Group Blog
 
 
กันยายน 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
25 กันยายน 2549
 
All Blogs
 

ฮานอยตอนที่ 1 : 48 ชั่วโมงก่อนถึงฮานอย



สารบัญเวียดนาม2006

ฮานอยตอนที่ 1 : 48 ชั่วโมงก่อนถึงฮานอย
ฮานอยตอนที่ 2 : มิตรภาพ น้ำใจจากคนลาวในเมืองที่วุ่นวาย
ฮานอยตอนที่ 3 : เดินเล่นชมทะเลสาปคืนดาบ เที่ยวย่านเมืองเก่าและหุ่นกระบอกน้ำ
ฮานอยตอนที่ 4 : สองเท้าตระเวนชมเมือง กับพวกคนที่น่ารำคาญ
ฮานอยตอนที่ 5 : วันสุดท้ายกับมิตรภาพจากเพื่อนใหม่
ฮานอยตอนที่ 6 : รถบัสนานาชาติ








ฮานอยตอนที่ 1 : 48 ชั่วโมงก่อนถึงฮานอย


ด้วยเงินที่จำกัดในการเดินทางว่าจะไปท่องประเทศเพื่อนบ้านที่ไหนกันแน่ระหว่างกัมพูชา และเวียดนาม เนื่องจากว่าประเทศกัมพูชาต้องมีวีซ่า ถึงแม้ว่าจะทำไม่ยุ่งยากประการใดก็ตาม ผมได้ตัดสินใจไปเวียตนามทางเหนือโดยผ่านประเทศลาว เพราะสามารถเข้าประเทศลาวได้ง่ายโดยไม่ต้องมีวีซ่า และอีกอย่างการเดินทางที่ค่อนข้างสะดวกกว่าเข้าประเทศกัมพูชาเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงตัดสินใจไปเที่ยวฮานอย ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ใช้เงิน 5,000 บาท ได้เที่ยวเวียงจันทน์ด้วย 1 วันระหว่างรอรถออกในตอนกลางคืนและเที่ยวในกรุงฮานอย 3 วัน และกลับมาแวะเวียงจันทน์อีก 2 ชั่วโมงเศษๆ เงิน 5,000 บาท กับการเที่ยว 2 ประเทศถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง อ้อ ก่อนออกเดินทางผมได้ซื้อเงิน USD ไป 8,467 บาท ได้ 227 USD อัตราซื้อ 37.3 บาทต่อ 1 USD. ส่วนเงินลาวแลกไป 200 บาท อัตรา 1 บาท 269 กีบ เงินด่องแลก 25 USD อัตรา 1 USD 16006 ด่อง คิดเป็น 1 บาทต่อ 429 ด่อง
ผมออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครด้วยรถทัวร์ของชาญทัวร์ในตอน 1 ทุ่มตรง ของวันที่ 12 กันยายน 2549 ที่หมอชิตใหม่ เนื่องจากรถออกค่อนข้างเร็วทำให้ไปถึงสถานีขนส่งของจังหวัดอุดรธานีในตอนตี 3 ซึ่งผมจะต้องรอรถออกไปกรุงเวียงจันทน์ในเวลา 8.00 น. เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงสถานีขนส่งเร็วเกินไปประกอบกับนอนบนรถไม่ค่อยหลับจึงต้องพยายามหาที่นอนบนเก้าอี้ในขนส่งนั้นแหล่ะ หลังจากลงรถทัวร์และเดินไปเดินมาห้องน้ำบ้าง พวกเด็กรถจะคอยถามตลอดเวลาจะไปไหน สามล้อไหม อยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญพอสมควร แต่ผมก็ไม่ตอบคำถามใดๆทั้งนั้น เพราะถ้ามาคอยตอบว่าจะไปไหนนี้คงนั่งตอบเป็นร้อยครั้ง เพราะฉะนั้นเลือกที่จะนิ่งเฉยใครจะว่าหยิ่งก็ช่างเหอะก็คนมันน่ารำคาญนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงสติไม่ดีอยู่แถวนั่นด้วย ใกล้ๆจะหกโมงเช้าหญิงคนนี้ตื่นขึ้นมา แล้วเจอผมเธอทำท่าทางตกตะลึง และพยายามจ้องมองผมตลอดเวลา และพยายามทำของหล่นบ้าง หรือทำทีเป็นจัดทรงผม ทำโน่นทำนี้เพื่อเรียกร้องให้ผมสนใจ ด้วยความรำคาญและรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไปหาหนังสือพิมพ์อ่านบนโต๊ะอ่านหนังสือพิมพ์ ทีนี้เธอกได้โอกาสล่ะสิมีเก้าอี้หลายตัวอยู่บนโต๊ะ เธอก็เลยมานั่งด้วยซะเลย ผมก็เลยทำทีอ่านหนังสือพิมพ์ไปไม่สนใจแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำ และหาข้าวต้มทานแถวๆนั้น



จนกระทั่งใกล้จะ 7 โมงเช้า เจ้าหน้าที่ขายตั๋วก็มาประจำการ ผมเลยซื้อตั๋วเป็นคนแรกและก็นั่งรอไปเรื่อยๆ ดูคนมาซื้อตั๋ว เพื่อรอเวลารถออก จนกระทั่งเวลา 8 โมงนิดๆรถเริ่มออกจาก บขส.อุดร




บนรถโดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวลาว คนไทยประมาณ 4-5 คน นอกนั้นมีทั้งคนเวียตนามและฝรั่งบ้าง เป็นที่น่าสังเกตว่าคนเวียดนามขนของไปฝั่งลาวเยอะมาก ซึ่งผมสังเกตเห็นคนเวียดนามนี้จนไปถึงด่านเวียดนามด้วยกัน เมื่อถึงด่าน ตม.ไทยแล้วก็ไปทำเรื่องออกเมืองตามปกติ ซึ่งหลายๆครั้งที่ผมเจอเจ้าหน้าที่ ตม.ขาออกนี้หน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตรเลย ชอบทำท่าทางขึงขังอย่างจะกินเนื้อกินเลือดซะให้ได้ประมาณนั้น ต่างกับเจ้าหน้าที่ ตม.ขาเข้าที่ค่อนข้างจะเจอแต่คนที่ยิ้มแย้ม เป็นมิตรกว่า ซึ่งพิธีการออกเมืองนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่ขอใบ ตม. 6 ซึ่งจะต้องทำการกรอกทุกครั้งที่ออกจากนอกราชอาณาจักร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะฉีกใบขาเข้าและเย็บติดกับพาสปอร์ต เอาไว้ยื่นเวลาขาเข้า ซึ่งตอนที่เย็บติดนี้ เจ้าหน้าที่ ตม.ก็เย็บแบบส่งเดช ไม่คิดถึงพาสปอร์ตเราเลย อยากจะเย็บจะสแตมป์ที่ไหนก็สักแต่จะทำส่งเดชไป แต่ก็เอาเหอะไม่ใช่ธุระที่จะไปต่อล่อต่อเถียงด้วย ผ่านพิธีการขาออกเสร็จแล้วก็ไปขึ้นรถประจำทางที่จอดรถอยู่ตรงด่านนั้นเอง รถประขำทางวิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ซึ่งลาวเรียกว่า ขัวมิดตะพาบ ลาว –ไท



เมื่อมาถึงด่านรถประจำทางได้เปลี่ยนเลนวิ่งจากซ้ายมือมาเป็นขวามือทางกฎจราจรของลาวที่ยึดถือตามแบบฝรั่งเศส ส่วนทางไทยก็ยึดถือเอาแบบอย่างอังกฤษ เมื่อมาถึงด่านทุกคนก็ต้องไปทำเรื่องเข้าเมืองลาว โดยตอนอยู่บนรถเด็กรถได้แจกใบ ตม.ของลาวตั้งแต่อยู่บนรถประจำทางแล้ว ซึ่งเอกสารแผ่นนี้จะแจกให้เฉพาะชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนลาว เด็กรถทำท่าจะไม่แจกให้ผม จนผมต้องแย่งจากมือเอา แหมมันคงคิดว่าผมกลับบ้านล่ะสิ เมื่อลงจากรถแล้วก่อนอื่นเลยผมได้แลกเงินเป็นเงินกีบไว้ใช้สอยก่อนเลย 200 บาท ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยน คือ 1 บาท เท่ากับ 269 กีบ เป็น 53,800 กีบ แต่เขาให้ผมมา 53,000 กีบ เมื่อได้เงินมาแล้วผมก็ไปทำเรื่องเข้าเมืองเลย ซึ่งช่องที่แบ่งเป็นหนังสือเดินทางลาว บัตรผ่านแดนไทย หนังสือเดินทางต่างชาตินั้นพอเอาเข้าจริงก็มั่วหมด เมื่อถึงคิวของผมค่อนข้างเสียเวลานานเนื่องจากเจ้าหน้าที่ บันทึกข้อมูลครั้งก่อนผิดพลาดทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแก้ไขข้อมูลในคอมพิวเตอร์อยู่หลายนาที พอเสร็จแล้วก็ไปจ่ายเงินค่าเข้าเมือง 10 บาทและไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เพื่อเข้าไปเมืองเวียงจันทน์ รถประจำทางถึงเวียงจันทน์ตอน 4 โมงเศษๆ พร้อมกับสารถีทั้งหลายที่มารอเรียกลูกค้า แต่ว่าผมได้ฝ่าฝูงชนสารถีเหล่านั้นออกไป เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับสถานที่มาแล้ว และผมก็เดินไปที่โรงแรมไซยสมบูน เพื่อไปติดต่อตั๋วรถไปเวียดนาม ระหว่างทางที่เดินไปมีเด็กผู้หญิง มาขอเงิน 1,000 กีบ แต่ผมไม่ได้สนใจหรอก เพราะไม่อยากส่งเสริมคนลาวเป็นขอทาน เหมือนอย่างเขมร



พอไปถึงโรงแรมไซยสมบูนแล้ว ก็เห็นว่าข้างโรงแรมเป็นเอเจนซี่ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับโรงแรม แต่ใช้ชื่อว่าดาลี่การท่องเที่ยว เท่าที่สังเกตดูเจ้าของเป็นคนเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันธุรกิจต่างๆในเวียงจันทน์อยู่ในมือของคนเวียดนามแทบทั้งนั้น พอแค่เปิดประตูเข้าไปแค่นั้น ผมกลับกลายเป็นดาวเด่นทันทีเพราะพนักงานในร้านราวๆ เกือบ 10 คน สนใจหยุดนิ่งเพราะมองมาที่ผมหมด เล่นเอาเขินอยู่ซักพัก แล้วก็บอกว่าผมมาซื้อตั๋วไปเวียดนามครับ โทรมาจองไว้ตั้งแต่วันจันทน์ ทุกคนก็พูดดี แต่ไม่มีใครบอกผมซักคำเลยว่า ใครจะจัดการให้ผมล่ะนี้ ผมเลยถามไปว่าซื้อกับใครครับ และแล้วเจ้าหน้าที่สาวก็บอกว่า ซื้อกับข่อยนี้แหล่ะ เพราะเราคุยกันตั้งแต่ตอนผมโทรมาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็กรอกตั๋วให้ พร้อมกับที่ผมจ่ายไป 20 ดอลล่าร์ เนื่องจากข้อมูลที่อ่านมาเขาบอกว่า 25 ดอลล่าร์ ผมก็ว่าเอ่อมันก็ถูกแล้วนะ คิดว่ามันเป็นราคามาตรฐาน ตอนซื้อกลับมาจากเวียดนามผมได้ 16 ดอลล่าร์ ถามคนญี่ปุ่นดันได้ถูกกว่าผมอีกตั้ง 3 ดอลล่าร์ แต่ในขณะนั้นผมก็ยังเข้าใจว่ามันเป็นรถ วี ไอ พี ปรับอากาศอย่างดี เจ้าหน้าที่ให้ตั๋วผมมาพร้อมกับบอกวาฝากของไว้ที่นี้ก่อนก็ได้ พร้อมกับมารับตอน 5 โมงเย็น เพื่อรอรถออกตอน 5 โมงครึ่ง เจ้าหน้าที่หนุ่มในออฟฟิสถามผมว่า ไปเที่ยวหรือไปทำงาน ผมตอบว่าไปเที่ยวแล้วเขาก็ถามกลับว่า พูดภาษาเวียดนามได้เหรอ ผมก็บอกว่าพูดไม่ได้และคิดว่าไม่ใช่อุปสรรค เหมือนกับเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นคิดอยู่ในใจว่าตายแน่มึงถูกโกงสุดๆแน่ประมาณนั้น เพราะเรื่องโกงๆของคนเวียดนามนี้ใครๆเขารู้กันดี หลังจากได้ตั๋วเรียบร้อยแล้ว ด้วยความหิวก็เลยสั่งเฝอเนื้อมารับประทานที่ร้านข้างๆบริษัทท่องเที่ยวนั้นแหล่ะ ในราคาสิบพันกีบซึ่งเป็นราคามาตรฐาน ร้านนี้ที่นั่งเยอะและคนก็เยอะด้วย



เมื่อท้องอิ่มแล้วยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมง เพราะขณะนั้นเวลาแค่ 5 โมงเช้าเองดังนั้นก็เลยไปเที่ยวชมหอพระแก้วก่อน เป็นอันดับแรกซึ่งหอพระแก้วนี้ผมพลาดผมตอนที่มาเที่ยวเวียงจันทน์ครั้งแรก



ซึ่งหอพระแก้วนี้ก็คือที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตก่อนที่ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจะอันเชิญไปไว้ที่กรุงธนบุรีและกรุงเทพมนครตามลำดับ หอพระแก้วนี้ดูจากสภาพอาคารแล้วเห็นว่าเป็นอาคารที่ยังไม่ได้รับการบูรณะเลยซักครั้ง เพราะฉะนั้นจึงดูขลังๆดี ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บพระพุทธรูปโบราณจำนวนมา ส่วนภายนอกก็มีพระพุทธรูปรายล้อม พร้อมกับมีใบเสมาธรรมจักร เก็บไว้ด้วย







จนกระทั่งเวลาพักเที่ยงเจ้าหน้าที่บอกว่าจะปิดแล้ว ผมก็เป็นงงพร้อมกับบอกว่าปิดหมดเลยทั้งสถานที่ไม่ใช่ปิดแค่ตัวหอพระ แล้วทุกคนต้องออกไป ผมล่ะกะว่าจะฆ่าเวลานั่งรับลมเย็นๆที่นี้ซักหน่อย เลยต้องออกไปหาที่สิงสถิตย์ ตอนเข้ามาก็ถามแล้วนะว่าปิดเที่ยงเหรอ เพราะอ่านจากป้ายเขาเขียนว่า xx.00 – 12.00 และ 13.00-16.00 แต่ลุงคนที่เฝ้าซุ้มบอกว่าปิด 4 โมงเย็นโน้นทำเอาเสียแผนหมด เรื่องของเรื่องก็คือว่าผมน่ะง่วงนอนมาก เพราะนั่งรถมาทั้งคืนยังไม่ได้นอนเต็มอิ่มเลย เพราะรถทัวร์สายอุดรจอดบ่อยทำให้นอนหลับไม่ต่อเนื่อง แล้วยิ่งมาถึงเร็วทำให้นอนไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องตะลอนต่อไป ก็เลยไปนั่งเล่นริมโขงซะหน่อย ระหว่างนั้นเห็นรถเข็นผลไม้เลยซื้อมะม่วง ซึ่งถามคนขายว่ามะม่วงมันหรือมะม่วงเปรี้ยว คนขายบอกว่าพอกิน แต่พอซื้อมาแล้วกินๆไปๆรู้สึกว่ามันเปรี้ยวเลยกินไม่หมดเลย ผมนั่งเล่นตรงสวนแถวๆหน้าหอคำ



ซึ่งผมเดินไปไหนก็มีแต่คนจ้องตลอดสงสัยเขาจะดูออกว่าเราเป็นคนต่างชาติ ซึ่งจริงๆมันก็ดูไม่ยากหรอก เพราะการแต่งกายคนไทยก็มักจะแต่งดีกว่า คนลาวยังไม่ค่อยแฟชั่นเท่าใดนัก จะเห็นมีบ้างก็สาวลาววัยรุ่นตอนั่งรถมาจากอุดรด้วยกันนั้นแหล่ะ เธอเป็นประเภทสาววัยรุ่นสมัยแต่งตัวดี เหมอนวัยรุ่นใน กทม.เลย แต่เวลาพูดเธอไม่พูดลาวนะ เธอพูดภาษาไทยเวลาโทรศัพท์คุยกับเพื่อน และอยู่บนรถ แต่เธอถือพาสปอร์ตลาว ดูแล้วน่าหมั่นใส้พอๆกับพวกคนไทยที่พยายามพูดไทยคำอังกฤษคำประมาณนั้น ผมก็นั่งไปเรื่อยๆไม่สนใจใคร แต่รอบๆแถวๆนั้นผมกับถูกจดจ้องจากสายตาของนักเรียนลาวที่นั่งเล่นอยู่บริเวณนั้น จนซักพักใกล้ๆบ่ายโมงผมเดินต่อไปที่วัดศรีสะเกษ ผมไม่กล้ามาก่อนเวลา เพราะคิดว่าต้องปิดเที่ยงแน่นอนเลย เมื่อมาถึงก็จ่ายค่าเข้าชม 5,000 กีบเท่ากับหอพระแก้ว












ภายในอุโบสถลมพัดโชยมาเย็นฉ่ำดีาก เลยนั่งนานๆหน่อย ตัวโบสถ์ก็เหมือนกับหอพระแก้วที่ยังไม่มีการบูรณะใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงสามารถเห็นศิลปดั้งเดิมได้อย่างชัดเจน รายรอบตัวโบสถ์ก็ประดับด้วยพระพุทธรูป และฝนั่งยังเจาะเป็นช่องเล็กๆไว้ใส่พระพุทธรูปเล็กทั่วทั้งโบสถ์อีกด้วย ผมพยายามฆ่าเวลาไปเรื่อยโดยการชมสถานที่สำคัญๆซึ่งมีอยู่ไม่มากเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นการเที่ยวเวียงจันทน์ในวันเดียวนี้ก็ทั่วแล้ว ผมเดินต่อไปยังประตูไซ ซึ่งเคยมาก่อนแล้ว



และผมก็ตีตั๋วสามพันกีบเช่นเดิมขึ้นไปนั่งรับวิวเย็นๆที่ชั้นบน ซึ่งตอนบ่ายแก่ๆนั้นแดดก็ยังร้อนอยู่ความเย็นช่วยได้ไม่มากเท่าใดนัก แรกๆยังไม่มีใครนอกจากผมคนเดียว ต่อมามีคนลาว และชาวต่างชาติขึ้นมากันเยอะ โดยเฉพาะวัยรุ่นลาวมากันเป็นกลุ่มๆ ผมลงจากประตูไซ แล้วก็เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆจนเจอวัดแห่งหนึ่ง เลยไปนั่งหลบร้อนฆ่าเวลาก่อน เพราะยังเหลือเวลาอีกเยอะจนกระทั่งใกล้ๆ 4 เย็นผได้ซื้อน้ำดื่มกักตุนไว้ สำหรับตอนเดินทางด้วยความหิว ผมได้เข้าไปยังตลาดเช้า เพื่อหาของกินๆอร่อยๆ แต่ปรากฏว่าเวลาใกล้ๆ 4 โมงเย็นนั้นไม่มีอาหารขายแล้วแม้แต่ร้านเดียว ผมหอบท้องหาของกินไม่เจอแม้แต่ร้านเดียวเลยตัดสินใจออกมาหาของกินด้านนอก ก็ปรากฏว่าร้านอาหารเลิกขายกันแล้ว โดยเฉพาะร้านเฝอ ผมตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆใกล้ๆกับบริเวณน้ำพุ เจอร้านอาหารร้านหนึ่ง น่ากินดีมีหลายเมนูด้วย เลยสั่งบะหมี่ผัดขี้เมา เด็กร้านพยายามถามว่าใส่เนื้ออะไร ผมก็พยายามฟังตั้งนานว่าเธอพูดว่าอะไร ที่แท้เธอก็พูดว่า ซิ้กเก้น อ๋อ จะพูดว่า ชิกเก้นที่แปลว่าไก่นั่นเอง แหมบอกว่าไก่ซะตั้งแต่ตอนแรกก็จบแล้ว แต่ตอนนั้นผมก็ลืมตัวตอบเธอไปว่า อืม ชิกเก้น อิอิ กินเสร็จก็จ่ายไป สิบพันกีบ ก็ไม่เลวนักอาหารอร่อยดีหรือว่าด้วยความหิวจัดหรือเปล่าวรู้แต่ว่าเกลี้ยงจานเชียว ตอนนั้นเป็นเวลา 4 โมงครึ่งแล้ว ด้วยความที่เป็นคนเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้าเสมอ ผมจึงไปรับกระเป๋าและรอขึ้นรถแต่เนิ่น พอไปถึงที่เอเจนซี่ท่องเที่ยว ก็เห็นทั้งร้านกำลังซีเรียสกันอยู่ เพราะเจ้าของกำลังดุลูกน้องอย่งซีเรียสทำให้ไม่มีใครละความสนใจมาที่ผมเหมือนตอนเช้า ผมเดินอ้อมไปหยิบกระเป๋าแล้วมานั่งรอที่หน้าร้านฆ่าเวลา จนกระทั่งทุกคนเลิกงานไปหมด และเวลาก็คล้อยมาถึง 5 โมงครึ่งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีรถไปฮานอยแต่ประการใด ผมก็คิดในใจว่า เออ มันก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้งแหล่ะ ไม่เห็นจะมีการตรงต่อเวลาหรอก ซักพักใกล้ๆจะ 6 โมงเย็นก็มีรถตู้มาจอด ผมก็คิดในใจต้องเป็นคันนี้แน่นอนเลย แต่ปรากฏว่าไม่ใช่อีก ผมก็เริ่มจะหวั่นไหวว่าจะโดนหลอกให้เสียเงินหรือเปล่านี้ เหมือนกะจะรู้ใจ คนในโรงแรมให้ลุงคนที่ขับรถตู้เมื่อซักครู่นั่นมาบอกผมว่าเดี๋ยวจะมีรถตู้อีกคันนะมารับไปขึ้นรถอีกที่หนึ่ง และแล้วก็ได้แต่รอ รอ รอ จนกระทั่งเกือบ 1 ทุ่มก็มีคนขับรถคล้ายๆรถตู้อย่างใหม่สวย แอร์เย็นสบายมารับผม แต่ก่อนจะพาออกไปนี้ก็ไม่รู้คุยอะไรกันอย่างเสียเวลา แล้วคนขับรถก็พาผมออกไป เลยได้คุยกันนิดหน่อย เขาเป็นคนเวียดนามที่มาอยู่ลาวทำธุรกิจที่นี้ เขาพาผมวนไปที่ย่านใจกลางเมืองเพื่อรับชาวเกาหลี 3 คน ชาย 2 คน หญิง 1 คน และก็คุยอะไรกันอีกก็ไม่รู้อยู่นานเสียเวลา แล้วก็พาวนไปรับสาวอเมริกัน 2 คน แล้วหนุ่มญี่ปุ่นอีก 2 คน ช่วงนี้คนขับก็คุยนานอีกตามเคยจน กระทั่งสาวเมกันซึ่งต่อมความอดทนน้อยก็บ่นด่าคนขับแบบหยาบๆกับเพื่อนสาวเมกันด้วยกัน ภายในรถชาวต่างชาติทั้งหลายก็คุยกันอย่างคล่องแคล่วหนุ่มญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งพูดภาษาอังกฤษเก่งมากก็คุยกับสาวเมกันอย่างหนุกหนาน แต่ผมนั่งฟังอย่างเดียวไม่รู้สึกอยากจะคุยกับใครเลย กว่าคนขับรถจะพาไปส่งขึ้นรถได้ก็เสียเวลากับการพูดคุยและโทรศัพท์ เพราะต้องไปรับคนอื่นๆอีกจนกระทั่งไปถึงสถานีตอนเกือบ 1 ทุ่มครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่รถจะออกพอดี รวมเวลาผมรอขึ้นรถจาก บ่าย 4 โมง ครึ่ง จนถึงรถออก 1 ทุ่มครึ่งนั้น 4 ชั่วโมงพอดี เมื่อรถมาจอดส่งหน้ารถบัสที่จะไปฮานอย พอเห็นสภาพรถแค่นั้นแหล่ะ ผมอยากจะเปลี่ยนใจกลับบ้านทันทีที่เห็นรถนั่นเลย สภาพรถแย่พอๆกับรถชั้นสามสีส้มบ้านเราเลย แถมที่นั่งแคบกว่าเป็นรถเกาหลี ท้ายๆของรถเป็นที่เก็บของที่ชาวเวียดนามขนกลับมากองพะเนินใหญ่โต คนขับเปิดเพลงลูกทุ่งเวียดนาม ฟังดูแล้วโหยหวนน่ากลัวชะมัด นึกว่าจะเป็นรถวีไอพีปรับอากาศ ตอนนั้นอยู่สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกคิดอยู่ในใจว่าจะลงดีไหมวะ แต่นึกไปนึกมาพวกคนต่างชาติอื่นๆเขาก็ไม่มีสภาพต่างจากเราหรอก ก็ทนๆไปก่อน แถมร้อนก็ร้อนด้วย รถเริ่มออกจากสถานี แต่วิ่งไปได้ประมาณ 3 กิโลเมตรก็ต้องจอดแถมจอดนานมากๆ จนน่าเบื่อ ตอนแรกไม่รู้สาเหตุ แต่พอเห็นคนเวียดนามแห่กันมาเป็นพรวนนี้รู้เลยว่ารอคนพวกนี้อยู่ เสียความรู้สึกจริงๆ แต่นึกๆก็ยังไงรอก็ไปติดด่านอยู่ดีไม่เห็นต้องรีบมากหรอก พอคนครบ รถก็ออกไป แต่ไปได้อีกไม่ใกล้อีกเช่นกัน ไม่กี่สิบกิโล รถเขาก็พากันจอดทานข้าวซึ่งผมกินมาแล้วไม่หิว ดังนั้นจึงไม่ยอมลงจากรถนอกจากไปเปลี่ยนกางเกงเป็นขาสั้นเพราะบนรถมันร้อนมากๆ เมื่อตอนขึ้นรถนี้แหล่ะมีหนุ่มเวียดนามมาขอนั่งด้วยทั้งๆที่ตอนแรกผมนั่งคนเดียว พร้อมกับมีน้องคนหนึ่งมาเพิ่มบนรถอีกซึ่งน้องคนนี้ภายหลังได้ช่วยเหลือผมเป็นอย่างมาก ทีนี้มาพูดถึงหนุ่มเวียดนามคนนี้ก่อน หลังจากที่รถออกแล้ว เขาก็พยายามจะหาที่นอน ซึ่งมันเป็นไปได้ยากที่จะนอนตรงที่นั่งที่แคบๆบนรถเหล่านั้น ทีนี้ไอ้หนุ่มก็เอาขามาพาดหัวเข่าผมเลย เอาเท้าเหยียบที่หน้าต่างไว้เฉย ไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่นิดเดียว กลับกลายเป็นผมอีกที่เกรงใจไม่กล้าบอก ตอนนั้นมันก็ง่วงๆผมก็เลยพยายามจะนอนและมันก็ไม่ค่อยหลับ บ้างทีไอ้หนุ่มคนนี้ยกเท้ามาเสมอระดับหน้าผมอยู่บ่อยๆจนทนไม่ไหวแล้ว เลยเอามือปัดหนีเลย เกิดมาก็เห็นมีคนเชื้อชาตินี้แหล่ะที่ไม่มีความเกรงใจอย่างที่เขาว่ามาจริงๆผมต้องทนนังรถบัสนรก พร้อมกับไอ้นรกคนนี้ จนกระทั่งตีสาม รถได้วิ่งมาถึงเมืองหลักซาวของลาว รถได้จอดนอนรอด่านเปิดจน



กระทั่ง 6 โมงเช้าทุกคนรับประทานอาหารตรงร้านที่จอดรถนั่นแหล่ะ แต่ผมไม่ทานอะไรเพราะกินไม่ลง อากาศตอนนั้นหนาวเย็นมากๆรู้สึกคิดผิดที่เปลี่ยนมาใส่ขาสั้น แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวก็กลับมาร้อน ผมคิดอย่างนั้น ด้วยบรรยายกาศแห่งขุนเขาทำให้อากาศแถวนั้นเย็นๆสบายๆ ภูเขาสูงลักษณะแบบคริฟท์(ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือเปล่า) ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับอ่าวฮาลอง หรือผานกเค้าที่ภูกระดึงนั้น ทำให้ได้กลิ่นอายบรรยายกาศแบบเวียดนามเข้ามาทุกที



พอทานอาหารเช้ากันเสร็จสรรพรถได้วิ่งมาถึงด่าน้ำพาวของลาว รถหลายคันรอด่านเปิดอยู่ที่หน้าด่าน



ส่วนคนก็ลงไปทำเรื่องออกเมืองของลาว ผมได้ถามคนขับรถว่าจะต้องทำยังไงคนขับชาวลาวก็อธิบายให้ฟังอย่างดี แกพยายามจะพูดไทยกับผม แต่ก็ไม่สามารถ อิอิ ทั้งๆที่ผมก็พูดลาวกับแก แต่จะว่าไปภาษาญี่ปุ่นแกก็พูดได้ด้วยแหล่ะครับ ผมไม่รอช้าเตรียมพาสปอร์ตกับกระเป๋าสตางค์พร้อมกล้องลงไปด้วย



เมื่อเอาตัวเข้ามาอาคารสำนักงานขาออกแล้วก็พบว่าคนอ้อกันแน่นเชียว ส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนาม ไม่มีการจัดลำดับแถวเลยแม้แต่ประการใด ดูแล้วค่อนข้างมั่ว ช่องทำงานของเจ้าหน้าที่แบ่งเป็น 3 ช่องคือ ช่องพาสปอร์ตเวียดนาม ช่องพาสปอร์ตไทย-ลาว ช่องพาสปอร์ต ชาวต่างชาติ แต่พอถึงเวลาไม่รู้ใครเป็นใครปะปนมั่วหมด เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่คนเดียว ภายหลังมีมาเพิ่มอีกคนหนึ่ง พาสปอร์ตก็กองกันไปแล้วแต่ใครจะวางกองไหน คนเดินทางก็เยอะ ชาวเกาหลีมาเป็นกลุ่มใหญ่ ทุกอย่างในนั่นสับสนวุ่นวายเอาการ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เริ่มเร่งสปีดกองพาสปอร์ตเวียดนามและเกาหลี จากนั้นคนจึงเริ่มเบาบางลง ผมถึงได้รับพาสปอร์ตคืนกลับมา อย่างเสียเวลาเอาการ สงสารแต่ชาวต่างชาติที่มารถคันเดียวกันไม่มีใครบอกว่าอะไรยังไง ก็ได้แต่เอ๋อๆกันไป ผมได้พาสปอร์ตแล้วก็ไม่รอช้า รีบเดินไปที่ด่านเกาเจียว ของเวียดนามเลย เพราะรู้ว่าต้องไปมั่วอยู่ฝั่งนั่นอีกเป็นแน่ ด่านเวียดนามห่างจากด่านลาวราวๆ 700 เมตรวีธีการไปก็คือการเดินไปเรื่อยๆ อากาศดีเย็นสบายๆ แถมยังมีลำธารข้างถนนอีก ได้บรรยากาศดีแท้ พอถึงด่านเวียดนามแล้วกลับพบว่าคนไม่แน่นเท่าไหร่ แต่มาถึงแล้วเป็นงง ซึ่งลักษณะแบบนี้ไม่ได้มีผมเป็นคนเดียว สังเกตเห็นหนุ่มญี่ปุ่นก็เอ๋อพอๆกัน



ตอนผมมาถึงด่านเวียดนาม ตามธรรมเนียมปฏิบัติต้องมีการกรอกใบเข้าเมืองก่อน ผมคิดตามสามัญสำนึก แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่เห็นสาวเมกันคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนอยู่เลยไปถามเธอว่าเอามาจากไหน เธอก็ชี้ไปที่เจ้าหน้าที่เวียดนามคนหนึ่ง แบบไม่มี Service mind เลย อิอิ ผมเดินไปหาเจ้าหน้าที่คนนั้น ยังไม่ทันจะเอ่อปาก แกขอดูพาสปอร์ตพร้อมกับขอเงิน 2000 ด่อง ด้วยภาษาอังกฤษที่ฟังยากๆ ผมงง อยู่เล็กน้อยจึงรู้ว่าแกจะเอาเงินเลยบอกไปว่าเอากีบแทนได้ไหมยังไม่ได้แลกเงิน แกบอกได้ทันที เพราะ 2,000 แพงกว่า 2,000 ด่อง เสร็จแล้วก็เอามานั่งกรอกซึ่งเป็นแบบกรอกเข้าเมืองที่ดูงงๆ แล้วก็กรอกยาก อ่านก็ยากอีกตะหาก แต่จริงๆพอกรอกไปก็ไม่คิดว่าใครจะมาอ่านหรอก ผมก็กรอกมั่วๆไปหลายจุด เสร็จแล้วก็มายื่นเจ้าหน้าเวียดนาม แกก็รับไปและก็รอยู่ ซักพักน้องคนที่ขึ้นรถมาช้าที่สุดของเมื่อคืนนี้เข้ามา ผมเลยบอกน้องเขาว่าไปเอาฟอร์มมาเขียนก่อน ซึ่งจริงๆคนลาวไม่ต้องเขียน น้องเห็นผมพูดลาวเลยบอกว่าอ้าวคนลาวเหรอ แต่หน้าตาทำไมอินเตอร์ อิอิผมบอกเปลาวพี่คนไทย แต่ยังไม่ทันได้คุยกันมาก ต่างคนก็ต่างยุ่งกับธุระของตน ซักพักเจ้าหน้าที่เวียดนามเรียกชื่อผม แล้วพูด หงินงึกหงำเหงือก อะไรซักอย่างนี้แหล่ะ ผมก็งงเป็นไก่ตาแตกน่ะสิ ด้วยสัญชาตญาณปากเลยบอก “ฮะ” แกก็พูดออกมาแบบเดิม เออ แล้วจะรู้เรื่องไหมเนี้ย เผอิญหนุ่มสาวเวียดนามข้างๆเขาเลยบอกว่า One Dallar อ๋อ ก็แค่เนี้ย แล้วทำไมมันไม่บอกเป็นภาษาอังกฤษวะ กลัวดอกพิกุลจะร่วงหรือไงได้แต่คิดในใจ ผมขอบคุณคนที่ช่วยบอกแล้วก็เดินออกไปจนจะใกล้ทางออกแล้วก็งงว่าเอ๊ะมันเสร็จแล้วเหรอนี้ หันไปถามสามเมกันคนเดิมหล่อนก็บอกว่า I don’t know แหม จะพึ่งอะไรหล่อนได้บ้างนี้ ผมเลยหันไปหาเจ้าหน้าที่เวียดนาม แกก็ยื่นมือเอาใบกรอกเข้าเมือง แล้วก็ดึงใบหน้าไว้ เหลือแต่ใบสำเนาสีเหลืองให้ติดไว้กับพาสปอร์ต ซึ่งถ้าทำหายแล้วมันจะยุ่ง และแล้วก็เป็นอันเสร็จ แล้วสาวเมกันก็ทำตามผม โดยที่ผมสังเกตเห็นว่าเธอมากันสองคน แต่อีกคนหนึ่งช้ากว่า ไม่เห็นเธอจะช่วยเหลืออะไรกันเลย คนทีทำเรื่องเสร็จแล้วก็จะออกมานั่งอกันที่หน้าด่านฝั่งเวียดนามเพื่อรอรถ แล้วน้องหนุ่มคนนั้นออกมาล้วเดินมาหาผมเราเลยได้คุยกัน ผมสังเกตเห็นน้องเขาพูดได้ทั้งเวียดนามและลาว เลยถามว่าน้องเป็นคนเวียดนามที่มาอยู่ลาวเหรอ แต่น้องเขาบอกว่าไม่ใช่น้องเขาเป็นคนลาว ผมก็สงสัยว่าเขาไปทำอะไรที่นั่น น้องเขาก็เลยเลาให้ฟังว่าไปเรียนที่เวียดนาม ซึ่งผมก็เพิ่งจะรู้ว่าลาวกับเวียดนามเขาให้ความร่วมมือทางการศึกษากันดีมาก เวียดนามให้ลาวและเขมรมาเรียนที่ฮานอยทั้งแบบให้ทุนและมาแบบทุนส่วนตัว แถมยกหอพักให้พักทั้งหอเลยทีเดียว นองคนนี้แกเพิ่งเรียนภาษาจบได้ปีหนึ่งพอดีแล้ว กำลังจะไปรายงานตัวเพื่อเปิดเรียนเป็นนักศึกษาวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิติศาสตร์ ที่ฮานอย ลาวเรียนมัธยมแค่ 5 ปี น้องเขาเรียนภาษาอีก 1 ปีทำให้ไม่เสียเวลาเลย มหาวิทยาลัยนิติศาสตร์หรือที่น้องเขาบอกว่ามหาวิทยาลัยกฏหมายนั้นมีวิทยาลัยแยกย่อยอีก เช่น วิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นต้น ดูเหมือนเขาจะจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยทางสายสังคมศาสตร์ไว้ด้วยกัน เราได้คุยทำความรู้จักกันมากพอมควร เพราะต้องรอรถคนผานพิธีการตรวจคนเข้าเมืองหมดแล้ว แต่รถยังไม่มาเพราะต้องรอหลายคิว เจ้าหน้าที่เวียดนามเช็คของเข้าเมืองละเอียดมาก เพราะเขากลัวยาบ้าทะลักเข้ามา เมื่อรถมาถึงคิวตรวจแล้วทุกคนต้องไปยกของสัมภาระของตนเองทั้งหมดลงไปสแกน เหมือนในสนามบิน จากนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้น แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรถไม่ออกซะทีเสียเวลามาก็มากแล้วตอนนี้ผมก็ขอย้ายมานั่งกับน้องนักศึกษาลาว เพราะคุยกันรู้เรื่องเข้าใจกว่า ดีกว่านั่งกับคนเวียดนาม หนุ่มญีปุ่น 2 คนก็ย้ายที่นั่งเหมือนกัน แต่โดนเจ้เวียดนามไล่ เพราะไปนั่งทันที่เขา สองหนุมย้ายไปอีกที่หนึ่ง แต่ไม่วายโดนชายเวียดนามไล่หนีแบบไม่เกรงใจ ทำเอาสองหนุ่มหน้ามุ่ยด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่รถจะออกเห็นคนขับรถพูดภาษาญี่ปุนกับคนญี่ปุ่นแล้วรู้สึกทึ่งแกจริงๆ เพราะได้ทั้ง ลาว ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น อังกฤษด้วยหรือเปล่าอันนี้ไม่เห็น



รถกว่าจะออกจากด่านก็เกือบ 4 โมงเช้าสองสาวเมกันย้ายไปขึ้นรถที่จะไปเว้ ส่วนสองหนุ่มสาวชาวนิวซีแลนด์ไม่รู้มาจากไหนก็โดนเปลี่ยนมานั่งรถคันเดียวกัน รถออกมาจากด่านซึ่งตามถนนหนทางเป็นภูเขาคดเคี้ยว จนลงพื้นราบ ถึงเมืองหนึ่งรถต้องเข้าไปตรวจอะไรอีกไม่รู้ไม่นานเท่าไหร่ แล้วก็วิ่งต่อจนกระทั่งมีผู้โดยสารลง พร้อมกับการสินค้าที่ไปรับมาจากลาว ซึ่งคิดว่าเป็นสินค้าไทยมาอีกทอดหนึ่ง แต่ของก็ยังเต็มรถอยู่ดี สภาพขณะนั้นเริ่มวิถีชีวิตคนเวียดนามแล้ว ที่จะไปไหนมาไหนด้วยจักรยาน ภูเขาสลับทุ่งนา



ชาวบ้านตากหญ้าไว้ริมถนน บางถนนนี้เล่นตากคลุมหมดถนนเลย บ้านคนเวียดนามที่เป็นตึกปูนมักจจะมียอดแหลมที่หลังคา ตามริมห้วยก็จะมีชาวบ้านทำการประมงด้วยเรือแบบเวียดนามพร้อมกับสวมหมวกแบบชาวนาของเวียดนาม เห็นแล้วมันเข้ากันได้ดีจริงๆกับเรือ ขับรถไปเรื่อยๆจะพบด่านเก็บเงินเป็นระยะๆตามรายทาง เด็กรถต้องคอยตะโกนด่าคนที่ขับจักรยานหรือมอเตอร์ไซต์ข้างถนน เพราะเขาไม่ค่อยระวังกัน รถบัสก็ขับซิ่งหน้าดู บีบแตรก็บ่อยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเวียดนาม พูดไปก็ไม่รู้ว่าจะบีบทำไมนักหนา บีบไปมันก็ไม่หลบอยู่ดี ซึ่งเป็นลักษณะนี้ไปเรื่อยๆจนถึงฮานอย หลังจากรถได้เลี้ยวเข้าถนนสายหลักที่จะมุ่งหน้าไปยังกรุงฮานอยนั้น รถได้จอแวะรับประทานอาหารร้านที่อยู่ใกล้ๆทางแยก ซึ่งผมคิดว่าเขาคงฮั้วกันกับทางร้าน เพราะรถมาจอดแต่ที่นี้ทั้งนั้นร้านนี้เลยดูคึกคัก ตลอดทั้งวันทั้งคืน ระหว่างทางไปฮานอยก็จะเห็นวิถีชีวิตของผู้คนไปเรื่อยๆ



พร้อมกับภูเขาตั้งชันซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา ช่างเข้ากันได้ดีจริงๆกับผู้คนและสถาปัตยกรรม ภูเขาจำนวนมากถูกระเบิดเอามาทำปูนซีเมนต์ เมืองสำคัญที่วิ่งผ่านเช่น เมืองวิง (Vinh) ตังหัว (Thanh hoa) เป็นต้น ผู้โดยสารทะยอยลงเป็นระยะๆ พวกมอเตอร์ไซต์รับจ้างนี้สตาร์ตเครื่องรอเลยเมื่อเห็นรถบัสมา และก็ขับตามเพื่อแย่งลูกค้า จนรถบัสจะเฉี่ยวเอา พร้อมกับเสียงตะโกนด่าของเด็กรถ















ก่อนหน้าจะถึงฮานอยนั้น รถเกิดอย่างเสียเลยเสียเวลาเปลี่ยนบางไปประมาณ 20 นาที ทุกคนเลยได้ลงมายืดเส้นยืดสายกันริมรางรถไฟ ซึ่งติดกับถนนคนเริ่มลงจนรถเบาบาง ระหว่างนั้นก็มีคนเวียดนามที่ไปอยู่ลาวมาสามปี แต่ยังไม่ค่อยได้ภาษาลาวมากนักมาคุยกับน้องนักศึกษาลาว ดูแกเป็นคนเวียดนามที่ไม่ขี้โกง ตอนนั้นผมกังวลว่าตัวเองยังไม่ได้แลกเงินีแต่ดอลล่าร์ในมือและก็ไม่มีแบ็งค์ย่อยด้วย ผมก็กังวลว่าจะใช้เงินยังไง กลัวจ่ายแบ็งค์ใหญ่แล้วมันไม่ทอนจะทำไง พยายามจะถามแลกทั้งกับน้องนักศึกษาลาวและพี่เวียด แต่แกไม่มี ทุกคนมีแต่ดอลล่าร์ในมือ แกลงก่อนที่พวกเราจะถึงฮานอยไม่นานนัก แกยังฝากบอกว่าให้ไปแลกที่ร้านทองนะเขาจะได้ไม่โกง แถมยังให้เราระวังเรื่องๆโกงๆของคนเวียดนามด้วย ด้วยนั้นผมไม่รู้ว่ารถจะจอดที่ไหนในฮานอย ตามข้อมูลบอกว่าจอดหน้าสถานทูตลาว แต่เอาเข้าจริงจอดที่สถานีซึ่งอยู่ชานเมือง ก่อนที่รถจะวิ่งเข้าสู่สถานีไม่กี่กิโล มีพวกพนักงานโรงแรมขึ้นมาแนะนำโรงแรมกับคนต่างชาติบนรถ โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มญี่ปุ่นและฝรั่ง เผอิญผมไม่ได้อยู่กลุ่มนั้นเลยไม่โดนตื้อด้วย ซักพักรถได้วิ่งเข้าสู่สถานีเวลาประมาณ 1 ทุ่มเศษๆ รวมระยะเวลาการเดินทางก็ 24 ชั่วโมงเต็มๆ
(ต่อตอนที่ 2)


ตอนต่อไป




 

Create Date : 25 กันยายน 2549
5 comments
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2554 4:37:36 น.
Counter : 1078 Pageviews.

 

กำลังจะไปฮานอยศุกร์นี้แล้วค่ะไป 6 วัน กะว่าไปซื้อทัวร์ที่โน่น
ช่วยแนะนำที่เที่ยวที่เป็นไปได้ในเวลา 6 วันให้หน่อยได้ป่าวคะ

 

โดย: rainwindy (rainwindy ) 4 ตุลาคม 2549 18:37:22 น.  

 

6 วันก็เที่ยวในฮานอย ผมว่าวันที่ 1-2 เที่ยวฮานอย วันที่ 3-4 ไปฮาลองเบย์วันที่ 5-6 ก็เที่ยวในฮานอยอีกครั้งหนึ่ง หรือจะเป็นวันที่ 1-2 เที่ยวฮานอย วันที่ 3-5 ไปซาปากลับว่าฮานอยในวันที่ 5แล้ว วันที่ 6 ก็เที่ยวฮานอยอีกวันหนึ่งแล้วกลับเมืองไทย ดีไหมครับ

 

โดย: Louisson 5 ตุลาคม 2549 17:40:40 น.  

 

พรุ่งนี้จาไปแย้ว เลยเข้ามาเก็บข้อมูลหน่อยค่ะ...ตอนแรกนึกว่า ไอ้พวก เว้ ดานัง ฮอยอัน มันใกล้กัน กะฟาดเรียบ ปรากฏว่ามันไกลกัน ทริปนี้เลยคงได้อยู่แต่ฮานอย ว่าแต่ว่า ทำไมเวลาทัวร์จัดมันไปได้ครบก็ไม่ยู้ แต่พอดีเพื่อนที่นั่นบอกว่ามันไกลกันและทางไม่ดี มันเสียเวลาเดินทางมาก เลยคิดว่า ตะลุยฮานอยอย่างเดียวค่า

ขอบคุณค่า

 

โดย: rainwindy (rainwindy ) 5 ตุลาคม 2549 19:09:14 น.  

 

อยากไปแบบนี้เหมือนกันคะ กะไว้ว่าปีหน้าจะไป เดียวใกล้ๆ ไปแล้วจะมาเก็บข้อมูลอีกทีคะ

เพื่อนที่เรียนโท มีหลายคนจบมาจาก มข. ตอนป.ตรีคะ และ บ้านอยู่ที่ ขอนแก่น กับ หนองคาย โดยเฉพาะ คนที่อยู่หนองคายเนี่ยที่บ้านมีโรงแรมเล็ก ๆ ก่อนข้ามไปฝั่งโน้นด้วยคะ

 

โดย: kero (Miss.KERO ) 7 ธันวาคม 2549 21:30:08 น.  

 

แต่ไปแบบนี้ก็ต้องอึดพอสมควรนะครับ อิอิ เพราะนั่งรถนานมาก และคาดหวังอะไรไม่ได้ กับการเดินทาง แต่ก็มีฝรั่งหนุ่มสามมาเที่ยวกันเป็นคู่ๆแบบนี้เยอะพอสมวรเลยครับ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเห็นบ่นเท่าไหร่นะ ยกเว้นสาวเมกัน

 

โดย: Louisson 9 ธันวาคม 2549 18:09:50 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Louisson
Location :
Uppsala Sweden

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"ชีวิตคือการเดินทาง จุดหมายปลายทางคือพระนิพพาน"
   

VISITOR COUNTER

Friends' blogs
[Add Louisson's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.