มันติดมาจากในโรง#1.....4 เรื่อง กับ 2 วัน กับหนังที่พูดถึง...หนู + เด็ก + ตุ๊ด และ สเปร์ย
"เพลงปริศนา"มีชื่อว่า Long,Long Time Ago... ลองฟังดูครับ ใครชอบดูหนังน่าจะทราบนะว่ามาจากเรื่องอะไร หึๆ (หนังในดวงใจของใครหลายคนเชียวล่ะ) เพลงเพราะมากครับ สำหรับผู้ใช้เน็ตความไวช้า รบกวนให้กด Pause รอจนกว่าแถบสีเทาจะเต็มสักครึ่งหนึ่งก่อนแล้วค่อยกด Play ครับ จะได้ฟังกันเต็มๆ เพลงไปเลย... หลังจากลืมตาออกมาจาก"โรง"มาตั้งแต่หลายเดือนที่แล้ว ก็เพิ่งได้มีโอกาสย่างกรายเข้า "โรง" อีกครั้ง (เนื่องด้วยการทำงานไม่เอื้ออำนวยให้ดูหนังโรง เพราะสามารถรอดูแบบลงแผ่นได้เหมือนดูฟรี ) โดยผมได้ประเดิมไปกับเรื่อง Die Hard 4.0 และ Transformers เนื่องจากเป็นคนที่ขี้เกียจ+ขี้ลืมอย่างร้ายกาจ จึงขอละเว้นที่จะพูดถึงหนัง 2 เรื่องข้างต้นไปเสีย มาพูดถึงหนัง 4 เรื่องที่เพิ่งดูในรอบ 2 สัปดาห์นี้กันดีกว่า... Ratatouille " ไม่ว่าใคร ก็ทำอาหารได้ . . . . . เรื่องของหนูตัวน้อยๆ แต่หัวใจใหญ่เบ้อเริ่ม " "ไม่ว่าใครก็ทำอาหารได้" คือประโยค ที่เราได้ยินในหนังหนูๆ เรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง... ส่วนจะเป็นจริงหรือเปล่าไม่รู้ เพราะผมเองก็ทำได้อร่อยสุด ก็แค่ข้าวไข่เจียวหมูสับเอง และดูเหมือนผู้กำกับ แบรด เบิร์ด (Iron Giant , The Incridible) จะยิ่งตอกย้ำประเด็นที่ว่า "ไม่ว่าใครก็ทำอาหารได้" ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก กับหนังเรื่องล่าสุดของเขา เมื่อเขาเจาะจงให้ "หนู" ตัวเล็กๆ สามารถทำอาหารฝรั่งเศสได้ซะอย่างงั้น!Ratatouille (แรท-ทา-ทู-อี)...เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวฝรั่งเศส คาดว่าน่าจะเหมาะกับชาวบ้านแถบชนบทครับ เพราะวัตถุดิบการทำอาหารมีแต่ผัก ผัก และผักหน้าตาจริงๆ ของแรททาทูอีเป็นอย่างนี้... เคยอ่านผ่านๆ ในห้อง"ก้นครัว" เค้าบอกว่ารสชาติคล้าย ผัดเปรี้ยวหวาน....จ้า... ซึ่งจะว่าไป ไอ้อาหารชาวบ้านๆ นี่ล่ะที่จะทำให้อร่อยจริงๆ นั้นทำยากแสนยากที่สุด ไม่ต้องอะไรเลย แค่"ไข่เจียว" บ้านเรา จะทำให้อร่อยจริงๆ ก็ต้องมีเทคนิค ลีลากันบ้าง ใช่ว่าจะตอกไข่ ตีไข่ ลงทอดน้ำมัน แค่นี้เสียเมื่อไหร่(แต่ผมก็ทำกินแค่เนี้ย ไม่ได้มีเทคนิคอะไร กินไม่ได้ก็ อด..) และดูเหมือนว่าหนัง Ratatouille จะเอาจุดนี้มาเล่นให้เป็นไคลแมกซ์ในช่วงท้ายเสียด้วย... ตัวหนังได้สร้างตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมา เป็นนักวิจารณ์อาหาร (นามว่าอะไร ก็ลืมไปเสียแล้ว) ที่ดูเหมือนว่าจะตั้งแง่อคติกับ "กุสโต้" พ่อครัวชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงซะเหลือเกิน อาจเป็นไปได้ว่า เพราะ กุสโต้ มักทำแต่อาหารเลิศหรู หน้าตาสวยงาม ให้บรรดาชนชั้นสูงมีระดับ รับประทาน... ในขณะที่ นักวิจารณ์ท่านนั้น อาจมีปมที่ตนเองเกิดมาในชนบท มีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น จึงเอาความรู้และชื่อเสียงเรื่องการชิมอาหารของตน มากลั่นแกล้งกุสโต้ จนทำให้เขาต้องตรอมใจตาย... โดยส่วนตัว ผมมองว่านักวิจารณ์ท่านนี้ ไม่ใช่นักวิจารณ์ที่ดีนัก แค่การใช้อคติส่วนตัวในการทำงานนี่ก็ถือว่าไม่ถูกต้องแล้ว... แล้วไหนจะเรื่องที่เขาต้องการที่จะจ้องเล่นงาน ครัวของ"กุสโต้"ให้ย่อยยับจมดิน ก็ถือได้ว่าคนๆ นี้ไม่ใช่นักวิจารณ์ แต่ควรเรียกว่า "นักทำลาย" ซะมากกว่า... คำที่ว่า มนุษย์มักจะ"สร้างสรรค์" เพื่อ "ทำลาย" (หรือถูกทำลายก็ตามแต่) เป็นคำที่เราได้ยินบ่อยครั้ง ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า... "ทำลาย" เพื่อ "สร้างสรรค์"..... มันจะเป็นไปได้หรือ? เพราะในเมื่อได้ "ทำลาย" ลงไปแล้ว....จะสร้างขึ้นมาใหม่ให้เป็นเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิมได้อย่างไร? แต่สิ่งนี้ดูจะไม่เป็นผลกับ "เรมี่" หนูน้อยจากบ้านนอก ที่ไฝ่ฝันเหลือเกินจะเป็นพ่อครัวมือเอก โดยที่มี "กุสโต้" พ่อครัวที่ตรอมใจตายท่านนั้นเป็นแบบอย่าง... "เรมี่" ได้พยายามทำลายกฏเกณฑ์ต่างๆ ในระบบชีวิตของเขาเพียงเพื่อที่จะได้เดินตามความฝันของตัวเอง อย่างเช่น เรื่องการกิน เขาก็กินถูกสุขลักษณะผิดกับหนูทั่วไป(มากกกกกกกกก) อีกทั้งยังชอบที่จะทดลองที่จะทำและศึกษาเมนูอาหารต่างๆ ในยามว่าง โดยไม่ฟังคำตักเตือนของใครๆ ที่ว่าเขาก็เป็นแค่"หนู" เพราะ "เรมี่" เชื่อว่า "ไม่ว่าใคร ก็ทำอาหารได้" จึงทำให้เขายอมละทิ้งชีวิตแบบหนูๆ ทุกอย่าง เพียงเพื่อสร้างสรรค์ความฝันในการจะเป็นพ่อครัวให้เป็นจริงให้ได้... และดูเหมือน "กุสโต้" หรือสวรรค์ก็ตามแต่ จะเป็นใจ... ให้เรมี่ ได้บังเอิญ เข้ามาสถิตย์อยู่ในครัวใหญ่ของ "กุสโต้" แห่งปารีส... ที่นั่นเขาได้พบกับ "ลิงกุยนี่" (แก้ชื่อแล้วเน้อ)หนุ่มฝรั่งเศส(ที่พูดอังกฤษได้คล่องปรื๋อ?) ผู้ไม่เอาอ่าว แค่ปัดกวาดเช็ดถูล้างจานก็ยังไม่ค่อยได้เรื่อง ยังไม่ต้องพูดไปถึงเรื่องการทำอาหาร... เพราะขนาดหนูยังเมิน! เหตุบังเอิญต่างๆ ได้จับพลัดจับผลูให้ "ลิงกุยนี่" กลายมาเป็นพ่อครัวของครัวกุสโต้ ลิงกวินี่รู้ตัวดีว่าอาหารของเขาที่ได้รับคำชมจากลูกค้าและทีมพ่อครัวแม่ครัวนั้น ไม่ได้เป็นฝีมือของเขา....หากแต่เป็นฝีมือของ "หนู" ผู้เชื่อเสมอว่า ไม่ว่าใครก็ทำอาหารได้...ลิงกุยนี่ ยอมทำลายศักดิ์ศรีของตัวเอง ด้วยการให้ "หนู" คอยบงการในการทำอาหารในแต่ละครั้ง ซึ่งเขาก็ยินดี เพราะเขาเห็นว่า มันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเขา (และในช่วงท้ายลิงกุยนี่ก็เกือบจะหลงระเริงกับภาพลักษณ์นี้จนกู่ไม่กลับ) การทำลายหรือสร้างสรรค์มักเป็นสิ่งควบคู่กัน... งานวิจารณ์ที่ดี (ทั้งในแง่ชื่นชมและตำหนิ)... นั้นก็คือการสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง (และอาจเป็นการสร้างอนาคตที่ดีให้กับผู้ถูกวิจารณ์) ส่วนงานวิจารณ์ที่ไม่ดี ที่มีแต่อคติ(ทั้งในแง่ชื่นชมและตำหนิ) . . . นั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากจะทำลายผู้ถูกวิจารณ์ ให้หลงระเริง....หรือไม่ก็ตรอมใจตายไปอย่างกุสโต้ อันที่จริง Ratatouille พูดถึงเรื่อง "การวิจารณ์" นิดเดียวเท่านั้น แต่ที่ยกเรื่องนี้มาพูดเป็นตุเป็นตะ เพราะเคยได้ยินมาว่า มีคนบางคนเข้าใจว่าการวิจารณ์คือการด่าอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยสร้างสรรค์วงการให้ดีขึ้น ในขณะที่การชม(ที่อาจมีอคติเข้าข้างกัน) นั้นเป็นสร้างสรรค์วงการ...ถ้าจะมีแต่การชมอย่างเดียว หรือเชียร์จนลืมหูลืมตาอย่างเดียว ผู้ถูกชมท่านนั้น ก็คงไม่ต่าง "ลิงกุยนี่" ในช่วงท้าย ที่ลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นใคร และมีฝีมือในการทำอาหารจริงๆ แค่ไหน... สิ่งที่ติดมาจากในโรง ....กับ Ratatouille เป็นหนังที่ดูเพลินกว่าที่คาดครับ ตัวหนังลงตัวไปเสียทุกอย่าง จนเกือบไร้ที่ติ จะมีข้อเสียก็ตรงช่วงท้ายเล็กๆ ที่ดูเหมือนจงใจยัดเข้ามาให้เป็นไคลแมกซ์ซะอย่างงั้น แต่ถือเป็นหนังอนิเมชั่น ที่ทำได้สวยงามมีข้อคิด จบอย่างแฮปปี้เอนด์ดิ้ง อิ่มเอมเปรมปรีกันเกือบทุกฝ่าย...Little Children "เรื่องของผู้ใหญ่....ที่หัวใจไม่-ผู้ใหญ่-ตามตัว" เป็นหนังที่ want อยากดูตั้งแต่ปีที่แล้วมากมายก่ายกอง ไหนจะรางวี่รางวัลที่ได้เข้าชิงมา ไหนจะหนังตัวอย่างที่ทำออกมาดีเสียชิบ... ไหนจะดารานำหลักๆ ทั้ง 3 คน และยิ่งน่าดูไปอีก เมื่อทราบข่าว 2 - 3 เดือนก่อนว่า หนังโดนแบน! และคงไม่แปลก เมื่อได้ยินมาว่าหนังจะได้เข้าฉายแบบจำกัดโรง (โดยไม่มีเซ็นเซอร์-ตามข่าวอ่ะนะ) กระผมจึงต้องกระวีกระวาดตามไปดูถึงในโรง .... ทั้งที่ยังไม่เคยไปมาเลย อย่าง เอสพลานาด... ไม่อยากวิจารณ์โรงอะไรมาก แค่รู้สึกว่าภาพเสียงในโรงมันไม่เวิร์คเท่าพารากอนเอาซะเลย (ดูวันเดียวกันกับ Ratatouille ครับ) ส่วนเรื่องการตกแต่งอะไรต่างๆ อันนี้พี่เจ้อ....แกกินขาดอยู่แล้ว หึๆLittle Children เป็นหนังแนวอะไร? ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน มันเป็นดราม่าครับ! แล้วมันมีอะไร......? .....มันมีฉาก เคท วินสเล็ต แก้ผ้าครับ .....(อันนี้ช็อค เพราะถึงแม้จะรู้ล่วงหน้าว่ามี แต่จังหวะที่โผล่ขึ้นมามันยังช็อคสำหรับผม) .....เอ่อ แพทริค วิลสัน ก็แก้ (แต่รายนี้เฉยๆ เพราะเคยเห็นทั้งตัวจากเรื่อง Angel In America มาแล้ว หึๆ) .....อืม มีการแสดงของเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ ที่น้อยมากกกกกกก ในแง่บทสมทบ .....แล้วก็......มีอะไรอีกหว่า?????? ไอ้หยา! ตอบแบบกำปั้นทุบดิน+ไร้สาระ อีกแล้วสิเราสิ่งที่ติดมาจากในโรง เอาเป็นว่า Little Children เป็นหนังดี แต่ยังไม่โดนครับ อาจเป็นเพราะว่าเคยเจอของดีกว่านี้มามั๊ง... (ผมว่าซีรี่ส์บางเรื่องที่มี Narrator เหมือนกันอย่าง Gray's Anatomy ยังดีกว่าอีกแต่มันก็คนละแนวอีกนั่นล่ะครับ) ก็เลยค่อนข้างจะเฉยๆ กับวิธีการนำเสนอของหนังและตัวเรื่องราวของตัวหนังด้วย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสัญลักษณ์เลยครับ....ผมดูตรงนั้นไม่ค่อยเป็นเลยจริงๆ แค่ตีความก็เคยโดนว่าแล้วว่าคิดอะไรของมัน เหอๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Little Children ก็ยังเป็นหนังที่ดูง่ายกว่า In the Bedroom ค่อนข้างเยอะ อารมณ์ของหนังมีผ่อนคลาย สลับกับตึงเครียดเป็นระยะๆ ซึ่งเท่าที่อ่านทั้งในบล็อกและเวบบอร์ดเฉลิมไทย พบว่าหลายๆ ท่านไม่ค่อยชอบตอนจบกัน ตรงข้ามกับผมนะ....ผมชอบทีเดียว อ้าปากหวอ... ลุ้นซะว่ามันจะจบสวยหรือไม่สวย และหนังก็จบแบบมีความหวัง ต่างคนต่างตาสว่างกันไปเมื่อความเป็นจริง ได้พบว่า...."ความสุข หรือ ความฝัน" มันอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้อื่น... คนดูบางคนอาจมองว่าเป็นการจบแบบสว่างเกินไป มองโลกในแง่ดีกันเกินไป แต่สำหรับคนที่สิ้นไร้ความหวัง นี่อาจเป็นการจบที่ดีแล้วครับ... ช่วยให้การดูหนัง 2 เรื่อง ใน 1 วันของผม จบลงอย่างมีความสุขเสียที.... รักนะ แจคกี้ เอิร์ล ฮาเลย์ แกเล่นให้เราทั้งกลัว ทั้งสงสาร และเข้าใจได้ในตัวแกเสียจริงๆตั๊ดสู้ฟุต "บอย สาวแตก ....... ในหนังเจ้าพ่อย้อนยุค" ทิ้งช่วงมา 2 วัน อารมณ์ไหนไม่รู้ อยากดูชะมัด Harry Potter 5 เนี่ย เลยตรงปรี่ไปโรงแถวบ้าน Major Hollywood รามฯ ขอโฆษณาโรงนี้หน่อยนะ... เมื่อตอนเปิดแรกๆ เคยมานะครับ ตามประสาคนชอบของใหม่ แต่ไม่ค่อยประทับใจ ในระบบภาพและเสียงในโรง ฟิล์มที่นำมาฉาย แม้กระทั่งหนังใหม่ใหญ่ยักษ์ฉายสัปดาห์แรก ก็ยังรู้สึกว่าภาพฟิล์มมีรอยข่วน ดูเก่าๆ ชอบกล ยิ่งเครื่องฉายหนัง ก็เหมือนเป็นเครื่องมือสองมากกว่า เพราะแสงจากเครื่องฉาย ดูขมุกขมัวไม่ค่อยสว่างเท่าของพี่เจ้อ ส่วนเรื่องเสียง ก็ฟังดูอู้อี้ ไม่ค่อยเซอร์ราวน์ยังไงไม่รู้ ซึ่งกระผมก็ลองตระเวนดูมันหลายๆ โรง ละ รู้สึกจะเป็นแทบทุกโรงเลย (มีข้อดีมาก....เรื่องเดียว คือที่นั่ง มันดีมากเลยครับ นั่งสบายเชียว) ก็เลยหยุด-ทิ้งช่วง-ไม่ได้ไปดูหนังโรงที่นี่ ประกอบกับเลิกดูหนังโรงอย่างที่เคยบอกกล่าวกันข้างต้น จนกระทั่งล่าสุด ขอลองหน่อยเต๊อะ แก่แล้วเน้อ ขี้เกียจไปดูไกล (เอสเอฟบางกะปิ ก็ไม่ค่อยถูกโฉลกกับผมเท่าไหร่ ไปทีไร ผีดุทุกรอบเลย) พอไปถึงโรง....เขกหัวตัวเอง ทำไมไม่เช็ครอบทางเน็ตก่อนว้า.... Harry ดันเหลือแต่พากย์ไทย ส่วนซาวด์แทร็ครอบก็ฉายไปหมดแล้ว (ขนาดเพิ่ง 1 ทุ่มเองนะ)เอาว้า อย่าเสี่ยง Harry พากย์ไทยเลย ไปเสี่ยง ตั๊ด-สู้-ฟุต พากย์โดยพันธมิตร ดีกว่า ไม่ใช่อะไรหรอกครับ พอดีเห็นมีรอบของ Hairspray ซะด้วย เลยคิดว่าจะดูหนังเรื่องนี้คั่นเวลาก็เท่านั้นเอง และอยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง ว่าหนังมันสมควรโดนด่าหรือไม่ พอเข้าโรงก็อึ้งทึ่งกับภาพเสียงที่เปลี่ยนไป ภาพชัดขึ้น ไม่มีเกรนหยาบๆ เครื่องฉายก็สว่างชัดดี เรื่องระบบเสียงดังชัดเจนกว่าของพี่เจ้อ ที่เอสพลานาดอีก และที่ติดใจที่สุดก็คือ หนังตัวอย่างเยอะ(ชอบดูครับ) และโฆษณาน้อย(อันนี้ก็ชอบมากกกกครับ) เมื่อดูจบ...สิ่งที่ติดมาจากในโรง "ตั๊ด-สู้-ฟุต" ก็คือ ความฮาที่ดูลงตัวกว่า "บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2" การเล่าเรื่องที่เข้าท่ากว่าเรื่องเดิมของผู้กำกับ และการแสดงของ "จิ๊บ ปกฉัตร" ที่รับบท เป็น "เพ่ย เพ้ยยยย" ลากเสียงสูงยาวๆ แบบอาเทียนจะได้อารมณ์มาก"จิ๊บ ปกฉัตร" หรือ "เพ่ย เพ้ยยยยย" ผมว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีสปิริตดีนะครับ กล้าเล่นอย่างถึงลูกถึงคน ไม่ต้องห่วงสวยกันแล้ว โดยเฉพาะฉากตอนที่เธอ พยายามทอดสะพาน ยั่วอาเทียนอย่างสุดฤทธิ์ จะมีผู้หญิงสวยๆ คนไหน กล้าเล่นเท่านี้ไหมเนี่ย? (ฉากนี้ดูตลกนะครับ ไม่อนาจาร อิอิ) เช่นเดียวกันกับ บอย(โทษทีครับ จำไม่ได้ว่าเอเอฟไหน?) ก็กล้าเล่น กล้าแสดงแบบไม่ต้องห่วงแมนกันอีกแล้ว เป็นหนังที่ดูเพลินๆ ครับ และเรื่องคำหยาบก็น้อยกว่าที่คิด ชอบมุกเปิดตัวของหนัง ที่เล่าความเป็นมาของบรรพบุรุษของแต่ละตระกูล ที่ดูมาดูไป อ้าว! กำลังแอบด่า ผกก.หนังไทยบางคนนี่หว่า ฮา....เป็นหนังที่ฮาดีครับ แต่จบแล้วก็จบกัน... มองในแง่หนังตลกขายมุก+เรื่องราว ผมว่า "แสบสนิทฯ" ยังทำได้ลงตัวกว่าครับ Hairspray "จอห์น ทราโวลตร้า แตกสาว ........ ในหนังเพลงย้อนยุค" 3 ทุ่มกว่าๆ จบจาก ตั๊ด-สู้-ฟุต ก็ได้เวลาเตรียมตัวจะไปดู Hairspray ต่อ นึกๆ อยู่ในใจ ว่าจะหลับกลางโรงไหมเนี่ย เพราะเริ่มง่วงแล้ว เลยอัดน้ำอัดลมเข้าไปซะเต็มที่ ช่วยตาสว่างได้บ้าง อ้อ... น้ำอัดลมที่นี่ราคาถูกและได้เยอะดีครับ( โฆษณาให้อีกแล้ว....) พอเข้าไปดู ก็อึ้งอีกละ....ไม่ใช่เรื่องระบบภาพกับเสียงหรอกครับ คนดูน้อยมาก....ต่างหาก อืม แต่ก็ดีเหมือนกัน แบบคงไม่เจอผีแน่ๆ สิ่งที่ติดมาจากในโรง Hairspray ผมรู้จักหนังเรื่องนี้ ในฐานะหนังเพลงของ จอห์น วอเตอร์ส ผู้กำกับจอมกักขฬะ (ใช้คำแรงไปไหม?) ที่ผมเคยได้ดูผลงานของเขาจากเรื่อง Pink Flamingos ซึ่งมันเป็นหนังอุบาทว์อย่างที่ร่ำลือกันจริงๆ แต่ให้ตายเหอะ Pink Flamingos มันกลับเป็นหนังที่สนุกและตลกมากมายครับ สำหรับ Hairspray เวอร์ชั่นของ จอห์น วอเตอร์ส ยังไม่มีโอกาสได้ดูครับ เพราะอย่างที่เคยบอกไป ว่าผมค่อนข้างเฉยๆ กับหนังเพลง (แต่เพิ่งจะโดนไปเต็มๆ จากเรื่องMemories of Matsuko ลองเข้าไปอ่านที่นี่ ครับ) ส่วนแรงจูงใจในการดู Hairspray ก็คือ จอห์น ทราโวลต้า ล้วนๆ และเมื่อดูแล้ว ก็รู้สึกว่าคุณเจ๊จอห์นของเรา มีบทค่อนข้างน้อยไปนิด แต่การแสดงของเจ๊จอห์นนั้น ทำให้เชื่อแล้วว่า เขาเป็นแมว 9 ชีวิตของวงการHollywood จริงๆ หลายท่านน่าจะจำกันได้ว่าก่อนที่จอห์น ทราโวลต้าจะกลับมาดังใน Wild Hogs และ Hairspray หนังหลายเรื่องก่อนหน้าไม่ว่าจะเป็น Ladder 49,Be Cool,Lonely Hearts ก็ได้รับรายได้และคำวิจารณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่กับหนังเรื่องนี้ ถือว่าสอบผ่านเลยครับ อาจมีช่วงที่ดูเคอะเขินไปบ้าง(ทั้งตัวจอห์นและตัวผมเอง) แต่พอเขาแตกสาว เป็นหญิงจริงๆแล้วนี่.... การแสดงการเต้นและร้องของเขาดูพลิ้วมากๆ ครับ แต่คนที่ผมชอบด้านการแสดงมากที่สุด กลับเป็น มิเชล ไฟเฟอร์ ไปเสี่ยนี่ ผมไม่เคยเห็นเธอเล่นบทโอเวอร์ๆ แบบนี้มาก่อน และยังไม่เคยเห็นเธอร้องเพลงด้วยครับ เสียงดีเชียว และแสดงบทร้ายได้อย่างน่าตบมากๆ ส่วนดาราท่านอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่มีที่ติครับ ไม่ว่าจะหน้าเก่าอย่างควีน ลาติฟาห์ (ร้องเพราะจนน่ากลับไปร้องเพลงบ้างนะ),เจมส์ มาร์สเดน (เต้นได้เท่ระเบิด)คริสโตเฟอร์ วอลเค่น (คนนี้ฮามาก) หรือหน้าใหม่อย่างนิคกี้ บลอนสกี้ (เธอมาแรงจริงๆ ยิ้มใสซื่อแบบนี้ ผมชอบ) ,แซค แอฟรอน (ฝรั่งตาตี่ มาโปรยสเน่ห์สาวๆ อีกแล้ว) มีที่ดูขัดตาอยู่คนเดียวคือ อแมนด้า ไบน์ส ผมว่าเธอเล่นแข็งๆ ดูลนๆ ไงชอบกล มองโดยรวมนี่คือหนังเพลงที่ดูได้เรื่อยๆ ไม่มีสะดุด ไคลแมกซ์ช่วงท้ายอาจจะซ้ำซาก แต่ก็น่าประทับใจดีครับ ส่วนประเด็นเรื่องสีผิว ก็จริงอย่างที่หลายท่านว่าไว้ ว่ามันดูผิวเผินจนดูเหมือนส่วนเกินไปนิด(ทั้งที่ต้นฉบับจริงๆ ออกจะเน้นเรื่องนี้ซะชัดเจน) เป็นหนังเพลงที่ชอบครับ แต่ยังไม่ถึงที่สุด เพราะผมยังประทับใจกับสุดยอดหนังเพลง ที่มีชื่อว่า Memories of Matsuko อยู่เลย....จบแล้วครับ... ใครมีอะไรจะคอมเม้นท์ก็เอาเลยครับ เพิ่งปรับปรุงบล็อกและเปิดเป็นทางการไม่นานมานี้คร้าบบบบ
Create Date : 08 สิงหาคม 2550
Last Update : 8 สิงหาคม 2550 20:07:09 น.
20 comments
Counter : 1362 Pageviews.
โดย: *omega* วันที่: 8 สิงหาคม 2550 เวลา:8:54:59 น.
โดย: MicKyPooH (peaceworld ) วันที่: 8 สิงหาคม 2550 เวลา:11:36:41 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 8 สิงหาคม 2550 เวลา:14:27:17 น.
โดย: nanoguy วันที่: 8 สิงหาคม 2550 เวลา:18:06:17 น.
โดย: nanoguy วันที่: 9 สิงหาคม 2550 เวลา:0:16:32 น.
โดย: nanoguy วันที่: 9 สิงหาคม 2550 เวลา:15:35:42 น.
โดย: joblovenuk วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:3:00:20 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:10:20:00 น.
โดย: nanoguy วันที่: 11 สิงหาคม 2550 เวลา:2:56:49 น.
โดย: nanoguy วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:15:20:29 น.
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 14 สิงหาคม 2550 เวลา:11:51:20 น.
คำห้วน-lopzang-เฉือนคำรัก
หัวใจของผมทำด้วยเซลลูลอยด์คร้าบบบบบ
รายการ Blog ที่Update ล่าสุด
ชอบBlogไหนคลิกที่รูปได้เลยครับ
รีวิวซีรี่ส์ 1 Litre of Tears
คลิปเปิดตัว 24 DAY 7
เป็นตุเป็นตะกับบอดี้ ศพ 19
มันติดมาจากในโรง#3
เพลงสุดโหยหวนจากหนัง The Brave One
รีวิวซีรี่ส์ HouseMD และเฉลยปม Lost
Retro to Film - Club
เพลง เธอทั้งนั้น
ให้เจ้าหลาน Bay
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
ผมว่า John Travoltra สาวแตกได้เนียนจริงๆครับ หวังว่าจะกลับมาได้สมใจ