มันติดมาจากในโรง#2....."ไชยา" กับหนังดองอีก 3 เรื่อง "เจสัน" "ซิมป์สัน" และ "ผลพวงของหมอศัลยฯ"
ไชยา ฝันเดียวกัน จุดมุ่งหมายหนึ่งเดียว หากทว่าแต่ละหนทางที่ไปถึง.....ช่างเจ็บปวด "ไชยา" (อ่านความเป็นมาของศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ได้ที่เวบ มวยไทยไชยา ครับ) เป็นหนังที่เมื่อดูจากการประชาสัมพันธ์ อาจจะทำให้นึกถึงหนังแอ๊คชั่นโชว์ศิลปะการต่อสู้ของสยามประเทศ เช่น องค์บาก ต้มยำกุ้ง หรือ คนไฟบิน ซึ่งตัวแนวหนังจริงๆ แล้ว ไม่ใกล้เคียงกับหนังแอ๊คชั่นทั้ง 3 เรื่องที่กล่าวมาแต่อย่างใด... ตอนผมเป็นเด็ก เคยนั่งดูมวยกับพ่อ(แม้จะไม่เต็มใจดู) เคยนึกสงสัยว่าทำไมคนดูมวยข้างสนามที่อยู่ในจอทีวีถึงได้เชียร์กันบ้าเลือดขนาดนั้น(ขนาดที่แฟนผีแฟนปืนแฟนหงษ์ต้องชิดซ้าย ถ้ามาเจอทีมเชียร์มวยไทยในเวทีราชดำเนิน!) ด้วยอายุ ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น คงไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้วว่า ทำไมเขาถึงได้เชียร์มวยกันเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น...............แล้วนักมวยที่กุมหัวใจผีพนัน อุ๊บ! มะช่าย.....ที่กุมหัวใจคนเชียร์ล่ะ พวกเขาเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร?..... เมืองไทยเราก็แปลกนะ ต่อต้านการสร้างคาสิโน ต่อต้านการเล่นไพ่ป๊อกเด้งกันในสลัม(เห็นตำรวจชอบตามจับจัง) แต่พอเป็นบ่อนในเวทีมวย(หรือแม้กระทั่งสนามไก่ชน) กลับพากันอ้างว่าเป็นการเล่นกันสนุกๆ อ้างว่าเป็นกีฬาก็มี......(รู้น่า....ว่าคนหนุนหลังในนั้นมานหย่ายยยย) ถึงกระนั้น มีใครเคยรู้สึกเห็นใจ คนที่กุมเงินกุมทองผีพนันเหล่านั้นบ้างไหมว่า พวกเขาจะรู้สึกเช่นไร ..... หากพวกเขาต้องขึ้นชกด้วยความอ่อนเพลีย(จากการโหมขึ้นชกหลายแมตช์ หรือปัญหาสุขภาพก็ตามแต่)แล้วกลับถูกเชิญลงจากเวทีด้วยข้อหา "ชกไม่สมศักดิ์ศรี" ผีพนันเหล่านั้น ก็พร้อมจะรุมประณามต่อว่า โดยอาจลืมไปแล้วว่าเขาคือบุคคลผู้ซึ่งรักษาศิลปะการต่อสู้ของคนไทย ไม่ใช่"สัตว์" ที่ทำเงินเข้ากระเป๋าแบบมักง่ายให้กับพวกมัน(เข้าใจว่าอาจมีแฟนมวยตัวจริงที่ไม่ยุ่งเรื่องการพนันอยู่บ้าง แต่จากประสบการณ์ที่เคยไปยืนดูมวยในสนามจริงๆ ขอฟันธงว่าแฟนมวยตัวจริงมีน้อยมากกกกกกกกกกกกกกกกก) และก็น่าแปลกมาก ที่กลับไม่เคยมีใครหยิบยกเรื่องพวกนี้มาพูดถึงเป็นจริงเป็นจังเสียที(แม้กระทั่งข่าวทีวี หรือหนังสือพิมพ์......อย่าว่ากระนั้นเลยหนังสือกีฬามวยบางเล่ม ก็ดูคล้ายโพยหวยดีๆ นี่เอง) และ "ไชยา" หนังไทยที่โชว์ Thai Martial Art เรื่องล่าสุด ก็นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการเดินเรื่องเสียด้วย.... ผมจะไม่เล่าเรื่องย่อใดๆ ให้ทราบนะครับ เพราะการไม่ทราบอะไรก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด(หนังมีการหักมุมเล็กๆ ตอนจบ....ซึ่งผมไม่ค่อยชอบเท่าใดนัก) หรือหากอยากทราบพล็อตแบบคร่าวๆ ก็เรียนเชิญไปอ่านกัน ที่นี่ หลังจากที่ดูจนจบ นี่คือหนัง "ดราม่า" ที่เจือความ "แอ๊คชั่น" ลงไป ไม่ได้เน้นโชว์ฉาก "มวยไทยไชยา" จนเกินงามอย่างที่คาดไว้ตั้งแต่ต้น ตัวหนังเน้นไปที่เรื่องของความฝันของเด็กหนุ่ม 3 คน ที่ทุกคนคาดหวังให้วิชามวยไทยไชยาที่พวกเขาเคารพรักไปถึงฝั่งฝัน นั่นคือ "เวทีราชดำเนิน" .......หากทว่า....กว่าพวกเขาจะไปถึง "เวทีราชดำเนิน" มันต้องแลกกับสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงว่า.........มันจะเป็นไปได้ขนาดนั้น แต่ถึงอย่างไร ในท้ายที่สุด มันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาล้มเลิกศรัทธาต่อสิ่งที่เขาเคารพรัก หากแต่จะนำสิ่งนั้นให้ไปถึงที่สุด....ที่ราชดำเนิน.....ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม สิ่งที่ติดมาจากในโรง หาก "เดอะเลตเตอร์ จดหมายรัก" คือหนังรักที่พยายามยัดเยียดฉากดราม่าบีบน้ำตาเข้ามาเยอะๆ เพื่อให้คนดูรู้สึกซึ้งให้ได้สักฉากสองฉากก็ยังดี"ไชยา" เป็นหนังที่ใส่ฉากดราม่าบีบน้ำตาเข้ามาไม่มากเท่าเรื่องนั้น แต่กลับโดนทุกฉาก ทุกตอน อย่างไม่จำเป็นต้อง บีบอารมณ์กันให้ตายไปข้าง ตัวหนังอาจมีอารมณ์โดดเด้ง จนเกินปกติไปบ้างในบางช่วง แต่ประเด็นเกี่ยวกับมิตรภาพ ความผูกพันของลูกผู้ชาย หนังเรื่องนี้ทำได้ถึงครับ ซึ่งบทหนังที่เขียนโดยคุณ ก้องเกียรติ โขมสิริ ผู้กำกับ ก็ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี มีลูกล่อลูกชนจังหวะจะโคนเพื่อชวนให้ติดตาม อาจมีบางตอนที่รวบรัดไปบ้าง หรือเป็นที่คาดเดากันได้ แต่โดยรวมนี่คือหนังที่มีความดีงามหลายประการ จนสมควรที่จะสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะไคลแมกซ์สำคัญในช่วงสุดท้ายของหนัง ที่เป็นบทสรุปเส้นทางฝันของพวกเขาทั้ง 3 คน ก็เข้าขั้น "จี๊ด" กว่าหนังไทยหลายๆ เรื่องที่ออกฉายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้เลยทีเดียว.... สำหรับคนบางพวก ที่เชียร์หนังไทยจนไม่ลืมหูไม่ลืมตา หรือหลงใหลคนทำหนังไทยศักดินาชนชั้นสูงจนเกินกว่าเหตุ ก็สามารถเชียร์หนังเรื่อง "ไชยา" ได้ อย่างไม่ต้องกลัวคำครหาใดๆ ส่วนคนทั่วไป โดยเฉพาะเพื่อนๆ ชาว Bloggang ทั้งหลาย...."ไชยา" อาจไม่ใช่หนัง ที่ดีที่สุดในโลก<- - - โปรดสังเกต ใช้คำว่า "หนัง" เฉยๆ...... แต่มันยังเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่คุณ "ต้องดู" ในโรงกันนะครับ หนับหนุน หนับหนุน "หนังดีๆ" กันเน้อพี่น้อง ปล.หนังจบแล้ว โปรดดูต่ออีกสักนิดระหว่าง End Credit นะครับ หนังยังมีการหักมุม(?)แอบส่งท้ายก่อนออกจากโรงให้ดูด้วย.....(ซึ่งผมไม่ค่อยชอบตรงนี้เท่าไหร่ หึๆ) อยากสปอยล์ใจจะขาด ว่ามันไปเหมือนหนังเอเชียเรื่องหนึ่ง หุๆBourne Ultimatum Extreme Way ของ Moby อยากฟังก็กด Play โลด! มุกเดิม.........ของเจสัน แต่คราวนี้ขอแถม "สิทธิ์ในการทวงแค้น" ไม่ต้องอ้อมค้อม ขอเริ่มเลย.... สิ่งที่ติดมาจากในโรง ก่อนไปดู Bourne ตอนสุดท้ายนี้ ค่อนข้างคาดหวังกับมันพอสมควร เพราะอีตา พอล กรีนกราส ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังกับหนังเขาเลยสักเรื่อง(จริงๆ ไม่ได้โม้) แต่ดีใจจัง ที่สุดท้ายแล้ว พอล กรีนกราส ก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไป(ไม่ใช่เทพ) ที่ยังทำอะไรไม่เพอร์เฟ็คเป็นกะเค้าบ้าง และสิ่งที่ไม่เพอร์เฟ็คที่สุดในบรรดาหนังของเขาก็คือ Bourne Ultimatum นี่เอง.......ทำไมไม่ "เพอร์เฟ็ค" ? ขออธิบาย ดังนี้...... โดยส่วนตัวมองว่าภาคนี้ คือการย่ำอยู่กับที่ต่อจากภาคที่ 2 ไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเท่าที่ควร ด้วยฝีมืออย่างพอล กรีนกราส เขาน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่เขากลับเล่นมุกเดิมๆ ที่เคยใช้ในภาคที่สองที่เขากำกับเกือบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมุมมองด้านภาพที่ฉวัดเฉวียน ที่คราวนี้ทำหนักขึ้นกว่าเดิม(แต่อันนี้น่ะผมชอบ) มุกการไล่ล่าพระเอกเพื่อจัดการปิดบัญชีพ่อพระเอกให้สิ้นซาก(อันนี้พอเข้าใจ แต่เริ่มเบื่อละ) และการที่พระเอกเราตามไปเอาคืนถึงในที่ทำงาน (ภาคสองก็อย่างเงี้ย! อันนี้ไม่เข้าใจว่าจะให้ซ้ำไปทำม้ายยยย) หนำซ้ำบางฉากแอ๊คชั่นในช่วงต้นๆ เรื่อง ตัวหนัง Bourne Ultimatum ก็พยายามบิวท์ให้ระทึกจนเกินกว่าเหตุ (ผมไม่ชอบอะไรที่บิวท์มากๆ จนเรารู้สึกได้อ่ะครับ ขอบิวท์แบบเนียนๆ ได้ป่ะ) และสิ่งที่น่าสงสัยอย่างมาก ก็คือบทของน้องชายของอดีตแฟนเก่า(มาเรีย) คุณพอล กรีนกราสคร้าบ คุณไม่ต้องใส่บทนี้เข้ามาก็ได้..... (ถึงแม้ในภาค Identity จะมีการกล่าวถึงตัวละครน้องชายตัวนี้คร่าวๆ ก็ตาม) เพราะมันไม่มีผลคืบหน้าเท่าไหร่ต่อตัวหนังเลยคร้าบพี่คร้าบ...... ตัดทิ้งไปเลยก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก เพราะผมรู้แล้วว่า นายเจสัน มันรู้สึกผิดแค่ไหนกับการตายไปของมาเรีย เสียดายบทนี้ของDaniel Brühl(Goodbye Lenin! ) ที่โผล่มาเล่นไม่กี่นาทีเอง แล้วก็ไม่ได้เรียกคะแนนสงสารอะไรเพิ่มเติมแต่อย่างใดด้วย.....แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าผมจะไม่สนุกกับภาคนี้นะครับ ผมยังสนุก และลุ้นระทึกในช่วงครึ่งหลังของหนังมาก..... แต่ก็อย่างที่บอกไป พอล กรีนกราส น่าจะทำได้ดีกว่านี้ แค่นี้ยังน้อยไป สำหรับคนที่ชอบหนังของพอล กรีนกราสมาทุกเรื่องน้าครับ...... The Simpsons Movie แน่จริง......ก็หาครอบครัวตัวเหลือง The Simpson ให้ครบเซ่...... ผมได้มีโอกาสดูซีรี่ส์ ครอบครัวตัวเหลือง ปี 2 (หามาได้ปีเดียวเองหง่ะ)ในรูปแบบแผ่นดีวีดีแม่สายก่อนหนังเข้าโรงไม่กี่สัปดาห์ (ต้องขอขอบคุณนายSun ที่ให้ยืมแผ่นมาดูด้วยเน้อ) หลังดูจบอย่างรวดเร็ว..... ผมเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อซีรี่ส์ชุดนี้ในแทบจะทันที เพราะจำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ ช่องเจ็ดสี เคยนำซีรี่ส์นี้มาฉายแล้วผมพบว่าตัวการ์ตูนมันไม่น่ารัก เรื่องราวก็ไม่สนุก ไม่ขำ.....(ตอนนั้นผมยังเยาว์วัยนัก หึๆ) แต่เมื่อได้กลับมาดูในช่วงอายุนี้ กลับทำให้ผมพบว่ามันเป็นซีรี่ส์ที่เสียดสีอเมริกาได้ดีและถึง มาก และจากในซีซั่น 2 ที่ผมได้ดูแล้วประทับใจก็คือตอน " Itchy and Scratchy and Marge" เป็นตอนที่คุณแม่"มาร์จ" แห่งครอบครัวSimpson ที่พยายามประท้วงต่อต้านการ์ตูน The Itchy and Scratchy Show ที่ดูเผินๆ เหมือนTom & Jerry หากแต่มันกลับเต็มไปด้วยเลือดสาด เป็นการ์ตูนแมวจับหนู ที่แมวโดนหนูเอาคืนอย่างสยดสยอง(ในเวอร์ชั่นหนังใหญ่การ์ตูนเรื่องนี้ก็โผล่มาให้เราดูตั้งแต่นาทีแรกของหนังนั่นไงล่ะครับ.....) และคุณแม่ก็ทนไม่ได้ที่ลูกๆ ของเธอจะติดการ์ตูนชุดนี้จนงอมแงม(ในหนังเด็กๆ แค่ดูเฉยๆ แต่ไม่ได้ทำตามแต่อย่างใด เพราะเด็กๆ รู้ดีว่ามันไม่ดี....หุๆ) ด้วยเหตุนี้ เธอจึงรวมพลคุณพ่อคุณแม่ในสปริงฟิลล์ ไปประท้วงแบนการ์ตูนเรื่องนี้จนเป็นข่าวใหญ่โต..... The Itchy and Scratchy Show การ์ตูนเลือดสาดที่เด็กๆ บ้านซิมป์สันหลงรัก!?ต่อมาการ์ตูนเรื่องนี้ก็โดนพิจารณา และนำมาออกอากาศใหม่โดยไม่มีฉากโหดใดๆ อีกเลย... ซึ่งดูเหมือนเรื่องมันจะจบแค่นั้น แต่ทว่ามันไม่ใช่..... เมื่อคนอื่นเห็นว่า "มาร์จ" สามารถประท้วงให้การ์ตูนเรื่องนี้ไม่มีความรุนแรงได้ พวกเขาก็เริ่มที่จะออกมาประท้วงอะไรที่ค่อนข้างไร้สาระ ที่คิดกันเอาเองว่าไม่เหมาะสมกับสังคม(หรือในทางเดียวกันไม่เหมาะสำหรับตัวพวกเขาเองเท่านั้น) ซึ่งนั่นทำให้ "มาร์จ" ตระหนักว่า "เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรทุกอย่างได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตย่อมเป็นไปตามครรลองของมัน..." และนั่นก็ทำให้เธอกลับมานั่งดูการ์ตูนสุดโหดนี้อีกครั้ง ก่อนจะพบว่า ถึงแม้มันจะโหดรุนแรงราดเลือด....แต่มันก็ตลกคลายเครียดได้เป็นอย่างดี หากเธอจับจุดสำคัญได้ว่า ตัวหนังหรือการ์ตูนเรื่องหนึ่งๆ ต้องการนำเสนออะไรจริงๆ เธอคงไม่ต้องวิ่งเต้นไปประท้วงอย่างเป็นบ้าเป็นหลังซะขนาดนั้น.... แค่ตอนนี้ตอนเดียวของซีรี่ส์ ผมก็เทใจรัก The Simpson ไปแล้วครับ อยากจะหาซีซั่นอื่นๆ มาดูบ้างเหมือนกัน แต่ก็หาแบบของแท้ยากเหลือเกิน ยิ่งแม่สายก็ยิ่งยาก.... เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ หากวันแรกที่ฉบับเดอะมูฟวี่เข้าฉาย ผมจะวิ่งแจ้นไปดูในโรงทันที.... สิ่งที่ติดมาจากในโรง อันที่จริงถ้าติดตามซีรี่ส์มาก่อน คุณจะสนุกกับหนังเรื่องนี้หลายเท่า แต่จากที่วัดโดยส่วนตัว(ที่ตามดูเพียงซีซั่นเดียว) นั้นพบว่า ถึงไม่เคยดูมาก่อน The Simpsons Movie นั้นเป็นหนังที่ตลก กัดเจ็บ และดูสนุกมาก....ไม่มีเบื่อตลอดช่วงเวลาที่หนังฉายเลยทีเดียว หนังเปิดเรื่องโดยมุขสุดยอด ซึ่งตอนแรกผมนึกด่าโรงฉาย ที่ทำไมเปิดจอซะwide เกินระบบภาพของหนังที่ฉาย พอดูมาดูไป จ๊ากกกกกกก ! เป็นมุขกัดคนดูที่เจ็บมาก อย่างฮา......(ฮาจริงๆ นะ) และหลังจากนั้นก็มีอีกสารพัดมุขตลกที่ประเดประดังกันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นมุขล้อหนัง ล้อการเมือง ล้อซีแล็บ หรือแม้กระทั่งล้อซีรี่ส์ The Simpson เอง.........มากมายเกินที่จะบอกกล่าวตรงนี้จริงๆ และในฉบับหนัง ก็มียังมีฉากชวนจี๊ดซึ้งๆ อย่างคาดไม่ถึงเสียด้วย(ซึ่งตรงนี้ ผมถือว่าทำได้ดีมากครับ....มันโดนมากสำหรับคนเคยถูกทิ้ง หุๆ)ถือเป็นหนังที่ดูคลายเครียดได้เป็นอย่างดี และก็มีแง่คิดดีๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสถาบันครอบครัว ซึ่งคุณจะเข้าใจประเด็นที่แอบแฝงนี้ได้ก็ต่อเมื่อคุณไม่ใช่พวกคนในกระทรวงวัฒนธรรม(ขอรวมเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังฯเข้าไปด้วยอีกกลุ่ม- - -นี่มันเครือข่ายจัดตั้งชัดๆ!)....ที่อายุก็มิใช่น้อยๆ แต่กลับอ่อนต่อโลกอย่างน่าสมเพช!....... .200 Pounds Beauty เธอคือ "ผลพวงของหมอศัลยฯ" ที่อยากเอาใจ(?) "สันดานของผู้ชาย" ก่อนไปดูเรื่องนี้ ได้ยินคำร่ำลือ ถึงความตลกปนซึ้ง ที่เขาว่ากันว่าเทียบเท่า My Sassy Girl ได้สบายๆ บวกกับเสียงเพลง Maria ที่ตัวนางเอก คิม อาห์ - จุง ร้องเองด้วยนั้น ก็ยิ่งเรียกคะแนนหน้าหนังนำลิ่วไปถึงไหนต่อไหนแล้ว....200 Pounds Beauty เล่าเรื่องเกี่ยวกับ(อ่านได้นะ.....) ฮันน่า (หรือฮันนะซัง ก็ตามแต่) ที่หุ่นกลมป๊อกตามแบบฉบับสาวเจ้าเนื้อ เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่มีความมั่นใจใดๆ ในรูปร่างหน้าตาตนเองเลย ยกเว้นก็แต่เสียงอันทรงพลังและไพเราะของเธอเท่านั้น ที่สามารถสะกดใจคนฟังไปได้ทั่วทั้งHall แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่พอเพียงที่จะไปมัดใจชายหนุ่มที่เธอแอบหลงรักหนำซ้ำเขาคนนั้นก็แทบไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอที่หวังเพียงแค่หลอกใช้มากกว่าจะคบหาสนิทสนมกัน.... เธอจึงหันหน้าไปพึ่งมีดหมอเพื่อให้ชำแหละสิ่งที่เธอคิดว่าน่าเกลียดออกไป จนออกมาสวยเช้งกะเด๊ะ และพร้อมที่จะกลับไปเผชิญหน้าชายหนุ่มที่เธอหลงรักจนแทบบ้าอีกครั้ง....โดยที่เขายังไม่รู้ว่าเธอเคยเป็น"ผู้หญิงของเขา"มาก่อน....... 200 Pounds Beauty ไม่ใช่หนังประเภท "ความงามนั้นดูที่จิตใจ" แต่มันคือหนังที่สร้างมาเพื่อเอาใจสาวเกาหลีที่นิยมทำศัลยกรรมโดยเฉพาะ ซึ่งหากมองเผินๆ เราคงคิดว่ามันเป็นหนังเสียดสีค่านิยมความงามแปลกปลอมของสาวเกาหลี แต่เอาเข้าจริงๆ นี่คือหนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อ "ปลอบประโลม" ผู้หญิงเกาหลีเหล่านั้นต่างหากสิ่งที่ติดมาจากในโรง ไม่ว่าใครก็ตาม กรุณาอย่านำเรื่องนี้ไปเทียบเคียงกับ My Sassy Girl อีกนะ หึๆ เพราะเอาเข้าจริงๆ 200 Pounds Beauty เป็นหนังที่ดูสนุกขบขันและซาบซึ้งดี แต่ถ้าจะให้เทียบชั้นกับต้นแบบอย่าง My Sassy Girl เห็นท่าจะยาก....เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น... ถึงแม้หนังทั้ง 2 เรื่องที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกันจะมีโครงเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้วก็จริง แต่เมื่อหากมองดูอารมณ์ของหนังก็ช่างคล้ายกันเหลือเกิน ในการแบ่งธีมอารมณ์ออกเป็น 2 ธีมอย่างชัดเจนเหมือนกัน นั่นคือช่วงครึ่งแรก - หนังเน้นไปที่ความตลกขบขันซะมากกว่า- - -Comedy นำลิ่วช่วงครึ่งหลัง - หนังเริ่มเอนเอียงไปด้านเรื่องรักๆ ซึ้งๆ- - - -Romance สูงปรี๊ดดด ซึ่งมองเฉพาะตรงนี้ ก็นับได้ว่า 200 Pounds Beauty กับ My Sassy Girl มีการนำเสนอที่คล้ายคลึงกัน(แต่ถึงกระนั้นก็อย่าลืมว่าหนังโรแมนติก+คอมเมดี้ของเกาหลีมักมีวิธีเล่าเรื่องอย่างนี้กันอยู่แล้ว) ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันเฉพาะตรงนี้ 200 Pounds Beauty ยังด้อยกว่าในแง่ความซาบซึ้ง....ที่หนังไม่สามารถทำให้เราเชื่อได้ถึงความรักของคนทั้งคู่ ได้อย่างที่ควรจะเป็น(ส่วนในแง่คอมเมดี้ ถือว่าสูสีกันครับ อันนี้ต้องยกเครดิตให้คิม อาห์ จุง น้องนางเอกล้วนๆ หุๆ) ผลจึงทำให้ในช่วงท้ายๆ ของหนัง ที่เน้นเรื่องโรมานซ์กันสุดๆ + เรื่องรันทดของผู้หญิงที่ผ่านการศัลยกรรมมา ....มันเลยไม่ค่อยอิน ไม่ค่อยเก๊ท ไม่กินใจซะเท่าไหร่(แต่กินป๊อปคอร์นหมดไปนานละ.....ขำ ) แต่ถึงกระนั้น หนังเรื่องนี้ก็มีสิ่งที่น่าชื่นชมและน่าจับตามองมากๆ นั่นก็คือ คิม อาห์ จุง นางเอกของเรื่องนั่นเอง ทันทีที่เห็นเธอปรากฏตัว(หลังผ่าตัด) เธอทำให้ผมนึกถึงฉ่อน จี ฮยอน แทบจะทันทีทันใด(หรือจวน จี ฮุน นั่นแหล่ะ)คิม อาห์ จุง ไม่ใช่คนที่สวยบาดใจหรอกครับ แต่วิธีการแสดงของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สายตา การพูด การเดิน ฯลฯ แทบจะทุกอย่างที่ตัวเธอได้สื่อออกมา มันบ่งบอกว่า.......เธอคือนักแสดงตัวจริง ......... (หากเห็นแค่ภาพนิ่งคงไม่รู้สึกอะไร ต้องดูในหนังเอาเองนะครับ บรรยายไม่ถูกจริงๆ)เธอในยามหุ่นกลมปุ๊ก - - - อากัปกิริยาต่างๆ เธอก็เล่นได้ซะเหมือนคนเจ้าเนื้อมากๆ จนพาลให้เราลืมเมคอัพแบบเฟคๆ ไปได้ชั่วขณะเธอในยามหุ่นSliming - - - ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการที่เล่นเป็นคนหุ่นสวย แต่ยังต้องมีอากัปกิริยาเหมือนคนอ้วน.....ซึ่งเธอก็ทำให้เราเชื่อกับการเล่นบทนี้ของเธอได้อย่างไร้ข้อกังขา....(หากลำเอียงชมมากไปหน่อยก็ขออภัย เหอะๆ)ซึ่งถ้าหากให้ "ฮันนะซัง"มาแทน"ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี๊ยม" เห็นทีคงจะไม่ได้.... แต่ถ้าให้ คิม อาห์ จุง มาแทน จวน จี ฮุน (หรือฉ่อน จี ฮยอนนั่นแหล่ะ)ผมว่ายังมีลุ้นกว่าเยอะครับ.... ***สนใจฟังเพลงMaria ที่ร้องโดยว่าที่จวน จี ฮุนคนใหม่ คิม อาห์ จุง คลิกฟังที่นี่ครับ ง่า จบซะที เขียนคราวนี้ เท่าที่ลองอ่านเองดู ค่อนข้างปากจัดนิดนึงนะครับบล็อกนี้(ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรของมัน)...... ลาละครับ ขอกำลังใจ เป็นคนละ 1 Comment นะครับ ขอบพระคุณที่ตามอ่านจนจบครับ พบกันเร็ว ๆนี้ กับการรีวิว ดีวีดีสุดพิเศษ 2 เรื่องล่าสุด Mr. & Mrs.Smith (Unrated) คู่รักสมิธ ที่นำมาตัดใหม่เล่าใหม่โดยผู้กำกับเจ้าเก่า Doug Liman The Killing Fields (Digital Remaster) หนังออสการ์ในตำนาน ที่ผลิตในรูปแบบดีวีดีลิขสิทธิ์เป็นครั้งแรกของเมืองไทย!รายงานข่าวด่วน(แต่อาจไม่สำคัญหรอก....) เตรียมตัวเก็บตังค์ไว้นะเพื่อนเอ๊ย.....เพราะดีวีดีเรื่องข้างล่างนี้ กำหนดการณ์วางแผงวันที่ 6 กันยายนนี้จ้า ส่วนประเด็นสำคัญก็คือ สายข่าวแจ้งมาว่าแผ่นดีวีดีนี้จะเป็นเวอร์ชั่น Pen - EK 's CUT ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ฉายในโรงบ้านเรานะจ๊ะ จะอย่างไรก็ตาม โปรดรอดูเหตุการณ์ต่อไป ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่ จบรายงานข่าวเรื่องไม่เป็นเรื่องจ้า ***อัพเดทเฉพาะกิจ ด่วนมากกกกกกกกกกก*** จากที่เคยรายงาน เรื่อง พลอย Pen - EK 's Cut ไป วันนี้ได้รับรายงานจากเวบไทยดีวีดีว่า วางแผงตั้งแต่วันที่ 5 แล้วนะจ๊ะ เพื่อนเอ๋ยยยยยย ส่วนจะเป็นเวอร์ชั่น Pen - EK 's Cut หรือไม่? ขออนุญาตดึงรูปจากเวปไทยดีวีดีมาให้ชมกัน....... ฉากนี้ถ้าดูในโรงคงจำกันได้ ว่าเป็นเอกได้ประชดกองเซ็นเซอร์ ด้วยการใส่เครื่องหมายกาชาด อุ๊บ!! ไม่ใช่ เครื่องหมายกากบาทน่ะ สีแดงแปร๊ดด ทับลงไป แต่ในดีวีดี ไม่มีเครื่องหมายนี้จ้า ส่วนรูปนี้ ผมไม่แน่ใจนะ ว่าในโรงผมเห็นหรือไม่เห็น คลับคล้ายคลับว่าเห็นนะครับ แต่อาจเห็นไม่หมดก็ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะลองซื้อมาดูก่อนแล้วกัน แล้วค่อยมารายงานอีกทีนะครับ..... สนใจรายละเอียดสามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่นี่ครับ มีคนที่ได้ซื้อมา รายงานให้ฟังกันบ้างแล้ว......อิอิ มิน่าทำไมออกก่อนกำหนดเหมือนหลบๆ ซ่อนๆ ยังไงชอบกล
Create Date : 01 กันยายน 2550
Last Update : 7 กันยายน 2550 1:22:36 น.
54 comments
Counter : 3477 Pageviews.
โดย: BloodyMonday and The Life in Mono IP: 124.120.67.93 วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:8:11:48 น.
โดย: Unravel วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:15:06:51 น.
โดย: yuttipung วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:16:30:42 น.
โดย: mckin (mckin ) วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:18:24:32 น.
โดย: Unravel วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:22:06:26 น.
โดย: Unravel IP: 203.150.194.178 วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:23:12:47 น.
โดย: nanoguy วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:23:35:29 น.
โดย: joblovenuk วันที่: 2 กันยายน 2550 เวลา:2:01:40 น.
โดย: nanoguy วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:1:17:21 น.
โดย: ฟ้าดิน IP: 58.8.93.232 วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:2:33:42 น.
โดย: nanoguy วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:3:52:02 น.
โดย: verdancy วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:12:35:14 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:21:43:05 น.
โดย: verdancy วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:22:48:52 น.
โดย: nanoguy วันที่: 3 กันยายน 2550 เวลา:23:04:46 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 4 กันยายน 2550 เวลา:15:16:38 น.
โดย: Unravel IP: 203.154.52.123 วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:6:43:24 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:14:35:07 น.
โดย: haro_haro วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:15:36:49 น.
โดย: nanoguy วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:16:15:40 น.
โดย: Unravel วันที่: 5 กันยายน 2550 เวลา:21:29:19 น.
โดย: nanoguy วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:2:29:54 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:18:17:48 น.
โดย: Unravel วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:20:57:06 น.
โดย: ฟ้าดิน วันที่: 7 กันยายน 2550 เวลา:5:09:02 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 7 กันยายน 2550 เวลา:15:55:45 น.
โดย: Unravel วันที่: 7 กันยายน 2550 เวลา:18:48:23 น.
โดย: Unravel วันที่: 7 กันยายน 2550 เวลา:19:14:51 น.
โดย: nanoguy วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:21:21:23 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:11:17:10 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:19:44:05 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 18 กันยายน 2550 เวลา:17:16:21 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 21 กันยายน 2550 เวลา:15:36:12 น.
โดย: nanoguy วันที่: 22 กันยายน 2550 เวลา:0:20:48 น.
คำห้วน-lopzang-เฉือนคำรัก
หัวใจของผมทำด้วยเซลลูลอยด์คร้าบบบบบ
รายการ Blog ที่Update ล่าสุด
ชอบBlogไหนคลิกที่รูปได้เลยครับ
รีวิวซีรี่ส์ 1 Litre of Tears
คลิปเปิดตัว 24 DAY 7
เป็นตุเป็นตะกับบอดี้ ศพ 19
มันติดมาจากในโรง#3
เพลงสุดโหยหวนจากหนัง The Brave One
รีวิวซีรี่ส์ HouseMD และเฉลยปม Lost
Retro to Film - Club
เพลง เธอทั้งนั้น
ให้เจ้าหลาน Bay
1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30
Bourne Ultimatum--->ไม่ผิดหวังครับ
สำหรับเรา ดีกว่าพี่โจรสลัดกับคุณแมงมุม
ตั้งแยะ
The Simpsons Movie--->เสียดายจริงๆที่
สั้นเกินไป เพราะสนุกเหลือเกิน
200 Pounds Beauty--->ดูได้เรื่อยๆครับ
ตกใจทุกทีเวลาเห็นฟันนางเอก (ไม่ต้อง
ยิ้มเห็นฟัน น้องก็สวยบาดใจแล้ว...)