Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2549
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
4 มิถุนายน 2549
 
All Blogs
 
CHARLES HOY FORT ..ตัวตลกแห่งวงการวิทยาศาสตร์

one measures a circle beginning anywhere : charles fort : การวัดวงกลม เริ่มวัดจากตรงไหนก่อนก็ได้ (biggg แปล)



ถ้าใครสักคนได้รับสมญาว่าเป็น"อะไรสักอย่าง"แห่งวงการวิทยาศาสตร์ คงจะรู้สึกภูมิใจไม่น้อย เพราะทั้งโลกคงมีไม่กี่คนหรอกครับที่ได้รับเกียรติเช่นนี้ และCHARLES HOY FORT ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่ไม่รู้ว่าคุณฟอร์ทจะดีใจรึเปล่า เพราะสมญาที่พี่ได้รับ อาทิ “ตัวตลกแห่งวงการวิทยาศาสตร์”(1) กับ “ศัตรูของวิทยาศาสตร์”(2) คำพวกนี้คงทอนกำลังใจของคนทั่วไปน่าดู แต่สำหรับฟอร์ทผมไม่ทราบว่าแกสนใจเสียงนกการอบหูมากน้อยแค่ไหน รู้แค่ ที่ฟอร์ทได้ทำท่ามกลางคำส่อเสียดเหล่านี้ คือยึดมั่นในความคิดและมุ่งทำงานของตนจนถึงวาระความตายมาเยือน

แต่ใช่ว่าจะมีแต่คนแขวะ คนที่ชอบฟอร์ทก็มีนะครับ พวกที่เห็นคุณค่าในงานของฟอร์ทต่างพากันยกตำแหน่ง“บิดาแห่งการศึกษาปรากฎการณ์ประหลาดสมัยใหม่”(3)ให้ อีตาฟอร์ทเป็นใคร คงเริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหมครับ

ประการแรกที่ผมอยากให้รู้เกี่ยวกับฟอร์ทคือ เขาเป็นคนที่บัญญัติศัพท์คำว่า “teleportation” คือการปรากฎขึ้นหรือหายไปอย่างไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของที่จู่ๆหายไปจากที่หนึ่งหรือจู่ๆมาปรากฎขึ้นในที่ๆไม่ควรจะมาอยู่

ใครเคยดูหนังเรื่อง Star Trek คงพอจะนึกออกว่ามีอุปกรณ์หนึ่งชื่อTeleportorซึ่งสามารถรับ - ส่งคนจากที่หนึ่งมาสู่อีกที่ได้ เช่นส่งคนจากยานอวกาศลำหนึ่งไปอีกยานลำหนึ่ง โดยที่ยานทั้งสองไม่ต้องมาจอดเทียบติดกัน Teleportationมีอยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง การ์ตูนญี่ปุ่นหลายเล่ม แม้กระทั่งในแฮร์รี่ พอตเตอร์ นอกจากนี้ ฟอร์ทก็เป็นคนหนึ่งที่บันทึกเรื่อง “วัตถุบินลึกลับที่บินเหนือท้องฟ้าอย่างผิดปกติ”ไว้มากมายและนานหลายสิบปีก่อนจะมีคำว่า UFO เกิดขึ้น

CHARLES HOY FORT เป็นใคร ?
เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1874 ในอัลบานี นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ฟอร์ทเกิดในครอบครัวผู้อพยพชาวดัทช์ฐานะดี ฟอร์ทเป็นลูกคนโตมีน้องชายสองคน แม่ตายหลังจากคลอดน้องคนเล็กได้ไม่นาน ส่วนพ่อแต่งงานใหม่ และเหมือนนิยายรันทด ฟอร์ทถูกพ่อเลี้ยงด้วยลำแข้งและโดนจับขังในห้องมืดๆแคบๆเป็นครั้งคราว เมื่อทนการเลี้ยงดูอย่างใช้อำนาจบาตรใหญ่ของพ่อไม่ไหว ฟอร์ทจึงหนีออกจากบ้านเมื่ออายุ 18 ว่ากันว่า เพราะพ่อนี่เองทำให้เด็กชายฟอร์ทมีจิตใจต่อต้านพวกที่ชอบใช้อำนาจไม่เป็นธรรม และมักคลางแคลงในศาสตร์ความเชื่อหรือหลักกฎเกณฑ์ต่างๆที่ไม่สู้จะมีเหตุผล,ใจแคบ (ฟอร์ทใช้คำว่า “they”ในการกล่าวถึงพ่อ)

เมื่ออายุ 18 ฟอร์ทก็ออกจากบ้านมาทำงานเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์ก ก่อนจะออกผจญโลกกว้างด้วยการโบกรถโบกเรือไปจนถึงอเมริกาใต้และยุโรป กระทั่งไปป่วยหนักที่แอฟริกาใต้ ต้องกลับมาพักพื้นที่บ้านในนิวยอร์ก ซึ่งช่วงนี้เองที่ฟอร์ทได้พบรักกับสาวใช้ในบ้านชื่อAnna หลังจากแต่งงานกับแอนนา เขากับภรรยาก็ย้ายไปอยู่อพาร์เม้นเล็กๆโทรมๆ ช่วงเวลานั้นฟอร์ทหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเป็นนักข่าวและเขียนเรื่องสั้นแนวขำขัน แต่ดูเหมือนความสำเร็จจะอยู่แสนไกลทว่าความทุกข์กลับกรายใกล้ ช่วงนั้นฟอร์ทและภรรยาถึงกับต้องเอาเครื่องเรือนมาเป็นเชื้อเพลิงในเตาผิงยามฤดูหนาว

ในปี 1906 ฟอร์ทใช้ชีวิตอย่างเก็บตัว และเริ่มทำสิ่งที่เขาเรียกว่า“แกรนด์ทัวร์” นั่นคือการหมกตัวให้ห้องสมุด อ่านดะทั้งหนังสือพิมพ์ วารสารวิทยาศาสตร์ แล้วบันทึกเรื่องราวแปลกๆที่อ่านเจอไว้ในกระดาษสี่เหลี่ยมเล็กๆด้วยลายมือหวัดๆ

กระทั่งปี 1915 ฟอร์ทจึงได้เอาบันทึกที่รวบรวมไว้หลายหมื่นชิ้นมาเขียนเป็นต้นฉบับหนังสือสองเล่มได้แก่ “X” หนังสือที่มีความคิดว่าโลกของเราถูกควบคุมจากเหตุการณ์หรือสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร กับ “Y” กล่าวถึงเหตุการณ์ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีอารยะธรรมชั่วร้ายแฝงตัวอยู่ที่ขั่วโลกใต้

นั่นแหละครับฟอร์ทพ่อตัวตลกแห่งวงการวิทยาศาสตร์ แต่ต่อมาเขาได้เผาทั้ง“X”และ“Y”ทิ้งด้วยสาเหตุไม่แน่ชัด

ปี 1916 ลาภลอยบินมาหาฟอร์ทครับ ลุงคนหนึ่งตายและได้ยกมรดกก้อนโตให้ฟอร์ทซึ่งมากพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตและอุทิศตัวทำสิ่งที่ชอบอย่างสบายๆ และในที่สุด ฟอร์ทก็เข็นหนังสือThe Book of the Damned(1919) ออกสู่สาธารณะชน ซึ่งถ้าใครเผลอหยิบหนังสือต้องสาปเล่มนี้มาอ่านอาจต้องอุทาน “คนเขียน มันบ้ารึเปล่าฟะ” เพราะหนังสือนี้เต็มไปด้วยเนื้อหาประเภทที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องกระดิกเท้าหงุดหงิด เช่น เรื่องวัตถุเรืองแสงที่บินอยู่บนฟ้า สิ่งมีชีวิตจากโลกอื่น สัตว์ทะเลยักษ์ ฝนเลือด หรือฝนที่ตกมาเป็นกบเป็นปลา ฯลฯ

ฟอร์ทให้เหตุผลเกี่ยวกับฝนกบฝนปลาว่า มันเป็นการทำงานของ“Teleportation” คล้ายกับว่าโลกและจักรวาลเป็นสิ่งมีชีวิต และการที่กบหรือปลาหล่นลงมาในที่ต่างๆทั่วโลก ก็เหมือนๆกับการที่อาหารและอ๊อกซิเจนได้ถูกส่งผ่านไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกายโดยกระแสเลือด ว่าไปนั่นแน่ะครับ แต่ลุงเขาอาจจะถูกก็ได้นะครับใครจะไปรู้

นอกจากเรื่องราวพิศดารต่างๆ ในหนังสือต้องสาปฟอร์ทยังแย้งทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในยุดนั้นหลายเรื่อง เช่นเรื่องกฎการคัดเลือกโดยธรรมชาติของดาร์วิน(Drawin, Charles Robert)(4) ฟอร์ทว่าทฤษฎีของดาร์วินไม่ได้บอกอะไรเลย “อะไรคือความหมายของสิ่งเหมาะสม(fittest) ที่ถูกคัดเลือกให้อยู่รอด ไม่ใช่อะไรที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด พวกอ่อนแอหรือตัวงี่เง่ายังมีรอดให้เห็นอยู่ทั่วไป ดังนั้นเราจึงไม่สามารถกำหนดว่า“ความเหมาะสม”คืออะไร นอกจากจะดูว่ามันเป็น“สิ่งที่ยังอยู่รอด”(survire)รึเปล่า เพราะฉะนั้น“ความเหมาะสม” ที่แท้ก็เป็นอีกชื่อของ “สิ่งที่ยังอยู่รอด” เท่านั้นเอง”

ฟอร์ทไม่ได้ต่อต้านความคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่มักจะเยาะเย้ยถากถางหลักวิทยาศาสตร์ที่ทื่อและดื้อหัวชนฝา เขาต่อต้านพวกนักวิทยาศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับปรากฎการณ์แปลกประหลาดต่างๆอย่างปราศจากเยื่อใย ฟอร์ทได้ตั้งข้อสังเกตถึงวิธีคิดที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียง และคัดค้านทฤษฎีต่างๆรวมทั้งหลักความจริงและปรากฎการณ์ทั้งหลายว่า มันออกจะหนักไปทางความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์เองมากกว่าหลักเหตุผล เช่นเดียวกับพวกนักวิทยาศาสตร์ในยุคก่อนที่คว่ำบาตรกาลิเลโอ(5) เพียงเพราะกลัวว่าความจริงที่กาลิเลโอนำเสนอนั้นจะขัดต่อความเชื่อของตนเอง อีกทั้งพวกนักวิทยาศาสตร์ประเภทใจแคบที่ชอบปิดบังอำพราง ไม่อธิบายข้อมูลใดๆก็ตามที่ไม่เข้ากับแนวความคิดตน ฟอร์ทเรียกข้อมูลที่โดนนักวิทยาศาสตร์จำพวกนี้ทิ้งขว้างว่า"ข้อมูลต้องคำสาป"(หนังสือของเขาจึงชื่อว่า The Book of the Damned)

The Book of the Damned ประสบความล้มเหลวครับ ด้วยความกดดันบางประการฟอร์ทเผาบันทึกของแกกว่า 40000 ชิ้นทิ้ง จากนั้นก็พาภรรยาสุดที่รักย้ายไปอยู่ลอนดอนพักใหญ่ ที่ลอนดอนก็เช่นเคยครับ ฟอร์ทใช้เวลาส่วนใหญ่เข้าไปขลุกในห้องสมุดพิพิธภัณฑ์อังกฤษ เขาเทียวไปเทียวมาระหว่างนิวยอร์กกับลอนดอนอยู่พักหนึ่งก่อนจะเขียนหนังสืออีกสามเล่มคือ New Land(1921), Lo!(1931), และเล่มสุดท้าย Wild Talents(1932) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความลึกลับและความสามารถของร่างกายคน

และนี่คือตัวอย่างผลงานของฟอร์ทครับ
“ลูกกบตัวเล็กๆจำนวนมากถูกพบที่ลอนดอนหลังฝนตกหนัก วันที่ 30 กรกฎาคม 1838”
“ลูกกบจำนวนมากพบที่กลางทะเลทรายหลังฝนตก”
“หนังสือพิมพ์ลอนดอนรายงานว่าได้พบกบตัวเล็กๆจำนวนนับไม่ถ้วนขณะเกิดพายุฝน ณ.สวนสาธารณะทางเหนือของกรุงลอนดอน”
“31 กรกฎาคม 1921 ฝูงกบตัวเล็กๆตกลงมาพร้อมกับฝนในฟาร์มของแอนตัน แวกเนอร์”
“นายสเตคเกอร์ได้ขับรถไปตามหุบเขานิววาว์ตุซึ่งเป็นย่านทะเลทราย ในรัฐเนวาด้า พอดีเกิดฝนฟ้าคะนองขึ้น และมีฝูงกบตกมาจากท้องฟ้าจำนวนมาก จนม้าที่อยู่แถวนั้นต้องเผ่นหนี”
“ฝูงปลาเฮอร์ริงค์จำนวนมากตกลงมาที่สุสานออดเฟลโล่ว์” เป็นยังไงบ้างครับ มึนกันไหม

นอกจากเรื่องกบๆปลาๆแล้วฟอร์ทยังสนใจเรื่องจำพวก ก้อนน้ำแข็งที่ตกมาจากฟ้า, การที่จู่ๆร่างกายคนเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาเองโดยสิ่งที่อยู่รอบตัวแม้กระทั่งเสื้อผ้าแทบจะไม่โดนไฟเผาเลย, เรื่องรอยเท้าปริศนาที่ปรากฎบนพื้นหิมะ ซึ่งเกิดขึ้นภายในคืนเดียวแต่รอยเท้านั้นได้เดินผ่านทางกว่าร้อยไมล์ และบางจุดรอยเท้าก็เหมือนเดินข้ามกำแพงที่สูงหลายเมตรด้วย, ตัวประหลาดที่เข้ามากินเลือดไก่ในฟาร์มตอนดึกๆ(เหตุการณ์นี้เคยปรากฎบนหน้าหนังสือพิมพ์ในบ้านเราด้วยครับ), พวกผีดูดเลือดหรือพวกสัตว์ประหลาด ประเภทมนุษย์หิมะ มนุษย์หมาป่า ฟอร์ทก็ให้ความสนใจไม่น้อย หรือเรื่องบุคคลที่จู่ๆก็ปรากฎตัวขึ้นมาอย่างประหลาด เช่นกรณีของ คาสปาร์(Kaspar Hauser)(6) เด็กชายอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด ที่จู่ๆก็ปรากฎตัวขึ้นที่เมืองแห่งหนึ่งในเยอรมันนี ด้วยสภาพขาไร้เรี่ยวแรง พูดภาษาเยอรมันได้เพียงสองประโยค เมื่อเอาดินสอให้ก็เขียนคำว่า “Kaspar Hauser” คาสปาร์เด็กที่มีที่มาเป็นปริศนา มีความคิดน่าฉงน เขาแยกแยะหญิง-ชายไม่ออก และคิดว่าเปลวไฟเป็นของที่จับต้องได้ เขามีภูมิหลังเอนไปในทางเทพนิยาย คือมีความเชื่อว่า คาสปาร์อาจมีเชื้อสายเป็นถึงเจ้าชาย แต่ขณะเกิดเหตุขัดข้องทางการเมืองเขาถูกนำไปซ่อนตัวตั้งแต่ยังเป็นทารก และเมื่อมีคนสอนคาสปาร์พูดจนพอจะสื่อสารกับชาวบ้านได้ เขาก็เล่าว่า ชีวิตที่ผ่านๆมาเขาใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องมืดๆ ไม่เคยพบปะใครเลยนอกจากชายคนหนึ่งที่คอยเอาอาหารมาให้และสอนให้เขาพูดได้สองประโยค สุดท้ายคาสปาร์ชายปริศนาก็ได้ตายลงอย่างเป็นปริศนา

บางเรื่องราวที่เคยเป็นปริศนาในสมัยของฟอร์ท ปัจจุบันได้ถูกคลี่คลายหรือมีความพยายามที่จะอธิบาย เช่น เรื่องฝนเลือดก็รู้กันแน่ชัดแล้วว่าเกิดจากฝุ่นสีแดงจากทะเลทรายที่ปลิวมาปะปนในเมฆฝน ส่วนก้อนน้ำแข็งที่ร่วงมาจากฟ้า บางทีก็เป็นก้อนน้ำแข็งที่ร่วงมาจากอวกาศ (เมื่ออยู่บนอวกาศอาจมีขนาดเท่าภูเขาน้ำแข็งแต่โดนชั้นบรรยากาศโลกเสียดสีจนเหลือก้อนเท่าถังเมื่อถึงพื้นโลก) บางครั้งก็เกิดจากท่อน้ำทิ้งบนเครื่องบินมีรอยรั่วและหยดน้ำได้แข็งตัวเพราะอากาศที่เย็นจัดบนฟ้า เมื่อก้อนน้ำแข็งสะสมตัวกันใหญ่ขึ้นก็ร่วงลงมา

ส่วนกรณีฝนกบฝนปลาก็มีคนพยายามอธิบายว่าเกิดจากพายุหมุนไปได้พัดเอาสัตว์พวกนี้ขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะร่วงลงมาพร้อมฝน แต่ทฤษฎีนี้ก็มีคนแย้งไว้น่าเชื่อกว่าว่า ในกรณีฝนกบ ถ้าเป็นเพราะพายุหมุนหอบเอากบขึ้นไปแล้วทำไมถึงเลือกหอบเอาขึ้นไปแต่กบ? ไม่มีปลา ไม่มีโคลน ขยะหรือเศษพืชเล็กๆ มีแต่กบเท่านั้นที่ร่วงลงมาให้คนฉงนเล่น แต่ก็มีความเป็นจริงง่ายๆที่สามารถนำมาอธิบายได้ในบางกรณี เช่นลูกกบสามารถมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้อย่างฉับพลันเมื่อถึงกำหนดเวลาฟักตัวจากลูกอ๊อด ซึ่งบางทีก็ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่ามันร่วงมาจากฟ้ากับฝน

ฟอร์ทไม่เน้นที่จะอธิบายปรากฎการณ์ประหลาดๆที่เขาได้บันทึกไว้ เป้าหมายของฟอร์ทคือต้องการบอกให้เรารู้ว่ามีปรากฎการณ์แปลกๆอยู่ในโลกใบนี้ ซึ่งบางครั้งพวกนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้เลย ผลงานของเขาเสมือนคำเตือนให้เราตระหนักถึงความซับซ้อนของธรรมชาติและจักรวาล ซึ่งบ่อยครั้งที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ยังไม่อาจเข้าไปแตะได้แม้แต่น้อย เรื่องราวที่ฟอร์ทบันทึกไว้หลายเรื่องต่อมาได้ถูกรื้อฟื้นกลับมาให้ความสำคัญโดยเหล่านักวิทยาศาสตร์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดูถูกฟอร์ทว่าเป็นไอ้ตัวตลก

น่าเศร้าครับ ที่ชั่วชีวิตของฟอร์ทแทบจะไม่เคยเฉียดใกล้ความสำเร็จเลย หนังสือแต่ละเล่มที่เขียนออกมาก็มักจะโดนคนในสมัยนั้นหาว่าบ้าบอทั้งหนังสือทั้งคนเขียน (ขออธิบายเสริมนิดนะครับว่าฟอร์ทมีชีวิตอยู่ในสมัยวิคตอเรียซึ่งเป็นสมัยที่มีความเข้มงวดทางสังคมมาก ดังนั้นการที่ถูกหาว่าบ้าบอ เพี้ยน จึงไม่ใช่เรื่องขบขันดูน่ารักเหมือนพวกดาราตลกยุคนี้ - ยุคEntertainครองเมือง) ขณะเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายตาของฟอร์ทก็เริ่มบอดและสุขภาพย่ำแย่ ที่สุดฟอร์ทได้เสียชีวิตลงในวัย 58 เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 1932 หลังจากเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายเสร็จได้ไม่นาน โดยทิ้งวลีสุดท้ายไว้ว่า “อุปสรรคผ่านพ้น กลับผจญความเปล่าเปลี่ยว”(7)





Create Date : 04 มิถุนายน 2549
Last Update : 4 มิถุนายน 2549 0:04:32 น. 13 comments
Counter : 371 Pageviews.

 
เป็นบทความที่ผมเคยเขียนลงที่เว็บส่วนตัวเมื่อปีก่อนครับ พอดีสยามเกิดปรากฏการณ์น้องแก้วสารพัดนึกขึ้น ผมก็นึกถึงบทความนี้ขึ้นมา เลยเอามาปัดฝุ่นโพสลงที่นี่อีกครั้ง



****ช่วงท้ายๆของชีวิตฟอร์ท ได้มีกลุ่มคนที่นิยมในตัวเขารวมตัวกันตั้งสมาคม “Fortean” ขึ้นซึ่งมีกิจกรรมยาวนานมาถึงปัจจุบัน ฟอร์ทกลายเป็นที่รู้จักและได้รับการย่องย่องจากบรรดาผู้ที่สนใจเรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติ ในสมาคมฟอร์ทเทียเองก็มีนักวิทยาศาสตร์เป็นสมาชิกอยู่หลายคน
****แหล่งข้อมูลที่ฟอร์ทได้รวบรวมจากวารสารทางวิทยาศาสตร์ในยุคนั้น บางครั้งก็ถูกเขียนขึ้นโดยมือสมัครเล่นที่มีใจรักเท่านั้น
****ฟอร์ทมีสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์มาก เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันอันแสนเสียดสี และสำนวนเชิงกวี ดังที่มีคนกล่าวไว้ว่า "ฟอร์ทเป็นนักประพันธ์ที่มีสำนวนชวนหลงไหลที่สุด นับตั้งแต่สมัยเอ็ดการ์ อลัน โป(กวี นักเขียนเรื่องสั้นแนวลึกลับชื่อก้องโลก)"
****ฟอร์ทก็มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์พอตัว ไม่ใช่พวกที่มีแต่ความบ้า ฟอร์ททุ่มเทศึกษาและค้นหาข้อมูลในห้องสมุดสาธารณะนิวยอร์กและห้องสมุดพิพิธภัฑณ์อังกฤษเป็นเวลามากกว่ายี่สิบห้าปี
****ชื่อหนังสือของฟอร์ทเล่มที่สาม “Lo!”(จงดู) มาจากคำที่นักดาราศาสตร์ประกาศขึ้น ยามที่ได้ค้นพบดาวดวงใหม่หรือดาวหาง
****มีหนังเกี่ยวกับฝนที่ตกเป็นกบเป็นปลาหลายเรื่อง เช่น Magnolia, Last Battle
****ปัจจุบันบันทึกของฟอร์ทกว่าหกหมื่นรายการ ได้ถูกทางการเก็บไว้ที่ห้องสมุดสาธารณะนิวยอร์ก
****ข้อมูลในการเขียนบทความนี้ ผมได้มาจาก Internet หนังสือต่วย’ตูนพิเศษ หนังสือโลกเร้นลับ(Arthur C Clarke’s Mysterious World) ฯลฯ
****สุดท้ายผมอยากมอบเพลง " Impossible Dream " เพื่อเป็นการสดุดีคุณฟอร์ท
This is my quest. To follow that star. No matter how hopeless. No matter how far. To fight for the right. Without question or pause. To be willing to march, into hell. For that heavenly cause. And I know. If I'll only be true. To this glorious quest. That my heart. Will lie peaceful and calm. When I'm laid to my rest. ...And the world will be better for this. That one man, scorned and covered with scars, Still strove with his last ounce of courage. To reach, The unreachable star.(น่าจะมีการทำหนังเกี่ยว Fort นะ)

(1) The humour of science.
(2) Foe of science.
(3) The Father of Modern Phenomenalism
(4) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และกฎการคัดเลือกโดยธรรมชาติ คือการคัดเลือกสายพันธุ์ที่แข็งแรงและปรับตัวได้ดีจะอยู่รอด ส่วนพันธุ์ที่อ่อนแอจะสูญพันธุ์ไป
(5) นักคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และฟิสิกส์ชาวอิตาเลี่ยน เป็นผู้พัฒนากล้องดูดาว และได้ค้นพบดวงจันทร์ 4 ดวงรอบดาวพฤหัส การค้นพบของเขาโดนปฏิเสธเพราะไปขัดกับทฤษฎีของอริสโตเติล และเขาสนับสนุนความเชื่อของโคเปอร์นิกัส(บิดาวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่)ที่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล กาลิเลโอถูกบีบคั้นจากทางศาสนจักรไม่ให้เผยแพร่ทฤษฎีของเขา
(6) เรื่องราวของ Kaspar Hauser มีการสร้างเป็นหนังหลายครั้งครับ เช่น Enigma of Kaspar Hauser, The (1974) กำกับโดย Werner Herzog
(7) Difficulty shaving. Gaunt places in face.


โดย: lomocat วันที่: 4 มิถุนายน 2549 เวลา:0:14:25 น.  

 
โอ๊ะ ข้อมูลยาวเหยียด
เด๋วจะค่อยๆ อ่าน
ทำความรู้จักไปนะคะ


โดย: grappa วันที่: 4 มิถุนายน 2549 เวลา:8:06:31 น.  

 
ผมอ่านจนจบทุกบรรทัด
และขอขอบคุณที่นำสิ่งดี ๆ แบบนี้มาบอกนะครับ ดีมาก ๆ ชอบฟอร์ทผู้นี้จริง ๆ ครับขอบอก คนอย่างนี้สิ ที่โยกคลอนวงการวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง !

ถ้าอัพงานเมื่อไรไปตามหน่อยนะครับ ขอบพระคุณ


โดย: ดำรงเฮฮา วันที่: 4 มิถุนายน 2549 เวลา:13:36:54 น.  

 
อ่านเรื่องของผู้ชายคนนี้ แล้วอยากสดุดีให้กับจุดยืนของเขาจริงๆ บางทีคิดอะไรที่เป็นตรรกะมากไปก็ปวดหัว ใช้จินตนาการบ้างก็น่าจะดีนะ


ถ้าคุณลุงฟอร์ท หันมาเอาดีกับการเขียนนิยายไซไฟ ระทึกขวัญสั่นประสาท ผมว่าท่านต้องทำได้ดี และเหนือชั้นแน่ๆ ...


โดย: King Of Pain วันที่: 4 มิถุนายน 2549 เวลา:16:53:38 น.  

 
เรื่องที่ฟอร์ทแย้งดาร์วิน
ตอนหลังก็มีหลายคนเห็นด้วยกับฟอร์ทนะ




โดย: keyzer วันที่: 5 มิถุนายน 2549 เวลา:3:06:33 น.  

 

เดี๋ยวขอกลับขึ้นไปอ่านอีกรอบก่อนนะ

รายละเอียดเยอะดีจัง ค่อยๆอ่านดีกว่า


โดย: belittle big IP: 221.128.108.198 วันที่: 5 มิถุนายน 2549 เวลา:9:08:10 น.  

 
ไว้จะมาอ่านใหม่อีกรอบนะครับ.. พอดีมันยาวและงานยุ่งอยู่เชียววันนี้...


โดย: biggg วันที่: 5 มิถุนายน 2549 เวลา:9:39:34 น.  

 
เอาข่าวมาฝากค่ะ

"แปลงหนังสือเป็นทุน"ที่ bookafe

ขอเชิญท่านนำหนังสือเหล่านั้น (กี่เล่มก็ได้) มาขึ้นทะเบียนกับเรา เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นเช่าอ่านในราคามิตรภาพ นอกจากได้บุญแล้ว ยังได้ส่วนแบ่งรายได้จากค่าเช่าหนังสืออีกด้วย

นี่คือหนึ่งในโครงการ “เป็นร้านหนังสืออย่างมีส่วนร่วม” โดยไม่ต้องลงทุนเสียเงินเสียทอง เพียงแต่ลงทุนด้วยหนังสือเท่านั้น (โครงการอื่นๆ จะทยอยออกมาเป็นระยะๆ ตามแต่ไอเดียบันเจิดจะพาไป)

สนใจติดต่อ Bookafe’ สวรรค์ของนักอ่าน ร้านของทุกคน

ติดธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหมู่บ้านเสนานิเวศน์

0 2942 1256 , 0 9788 7946

Bookafe@gmail.com, chaiyatip7@yahoo.com


**ถ้ารู้แล้วก็ขออภัย


โดย: โชคชัย 2 (keyzer ) วันที่: 6 มิถุนายน 2549 เวลา:0:31:14 น.  

 
ขอบคุณมากๆครับที่แวะเข้ามาอ่าน
โดยเฉพาะ คุณดำรงเฮฮา ที่อ่านจบทุกบรรทัด
เรื่องนี้ผมเรียบเรียงเขียนเมื่อปีก่อนเพื่อเอาลงเว็บchch4.com(เจ๊งไปแล้ว) ใช้เวลานานมากๆครับกว่าจะเขียนเสร็จ ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครได้อ่านหรอกครับ เพราะเว็บที่ผมทำเป็นเว็บลึกลับไม่ค่อยมีคนเข้า ดีใจครับที่เรื่องที่ตั้งใจเขียนมีคนอ่านเพิ่มขึ้นอีกคนสองคน ดีใจจริงๆครับ

Thanksคุณเคอ้อนมากครับสำหรับข่าวสารที่น่าสนใจ ร้านนี้เคยแวะไปกินกาแฟ+ซื้อหนังสือครั้งเดียวเองครับ อาทิตย์นี้จะไปดูซื้อ Don Quixote สักหน่อย ร้านนี้เป็นร้านหนังสือที่น่ารักมากเลย อยากให้อยู่คู่ชุมชนนี้ไปนานๆ

King Of Pain - เรื่องที่ลุงฟอร์ทเขียนก็ออกๆแนววรรณกรรมน่ะครับ อ่านได้เพลินทีเดียวครับ สามารถหาโหลดอ่านได้จากอินเตอร์เน็ตด้วยนะครับ


โดย: lomocat วันที่: 6 มิถุนายน 2549 เวลา:0:50:00 น.  

 
คิดถึงจัง การเล่าเรื่องราวแบบนี้
ที่ติดใจมาบ่อย ๆ ก็เพราะเริ่มอ่าน ร้อนแล้วร้อนอีก แล้วติดใจเหลือจะกล่าวนี่แหละค่ะ

อ่านแล้วเสียดายที่งานทั้งหลายหายไปด้วยมือของเจ้าตัวเอง ไม่งั้นอาจจะมีอะไรดี ๆ (แต่สั่นคลอนความเชื่อทางวิทยาศาสตร์สมัยนั้น) มาให้เราได้อ่านได้รู้กันอีกก็ได้

แต่ก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนักคิดนักเขียนที่เก่ง ๆ หลายคน มักจะมีจุดเริ่มต้นที่ความข้นแค้น และลงท้ายด้วยการความตายแบบอนาถา ไม่ว่าจะเป็น Carl Marx, Nicolo Machiavelli และอื่น ๆ อีกมากมาย หรือเป็นเพราะมีแต่พวกที่หเนความขมขื่นบางอย่างในสังคม ถึงจะสามารถคิดที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงความเป็นไปของสังคมนั้นหนอ?

กว่าจะที่ยอมรับ และเป็นที่รู้จักก็เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากนั้นเป็นสิบเป็นร้อยปี

ล้ำมากคนก้ไม่เข้าใจ TT


โดย: หมาเลี้ยงแกะ วันที่: 10 มิถุนายน 2549 เวลา:18:03:16 น.  

 
อืม กลับมาเพราะนึกถึง จิตร ภูมิศักดิ์ กับ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในกรณีนี้ได้ขึ้นมาด้วย


บางทีเก่งอย่างเดียว ก็ไม่ได้เสมอไป
ต้องถูกที่ถูกเวลา

และมีคนเข้าใจ โดยเฉพาะในหมู่มาก TT


โดย: หมาเลี้ยงแกะ IP: 124.120.13.101 วันที่: 12 มิถุนายน 2549 เวลา:0:20:58 น.  

 
เก่งมากครับทุกคนต้องเอาอย่างครับเราคนไทยรักชาติ มากครับเรามีหนังสือวิทย์เราชอบอ่านมากครับเราทุกคนต้องอย่างนักวิยาศาสตร์มากครับขอให้ทุกคนมีความสุขนั้นเราต้องตั้งใจเรียนให้มากนั้นขอให้ทุกคนรักชาติให้มากนั้นเเละขอให้รักในหลวงนั้นบาย


โดย: มามา IP: 117.47.7.43 วันที่: 2 ตุลาคม 2550 เวลา:10:22:36 น.  

 
มามา


โดย: มามา IP: 117.47.7.43 วันที่: 2 ตุลาคม 2550 เวลา:10:24:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

lomocat
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




just a cat.
Friends' blogs
[Add lomocat's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.