช่วงจะขึ้นปีสอง อาจารย์ให้ไปเลือกว่าจะเรียนห้องบัญชีอยู่ชั้นสาม
ห้องเลขาอยู่ชั้นสอง เราไม่คิดอะไร เดินดุ่ยๆ ไปจะกรอกชื่อเข้าเรียนเลขา
รุ่นพี่เลขานั่งรอรุ่นน้องไปลงทะเบียน สวยเด้ง พาเราเคลิ้มจรดปากกาเซ็นต์

เพื่อนเลขาเจ้าเก่า มาดึงคอเสื้อ ถูลู่ถูกัง ให้ไปกรอกที่ห้องบัญชี

เพื่อน "สมองน้อย แกจะไปลงเรียนเลขาทำไม
คะแนนเราเลือกห้องบัญชีก็ได้"

เรา "ไม่เอา ไม่ไป แกไม่ดูหน้ารุ่นพี่บัญชีแต่ละคน หน้าดำคร่ำเครียด สิวเขรอะ ห้องนึงมีสามสิบคน สวยสองคน ชั้นเห็นรุ่นพี่เลขา มีสามสิบคน
ขี้เหร่แค่สองคน เลือกเรียนเลขานี่แหละ แกจะไปห้องบัญชี ไปคนเดียวเลย ฮ่วย"


เพื่อนเลขาเดินไปอยู่ระหว่างบันได ตัดสินใจไม่ได้เพราะลังเล
สุดท้ายก็ตามเราแจ มาเรียนเลขาด้วยกัน ภาพยังติดตามาถึงทุกวันนี้ 555


=============================================================


ในห้องเรียน วิชาการขาย
อาจารย์ให้นศ. สมัครพวกเครื่องสำอางค์ขายตรง ยี่ห้ออะไรก็ได้ มีให้เลือกสามยี่ห้อดัง ที่ราคาเหมาะกับวัยรุ่น
แต่ต้องจดออเดอร์มาโชว์อาจารย์ (เป็นดาวน์ไลน์ของอาจารย์)

ตอนนั้นล่ะ ทุกคนในห้องเรียน สั่งของตามแคตตาล็อก กันใหญ่
(สั่งเพื่อเข้ายอดตัวเอง)

เราซื้อเครื่องสำอางค์ครั้งแรก เริ่มหัดแต่งหน้าละ
แต่งแรก ๆ ก็เขิล ๆ แต่เพื่อการตลาด
แต่งหน้าแบบคิดว่าสวยแล้ว (แต่มองย้อนไป ก็เหมือนหมีแพนด้า บวกกับลิงปะกิตดีๆ นี่เอง)
ก็เล่นซะขอบตาดำ แก้มแดง ปากแดง
เข้าไปเช็คหน้าตาในห้องน้ำ เวลาเปลี่ยนคาบเรียนทุกวิชา เว่อร์ซะไม่มี
ในห้องเรียนเลขาตอนนั้น เหมือนจะไปแสดงละครลิง555

แต่ยังไงพวกเราก็ไปขายให้เด็กบัญชีได้ละกันน่า

นอกห้องเรียนเราไปขาย ให้ญาติผู้ใหญ่ ช่วยซื้อกันบ้าง
ได้กำไรมาบ้าง


การขายของตามแค็ตตาล็อก ที่เค้าให้กำไร 25% นั้น
มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนที่อยากขายก็จะตัดราคาแข่งกัน
ทำไปทำมา กำไรลดลงเรื่อย ๆ

เพื่อนบัญชี "คนนั้นลดให้เรา 15%"
เรา "เหรอ อาจารย์ไม่ให้ลดนะ"


สุดท้ายคือการห้ำหั่นราคา จนเหลือแค่ 5 %
เราเลยบอกเพื่อนว่า ไม่เอากำไรละ เอารหัสเราไปซื้อเองเลยไป
ขี้เกียจไปเอาของให้

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อความต้องการซื้อมีน้อยกว่าความต้องการขาย
ราคาสินค้าจะปรับลดลง จนเลยจุดคุ้มทุน ผู้ขายก็ไม่อยากขาย

เหมือนหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค เส้น Demand กับเส้น Supply
ดังรูปข้างล่าง พอราคาของอุปสงค์ลดลงเลยจากจุดดุลยภาพ
เส้นอุปทานก็ลดลงเหมือนกันค่ะ

เราเลยหมดความสนใจในการขายเครื่องสำอางค์ตามแค็ตตาล็อกตั้งแต่นั้นมา


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุณพ่อเราทำงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง และที่ทำงานพ่อ เพื่อนสนิทพ่อ ก็มีลูกสาวเป็นเพื่อนสนิทเราเหมือนกัน แต่เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัย ม.3 จนมาเรียนเลขาด้วยกัน

วันหนึ่ง พ่อใช้ให้ไปบ้านเพื่อนพ่อ ไปทำธุระให้
เราดีใจ รีบไป จะได้ไปหาเพื่อนด้วย

แม่เพื่อนบอกว่า "น้องหนิมไปขายล็อตเตอรี่ที่ตลาดแน่ะ ไปหาสิ
ไปลองขายดูก็ได้"

เราไปหาหนิมที่ตลาด ใกล้ธนาคาร

เราไปเดินขายเป็นเพื่อนหนิม วันนั้นได้ทิปมา 50 บาท
มาอวดแม่ใหญ่ แม่ดีใจกับเราด้วย แต่พ่อห้ามเราไปอีก

อีกอาทิตย์ มีงานกาชาดในจังหวัดเรา
หนิมชวนเราไปเที่ยวงานกาชาด

หนิม "ไปเที่ยวงานกาชาด ด้วยกันนะ"
เรา "ไม่ไป ไม่กล้าขอพ่อ ไม่ให้ไปแน่ๆ"
หนิม "ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวไปขอให้ พ่อเราก็เป็นเพื่อนกัน เดี๋ยวชวนเพื่อนในห้องไปขอกันหลาย ๆ คน"
เรา "ฮึ ไม่กล้า กลัว"
หนิม "น่า นะนะ เดี๋ยวเราก็อ้างสิว่าอาจารย์ให้ไปช่วยงานกาชาดเพื่อเอาคะแนน"
เรา "ก็ได้ ๆ มาขอให้จริงๆ นะ"

เราแอบรีดชุดสวยรอเพื่อน เตรียมไปเที่ยวงานกาชาด
ในใจลุ้น แอบขอแม่ก่อน

เรา "แม่ ขอไปงานกาชาดซักครั้งได้ไม๊คะ"
แม่ "ไปขอที่พ่อนู่น รู้อยู่ว่าพ่อเป็นยังไงยังขออีก"


ซักพัก เพื่อนมากดกริ่งหน้าบ้าน แม่ออกไปเปิดประตูให้

เพื่อนมากันสองคน

ขึ้นมาสวัสดีคุณพ่อถึงบนบ้าน

หนิม "สวัสดีค่ะคุณพ่อ วันนี้ขออนุญาต พากันไปงานกาชาดนะคะ"
พ่อ "ไม่ได้ ไม่ให้ไป"

หนิม "นะคะ ๆ คุณพ่อ ให้ไปด้วยกันเถอะค่ะ"

เพื่อนอีกคนยืนเป็นกำลังใจอย่างเดียว

เราเห็นบรรยากาศมาคุ ยืนเงียบอย่างเดียว ไม่ขอเอ่ยปากซักแอะ

เผื่อพ่อเราจะเกรงใจเพื่อนเรา

แต่เปล่าเลย พ่อไปคว้าไม้เรียวข้างฝา ฟาดลูกสาวต่อหน้าเพื่อนสองคน แบบไม่ยั้งมือ เพื่อนชั้น อ้ายเพื่อนบ้า มันวิ่งลงบันไดทีละสามขั้น
ได้ยินดังตุ๊บ ๆๆ ไม่หันหลังอีกเลย

แน่จริง มาโดนตีด้วยกันซีวะ อุตส่าห์มายั่วยุ ให้พ่อชั้นตีโชว์แล้วนี่

ฮือฮือ เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายากจริง ๆ
ส่วนพ่อก็ ไม่ไว้หน้าลูกสาววัย 17 ซะจริง ไม่เข้าใจวัยรุ่นเลย ฮือฮือ

แต่ตอนนั้นก็ขอบใจว่ะ ที่ไม่ไปเล่าให้เพื่อนในห้องเรียนฟัง

ตั้งแต่นั้นมา เพื่อนไม่เคยเซ้าซี้ให้เราไปไหนด้วยในเวลาที่ตะวันตกดิน
ตามคำสั่งพ่อเรา

"ถ้าจะพามันไปไหน ตะวันตกดินไม่กลับ ไม้เรียวรออยู่หน้าบ้าน"

เพื่อนในวัยเด็ก ไม่มีใครมาบ้านเราหรอกค่ะ กลัวพ่อเรากันหมด 555
เราเลยต้องตระเวณไปเที่ยวหาเพื่อน เหมือนงานอาชีพเซลล์นี่แหละ
เยี่ยมบ้านโน้นบ้านนี้

วันเสาร์อาทิตย์ ตะวันขึ้นปุ๊บ รีบทำสถิติ ไปบ้านเพื่อน (ญาติ)
วันละสามหลัง เพื่อนเลขา ถึงชอบบอกว่า แกน่ะ Born to be Saleperson เห็นกลางวันไม่เคยอยู่บ้าน
(ก็ชั้นกลัวพ่อนิ ฮ่วย จะอยู่ให้กลัวทำไม)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนที่เคยเรียนจบ ม.3 มาด้วยกัน
คุณแม่เพื่อน เอาแคตาล็อกขายผ้า มาให้พวกเรา
เพื่อนสนิท ทำด้วยกันสามคน

จะเป็นผ้าจากพาหุรัด กรุงเทพฯ
มีเศษผ้า ที่เป็นตัวอย่างแปะให้ดู มีรหัสผ้า
เป็นแคตตาล็อก ที่เล่มหนาพอสมควร


เริ่มเกิดธุรกิจเล็กๆ ในวัย 17

เราจับมือตกลงกันว่า ไม่ว่าใครจะเป็นคนไปขาย หรือจดออเดอร์ผ้ามา
ยอดขายจะต้องเป็นของเราสามคน กำไรแบ่งเท่ากัน

เราแยกย้ายกันไปขาย ให้ญาติๆ ผู้ใหญ่
จดออเดอร์ พร้อมรหัสให้ถูกต้อง นำไปส่งให้คุณแม่เพื่อน ติดต่อกับทางกรุงเทพฯ อีกที

ใช้เวลาวันเสาร์อาทิตย์ออกไปขาย เพราะยังไงก็ชอบตะเวณไปบ้านโน้นบ้านนี้ เราแค่เพิ่มแคตตาล็อกผ้าไปให้ดูด้วย คุณแม่เพื่อน ๆ ก็สั่งกันใหญ่
ถ้าเทียบกับราคาร้านผ้าในต่างจังหวัด ถือว่าเราขายถูก ผ้าก็สวย ๆ ทั้งนั้น
ทีนี้คุณแม่เพื่อน โทรมาตามให้ไปเจอกันที่บ้านคุณแม่หน่อย

เราสามคนเข้าไปพบ

คุณแม่เพื่อนโกรธ เพื่อนคนหนึ่งมาก

คุณแม่ "รู้นะ ว่าเธอแอบสั่งออเดอร์ไปทางกรุงเทพฯเอง พอดีทางร้านผ้า เค้าโทรมาหาแม่ ทำแบบนี้ได้ยังไง เป็นเด็กเป็นเล็ก"

เพื่อนเราหน้าเสียไปเลย

เราอึ้ง ตอนนั้นคิดแต่ว่า เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อซะแล้ว
เลยเหลือแต่เรากับเพื่อนอีกคน เราไม่มีกะจิตกะใจจะขายแล้ว
เหมือนคนอกหัก เสียใจเรื่องเพื่อน ใจนึงก็รัก อีกใจก็เจ็บ

คงเหมือนกับที่ผู้ใหญ่ชอบเตือนว่า อย่าทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท
แล้วเราจะเสียเพื่อนไป

แต่เราก็พยายามจะมองในมุมของเพื่อน

เพื่อนคนนี้เค้าเป็นคนจริงจัง ทำอะไรขยันไปหมด
ขยันไปหาลูกค้าที่สุดในกลุ่มแล้ว
จดออเดอร์ก็ได้เยอะ แล้วกำไรจะต้องมาแบ่งให้คนขี้เกียจอีก
เสียเปรียบกันเห็น ๆ

เราต้องปรับความเข้าใจกับเพื่อน (ในใจเราเอง)
กว่าที่จะกลับมาทำเนียนสนิทกันเหมือนเดิม
และเวลาก็พาเราลืม
แต่เพื่อนอีกคนเตือนว่า โตขึ้นให้ระวังเพื่อนคนนี้ อย่าทำธุรกิจร่วมกันอีก

แต่เราก็ยังเชื่อว่า จะต้องมีเพื่อนที่ร่วมธุรกิจกันได้
ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก อย่างเพื่อนการตลาดนั่นไง แสนดีจะตาย



เรื่องนี้เป็นบทเรียนอย่างดีในการทำการค้า ร่วมธุรกิจกับเพื่อนหรือกับคนอื่น
ย่อมมีคนได้เปรียบเสียเปรียบ
จะต้องมีการบริหารให้ดีกว่านี้ จะมาแบ่งผลกำไรเท่า ๆ กันไม่ได้

วิธีแก้ปัญหาการทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนหรือบุคคลอื่น

ให้ทำสัญญาตามกฏหมายให้มันขัดเจนว่าใครทำงานตำแหน่งอะไร
ทำหน้าที่อะไร ให้เงินเดือนประจำตำแหน่งเป็นราย ๆ ไป
ผลกำไร ต้องเกิดจากรายได้ทั้งหมด หักค่าใช้จ่าย และ
หักเงินเดือนแต่ละตำแหน่งก่อน ถ้าคนใดเป็นเซลล์ก็ต้องให้หักค่าคอมม์ให้เค้าก่อน ทำเหมือนเป็นพนักงานขายคนหนึ่งของบริษัทฯ
แล้วค่อยแบ่งผลกำไรกันอีกที

ถ้าเซ็นต์สัญญาตกลงกันแล้ว คงไม่มีใครรู้สึกเสียเปรียบอีก

แต่เราทำธุรกิจกับเพื่อนก็บอกปากเปล่าไม่มีสัญญา ก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ
ต้องดูเป็นรายๆ ไปค่ะ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนเรียนที่เชียงใหม่ช่วงสองปีแรก ไม่ได้ค้าขายอะไรเลยค่ะ
แต่พอเข้าเรียน มช. นั่นแหละ ไอเดียเริ่มบรรเจิดละ

ช่วงนั้นเราไปรู้จักคนขายกระเป๋าแฟชั่นที่กาดสวนแก้ว
เลยซื้อได้ราคาพิเศษ เอาเงินเดือนที่พ่อแม่ส่งให้นั่นแหละ
ไปซื้อกระเป๋ามาสิบใบ
(ไม่เป็นไรๆ ปลอบใจตัวเอง ตุนมาม่าไว้แล้ว ไม่อดตายหรอกน่า)

ถ้าขายได้เราก็ได้กำไร แต่ถ้าขายไม่ได้ล่ะ

เราก็ได้มีกระเป๋าสวย ๆ ตั้งหลายใบ 555
ก็ซื้อแบบที่เราชอบทั้งนั้นนี่

เอากระเป๋าไปให้เพื่อนเลือก สรุปว่าสิบใบ ขายได้ 7 ใบ

เพื่อนใจดีเหลือไว้ให้เราใช้ 3 ใบ (ขายไม่ออก พูดซะดูดี)

กระเป๋าสิบใบ ซื้อมาใบละ 150 บาท ทุน = 1500 บาท
ขายใบละ 250 บาท x 7 ใบ = 1750 บาท

กำไร 250 บาท พร้อมกระเป๋าสวย ๆ 3 ใบ


จะเจอ คำถาม จ่ายสิ้นเดือนได้ไม๊ กับ ลดอีกหน่อยได้ไม๊

เคล็ดลับคือ ตั้งราคา 259 บาท เพื่อนจะขอลด 9 บาท
เพื่อความสบายใจของเพื่อน

ส่วนจ่ายสิ้นเดือน ให้เป็นราย ๆ ไปค่ะ คนไหนอยู่กับพ่อแม่ขอให้จ่ายสด
ส่วนคนไหนอยู่หอพักเหมือนเรา ยอมให้จ่ายสิ้นเดือนได้ ช่วย ๆ กันไปค่ะ

เราถือว่าเราได้กำไรจากประสบการณ์สุดคุ้มค่าแล้วค่ะ
กำไรเป็นเงินน้อย แต่มีความสุขสุดๆ 555

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่ มช. พวกเราจะสิงสถิตย์อยู่แยกกันเป็นกลุ่ม ๆ ตามสาขาที่เรียน

พี่รหัส น้องรหัส มักจะมาพบปะพูดคุยกันที่ซุ้มมือปืน เอ๊ย ซุ้มคนเก่ง 55
ใกล้คณะของเรา

ที่ซุ้มมักจะมีคนนำใบปลิว ใบโฆษณา มาแจก หรือ บางคนก็เอาแคตตาล็อกสินค้ามาขาย มาวางที่โต๊ะหินอ่อน ทุกโต๊ะ

และแล้ว สายตาเราก็เหลือบไปเห็น ช่องทางทำเงิน
สวรรค์ส่งมาให้เราแล้ว

แคตตาล็อก ชวนให้เราสมัครสมาชิก เป็นแคตตาล็อกสินค้ากิ๊ฟชอป
จากกรุงเทพฯ มีตั้งแต่พวงกุญแจ กิ๊ฟติดผม เครื่องประดับ จนถึง นาฬิกาปลุก ละลานตาสำหรับเราตอนนั้นละ

เราสมัครสมาชิก แล้วขายให้เพื่อน ปล่อยเครดิต สิ้นเดือนเหมือนเดิม

ขายดีจริง ๆ ก็ของราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 20 บาท ไปถึง 199 เอง
ไม่ได้เกินงบ นศ. อย่างพวกเรา

เค้าจะมีแบบฟอร์มใบสั่งซื้อแนบมากับชุดสมัคร

เราสั่งทางไปรษณีย์มา อีกภายในสามวัน พัสดุเก็บเงินปลายทาง
ก็ส่งมาถึงเราละ

สั่งกรุงเทพฯ ได้ประมาณสามครั้ง

มีอยู่วันเราไปเดินที่ตลาดวโรรส (กาดหลวง)
ตรงชั้นตลาดมืด อ้าวเห็นอะไรคุ้นๆ
นี่มันสินค้าตามแคตตาล็อกของเราเป๊ะ ไม่ได้ ๆ ต้องสำรวจราคาก่อน

อะไรกันเนี่ย สินค้าในแคตตาล็อก สั่งจากกรุงเทพฯ แพงกว่าตลาดมืดอีก

ทีหลังจดออเดอร์แล้ว มาเอาของที่นี่ดีกว่า ทันเหตุการณ์ ไม่ต้องรอไปอีกสามวัน แถมยังถูกกว่าอีก


สินค้าตามแคตตาล็อก กำลังขายดีๆ จู่ๆ ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น
ราคาในแคตตาล็อกก็ปรับขึ้นเล็กน้อย แต่มีผลต่อยอดขายของเรามาก
ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง

ขอเอาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์แทรกให้น้องๆ ได้มองภาพตามนะคะ


โดยทั่วไป สินค้าที่มีความยืดหยุ่นมาก (elastic) หรือสินค้าที่มีความยืดหยุ่นน้อย (inelastic) ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้

สินค้าที่จำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ข้าว จะมีอุปสงค์ต่อราคายืดหยุ่นน้อย เพราะข้าวเป็นอาหารหลักที่สำคัญและจำเป็นของผู้บริโภค ถ้าราคาข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ปริมาณการบริโภคข้าวคงจะไม่ลดลงถึงร้อยละ 10 เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่รับประทานข้าวเป็นหลัก
(มองง่าย ๆใครจะเลิกกินข้าวเพราะข้าวแพงใช่ไม๊ค่ะ ส่วนใหญ่ไปประหยัดตรงสินค้าฟุ่มเฟือยกันมากกว่า)

ตรงกันข้ามกับสินค้าฟุ่มเฟือย กิ๊ฟช้อปที่เราขายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งมิใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต มีความโน้มเอียงที่จะมีความยืดหยุ่นมาก
เมื่อราคากิ๊ฟช้อปดังกล่าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ผู้บริโภคจะลดปริมาณการซื้อลงเป็นจำนวนมากกว่า
(ซื้อลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง เช่น เดือนที่แล้วซื้อที่คาดผม
หรือกิ๊ปติดผมอย่างละหลายลาย เดือนนี้ ซื้อแค่อย่างละหนึ่งพอ หรือยังไม่ต้องซื้อก็ได้)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


มีคนบอกหลังไมค์ ว่าอ่านกระทู้เราแล้วอยากทำมาค้าขายกันละ
ที่คิด ๆ ไว้ จะเริ่มลงมือทำกันหลายคน แต่มีมาถามเรา
เกี่ยวกับเรื่องจดทะเบียนสมรส เอ๊ย จดทะเบียนพาณิชย์
เป็นร้านค้า หรือ จดเป็นบริษัท ดี หรือเอายังไงดี

เราขอมาตอบหน้าไมค์เลยแล้วกันนะคะ เพราะถามมาหลายท่านเลยค่ะ
เผื่อมีประโยชน์กับนักธุรกิจในอนาคตค่ะ

การตัดสินใจว่า จดทะเบียนเป็นบริษัท หรือเป็นบุคคลธรรมดา(ร้านค้า)
ลองมาคิดดูว่า

คุณจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อถือที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจของคุณหรือไม่?

(ในกรณีที่เป็นลูกค้าใหม่ แต่หากเป็นลูกค้าที่ค้าขายกันมานานแล้วประเด็นนี้คงข้ามไปได้เลย)

หากคุณตอบว่าจำเป็น ก็หมายถึง ควรจดเป็นบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
ลูกค้าเป้าหมาย บุคคลทั่วไปเกิดความไว้วางใจได้ว่า เป็นบริษัทฯ มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ คงไม่ใช่
มาทำธุรกิจเล่นๆหรอกน่า (ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วการเป็นบริษัทก็ไม่ได้บอกเราได้ว่าจะไม่มีการหลอกลวงกัน)

หรือแม้แต่เจ้าหนี้การค้า หรือคนที่เราจะไปซื้อของหรือไปว่าจ้างให้เขามาทำงานให้ แม้แต่จะจ้างพนักงานให้มา
นั่งทำงานกับเรา เมื่อเห็นว่าเป็นบริษัท ก็จะให้ความเชื่อถือกันตั้งแต่แรก

เหมือนที่เราไปสมัครงาน คงเลือกบริษัทฯ มากกว่าไปสมัครงานตามร้านค้าใช่ไม๊คะ


อ่านมาถึงตอนนี้ ไม่ใช่อยากให้ทุกท่านเปิดเป็นบริษัทฯ นะคะ เดี๋ยวจะกลายเป็น กินไม่ได้แต่เท่ห์ (เท่ห์แต่ไม่มีจะกินค่ะ)555


ถ้าเปิดร้านค้า บุคคลธรรมดา การบริหารทำง่ายกว่าค่ะ
ร้านค้าส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มค่ะ
ไม่ต้องปวดหัว กับการนับสต็อคสินค้า เพื่อยื่น ภพ.30

แต่ ร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่มีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษี-มูลค่าเพิ่ม จะต้องมีการยื่น ภพ.30
ฉะนั้นปฏิเสธการนับสต็อคสินค้าไม่ได้ค่ะ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

งั้นเรากลับมาสู่ตอนทำงานต่อดีกว่า

ตอนนั้นเล่าค้างถึงเรื่อง ชีวิตบนความเสี่ยงทางการเงินค่ะ
ตามมานะค๊า ไปรอละเน้อ
ตอนเช่าร้านเปิดฮาร์ดแวร์เล็ก ๆ ไว้ให้พี่สมช่วยขายนั้น ยังมีภาระผ่อนบ้านทาวน์เฮ้าส์ อยู่เลยค่ะ

แต่ในเมื่อเราอยากย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ที่พักอาศัยได้ด้วย
และขายของได้ด้วย

จึงต้องตระเวณเลือกว่าควรอยู่จุดไหนดี

เราหาสถานที่เปิดร้าน และเสียดายบ้านหลังเก่าอันแสนสงบสุขไปด้วย

ทำยังไงได้ ก็มันเหนื่อยนี่ ต้องไปเปิดร้านอีกที่ นอนอีกที่


ไปเจออาคารที่เข้าตา สามแห่งค่ะ
อาไรมันจะแพงขนาดนั้น แบงก์ที่ไหนจะปล่อยให้กู้ฟระเนี่ย
แหม ๆๆ อยากได้ทำเลดี ทำไมต้องแพงด้วย

ผ่อนชำระอีกสามชาติจะหมดไม๊

นำความไปปรึกษาเพื่อนเลขาจอมกะล่อนเราดีกว่า

เรา "ทำไงดี แบงก์จะปล่อยกู้ชั้นไม๊เนี่ย ยังติดหนี้บ้านอีกหลัง
พร้อมกับผ่อนรถก็ไม่หมด ฮ่วย อ้วน เครียด กินข้าว ดีก่า ป่ะๆ ไปซีสเลอร์กัน"

เพื่อนเลขา "ใจเย็น ๆ ตรูจะไปศึกษาลู่ทางให้ก่อนเน้อ แต่ที่แน่ ๆ ต้อง
เมค statement ให้ แบงก์เชื่อถือ อีกหกเดือนค่อยว่ากันใหม่
เชื่อหัวลูกพี่เมิง มันต้องมีทาง"

ที่นี่มีพนักงานแบงก์มาอ่านกระทู้เราไม๊เนี่ย กลัวข้อมูล
My girl (รักหมดใจยัยกะล่อน) รั่วไหล

แบงก์รู้ทันเรา จะหาวิธีทำให้กู้ยากขึ้น
แล้วจะพาคนรุ่นหลังซวยไม๊เนี่ย เหอๆๆ


เอาเงินเดือนไปผ่านแบงก์เองทุกเดือน เพราะบริษัทยังให้ซองเงินสดอยู่เลย

ส่วนรายได้ค่าคอมพ์จากบริษัทฯ อื่น โอนให้มาอยู่แบงก์เดียวกันซะ
ทำให้สม่ำเสมอ โอนทุกวันที่ 3 ของเดือน

จะใช้อะไรทะยอยถอนออกมา
จะให้ดีใช้เงินขายฮาร์ดแวร์หมุนกินไปก่อน ไม่ต้องเอาเงินจากฮาร์ดแวร์ไปฝากเข้าทุกวัน เดี๋ยวไม่เนียน

เพราะแบงก์ไม่แฮปปี้ปล่อยกู้ให้คนค้าขายเท่าไหร่ มันดูไม่มั่นคงเหมือนเป็นเป็นพวกลูกจ้างบริษัทฯ

ถ้าจะทำบัตรเครดิต หรือกู้เงิน แนะนำทำก่อนออกมาค้าขายเองนะคะ

ตอนเราอยู่บัตรเครดิต เถ้าแก่บริษัทฯนึงใจดีมากๆ ให้ลูกน้องสมัครกับเรา พร้อมตัวเถ้าแก่เอง ปรากฎว่าของเถ้าแก่น่ะไม่ผ่าน
ลูกน้องได้บัตรกันถ้วนหน้า

เถ้าแก่ "อารายวะ ตรูเป็นเจ้าของ ไม่ผ่านยังไง แบงก์นี้ อย่ามาทำธุรกรรมร่วมกันอีกเลย ฮ่วย เสียหน้าเฮียหมด"

ลูกน้องฮากันตรึมเลยค่ะ

===========================================================================================
ถามเรื่อง สมัครบัตรเครดิต
เค้าดูเงินเดือนก่อน ดูตำแหน่งงานด้วยค่ะ ถ้าเป็นเซลล์จะได้รับการพิจารณาคัดออกเป็นอันดับแรก 555 ตอนเราขายบัตร ถ้าใครบอกเป็นเซลล์ เราไม่ไปเอาใบสมัครละเสียเวลา เพราะค่าเดินทางอะไรเราต้องออกเงินเองนี่ โอกาส approve แทบไม่มีเลย

อีกอย่างถ้าคนที่มีโทรศัพท์บ้านจะดีกว่ามีแต่เบอร์มือถือค่ะ

และแบงก์ก็ไปเช็คเครดิตบูโร ดูยอดหนี้ต่อบัตรอื่นอีกทีว่า
รายได้หักค่าใช้จ่าย จะมีเหลือไม๊ ส่วนเหลือกี่เปอร์เซ็นต์เราจำไม่ได้ค่ะ
อธิบายง่ายๆ ก็คือ ยังมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่

บางคนนี่ ค้างค่าโทรศัพท์บ้าน ร้อยกว่าบาท กลายเป็นแบลคลิสต์แล้วค่ะ

หากแบงก์โทรมาอนุมัติ คุณก็สามารถโทรตามได้แล้วค่ะ
บอกชื่อนามสกุลไป ให้เค้ารีบส่งบัตรมาเลยค่ะ

ใครรู้ช่วยมาเพิ่มเติมให้ด้วยนะคะ
เรามองจากมุมมองพนักงานขายบัตรเครดิตค่ะ
ประสบการณ์จากการส่ง app ไปแล้วผ่านแค่ 30%
ท้อแต่ไม่ถอยค่ะ เราได้ยอดจำหน่ายสูงสุดในทีมเราแล้ว อิอิ
รวบรวมความกล้า

===========================================================================================

ต่อ ภารกิจลับลวงพราง (นางเอกรักหมดใจยัยกะล่อนมาละ)

ตอนยื่นกู้แบงค์

เราไม่ใส่ตำแหน่งพนักงานขายค่ะ ค่าคอมม์หวั่นไหวตามยอดขายและราคาน้ำมัน(ไม่มั่นคง บางเดือนเศรษฐี บางเดือนยาจก หุหุ)

เราเลยตั้งตำแหน่งตัวเองเป็น เจ้าหน้าที่การตลาด แหะแหะ

ขอใบรับรองเงินเดือนจากเจ้านาย เอาแค่เขียนจำนวนรายได้ใส่เป็นเงินเดือน

ไม่ต้องระบุตำแหน่ง่ในใบรับรองเงินเดือนให้ เดี๋ยวข้าพเจ้าแต่งตั้งตนเอง


พร้อมบอกเพื่อน ๆในออฟฟิศ เตี๊ยมกันไว้ ถ้าแบงก์ไหนโทรมา ไม่ต้องตกใจในตำแหน่งงานเรา โอนสายมาโลด

ถ้าเราไม่อยู่ แล้วแบงก์โทรมา บอกว่าเราประชุมอยู่นะ
เดี๋ยวจะแจ้งให้โทรกลับ บอกยังงี้นะเพื่อน อิอิ


"คุณ....กำลัง meeting อยู่ค่ะ รบกวนขอเบอร์โทรกลับด้วยค่ะ"



กรี๊สสสสสสสสส แบงก์โทรมาจริง ๆ ด้วย

หุหุ

เรารีบโทรไปรายงานกุนซือเลขา เรา หึหึ

เรา "เรียบร้อยแล้ว สั่งเพื่อนที่ออฟฟิศแล้ว"

เพื่อนเลขา "เออ ดีๆ อย่าลืม อาคารที่เราจะซื้อเค้าก็จำกัดวงเงินแบงก์ให้แค่ 80% นะ ต้องมีเงินดาวน์ หรือเงินส่วนต่างค่าบ้านนะ"

เรา "ได้เลย ขอไปคิดก่อน ว่าจะเอาไงดี ให้แบงก์จ่ายทั้งหมด

วิญญาณ ยัยกะล่อน เข้าสิง ยังไม่พอ คงไม่รอดแน่
ต้องผสมกับ แฟรงค์ อบาเนล ที่เคยยืมของเพื่อนจอบจิ้งเหลนมาอ่าน


ถ้าแบงก์ให้กู้ไม่ครบ ทำยังไงให้ครบล่ะ ไม่ได้ๆ
ถ้าอาคารหลังนั้น ต่อให้อยากได้แค่ไหน คงไม่มีปัญญา


งั้นเราเอาอีกหลังสองห้องติดกัน ราคาเบาลงมาหน่อย ลองไปต่อรองราคา
กะเจ้าของบ้านดูดีกว่า ดูว่าจะลดราคาได้ไม๊

ก่อนอื่น โทรแจ้งแบงก์สาขาก่อน

เรา "พี่คะ ถ้าน้องอยากเปลี่ยนเป็นอาคารอีกหลังหนึ่งได้ไม๊ พี่เช็คเครดิตน้องไปก่อน ส่วนน้องจะเอาหลังไหน เดี๋ยวน้องไปยื่นใหม่นะคะ"

พี่ที่แบงก์ "ได้จ๊ะ ไม่เป็นไร ค่อย ๆ เลือกนะน้อง ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบ"


เราไปต่อรองราคากับคุณลุง เจ้าของอาคาร

เรา "ราคานี้ลดอีกหน่อยได้ไม๊คะ ถ้าสูงขนาดนี้หนูกู้แบงก์ไม่ผ่านแน่เลยค่ะ"

เจ้าของ "ลองต่อมาซิ ว่าจะได้เท่าไหร่"

เรา "ลงอีกสี่แสนได้ไม๊คะ ถ้าไม่ได้ หนูก็คงไม่ไหว ทั้งเรียนก็ยังไม่จบ
แต่ขับรถผ่านแล้วอยากได้น่ะค่ะ"

เจ้าของ "พอดีผม ต้องการเงินด่วน ผมไปมัดจำซื้อที่ต่างจังหวัดไว้ งั้นถ้าผมให้ราคานี้ ห้ามบอกคนแถวนี้นะ เพราะบอกราคาไว้สูงกว่านี้อีก ถ้าไม่รีบจริง ๆ ผมไม่ปล่อยให้หรอก"

เรา "ค่ะๆ หนูขอเวลาซักหนึ่งเดือนนะคะ ติดต่อแบงก์ไปประเมินราคาก่อน
ไม่รู้ว่าแบงก์จะประเมินราคาให้เท่าไหร่ งั้นหนูมัดจำไว้นิดหน่อยก่อนได้ไม๊"

เจ้าของ "ได้ ๆ แต่ต้องอย่าเกินหนึ่งเดือนนะ ผมรอไม่ได้"
คุณสมชาย ชวนไปไกลจัง อิอิ

ทีนี้เราก็มาตัดสินใจว่าเราควร ขายบ้านหลังเดิม เอาเงินที่กำไรนิดหน่อย
มาจ่ายส่วนต่างสำหรับบ้านใหม่ซะดีไม๊

พ่อรวยสอนว่าบ้านเป็นสินทรัพย์ ที่ไม่น่าลงทุน
แต่เราคิดว่าถ้าเราไปซื้อร้าน เราก็ไม่ต้องเช่าเขา แถมค่าเช่า กับค่าดอกเบี้ยก็พอๆกัน ผ่อนไปผ่อนมา เราเก็บไว้ขายได้ บ้านมีมูลค่าเพิ่มตลอดเวลา

เราตัดสินใจเสี่ยงชีวิตทางการเงิน โดยไม่ยอมเสียบ้านหลังเดิม
ประกาศให้เช่าบ้าน เน้นเฉพาะชาวต่างชาติ
ไปพร้อมๆ กับที่เราทำเรื่องกู้แบงก์

ปรากฎว่าเราได้คนเช่าเป็นชาวญี่ปุ่น ค่าเช่าที่ควรจะได้จากคนไทย
เราอัพเกรดค่าเช่าไปเกือบสามเท่า

สรุปว่า ค่าเช่ามากกว่าค่าผ่อนแบงก์ ได้กำไรอีกเดือนละสามพัน
เหมือนกับได้บ้านฟรี 555

(มีคนติดต่อเช่าบ้านเราหลายราย เราเลือกเอาที่รอหนึ่งเดือนได้ และจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าเพื่อความมั่นใจ และทำสัญญาเช่าระยะยาว)

เข้ากับแนวทางที่พ่อรวยสอนลูกสอนเราเป๊ะ ให้เงินทำงานแทนเรา
คนเช่าชาวญี่ปุ่น จ่ายเงินตรงเวลาทุกเดือน

ส่วนค่าซ่อมแซมบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็เรียกช่างลูกค้าเรานี่แหละไปซ่อม
ของก็ในร้านเรา ราคาทุนอีก อิอิ
เมื่อหาคนเช่าได้แล้ว เราก็ให้เวลาตัวเองแค่เดือนเดียว ในการกู้แบงก์

ด้วยความที่เพื่อนเลขา ทำงานอยู่อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่
ทำให้เราพอรู้ขั้นตอนของแบงก์คร่าว ๆ

เรารีบโทรเตี๊ยมกับคุณลุงเจ้าของอาคาร

เรา "คุณลุง ป้ายหน้าบ้านยังไม่เอาออกใช่ไม๊ หนูขอร้องว่าช่วงนี้
ถ้ามีใครโทรถามราคา ให้อัพราคาขึ้นไปอีก แปดแสนเลยนะคะ"

เจ้าของ "ทำไมล่ะ"
เรา "ก็ฝ่ายสำรวจของแบงก์นั่นแหละ เค้าจะต้องทำทีโทรมาถามราคาบ้าน
ดูว่าซื้อขายกันเท่าไหร่ นะคะ คุณลุงเชื่อหนูเถอะ ไม่งั้นแบงก์ประเมินต่ำ หนูจะได้เงินไม่พอจ่ายให้คุณลุง"


เราขับรถสำรวจแล้ว อาคารบ้านเรือนแถวนั้น ขายแพงกว่าที่คุณลุงขายให้เราตั้งเยอะ ถ้าแบงก์โทรไปหลาย ๆ หลัง ยังไงราคาตลาดก็ออกมาเท่าที่เราเตี๊ยม อิอิ
คุณลุง โทรรายงานว่า มีคนโทรมาถามราคาหลายคน
แต่บอกราคาตามที่เราแล้ว ลุงเสียดายโอกาสขายให้รายอื่นเล็กน้อย
แต่ก็เชื่อเราค่ะ


ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เราโทรไปหาแบงก์ ให้รีบมาประเมินบ้านด่วน

ผลการประเมินเป็นไปตามที่เราคาด ราคาตลาดสูงกว่าราคาขายจริงเยอะ
แบงก์สาขาเรียกเราเข้าไปคุย

เจ้าหน้าที่แบงก์ "น้อง เราประเมินได้เท่านี้นะ แล้วซื้อขายกันที่ราคาเท่าไหร่ เอาใบสัญญาซื้อขายมาให้พี่ด้วยนะ"

เรา "โห แบงก์ประเมินเท่าราคาซื้อขายเลยค่ะ"


เรารีบกลับไปทำสัญญา

เรา "คุณลุงคะ หนูต้องทำสัญญาซื้อขายให้แบงก์เกินราคาซื้อจริงนะคะ
เพราะแบงก์ให้แค่ 80% ถ้าตามราคาจริง หนูก็ไม่มีเงินส่วนต่างให้คุณลุงหรอก"


เจ้าของ "ได้สิ ยังไงก็ได้ เดี๋ยวผม copy บัตรประชาชนของผมไว้ให้คุณจะไปเขียนอะไรเอาเองก็ได้นะ ผมขอแค่ ได้เงินเร็ว ๆ ก็พอ"

เราเลยเขียนสัญญามาให้คุณลุงเซ็นต์สองฉบับ

เป็นทางการ กับไม่เป็นทางการ
เป็นทางการ เอาไว้ให้แบงก์

แต่สัญญาอีกอัน เป็นสัญญาช่วยค่าซ่อมแซมบ้าน เท่ากับราคาส่วนต่าง

(ก็เผื่อไว้ ถ้าเกิดคุณลุงโวยวายว่า จะเอาเงินเพิ่ม ซื้อขายกันเท่านั้นเท่านี้
เราจะได้เอาใบนี้มายันไงคะ)

สรุปว่า 80% ของราคาตามสัญญา เท่ากับราคาซื้อขายกันจริง ๆ 555

เราเลยได้เงินจากแบงก์เต็มๆ ไม่ได้เพิ่มเงินอะไรเลย

แถมยังรีบขอให้คุณลุงย้ายออกอย่างด่วน ไม่งั้นเราก็ไม่มีที่อยู่เหมือนกัน
ก็ญี่ปุ่นโทรตามให้เราทาสีบ้านใหม่ จะเอาสีหวาน ๆ เหมือนร้านไอติม

ได้ ๆ จัดให้ๆ ค่า

เพื่อน ๆ เซลล์ที่บริษัทฯ มาช่วยย้ายบ้าน ย้ายร้านกันใหญ่
เสร็จแล้วเราให้ช่างมาทำสีบ้านทั้งหลังใหม่หลังเก่าให้ทันสิ้นเดือน

เราย้ายออกจากบ้านเก่าวันนี้ อีกวันญี่ปุ่นย้ายเข้ามาเลย

พอดี๊ พอดี โฮะๆๆ ฉันนี่แหละเรโกะ 555 (เอ๊ย ไม่เกี่ยว)


พอดีโชคดีที่คนญี่ปุ่นที่เช่าเราอยู่

เค้าเคยเช่าคอนโดหรู พอเค้ามาเจอค่าเช่าบ้านทั้งหลังราคาถูกกว่าค่าเช่าคอนโด ตั้งครึ่งหนึ่ง เค้าเลยคิดว่าถูกของเค้าค่ะ

อีกอย่าง คนญี่ปุ่นคนนี้ เค้าเบิกค่าเช่าจากบริษัทฯ ที่เค้าทำงาน
เราก็ออกบิลให้เค้าไปเบิกทุกเดือนค่ะ แหล่มเลย win win


มีฝรั่งอาจารย์ รร.นานาชาติ มาขอเช่าเรา และให้ค่าเช่ามากว่าญี่ปุ่นอีกเท่า แต่เราไม่เอา เพราะเค้าให้เราซื้อเฟอร์นิเจอร์มาใส่ให้เค้าอีก
เราว่าไม่ลงทุนแล้วดีกว่า กลัวอยู่ไม่นานแล้วออกไป ไม่พอค่าซื้อเฟอร์นิเจอร์มาใส่อีก เหอๆ มิกล้าเสี่ยง

สรุปว่าเราย้ายร้านมาอยู่ที่ใหม่ ยอดขายเพิ่มขึ้นสามเท่า

(แต่ดีใจได้ไม่นาน ก็เจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ต้องประคองตัวไป )

ดีนะใช้หลักกระจายความเสี่ยง ทำงานหลาย ๆ อย่าง
พร้อมกัน หุหุ

เราขอเจ้านายออกมาเป็นฟรีแลนซ์ให้บริษัทฯ สำเร็จ

เจ้านาย "นี่ชั้นยอมเธอมากเลยนะ ชั้นปกป้องเธอทุกอย่าง"

ฮ่วย พูดอะไร น่ะเจ้านาย เราไม่เห็นเข้าใจเลย (ตอนนั้น)

เรา "ยอมอะไรคะ ไม่เห็นยอมเลย บอกว่าขอค่าคอมม์เปอร์เซนต์ เยอะๆ
เท่าฟรีแลนซ์ต่างจังหวัด ก็ไม่ได้ ฮึ"

เจ้านาย "งกจริงๆ เลย 555 แล้วเซลล์ต่างจังหวัด เค้าต้องวางบิล เก็บเช็คเองรึป่าวละ ของเธอไม่ต้องไปเลย สบายจะตาย"


เราไปลาเถ้าแก่

เถ้าแก่ "ยังไงก็มาส่งรายงาน อาทิตย์ละครั้งนะ"

เจ้านาย "ไม่เป็นไรหรอก"

เราเห็นเจ้านายเราเงียบ เอ๊ ปกติก็ต้องบอกว่า เออ ต้องมานะ
ทะ:-) ๆ แฮะ

แต่ถึงยังไงเราก็ถือว่า บรรลุเป้าหมายในการตื้อ ขอออกมาเป็นฟรีแลนซ์

แม้จะยังแปลกใจอยู่บ้าง ว่าครั้งนี้ เจ้านายเรายอมง่าย ๆ ได้ยังไง

อีกอย่างเมื่อวาน เถ้าแก่เนี้ย ก็มาอวยพร อวยชัย เรียกเราเข้าไปคุยดี๊ดี
พาเราเดินออกจากห้องเย็น แบบลอยๆ เหมือนฝัน เรียกลูกทุกคำเลยแฮะ

เออหนอ คนเราพอจะจากกัน ก็เปลี่ยนไปซะดื้อๆ คงเหมือนละคร ที่ทุกอย่างตอนจบ ตัวละครก็จะดีกัน เข้าใจกัน


อีกอาทิตย์ถัดมา ปริศนาในใจก็คลี่คลาย


==============================================================================================
แต่ขอมาตอบกระทู้ก่อน 555 ใบราคา เดี๋ยวค่อยพิมพ์
------------------------------------------------------------------------------
ตอบคุณ kikidoo

มีคำถามที่คาใจมานานแล้วค่ะ พี่เนื้อคู่ ถ้าเราทำฟรีแลนซ์ เป็นพนักขายให้ตามบริษัท แล้วเค้าจะจ่ายค่าคอมเราจริงๆ เหรอค่ะ
ที่กลัวคือจ่ายแค่งวดแรก พอครั้งต่อไปอาจจะไม่ให้แล้วก็ได้ เพราะเค้าอาจจะติดต่อซื้อขายกับบริษัทเองเลยรึเปล่า
เราจะเชื่อใจบริษัทได้มากแค่ไหนค่ะ

ตอบ พี่เนื้อฯ ก็ลองผิดลองถูกเหมือนกันค่ะ โชคดีที่มีคนดีมากกว่าคนไม่ดี ถ้าเจอที่เราผิดหวัง พี่ถือว่าซื้อประสบการณ์ค่ะ ถ้าเค้าจริงใจกับเรา เราก็จะจดออเดอร์ให้เค้าเรื่อย ๆ

อย่าไปคิดถึงปัญหาที่จะเกิดค่ะ เราเจอบริษัทฯ นี้ที่ไม่ซื่อสัตย์กับเรา
บริษัทฯที่มีคุณธรรมก็รอเราอยู่ค่ะ และมีหลายที่ด้วยค่ะ

สู้สู้ สู้ตายค่ะ ^_^
==============================================================================================

แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมลุงยอมทำสัญญาในราคาสูงขึ้น มันจะทำให้ลุงต้องจ่ายภาษีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหรอครับ ? หรือว่าคุณเนื้อคู่ฯ ต้องรับภาระเงิน
ภาษีรายได้ส่วนเกินขึ้นมา ?
ตอบค่ะ
ตอนนั้น จำได้คร่าว ๆ ว่าภาษีเงินได้ คุณลุงยอมจ่ายเองหมดค่ะ
แถมยังมี ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เราด้วย คือคุณลุงเค้าค้าขาย
เกี่ยวกับเครื่องประดับด้วยค่ะ

ส่วนค่าโอน ออกคนละครึ่งค่ะ

โอนเสร็จ คุณลุงและครอบครัว ยังพาเราไปเลี้ยงข้าวเลยค่ะ
ใจดีมากๆ

คนแถวๆ บ้านเรา บอกว่า ทำไมเธอซื้อได้ถูก ชั้นขอซื้อเค้า แพงกว่าเธอสองแสน ลุงยังไม่ขายให้เลยนะ

และมีคนมาบอกว่าเราโชคดี หลาย ๆ คนเลยค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสาร์ถัดมา เราเข้าไปรายงานตัว ตามที่เถ้าแก่สั่งไว้

เรากำลัง นั่งพิมพ์ใบเสนอราคาในออฟฟิศอยู่นั้น

จู่ๆ ซูสีไทเฮา ก็เข้ามายืนข้างๆ

เถ้าแก่เนี๊ยะ "หยุดเดี๋ยวนี้นะ เธอมีสิทธิ์อะไรเข้ามาในนี้ มานั่งพิมพ์คอมพ์
ชั้นรู้นะว่าเธอกำลังล้วงความลับของออฟฟิศ"

เรา งง ๆ อยู่

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรานิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว

ในใจ นึกถึงคำพูดเจ้านาย เมื่อวานเราโทรถามแล้วว่า

เรา "เจ้านายคะ พรุ่งนี้เค้าเข้าออฟฟิศได้ไม๊คะ"
เจ้านาย "ได้สิ ทำไมถามล่ะ ใครจะไม่ให้เธอเข้ามาล่ะ"


แต่จะเอาคำพูดเจ้านายมาอ้างไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวเจ้านายโดนแม่ตีแน่นอน


ระหว่างคิด เถ้าแก่เนี้ยะก็แผดเสียงดังลั่นออฟฟิศ
"ว่าไง ใครอนุญาตให้เธอเข้ามาในนี้"

เรา "เถ้าแก่ บอกให้หนูมาส่งรายงานอาทิตย์ละครั้งค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยะสั่นเป็นเจ้าเข้า พาให้ความกลัวแล่นเข้าสู่หัวใจของเรา
แต่ขอเลือกเงียบดีกว่า ท่ามกลางสายตาของผองเพื่อนในออฟฟิศ

เถ้าแก่เนี้ยะอึ้งซักพัก แล้วพยักหน้าหงึกๆ เดินไปสองก้าว หันกลับมาว่า

"ไหนละ ใบอนุญาต ใบผ่านประตูอยู่ไหน เธอเอาหลักฐานลายเซ็นต์เถ้าแก่มาให้ชั้นดูสิ"

อ้าว อาทิตย์ก่อนยังเรียกลูกๆ อยู่เลย ไหงเป็นอย่างงี้ซะล่ะ

เราเงียบอีกละ

ถ้าพูดอะไรซักคำ ก็กลายเป็นเราเถียงฉอดๆ อีก


เราเคยได้ยินเถ้าแก่ สอนเจ้านายเรา

เถ้าแก่ "ดีมากลูก ไม่ต้องไปเถียง คนด่า กับคนที่โดนด่า
คนด่านั่นแหละ เป็นฝ่ายแพ้ คนเงียบเป็นฝ่ายชนะตะหาก"


มิน่า เราไม่เคยเห็นเถ้าแก่เถียง เวลาเถ้าแก่เนี้ยโวยวายเลย
เถ้าแก่จะนิ่งสงบ เจ้านายเราก็เหมือนกัน ไม่เคยเถียงแม่
ปล่อยให้โวยวาย ซักพักก็จะสงบเอง


ซักพักเถ้าแก่เนี้ยะ ด่าเราจนเหนื่อยแล้ว ก็เข้าห้องเย็นหายไป
เราก็ร่ำลาเพื่อนในออฟฟิศ ว่าไปก่อนนะ


พอก้าวออกจากออฟฟิศ เราก็โทรไปเล่าให้เจ้านายฟังทันที

เรา "เจ้านายคะ เถ้าแก่เนี้ยะไม่รู้ว่าเรายังเป็นเซลล์ให้อยู่เหรอคะ"

เจ้านาย "รู้สิ"

เรา "ไม่ต้องมาโกหกเลย ทำไมเมื่อกี้เราโดนด่าล่ะ"

เจ้านาย "เหรอ เอ่อ พยายามหลีกเลี่ยงเค้าหน่อยนะ"

เรา "ทำไมไม่ให้เถ้าแก่เนี้ยะรู้ล่ะคะ"

เจ้านาย "ก็เค้าไม่ได้ถามนี่ ชั้นก็เลยยังไม่ได้บอกสิ"

เรา "สงสัยวันหลังถ้าจะมาออฟฟิศ เราต้องโทรมาถามลู่ทางกับเพื่อนร่วมงานก่อนดีไม๊ 555"

เจ้านาย "ดีละ ๆ แล้วเป็นไงขายได้ไม๊ ไปหาลูกค้ามั่งล่ะ อย่าเอาแต่นอนล่ะ ไม่ได้เข้าออฟฟิศ จะพาลขี้เกียจ"

เจ้านายเราเบี่ยงเบนไปเรื่องอื่นทุกที กว่าเราจะรู้ตัวก็วางสายละ

บางทีจะว่าอะไรนี่ลืมทุกที เฮ้อ


ไอ้เรามันตัวสำรองคนหนึ่ง ฮือฮือ ของฟรีไม่มีในโลก
กลายเป็นว่า เวลาจะไปทำธุรกรรมที่ออฟฟิศ เราต้องโทรถามเพื่อนก่อนว่าทางสะดวกไม๊ เราจะได้เข้าไป


ทำอย่างกะโจรเลย 555

แต่ขณะนั้น เถ้าแก่เนี้ยะ เลยได้รู้ว่า เรายังทำงานให้อยู่
อย่านึกว่าเราอยู่นอกออฟฟิศ แล้วเหตุการณ์จะสงบ
เฮ้อ คิดถึงแล้วเศร้า


อย่าท้อถอยคอยฝึกใจให้สงบ

ย่อมจักพบเส้นทางสว่างนั้น

จิตสะอาดปราศทุกข์เป็นสุขพลัน

เลิกยึดมั่นปล่อยวางสร้างปัญญา


ลอยกระแสสายชลอันวนเชี่ยว

กลางคลื่นเกลียวโถมถั่งพลังกล้า

โต้คลื่นใจในทะเลกาลเวลา

สงบนิ่งสู้ท้าทุกสภาวะใจ



-------------------------------------------------------------------------------------------------------

มีอยู่วันหนึ่ง เราอยู่ที่ร้านเราดีๆ เพื่อนออฟฟิศ โทรเข้ามา

บอกว่าเราไม่ต้องรับโทรศัพท์นะ เดี๋ยวมีเวลาค่อยอธิบาย

เราไม่เข้าใจ มีอะไรเนี่ย

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ อยากรู้มีอะไร แต่ที่แน่ ๆ บรรยากาศมาคุ ลอยอยู่รอบตัวเราละ ตรูโดนอะไรอีกแน่

ไม่รอดแน่ หัวใจเราเต้นแรงขึ้น ถ้าไม่รับโทรศัพท์ ไม่รับรู้แล้วจะดีจริงเหรอ


อย่ากระนั้นเลย โทรไปถามเจ้านายดูซะดีไม๊เรา
เราคิดอยู่ว่า หรือจะเป็นเรื่องเมื่อเดือนก่อนโน้น

มีอยู่วัน ออฟฟิศโทรมา ให้โทรหาเถ้าแก่

เราโทรศัพท์ไปเบอร์ห้องเถ้าแก่ไม่ติด เลยกดเบอร์มือถือ

คุยธุระกับเถ้าแก่เสร็จ ปรากฎว่าซักพัก เถ้าแก่เนี้ยะโทรมาด่า
ว่าบังอาจโทรเข้ามือถือ

อ้าว เซลล์ทุกคนก็โทรเข้ามือถือเถ้าแก่ ถ้ามีเรื่องจำเป็นทั้งนั้น

เราก็อธิบายว่า ขอโทษค่ะ หนูโทรเบอร์ออฟฟิศไม่ติดจริง ๆ

และเราก็วางสายไป


เพื่อนออฟฟิศเล่าให้ฟังว่า มือถือเถ้าแก่ โดนปาแหลกละเอียดเลย

ฮือฮือ เถ้าแก่ หนูขอโทษ แต่หนูก็ไม่กล้าไปถามเถ้าแก่หรอกเรื่องมือถือ

แต่ได้ยินข่าวว่า มือถือใหม่เถ้าแก่สวยกว่าเดิม คิดซะว่าได้เปลี่ยนเครื่องนะคะ เครื่องเดิมมันเก่ามากแล้ว

แต่มีเพื่อนออฟฟิศคนหนึ่ง โดนเถ้าแก่เนี้ยะเล่นงานเพราะแต่งตัวตลอด
บางทีต้องหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้ด่วนเลย อิอิ
ขณะที่เรากำลังคิดหาสาเหตุการเสียชีวิตของตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้
(เรื่อง ที่ เพื่อนออฟฟิศ ไม่ให้รับสาย มันต้องเป็นเรื่องใหญ่ แน่ๆ)


เสียงโทรศัพท์ ก็ดังเข้ามา ตัดขั้วหัวใจ

เรา "สวัสดีค่ะ จากไหนคะ"

เถ้าแก่ "เถ้าแก่เอง"

เรา "เถ้าแก่ มีอะไรคะ"

เถ้าแก่ "เอ่อ ๆ ลื้อเอาทิงเนอร์ยี่ห้ออื่นมาขายที่ร้าน"

เรา "ยี่ห้ออื่นไหนคะ มีแต่ยี่ห้อเราทั้งนั้นแหละค่ะ หนูขายให้ตัวเอง หนูก็ได้ยอดขายด้วยนี่ จะไปซื้อยี่ห้ออื่นทำไม"

เถ้าแก่ "เอ่อ งั้นก็ไม่มีอะไรนาฮ่อ"

เถ้าแก่วางสายไป เราก็รีบโทรไปหาเพื่อนออฟฟิศ

เรา "ตัวเอง มีอะไรเหรอ เรารับโทรศัพท์ไปละนะ"

เพื่อน "เจ้านายแผนกเรา เค้าบอกให้โทรเตือนตัวเองไม่ให้รับสาย"

เรา "เราคุยกับเถ้าแก่ไปแล้ว"

เพื่อน "แล้วเป็นไงบ้าง งั้นเที่ยงค่อยคุยกันนะ ตอนนี้ไม่สะดวก บรรยากาศมาคุ"

สักพัก เบอร์ออฟฟิศโทรมาอีกละ ยังไม่ทันเคลียร์กับเพื่อนเล้ย


เถ้าแก่ "เอ่อ ๆ"

เรา "มีอะไรอีกคะเถ้าแก่"

เสียงเถ้าแก่เนี้ยแทรกเข้ามา "พูดซิ พูดเดี๋ยวนี้ เร็ว แว้ดๆๆ"

เถ้าแก่ "เป็นเซลล์ของเรา เอายี่ห้ออื่นมาขาย ใช้ล่ายที่ไหน"
เรา "เถ้าแก่ มาดูที่ร้านหนูสิคะ ให้เพื่อนเซลล์มาตรวจดูก็ได้นี่ หนูไม่ได้ขายยี่ห้ออื่นจริง ๆค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยะ คว้าโทรศัพท์ "เธอไม่ต้องขายให้ชั้นอีก เถ้าแก่เค้าไล่เธอออกแล้ว ไม่ต้องโทรมาอีกนะ"


เฮ้ย อะไรเนี่ย ตั้งแต่ย้ายร้านมา ไม่มีทินเนอร์ยี่ห้ออื่นในร้านเลยนี่หว่า


อะไรกัน คราวที่แล้ว ก็หาว่าเรา ชักชวนเพื่อนเซลล์มาเป็นลูกน้องที่ร้าน
อาซื่อก็โดนเรียกเข้าไปห้องเย็น

อีกครั้งก็หาว่าลูกค้ามาฟ้องว่า เราขายทินเนอร์อีกยี่ห้อหนึ่งให้
พอเราท้าให้โทรไปหาลูกค้าเจ้านั้น เรื่องเลยเงียบ

ก็เราแน่ใจว่า ขายให้เพื่อนเชียงใหม่รายเดียวนี่นา และขออนุญาตเจ้านายแล้วด้วย


คราวนี้ หาว่าขายยี่ห้ออื่นอีก

จะเอาตรูออกให้ได้เลยใช่ไม๊เนี่ย ก็ได้ ๆ โทรหาเจ้านายไปเลยดีกว่า
เค้าจะรู้เรื่องไม๊เนี่ย

เราก็โทรหาเจ้านายทันที

เรา "เจ้านายคะ เถ้าแก่เนี้ยะโทรมาไล่เค้าออกจากงานละนะ"
เจ้านาย "มีอะไรกันน่ะ ไม่ต้องคิดอะไรนะ เดี๋ยวเค้าเคลียร์ให้ ไม่มีอะไรหรอกรับรอง"

เรา "ไม่มีอะไรทั้งปีแหละ ไม่เป็นไรเราไปทำงานที่อื่นก็ได้ ไม่ต้องเคลียร์หรอก ไปอยู่กับบักเล้งก็ได้"

เจ้านาย "ชั้นไม่ให้เธอไปไหนหรอก บอกแล้วไงว่าปกป้องได้ทุกอย่าง"

แหงะ พูดซะดูดี ไม่อยากบอก ว่าช้านรู้ว่าเจ้านาย เคยถูกแม่ตี
เราโดนตีครั้งสุดท้ายตอน 17 เหอๆ เจ้านายนี่ยิ่งกว่าเราซะอีกนะเนี่ย555

ตอนกลางวัน เราโทรไปคุยกับเพื่อนออฟฟิศอีกที
เพื่อนบอกว่า ตัวเค้าก็ไม่รู้เรื่องหรอก ว่ามีอะไร
แต่ได้ยินเสียงล้งเล้ง ๆ ตั้งแต่เช้า โทรมาตามคำสั่งพี่สาวเจ้านายเรา

ตอนเย็น เจ้านายเราโทรมา
เจ้านาย "ไม่มีอะไรหรอกนะ เข้าใจผิดกันนิดหน่อย ขายตามปกติ ไม่ต้องคิดมาก"

เรา "ค่ะ เจ้านายทำยังไงน่ะ "
เจ้านาย "แล้วชั้นเป็นใครล่ะ ก็บอกแล้วไง ชั้นซะอย่าง"

เอ้า ไม่ให้คิดก็ไม่คิดก็ได้ เรื่องบางอย่างไม่รับรู้จะดีกว่า
ยังไงเจ้านายเราก็จัดการได้อยู่แล้วนี่


อีกไม่กี่วันถัดมา เราก็ได้รู้ความจริง
เราโทรไปสั่งออเดอร์ตามปกติ แต่เพื่อนออฟฟิศคนเดิมบอกว่า

เพื่อน "ชู่ว์ โทรสั่งเบอร์เจ้านาย หรือเบอร์เราเท่านั้นนะ คนอื่นห้ามให้รู้"

เรา "อ้าว อะไรอะ คนอื่นคนไหน แล้วคนไหนรู้มั่ง"

เพื่อน "ตอนนี้มีอยู่สามคน ที่รู้ภารกิจลับเฉพาะ ต่อไปถ้าโทรเข้ามา
โทรหาเบอร์โต๊ะเค้าเท่านั้น ปลอดภัยที่สุด"

เราโทรไปวันละหลายครั้ง บางทีก็เจอพวกพนักงานใหม่รับสาย
เลยต้องบอกว่า ขอสาย .......... จากเพื่อน

เพื่อนออฟฟิศโทรมาบอกว่า "ดีละๆ จะได้ปลอดภัย วันหลังบอกว่าชื่อหญิงนะ เพราะเรามีเพื่อนชื่อหญิง"

เรา "อือ"


โห ชีวิตทำไมมันยุ่งยากอย่างงี้ฟระเนี่ย ชีวิตเหมือนโดนทำร้าย คล้ายเพลงของบอดี้แสลมเลยแฮะ นี่เราเป็นเซลล์นะ ไม่ใช่ลูกเมียน้อย T_T

แต่ ปัญหามันไม่ได้หมดแค่นี้อะดิ
ทีนี้เราก็ได้รู้ว่า คนไหนเพื่อนแท้ เพื่อนกิน เพื่อนหักเหลี่ยมโหด

พอคนอื่นคิดว่าเราออกไปแล้ว เซลล์บางคนที่เคยดีๆ กันอยู่ ก็ไป
ง้องแง้งกับเจ้านาย ขอลูกค้าเรา ขอดูแลแทน


เจ้านายเลยต้องเลี่ยง ๆ

เพื่อนบอกว่า ลูกค้าโทรมาออฟฟิศ สาวออฟฟิศบางคนไม่รู้
บอกลูกค้าว่าเราลาออกไปแล้ว เค้าก็ไม่รู้จะบอกยังไง


ลูกค้าโทรมาถามเราบ่อย ๆ บอกว่าออกจริงเหรอ เฮ้อ ไม่ไหวจะเคลียร์ T_T
สุดท้ายอาซื่อ กับอาเล่ย ก็กุมความลับไว้ไม่ได้ เพื่อนๆ เซลล์รู้กันหมด
แหม๋ มันช่วยปิดให้แซดเลย บอกว่าห้ามบอกใครๆ

จะพาตรูซวยเข้าซ้ากวัน

เรา "อาซื่อ ไปบอกคนอื่่นทำไม"
อาซื่อ "ฮื้อ เพ่บอกแล้ว ว่าห้ามบอกต่อ เผลอบอกตอนกินเหล้ากัน"

อาเล่ย "ไม่น่าเลย พี่ 555 สยอง"

เออ ขนาดสนิทกันยังบอกต่อ พวกนั้นคงปิดให้ร้อก

กรำเจง ๆ

อิอิ
สุดท้ายก็รู้กันทั้งออฟฟิศ สรุปว่า เถ้าแก่เนี้ยะ ไม่รู้อยู่คนเดียวค่ะ

เราเลยได้เข้าออฟฟิศอีกครั้ง มีเอกสารอะไรก็เข้าไปเอาตอนท่านไม่อยู่ซะ

สบายใจดีเหมือนกัน ก็คนอื่นรู้หมดแล้วนี่

เราเลยได้ยื่นประกันสังคมเอง เลยได้มาตรา 39 รับเงิน 2000 ได้ด้วย อิอิ

เพิ่งไปรับมา กะเอาไปแลกโออิชิ แต่ดันหมดเขตซะละ555


มีอยู่วัน น้องสาวโทรมาบอกว่า

น้อง "นี่ ทินเนอร์ที่มาส่ง ไม่ใช่รหัสเซลล์เธอแล้วเน้อ รหัสใครไม่รู้"

เรา "บอกรหัสมาซิ ด่วน ๆๆ"

น้องบอกรหัสเรามา "กรี๊สสสส นี่มันรหัสเจ้านายนี่ อะไรกัน ทำกันด๊าย แล้วค่าคอมม์จะหายไปไม๊"

ฮ่วย ทำกันได้ ปกป้องประสาอะไรเนี่ย ลักไก่ยอดขายตรูแล้ว ฮือฮือ


เรารีบโทรไปหาเจ้านาย

เราเสียงเข้ม "ทำไมเป็นรหัสเจ้านายล่ะคะ "

เจ้านาย "ไปดูใหม่ไป๊ รหัสนั้นเติมจุดข้างหลังหนึ่งจุด แสดงว่าของเธอ"

เรา "นี่ขนาดรหัส ยังจะต้องเปลี่ยนเลยเหรอคะ"

เซ็งเลย เลขนำโชค ยอดขายดี ๆ ถูกเปลี่ยน ซะแร้ว

พระเจ้าช่วย กล้วยทอด


รหัสเราถูกแยกเป็นสามรหัสลับ
เพื่อให้เถ้าแก่เนี้ยะคิดว่าได้ถูกแบ่งให้เซลล์สามคน

(เพื่อนเล่าว่า เถ้าแก่เนี้ยะจะสงสัย ถ้าไม่ยกยอดให้ใครใหม่)


เลยยืมรหัสเซลล์คนอื่นมาเติมจุด อีกสองศพ เอ๊ย อีกสองคน

กลายเป็นยอดขาย หนึ่งคน มีสามรหัส

เราต้องเป็นเซลล์รหัสลับเฉพาะ อยู่ไม่กี่เดือน
ก็เกิดเหตุการณ์ เรื่องราวมากมาย

รายละเอียดขอไม่เล่านะคะ

ถ้าในทางพุทธศาสนา เรียกว่า กรรมตามทัน หรืออะไรประมาณนี้แหละ
ซึ่ง เราเคยเห็นเหตุการณ์อย่างนี้หลายครั้ง
และเชื่อว่า คนเราทำอะไรไว้ จะได้รับผลนั้นแน่นอน






Create Date : 13 พฤษภาคม 2552
Last Update : 13 พฤษภาคม 2552 10:12:18 น.
Counter : 84 Pageviews.

11 comments
  
เล่าได้สนุกดีจัง
โดย: ริวคิ-mawin-maji-minic วันที่: 13 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:25:54 น.
  
สนุกมากๆค่ะ
โดย: 2fast2farious วันที่: 13 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:12:31 น.
  
เพิ่งเปิดเข้า blog ก็วันนี้ 555++ หลังจากไม่ได้เข้ามาซะนาน

อยากทำ blog สวยๆแบบนี้เป็นมั่งจัง แต่เอาไว้ก่อนดีกว่า
ตามอ่านกระทู้มันส์ฝ่าเยอะ เนอะ ^________^
โดย: มดแดง IP: 222.123.32.73 วันที่: 13 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:16:23 น.
  
ขอให้ร่ำรวย และสุขภาพดีแข็งแรงตลอดไปนะจ๊ะ
โดย: รวย รวย รวย IP: 212.24.147.228 วันที่: 15 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:02:33 น.
  
อาทิตย์ก่อนเพื่อนรักจอบจิ้งเหลน โทรมา
บอกว่ามีโครงการดีๆ มาหุ้นส่วนกันใหม่

เพื่อน "นี่ยัยเนื้อ คราวนี้ชั้นมีสินค้าใหม่ มาขายด้วยกันมา เป็นใบเกียง
ไม้สัก สวยมาก ๆ เลย เดี๋ยวชั้นส่งตัวอย่างไปให้แกหนึ่งอัน"

เรา "เหรอ สวยจริงเร้อ ถ้าสวย ๆ หนา ๆ ส่งมาโลด
ชั้นจะเอาไปให้ลูกค้ารายใหญ่ ๆ ดู"

เพื่อน "หนาหนึ่งเซนต์เลยแหละ เอาไปขายเป็นเกรดดีเลยนะ"

เรา "อืม ได้ ๆ ส่งมานะ จริง ๆ ถึงไม่มีตัวอย่าง ชั้นก็จะลองโทร
ถามลูกค้าก็ได้ว่าเค้าซื้ออยู่เท่าไหร่"

หลังจากวางสาย เราก็มาสนใจกระทู้เราต่อ นึกถึงเรื่องจอบจิ้งเหลน
แล้วก็เซ็ง เฮ้อ เก็บไว้ก่อนดีกว่า มีรมณ์เมื่อไหร่
ค่อยไปเสนอราคาดีกว่า
โดย: เนื้อคู่ประตูถัดไป วันที่: 18 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:55:46 น.
  
วันนี้นึกครึ้มใจยังไงไม่รู้ เราลองโทรไปหาลูกค้าเล่น ๆ

เรา "เฮียคะ ปกติซื้อใบเกียงเยอะไม๊คะ"

เฮีย "เยอะสิ มีกี่คันรถก็ซื้อ ของพวกนี้ ขายได้เรื่อย ๆ เรามีขายเหรอ"

เราตาเป็นประกายขึ้นมา ห๊า นี่เค้าซื้อกันเป็นคันรถเลยเหรอเนี่ย
ตอนเพื่อนบอกมา ยังไม่เชื่อนะเนี่ย

เรา "มีค่ะ ทางเหนือเป็นแหล่งไม้สักอยู่แล้วค่ะ เดี๋ยวตัวอย่างมาถึง หนู
จะเอาไปให้ดูนะคะ"

เฮีย "โอ๊ย ส่งแค่ตัวอย่างมาไม่พอหรอก ส่งของจริงมาสิบกระสอบ
ดูก่อนว่าสวยไม๊ ถ้าโอเคผ่าน สั่ง ร้อยกระสอบตามมาด่วนเลย
เฮียโดนลูกค้าบ่นน่ะ ว่าหลัง ๆ ใบเกียงมันบาง และแตกด้วย"

เรา "จริงเหรอคะ หนูกะจะเอาตัวอย่างไปให้ลูกค้าแถวนั้นดูด้วย"

เฮีย "เฮ้ย ไม่ต้องขายให้เจ้าอื่นนะ ถ้าขายให้เฮีย
ต้องขายให้เจ้าเดียวนะเดี๋ยวเจ้านั้นมาทำเสียราคาอีก
ราคาไม่เกี่ยง ถ้าดีจริงอย่างที่โม้นะ
ลูกค้าเค้ารับได้อยู่แล้ว เฮียจะได้อัพเกรดเป็นรุ่นอย่างดี อย่างหนา"

วางสายจากเฮียด้วยความดีใจ กรี๊สสส โทรไปรายงานเพื่อนดีกว่า

เรา "นี่ ชั้นขายได้แล้วนะยะ"

เพื่อน "ฮ๊า จริงดิ นี่ชั้นขายในเชียงใหม่ ราคาโคตรกดซะจนไม่มีกำไรเลย
เซ็งคอดอยู่เนี่ย"

เรา "เออ จะขายเท่าไหร่ว่ามา รายนี้ชอบต่อ เผื่อไว้ต่อหน่อยนะ
คำนวณดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวเหมือนจอบจิ้งเหลนอีก ฮ่วย"

เราบวกจากราคาที่เพื่อนตั้งให้อีกใบละ 25 สตางค์

โทรแจ้งลูกค้าก่อนดูว่าจะแพงไปไม๊


ลูกค้า "เฮียไม่ต่อละกัน ยังไม่เห็นของ ส่งมาดูก่อน ไม่ต้องกลัว ถ้าสวยดี
จะเพิ่มราคาให้ก็ได้"


เรารีบสั่งให้เพื่อนส่งด่วน และมาพิมพ์แสดงความดีใจไว้ในกระทู้นี้แหละ

มาอ่านด้วยนะเพื่อน คริคริ


(รายนี้ลูกค้าเก่าพวกเรา ตอนเราขายจอบกะบานพับค่ะ)
โดย: เนื้อคู่ประตูถัดไป วันที่: 18 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:56:17 น.
  
โอ ขอให้ประสบความสำเร็จนะคะ สู้ สู้ ซันไช่
เนี่ยเราอ่านเรื่องของคุณเนื้อคู่แล้วมีกำลังใจมาก ๆ เลยค่ะ
โดย: fullmind.bloggang IP: 58.8.15.155 วันที่: 4 มิถุนายน 2552 เวลา:16:36:46 น.
  
ขอบคุณค่ะ คุณ fullmind
โดย: เนื้อคู่ประตูถัดไป วันที่: 6 มิถุนายน 2552 เวลา:9:35:46 น.
  
สู้ๆๆน้าคร้า
โดย: .... IP: 117.47.47.184 วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:20:42:09 น.
  
แฟนคลับตัวจริงมาแว้ว
โดย: 555+ IP: 117.47.47.184 วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:20:43:24 น.
  
โอ้โห อ่านแล้วสุดยอดเลย ผมเงี้ยย เรื่องค้าขายล่ะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้
โดย: สักวันฉันจะอ้วนกลม วันที่: 28 กันยายน 2553 เวลา:7:57:41 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

เนื้อคู่ประตูถัดไป
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Friendship iz not a game 2 play, It iz not a word 2 say,
It doesnt start on March & ends on May, It iz tomorrow, yesterday, today & every day.
น้องเพนกี้
น้อง DoryKong 1
น้อง DoryKong 2
น้อง DoryKong 3
X
X
X
X
Friends Blog
[Add เนื้อคู่ประตูถัดไป's blog to your weblog]