space
space
space
 
พฤษภาคม 2560
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
space
space
3 พฤษภาคม 2560
space
space
space

นิยาย ริษยารักข้ามภพ ตอนที่ 1





สวัสดีค่ะ ลิเพิ่งมีบล็อคเป็นของตัวเอง ขอฝากนิยายเรื่องแรกของลิไว้ด้วยนะคะ

นิยาย เรื่องริษยารักข้ามภพนี้ ตัวละครและเมืองต่าง ๆที่ใช้ดำเนินเรื่องผู้เขียนสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น นอกเหนือจาก 34 หัวเมืองใหญ่ที่มีอยู่จริงโดยอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของแคว้นไทใหญ่ก่อนถูกรวมเข้าเป็นประเทศพม่า

ริษยารักข้ามภพ

โดย...ล. วิลิศมาหรา

ตอนที่ 1

กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2530

เจ้านางคำหยาดฟ้า หญิงสาวสูงศักดิ์จากแคว้นสิบสองปันนาเธอผู้มีชีวิตเหนือกาลเวลานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงภายในห้องนอนของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงมือสองข้างวางบนเท้าแขนเก้าอี้ ไหล่และคอตั้งตรง ใบหน้างามสงบเรียบเฉยดวงตาวาวโรจน์ดุจตานางสิงห์จ้องตะครุบเหยื่อคู่นั้นอ่อนแสงลงแล้วขณะมองไปยังบัวตองบ่าวหญิงผู้ภักดีที่กำลังคลี่ผ้าแพรเพลาะคลุมร่างจนถึงหน้าอกให้แก่ชายผู้เคยเป็นดังยอดดวงใจของนายตนเอง ข้ารับใช้คนสนิทยกสองมือของเขาขึ้นวางประสานกันไว้เหนือยอดอกเสร็จแล้วจึงหันมาหานายหญิงเพื่อรอคำสั่ง

“ไปเก็บของที่ห้อง เราจะออกจากเมืองนี้ภายในยี่สิบนาที”

ทันทีที่เจ้านางสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้งูเห่าสีดำมะเมื่อมตัวใหญ่ก็เลื้อยปราดกลับเข้าไปอยู่ในตะกร้าหวายข้างตัวเธอตามเดิมราวกับมันรู้ภาษาคน หญิงสาวก้มลงปิดฝาตะกร้าหวายให้แน่นสนิทก่อนหิ้วมันขึ้นมาถือไว้ในมือพร้อมพยักหน้าเป็นสัญญาณให้บ่าวคู่ใจลุกขึ้นตาม  ก่อนเดินออกจากห้องนั้นไปเธอหันมามองร่างไร้วิญญาณของชายคนรักอีกครั้งหนึ่ง แววอาดูรในดวงตาคู่งามทำให้บัวตองสะท้านในอก สงสารนายสาวจับใจ แต่เพียงครู่เดียวมันก็เลือนหายกลับมาเปล่งประกายเจิดจ้าตามเดิม ไม่นานสองนายบ่าวก็ออกจากที่แห่งนั้นตรงไปขึ้นรถแล้วขับจากไป

ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่หนานอินเฟือนอดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งเมืองเวียงแถนที่ปัจจุบันคือผู้จัดการหนุ่มใหญ่ของคุ้มคำหยาดฟ้ามีท่าทางดีใจเมื่อเห็นสองสาวต่างฐานะปรากฏตัวขึ้นที่ประตูห้องผู้โดยสารขาออก เขาปรี่เข้ามารับกระเป๋าเดินทางจากมือบัวตองเจ้านายสาวของเขายิ้มน้อย ๆ ให้ บอกด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า

“กลับไปคุ้มคำหยาดฟ้า เราต้องเริ่มต้นรอใหม่อีกครั้ง”

เชียงใหม่ อีกยี่สิบเจ็ดปีต่อมา

ในเช้าวันหนึ่งของต้นเดือนเมษายน รถสองแถวสีแดงสัญลักษณ์ของรถที่วิ่งรับผู้โดยสารรอบเวียงเชียงใหม่วิ่งเข้ามาในหมู่บ้านไทลื้อ-ไทเขินแห่งหนึ่งในอำเภอดอยสะเก็ด หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนยอดดอยสูงชื่อดอยก้อมซึ่งอยู่ห่างออกไปนอกตัวเมืองเชียงใหม่ไกลจนเกือบติดอาณาเขตของจังหวัดเชียงราย ที่นี่เป็นชุมชนของคนเชื้อสายไทลื้อและไทเขินซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่1

ไทลื้อ-ไทเขินมีภาษาและศิลปวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทยวนซึ่งเป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ของจังหวัดในล้านนาไทยคนเชื้อสายไทเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่มานานตั้งแต่สมัยพระเจ้ากาวิละ“เทโค”หรือเทครัวมา และที่ทยอยอพยพหนีภัยสงครามมาจากแคว้นสิบสองปันนานับตั้งแต่เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาในปีพ.ศ. 2484-2488 จนกระทั่งถึงอาณาจักรใหญ่ที่เคยปกครองหัวเมืองไทใหญ่ทั้งปวงอย่างพม่าและจีนเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

รถโดยสารคันนี้วิ่งเข้ามาจอดหน้าซุ้มประตูคุ้มที่ทำด้วยแผ่นไม้หนาใหญ่สองบานซึ่งกำลังเปิดอ้าอยู่ คนในรถเห็นภายในบริเวณขอบรั้วสูงใหญ่มีอาคารสองชั้นทรงยุโรปหลังมหึมาตั้งตระหง่านห่างจากซุ้มประตูพอสมควร อาคารหลังนี้ชั้นบนสร้างด้วยไม้มีระเบียงโดยรอบ ชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูนทาสีขาว ระเบียงชั้นล่างกว้างขวาง หลังคาปั้นหยาผสมจั่วชายคาด้านหน้ายื่นยาวออกมาคลุมบันไดไม้ที่ทอดจากระเบียงชั้นบนลงมาพักที่ชานพักกว้างคล้ายระเบียง ก่อนหักหันข้างทอดลงสู่พื้นทั้งสองด้านอีกที โดยมีเสาอิฐขนาดใหญ่สองต้นรับน้ำหนักโครงหลังคาด้านหน้าเอาไว้ หลังคามีมณฑปสีทองหลดลั่นกันเป็นชั้น ๆ นับได้เจ็ดชั้นครอบอยู่และมีอาคารลูกสร้างด้วยอิฐสูงสองชั้นหลังย่อมกว่าอาคารประธานตรงกลางสร้างประกบซ้ายขวารอบคุ้มก่อกำแพงอิฐเป็นแนวยาวล้อมรอบอาณาบริเวณกว้างไกลนับสิบไร่บนตัวกำแพงข้างซุ้มประตูทางด้านซ้ายมีป้ายไม้ทาสีแดงชาดแกะสลักเป็นตัวอักษรฉาบด้วยสีทองขนาดใหญ่อ่านว่า“คุ้มคำหยาดฟ้า”ติดอยู่

คนขับจอดรถดูท่าทีอยู่ครู่หนึ่งก่อนขับพาผู้โดยสารผ่านซุ้มประตูเข้าไปจอดหน้าอาคารหลังใหญ่สุดตรงกลาง ชายหนุ่มกับหญิงสาวซึ่งเป็นคนจ้างเหมาให้มาส่งจากในตัวเมืองลงมาจากรถคนทั้งสองคืออาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาชื่อดังในกรุงเทพมหานครวัยยี่สิบเจ็ดปีเท่ากัน ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่หรือที่คนท้องถิ่นเรียกตัวเองว่า“คนไต”แถบจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน

ชายหนุ่มหล่อเหลาปล่อยผมหยักศกยาวระต้นคอสวมกางเกงและเสื้อยีนส์พับแขนถึงข้อศอกคลุมทับเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้าตัวในแบะอกโชว์ข้อความสีขาวบนอกเสื้อหราว่า“โสด จีบได้”รูปร่างสูงใหญ่ของเขาดูตึงแน่นไปด้วยมัดกล้าม แววตาสีน้ำตาลใต้คิ้วหนาเข้มใสจนเป็นประกายจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากค่อนข้างหนาเป็นรอยหยักลึกเผยอเหมือนคลี่ยิ้มอยู่ตลอดอย่างคนอารมณ์ดีทำให้ใบหน้าคมคายนั้นชวนมอง เขาชื่อว่า นพคุณ อรุณโรจน์

ส่วนหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ตัวเล็กแค่ครึ่งอกของชายหนุ่มข้าง ๆเธอมีเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนถักเปียเดียว เผยใบหน้านวลผ่องกับแก้มป่องอมเลือดฝาดริมฝีปากอิ่มเต็มสีชมพูตามธรรมชาติ ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้นแฝงแววกระตือรือร้น แต่งกายทะมัดทะแมงด้วยชุดยีนส์ทั้งชุดกับสวมรองเท้าผ้าใบเธอคนนี้ชื่อพวงชมพู สุขสมปองหนุ่มสาวทั้งสองสะพายเป้สนามไว้บนบ่าเหมือนเตรียมพร้อมสำหรับการพักแรมพอจ่ายค่าโดยสารเสร็จทั้งคู่ก็เดินมาหยุดเมียงมองเข้าไปภายในตัวอาคารที่ประตูด้านหน้าเปิดอยู่

“ทำไมมันเงียบเชียบอย่างนี้ล่ะนพ ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวสักคน”

พวงชมพูหันมองซ้ายขวาสอดส่ายสายตาไปรอบๆ แต่ทั่วทั้งบริเวณคุ้มเงียบสงบปราศจากผู้คนมีเพียงเธอกับเพื่อนชายเท่านั้นที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงหน้าประตูอาคารซึ่งมันดูผิดปกติมาก เพราะในแผ่นพับแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่บอกเอาไว้ว่าคุ้มคำหยาดฟ้าแห่งนี้เป็นอาคารโบราณ สร้างเลียนแบบหอหลวงของเมืองเวียงแถนเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของแคว้นสิบสองปันนาตัวอาคารในคุ้มมีสถาปัตยกรรมศิลปะแบบมัณฑะเลย์ และเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์

“ไม่รู้เหมือนกันแฮะ อ้อ นั่น มีคนเดินมา เดี๋ยวฉันจะลองถามเขาดู”ชายหนุ่มบอกเพื่อนหญิงก่อนสาวเท้าเข้าไปหาสตรีนางหนึ่งที่กำลังเดินออกจากอาคารหลังใหญ่ตรงมาหาคนทั้งคู่เช่นกัน หล่อนยกมือไหว้สวัสดีก่อนทำเอาแขกทั้งคู่รีบยกมือไหว้ตอบแทบไม่ทันจากนั้นนพคุณจึงเอ่ยปากสอบถามเอาจากเธอ

“เราปิดซ่อมแซมเรือนหลวงเพราะเมื่ออาทิตย์ก่อนพายุมันพัดเอาหลังคากระเบื้องดินขอหลุดไปหลายแผ่นเราประกาศไว้ในเว็บไซต์ พวกคุณคงไม่ได้เข้าไปอ่านกัน”หญิงวัยกลางคนหน้าตาหมดจดท่าทางเรียบร้อยเกล้าผมสูงกลางศีรษะและทัดดอกจำปีไว้ที่หูตอบคำถามชายหนุ่ม เธออยู่ในชุดเสื้อป้ายข้างหรือเสื้อปั้ดนุ่งซิ่นตีนเขียวซึ่งทั้งคู่รู้จักดีว่าเป็นชุดแต่งกายพื้นเมืองของหญิงชาวไทเขินขณะที่เธอผู้นั้นพูด พวงชมพูสังเกตเห็นเธอมองใบหน้าหล่อเหลาของนพคุณอย่างปิติยินดี

“แต่ในเมื่อพวกคุณมากันแล้วก็ขอเชิญเข้าไปข้างในก่อนเถิดจ้าว2 มีส่วนอื่นของตัวเรือนที่ไม่ได้รับความเสียหายให้พวกคุณเยี่ยมชม”หญิงที่มาจากในอาคารผู้นั้นกวักมือเรียกหญิงสาวในชุดไทเขินอีกคนที่เดินผ่านหน้าให้เข้ามาหา

“จันทร์ตาไปเรียนเจ้าท่านว่าตะวันได้ขึ้นแล้ว พี่กำลังจะพาแขกแก้วไปที่เรือนรับรอง”

หญิงคนมาใหม่เมื่อเข้ามาใกล้จึงเหลือบเห็นใบหน้าของสองหนุ่มสาวชัดหล่อนทำท่าคล้ายดังตื่นตะลึง รับคำแล้วรีบเดินจากไปหญิงคนแรกเชื้อเชิญให้ทั้งคู่เดินตามมายังอาคารอีกหลังซึ่งสร้างเยื้องไปทางด้านซ้ายของอาคารหลังใหญ่ตรงกลางเล็กน้อยเรือนรับรองหลังนี้เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนสองชั้นทาสีขาวทั้งหลังเป็นหนึ่งในสองอาคารหลังย่อมลักษณะคล้ายกันที่สร้างขนาบซ้ายขวาอาคารหลังใหญ่หลังคาไม่มีมณฑป หน้าต่างเป็นแบบฝรั่งเศสยาวจดพื้นทุกบานเมื่อเดินขึ้นบันไดหินอ่อนเตี้ย ๆ สี่ขั้นเข้าไปชั้นล่างก็พบห้องรับแขกขนาดใหญ่ ซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบยุโรปด้านข้างมีประตูเปิดออกไปสู่เฉลียงหินอ่อนด้านนอกหญิงสาวชาวไทเขินเชิญให้ทั้งคู่นั่งรอบนเก้าอี้รับแขกไม้สักหุ้มเบาะหลุยส์ชุดใหญ่

“โปรดรอสักครู่ ท่านเจ้าของที่นี่จะเป็นผู้พาคุณเยี่ยมชมคุ้มเองจ้าว”หญิงสาวแต่งกายเช่นเดียวกับหญิงสองคนแรกนำน้ำต้นหรือคนโทพร้อมขันเงินใบเล็กๆ สองใบเข้ามาวางบนโต๊ะรับแขกก่อนถอยออกไปหญิงคนเดิมจึงเชื้อเชิญแขกต่างถิ่นให้ดื่มน้ำอย่างมีไมตรี

“เชิญดื่มน้ำก่อนจ้าว ที่นี่ไม่ดื่มน้ำจากตู้เย็นเราดื่มน้ำฝนที่รองเอาไว้”เธอรินน้ำจากน้ำต้นใส่ขันเงินยื่นส่งให้สองหนุ่มสาวรับมาถือไว้แต่ยังไม่ทันได้ยกขึ้นดื่มเสียงทักทายหวานใสราวระฆังเงินของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น

“สวัสดีค่ะ”

ทั้งคู่หันไปทางต้นเสียงพร้อมกันก่อนพากันตกตะลึงจนถือขันเงินค้างเมื่อเห็นเจ้าของเสียงชัดเจน...ผู้หญิงตรงหน้างดงามราวนางฟ้ามากกว่าเป็นมนุษย์เดินดิน เธอยังอยู่ในวัยสาวและคงรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาร่างสูงระหงสวมเสื้อปั้ดและผ้าซิ่นเช่นเดียวกับหญิงคนอื่นต่างกันที่ตัวเสื้อของเธอปักระบายชายเสื้อและแขนเสื้อด้วยดิ้นเงินดิ้นทองเป็นลวดลายวิจิตรซึ่งของผู้หญิงคนอื่นเป็นเพียงเสื้อสีอ่อนและสีขาวไม่มีลวดลายใด ๆ

ผ้าซิ่นที่เธอนุ่งอยู่ทำเอาพวงชมพูจ้องมองตาโตเพราะจำได้แม่นว่าผ้าซิ่นแบบนี้มันคือผ้าซิ่นไหมคำหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าซิ่นบัวคำซึ่งเป็นซิ่นของราชสำนักไทเขินอันลือชื่อเรื่องความงามและความโดดเด่นของลวดลายบนตัวผ้า ประกอบกับราคาที่แพงระยับเพราะใช้เส้นไหมทำจากทองคำแท้หรือเงินมารีดเป็นเส้นแบนยาวแล้วจึงนำมาตีเกลียวกับเส้นใยที่ส่วนมากเป็นฝ้าย เสร็จแล้วเอามาทอต่อกับส่วนล่างของซิ่นที่เป็นผ้าไหมจีนหรือกำมะหยี่สีเขียวด้านบนของตัวซิ่นมักปักลายบัวคำด้วยเส้นไหมหรือโลหะมีค่า ด้านล่างสุดของซิ่นติดด้วยแถบไหมของจีนกล่าวกันว่าสนนราคาผ้าซิ่นแบบนี้ บางผืนราคาเหยียบหลักล้านเลยทีเดียว

ส่วนนพคุณนั้นตะลึงมองใบหน้าสวยหยาดเยิ้มของหญิงที่ยืนเด่นโดยไม่ได้สนใจเครื่องแต่งกายของเธอเลยสักนิดชายหนุ่มเผลออุทานออกมาว่า

“นี่มันคนหรือนางฟ้ากันแน่วะเนี่ย”

เธอผู้นี้มีเรือนร่างโปร่งระหงใบหน้ารูปไข่ขาวอมชมพูนวลเนียนนั้นดูโดดเด่นเมื่อรวบผมเกล้ามวยไว้กลางศีรษะสอดแซมมวยผมด้วยดอกพุดซ้อนสีขาวดอกใหญ่ ดวงตาดำขลับมีประกายหวานซึ้งช่างยวนใจเมื่อประกอบเข้ากับขนตายาวงอนงามภายใต้คิ้วโก่งราวพระจันทร์เสี้ยวดวงตาหวานสวยคู่นั้นพอสบตากันทำเอาชายหนุ่มชาวกรุงหัวใจแทบหยุดเต้นริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อโดยไม่ต้องพึ่งพาลิปสติกคลี่ยิ้มเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ

“พี่บัวตองไปยกน้ำชาและอมเมี่ยงมาสู่แขกที”สิ้นน้ำเสียงอันไพเราะของเธอหญิงที่พูดคุยกันแต่แรกกับทั้งคู่ก็รับคำแล้วค้อมตัวถอยออกไปจากห้อง

“ฉันชื่อคำหยาดฟ้าเป็นเจ้าของคุ้ม ไม่ทราบว่าพวกคุณมาจากที่ไหนกันคะ”หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามขณะเอ่ยถามต่อหน้าสาวสวยผู้มีสง่าราศีน่าเกรงขามเช่นนี้หนุ่มขี้เล่นและเคยฝีปากดีอย่างนพคุณกลับเกิดอาการอึกอัก พูดติดอ่างขึ้นมากะทันหันพวงชมพูค้อนเพื่อนชายอย่างหมั่นไส้ ตอบแทนเสียเองว่า

“เราสองคนเป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์อยู่ที่กรุงเทพค่ะสนใจประวัติศาสตร์ของชาวไทลื้อ ไทเขินและไทใหญ่พอปิดเทอมเลยชวนกันมาศึกษาศิลปวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทที่นี่ฉันชื่อพวงชมพูส่วนคนนี้คือ...”ครูสาวเอาข้อศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อนชายนพคุณสะดุ้งยิ้มแหย ๆ ก่อนแนะนำตัวเองว่า

“ผมชื่อนพคุณครับ เป็นเพื่อนผู้หญิงคนนี้”ชายหนุ่มเปลี่ยนมายิ้มหน้าเป็นแล้วรีบบอกสถานภาพของตัวเองพร้อมพยักพเยิดไปทางเพื่อนสาวข้าง ๆ เหมือนกลัวสาวงามตรงหน้าจะเข้าใจผิดเจ้าของคุ้มแสนสวยนิ่งมองนพคุณด้วยแววตาเปล่งประกายยินดีประหลาดอยู่ครู่หนึ่ง ณวินาทีนั้นบรรยากาศรอบข้างของคนทั้งหมดดูเหมือนจะหยุดนิ่งเงียบสงัดลงและแล้วรอยยิ้มน้อย ๆ ก็คลี่ออกให้ชายหนุ่มรูปหล่ออีกครั้ง

“ข้าเจ้าดีใจนักแล้วเจ้าพี่”ทั้งนพคุณและพวงชมพูต่างพากันมองหน้าเจ้าของคุ้มอย่างงุนงงกับคำพูดแปลกๆ ของเธอ

“ฉันหมายถึงยินดีที่ได้พบพวกคุณไทยสยามหรือไทใหญ่ต่างก็เป็นพี่น้องกันน่ะค่ะ”เห็นคนทั้งคู่ทำท่าสงสัยหญิงสาวจึงรีบอธิบายประกายประหลาดในแววตาเธอเลือนหายไปแล้ว ดวงตางามซึ้งคู่นั้นกลับมาหวานหยดดังเดิม

“อ้อ ยินดีและดีใจเช่นกันครับที่ได้มาเยี่ยมชมคุ้มโบราณ และยังได้มาพบเจ้าของคุ้มอีกด้วย”นพคุณหายสงสัยกลับมายิ้มหน้าเป็นอีกครั้งซึ่งก็ได้รับยิ้มหวานจากเธอตอบกลับก่อนสาวสวยจะเริ่มต้นเล่าตำนานคุ้มคำหยาดฟ้าให้ทั้งคู่ฟัง

“คุ้มคำหยาดฟ้าสร้างโดยปู่ทวดของฉัน ท่านชื่อเจ้าฟ้ากองคำฟั่นค่ะตัวคุ้มมีอายุราวเจ็ดสิบปี...”คงเป็นเพราะน้ำเสียงไพเราะก้องกังวานของสาวงามกระมังจึงทำให้หนุ่มชาวกรุงต้องนั่งโน้มกายมาข้างหน้าอย่างลืมตัวชายหนุ่มตั้งใจฟังสิ่งที่เธอกำลังพูดสัมผัสบางอย่างในน้ำเสียงหวานใสเหมือนเคยได้ยินมาก่อน พลันนั้นเขาก็เกิดอาการมึนงงวิงเวียนศีรษะขึ้นมากะทันหัน

...“เจ้าพี่อย่าทิ้งน้องไป”...

หูแว่วแล้วเรา...หนุ่มหล่อสลัดศีรษะไล่ความมึนงงรู้สึกคล้ายจริงกับเสียงเพรียกหานั้นมากหรือจะเป็นเพราะบรรยากาศของคุ้มโบราณพาไปจึงทำให้เกิดเคลิบเคลิ้มเหมือนดูหนังดูละคร...สงสัยคงดูหนังย้อนยุคมากไปหน่อย...นพคุณคิดสักพักทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ เสียงเล่าหวานใสยังดังกังวานต่อไป

“ท่านเป็นเจ้าหลวงของเมืองเวียงแถนเมืองไทเขินที่สำคัญเมืองหนึ่งของแคว้นสิบสองปันนาซึ่งมีเมืองบริวารมากกว่าสิบเมือง อาคารหลังใหญ่ตรงกลางเรียกว่าเรือนหลวงสร้างเลียนแบบหอหลวงของเมืองเวียงแถน เมื่อตอนอังกฤษเข้ายึดครองพม่าพวกนั้นต้องการยึดครองเมืองของชาวไทลื้อ ไทเขินและเมืองของไทใหญ่ทั้งปวงด้วยปู่ทวดร่วมมือกับพม่าช่วยกันปลดแอกพม่าจากอังกฤษ ไม่นึกเลยรัฐบาลทหารของพม่าเองก็ต้องการล้มล้างระบอบเจ้าฟ้าของชาวเราพวกเราโดนโจมตีทั้งจากฝรั่งต่างชาติและพวกม่าน เราแพ้สงคราม ปู่ทวดพาครอบครัวหลบหนีมาลี้ภัยอยู่กับเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เจ้าพ่อเกิดที่นี่เราจึงได้สัญชาติไทย ตัวฉันเป็นรุ่นที่สี่ตอนนี้ทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่สิ้นหมดแล้วเหลือฉันดูแลที่นี่เพียงคนเดียว”หญิงสาวสูงศักดิ์เล่ายืดยาวถึงอดีตด้วยท่าทีอันสงบ

“ที่แท้ท่านเป็นราชนิกุลของเจ้าฟ้าไทใหญ่ถ้าอย่างนั้นฐานันดรศักดิ์ท่านก็ต้องเป็นเจ้านางสินะครับเจ้าบอกว่าอยู่ที่นี่คนเดียวแสดงว่าเจ้ายังโสด”นพคุณโพล่งถามออกมาอย่างลืมตัวพวงชมพูจิกเล็บเข้าที่แขนเพื่อนหนุ่ม กระซิบลอดไรฟันดุเขาเบา ๆ

“เอ๊ะ แกนี่...เก็บอาการหน่อย เสียมารยาทแท้เลยเชียว”แล้วรีบหันไปขอโทษเจ้านางสาว

“ดิฉันต้องขอโทษเจ้าด้วย หากเราสองคนทำอะไรรุ่มร่ามลงไป เอ้อเราขอสนทนากับท่านด้วยคำพูดธรรมดาจะได้ไหมคะ”หญิงงามเบื้องหน้าหัวเราะเสียงใสก้มศีรษะรับ

“ได้สิคะ ตอนนี้ดิฉันก็มีสถานะเช่นเดียวกับพวกคุณนั่นแหละค่ะเพราะฐานันดรศักดิ์ที่คุณว่าได้ถูกยกเลิกไปนานแล้ว ถูกต้องค่ะฉันยังโสดที่นี่แวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านชาวไทลื้อไทเขินที่อพยพหนีภัยสงครามมาเมื่อครั้งกระโน้นพวกเขาคอยช่วยเหลือดูแลฉันเป็นอย่างดี”สาวสวยพูดกลั้วเสียงหัวเราะสองหนุ่มสาวเมื่อเห็นท่าทีเป็นกันเองของสตรีสูงศักดิ์จึงค่อยคลายความเกร็งลง

“คุ้มคำหยาดฟ้าใหญ่โตกว้างขวางมากเจ้าจัดการกับเรื่องภายในคุ้มอย่างไรคะ”ถามพลางเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างทึ่งภายในคุ้มใหญ่โตแห่งนี้การดูแลรักษาไม่น่าจะทำได้โดยง่ายครูสาวเกิดความสงสัยว่าทำไมเจ้านางไทเขินซึ่งยังเป็นหญิงอายุน้อยจึงดูแลจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในคุ้มแห่งนี้คนเดียวได้

“ก็อย่างที่เล่าให้ฟัง รอบคุ้มคือพี่น้องชาวไทลื้อไทเขินทั้งสิ้นขาดเหลือหรือต้องการความช่วยเหลืออะไรพวกเขายินดีทำให้ส่วนภายในคุ้มก็ได้พี่บัวตองคนเมื่อกี้กับหนานอินเฟือนผู้จัดการคุ้มช่วยดูแลกำกับคนงานในคุ้มให้ค่ะ”

อธิบายด้วยท่าทีเรียบ ๆ เหมือนเป็นเรื่องง่ายดายไม่ยุ่งยากอะไรหนุ่มสาวทั้งคู่ผงกศีรษะรับเป็นทำนองว่าสิ้นสงสัยรู้สึกนับถือสาวสวยคนนี้ขึ้นมาในใจที่เธอทั้งสวยทั้งเก่ง คุ้มใหญ่โตกว้างขวางอีกทั้งยังเปิดเป็นสถานที่ให้คนเข้าชม การบริหารจัดการไม่ใช่เรื่องง่ายเลยขณะนั้นเองหญิงที่ชื่อบัวตองยกเอาชุดน้ำชาและเมี่ยงห่อใบตองเป็นคำเล็ก ๆเข้ามาพอดี เธอคุกเข่าลงรินน้ำชาใส่ถ้วยกระเบื้องใบเล็กส่งให้สองหนุ่มสาว

 “น้ำชาใส่เกลือของชาวเมืองเวียงแถน ลองชิมดูนะจ้าว”

ทั้งคู่เอ่ยขอบคุณแล้วรับถ้วยชามาจิบรับรู้ถึงรสชาติออกเค็มแปลกไปจากน้ำชาทั่วไปที่เคยดื่มซึ่งไม่ใช่แต่เพียงรสชาติของน้ำชาอย่างเดียวที่สร้างความประหลาดใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบเห็นภายในคุ้มโบราณแห่งนี้ล้วนดูแปลกตาไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือสถาปัตยกรรม ตลอดจนสิ่งของเครื่องประดับตกแต่งมันช่างอลังการและเข้มขลังราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในเวียงวังไทเขินสมัยโบราณอย่างไรอย่างนั้นและเมื่อนั่งคุยกันได้พักใหญ่ประมุขของคุ้มจึงเอ่ยชวนให้ทั้งคู่ลุกเดินตามเธออกไปจากห้องรับรองแขก

“ฉันจะพาพวกคุณไปชมตัวอาคารและรอบ ๆ คุ้ม เชิญค่ะ”

วันนั้นทั้งวันสองหนุ่มสาวจึงตระเวนชมตัวอาคารหลังใหญ่ที่เจ้าของเรียกว่าเรือนหลวงและอาคารลูกอีกสองหลังรวมทั้งบริเวณโดยรอบเรือนหลวงอันประกอบไปด้วย โรงรถ โรงครัว สวนกล้วยไม้และสวนดอกไม้ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ประตูทางเข้า– ออกคุ้มมีทั้งหมดสามประตู คือประตูทางทิศเหนือที่มีซุ้มประตูขนาดใหญ่ซึ่งทั้งคู่พึ่งผ่านเข้ามาอีกประตูอยู่ทางทิศใต้ ประตูด้านทิศตะวันออกมีศาลเจ้าขนาดใหญ่เป็นที่อยู่ของ “นัต” หรือ “ผี” ที่คอยคุ้มครองเรือนมุมหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเรือนหลวงมีศาลาประดิษฐานพระพุทธรูป 8 องค์

ในสวนดอกไม้ด้านหน้าเรือนหลวงสวยร่มรื่นไปด้วยไม้ดอกไม้ใบและต้นไม้ใหญ่ด้านข้างสวนสวยมีสวนกล้วยไม้นานาชนิดตั้งอยู่ เมื่อเดินมาถึงตรงนี้นพคุณซึ่งชื่นชอบสะสมกล้วยไม้เป็นชีวิตจิตใจรู้สึกตื่นตาตื่นใจครูหนุ่มเอาแต่บันทึกภาพกล้วยไม้ไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหนต่ออีก พวงชมพูได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ให้เจ้าของคุ้มกับอาการปลื้มเกินเหตุของเพื่อนชาย ซึ่งคนเป็นเจ้าของก็แสนใจดีเธอปล่อยให้อาคันตุกะหนุ่มหยุดถ่ายรูปจนพอใจโดยไม่พาไปไหนต่อคนทั้งหมดหยุดอยู่ที่สวนกล้วยไม้นี้จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงตรงสองหนุ่มสาวจึงเอ่ยขออนุญาตเจ้าของสวนทานมื้อเที่ยงภายในศาลาไทยกลางสวนสวยซึ่งก็คือแซนวิชกับน้ำดื่มคนละขวดที่ฉวยมาจากเซเว่นข้างทางเมื่อเช้านี้

“เชิญตามสบายค่ะ”ประมุขหญิงคุ้มคำหยาดฟ้าอนุญาตโดยดี ขณะที่พูดดวงตาเปล่งประกายหวานเป็นนิจคู่นั้นดูหม่นเศร้าลงอย่างประหลาดราวกับท้องฟ้าครามใสกลายสียามอาทิตย์อัสดง

“สวนนี้จัดไว้รอให้คุณมาเยี่ยมชมนานแล้ว”เธอพูดทิ้งท้ายเป็นปริศนาอีกครั้งก่อนปล่อยสองหนุ่มสาวไว้ที่นั่นตามลำพัง

“ไอ้นพ แกนี่มันจริง ๆ เลย...”พอเจ้านางคนสวยกับหญิงรับใช้ประจำตัวลับตาไปแล้วพวงชมพูหันมาแหวใส่เพื่อนหนุ่มทันที

“อะไร”นพคุณก้มง่วนอยู่กับกล้องถ่ายรูปไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมอง

“มีมาดหน่อยได้ไหม แก คอ.ศอ. สอง แล้วนาเว้ยทำตัวเป็นเด็กนักเรียนมาเที่ยวงานวันเด็กไปได้”เธอเอ็ดเขาเสียงเขียวพอเห็นชายหนุ่มไม่สนใจฟังจึงแย่งกล้องถ่ายรูปจากมือเขามาซ่อนไว้ข้างหลัง

 “เฮ้ย ทำอะไร เอามา”นพคุณร้องเอะอะ พวงชมพูส่ายหน้ายิ้มอย่างผู้ชนะที่แกล้งเขาได้

 “เอามานะเว้ย ฉันกำลังดูรูปถ่ายติดวิญญาณอยู่แกรู้หรือเปล่า”ทำสีหน้าขึงขังกวักมือเรียกเอากล้องคืนยิก ๆ พวงชมพูทำตาโตห่อปากรูปตัวโอรีบยกกล้องขึ้นกดดู

 “ไหน ภาพไหนไอ้นพ ที่แกว่าถ่ายติดวิญญาณน่ะ”มือใหญ่คว้ากล้องคืนมาแล้วกดชัตเตอร์ใส่หน้าเพื่อนสาวรัวๆ

 “อ่ะ นี่ไงฉันถ่ายติดปีศาจนางแม่มดว่ะ ฮ่า ๆ ๆ”เลยถูกเธอถลึงตาใส่ลุกขึ้นไล่ทุบไหล่หนาไม่ยั้งก่อนหยุดหอบหายใจ

 “โอ๊ย ๆ ๆ กลัวแล้วแม่จ๋า ยอมแล้วจ้า”ครูหนุ่มหัวเราะชอบใจที่เห็นเพื่อนสาวเหนื่อยหอบจนตัวโยนแต่พอเธอเริ่มไอแค่ก ๆ เขาก็หน้าเสีย

 “อ้าว หืดจับอีกแล้วสิเนี่ยเล่นอะไรไม่ดูสังขารตัวเองเล้ย...ยัยแม่มดหนังเหนียว มานี่มา นพจะลูบหลังให้”คนเป็นหืดทรุดตัวลงนั่งข้างเขาโดยดีหอบหายใจเหนื่อยไม่พูดไม่จานพคุณเอามือจับศีรษะเพื่อนสาวให้พิงหัวไหล่ตัวเองเอาไว้ มืออีกข้างลูบหลังให้เบา ๆ

“ดีขึ้นหรือยัง”ถามอ่อนโยนอย่างห่วงใยไร้แววขี้เล่นเหมือนก่อนหน้าหญิงสาวพยักหน้าบ่นงึมงำ

“แกชอบแกล้งฉัน คอยดูนะ ถ้าฉันตายไปจะเป็นผีมาหลอกให้หัวโกร๋นเลย”บ่นด้วยน้ำเสียงอู้อี้ศีรษะยังพิงไหล่เพื่อนหนุ่มอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครคิดผละห่างออกจากกัน

 “ชอบพูดบ้า ๆ” ชายหนุ่มดุไม่จริงจังมือที่ลูบหลังเปลี่ยนเป็นโอบไหล่ บีบกระชับที่ต้นแขนเธอเบา ๆ

 “ไม่มีชมพู นพจะอยู่ได้ยังไง”คนฟังรู้สึกหวิวหวามกับคำพูดแบบนั้นของเขาซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนจนต้องแอบแหงนหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายด้านข้างของคนพูด แต่พอเขาก้มลงมามองบ้างก็รีบหลุบเปลือกตาลงต่ำ ความเป็นเพื่อนสนิทจึงต้องระวังทีท่า เธออายเกินกว่าจะให้เขารู้ว่าตัวเองคิดเกินเลยไปไกลกว่าเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว

 “ใครจะช่วยฉันทำ คอ.ศอ. สาม ใครจะคอยด่าเวลาขี้เกียจสอนฉันคงเฉาหูตายตาม”หนุ่มขี้เล่นพูดต่อทำหน้าตาย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นกระเซ้าเย้าแหย่เพื่อนสาวตามเดิม ซึ่งมันทำให้อารมณ์หวิวๆ ที่พึ่งก่อตัวขึ้นมีอันต้องหายวับ

“ไอ้บ้า”คราวนี้พวงชมพูผงะเอามือยันตัวหนุ่มหล่อให้ออกห่าง ดูเถอะทำทีท่าเหมือนจะซึ้งด้วยแต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นแซวเล่นเสียอย่างนั้นให้หมดอารมณ์ด่าเขาแล้วก็ทำหน้างอลงทันควัน แต่มือใหญ่ที่โอบไหล่เธอกลับกระชับเข้าหาตัวเขาเองแน่นขึ้น

“ทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว ไม่รู้จะขยันงอนไปถึงไหน นพพูดจริงไม่มีชมพูเสียคนนพคงตายแน่ ๆ ขาดเธอก็เหมือนขาดใจ...”

พูดทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ตาคมใสที่มองมาเป็นประกายระยับพวงชมพูขัดเขินช้อนสายตาขึ้นมองหน้าเขานิดหนึ่งแล้วต้องรีบก้มหลบเมื่อรู้สึกตัวว่าผิวเนื้อบริเวณแก้มสองข้างกำลังร้อนวูบวาบจนอาจแดงออกมาให้เขาสังเกตเห็น แม้รู้ดีว่านั่นเป็นท่าทีที่เขาแกล้งยั่วล้อกระนั้นหญิงสาวก็อดปลื้มปริ่มในใจไม่ได้ มีแต่เขานั่นแหละที่ช่างไม่รู้อะไรเสียบ้างเลย คิดอะไรด้วยเหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่ยอมออกปากบอกมาสักครั้ง ยังดีที่ไม่เคยทำท่าไปสนิทสนมกับสาวอื่นให้ช้ำใจ คบเป็นเพื่อนกันมานานจนอายุปาเข้าไปตั้งยี่สิบเจ็ดปีเข้านี่แล้วพวงชมพูหวังว่าอีกไม่นานนักสถานภาพของเธอกับเขาคงจะเปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นคนรักเสียที

“ใครบอกว่าฉันงอนแก ฉันเบื่อแกต่างหาก”ปฏิเสธเสียงแข็งกลบเกลื่อนความเขินอาย เงยหน้าขึ้นแล้วรีบเบือนหนีแอบไปซ่อนยิ้ม

“โธ่ อย่าพึ่งเบื่อนพเลย เดี๋ยวไม่มีคนพาไปหาหมอนะ เอ้า นี่ยาดมอุตส่าห์ไปหาซื้อมาให้”

ยังออดอ้อนและทำทีทวงบุญคุณต่อ มืออีกข้างล้วงเอายาดมหลอดเล็ก ๆจากในกระเป๋ากางเกงออกยื่นส่งให้ หญิงสาวชำเลืองมองค้อนอย่างแง่งอนแต่ก็รับเอามาเปิดฝาสูดดมจนรู้สึกอาการหายใจหอบดีขึ้น ไม่น่าเลยก่อนออกเดินทางมาก็กินยาแก้หืดหอบรวมทั้งกินยาแก้ภูมิแพ้มาแล้วแท้ ๆอาจเพราะที่นี่อยู่บนดอยสูงอากาศจึงค่อนข้างเย็นแม้จะอยู่ในช่วงหน้าร้อนก็ตามนึกปลื้มใจที่เพื่อนชายใส่ใจในตัวเธอ นพคุณมักพกหยูกยาติดตัวเสมอเพราะรู้ว่าสุขภาพของเธออ่อนแอด้วยโรคหอบหืดที่เป็นโรคประจำตัวแม้ชายหนุ่มจะไม่เคยเอ่ยคำว่ารักออกมา แต่ทุกการกระทำของเขาก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขาเองก็คิดกับเธอเกินเลยกว่าเป็นเพื่อนกันธรรมดาแน่ ๆ รวมทั้งวงแขนที่โอบกระชับนี้ด้วย

ใต้เงาไม้ไม่ไกลจากสองหนุ่มสาวเท่าใดนักสายตาคู่หนึ่งเฝ้าจับจ้องกิริยาของคนทั้งคู่แทบไม่กะพริบ ขอบตาร้อนผ่าวก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนเกิดตีบตันเจ้านางคำหยาดฟ้าหันหลังเดินออกไปจากที่นั่นเงียบ ๆ เหมือนไม่อาจทนดูต่อไปได้ ส่วนด้านหลังของนายสาวบัวตองและอินเฟือนบริวารชายหญิงซึ่งยืนมองดูอยู่โดยตลอดต่างเหลียวมามองหน้ากันทั้งสองทอดถอนใจยาว และในที่สุดต่างก็แยกย้ายไปจากที่ตรงนั้นเช่นกัน

จนล่วงถึงเวลาบ่ายมากแล้วเจ้าของคุ้มให้บัวตองมาสอบถามอาคันตุกะถึงที่พักค้างแรม พอรู้ว่าทั้งคู่ยังไม่มีที่พักเธอก็เอ่ยปากชวนค้างคืนที่คุ้มและชวนร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันท่าทีเหมือนยังไม่อยากให้จากไปไหน

 “คุณทั้งสองไม่ต้องเกรงใจ ห้องว่างเรือนเรามีหลายห้อง”

เจ้านางสาวบอกอย่างมีไมตรีซึ่งทั้งคู่ก็รีบรับข้อเสนอโดยเร็วแทบไม่ต้องคิด ช่างโชคดีจริง ๆที่จะได้มีโอกาสเข้าพักในคุ้มอลังการแห่งนี้นี่ยังไม่นับกับการได้ร่วมโต๊ะอาหารกับคนเป็นเจ้าของ ซึ่งคงน้อยคนนักที่จะมีโอกาสและเมื่อมีโอกาสที่ไหนเลยจะปฏิเสธได้ลงคอ ดังนั้นเมื่อเที่ยวชมจนทั่วคุ้มแล้วบัวตองที่คอยตามดูแลก็พาแขกทั้งสองไปยังห้องนอนรับรองแขกชั้นล่างอาคารทางซ้ายมือ

ห้องนอนขนาดใหญ่ทั้งสองห้องตั้งอยู่ติดกันภายในตกแต่งผสมผสานระหว่างสไตล์โคโลเนียลและพม่าบริวารหญิงของเจ้านางพาแขกชาวกรุงไปแนะนำห้อง นพคุณกับพวงชมพูทำตาโตชี้ชวนกันชมความสวยงามอลังการของเครื่องเรือนและสิ่งประดับตกแต่งในแต่ละห้องอย่างตื่นตาตื่นใจต่างทึ่งในความหรูหราและคลาสสิกบ่งบอกรสนิยมเป็นเลิศของคนเป็นเจ้าของ

ก่อนกลับออกไปโดยทิ้งสองหนุ่มสาวไว้ในห้องนอนรับรองแขกห้องหนึ่งบัวตองแจ้งว่าเวลาอาหารคือหกโมงเย็น ครั้นลับร่างหญิงรับใช้ไปแล้วสองสหายก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอนหนานุ่มอย่างลิงโลด พวงชมพูยังไม่วายนึกสงสัย

 “เขาต้อนรับนักท่องเที่ยวดีอย่างนี้เชียวหรือแก”

 “นั่นสิ ฉันก็งงเหมือนกัน ให้เข้ามาดูคุ้มทั้งที่ยังปิดอยู่พาเที่ยวชมหนำซ้ำยังให้อาหารกับที่พักฟรี อะไรจะโชคดีปานนี้แต่ว่าก็ว่าเถอะฉันชักเกรงใจเขาแล้วเนี่ย แกดูห้องนอนสิอย่างหรูเลยฉันแทบไม่กล้านอน”พูดพลางลูบไล้ผ้าปูที่นอนเนื้อเนียนที่คลุมเตียงนอนโครงเหล็กสี่เสาสไตล์แอนทีคไปมาอย่างทึ่ง

 “ฉันว่าเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ของนอกแน่ ๆห้องนี้มันช่างต่างจากห้องนอนชายโสดของไอ้นพที่กรุงเทพยังกะฟ้ากับดิน”ว่าแล้วก็ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวบนเตียงคว้าหมอนสีสวยมากอดทำท่าเคลิ้ม

 “ฉันจองห้องนี้นะ แกนอนห้องโน้น อืม...ช่างเป็นบุญหลังไอ้นพจริง ๆหมอนนี่ก็นุ่มดีจังแม่คุณเอ๋ย”พวงชมพูทุบกำปั้นลงบนหลังเพื่อนชายดังอั่กเข้าให้อย่างหมั่นไส้

 “หนอย ถึงเพ้อเชียวนะแก ที่บอกนุ่มน่ะหมอนนุ่มหรือแกนึกไปถึงเจ้าของหมอน”นพคุณปล่อยหัวเราะก๊าก แซวเพื่อนสาวว่า

 “ให้ฉันฝันหวานสักวันเหอะวะ นาน ๆ ได้เจอนางฟ้าสักทีทุกวันเห็นแต่หน้านางแม่มดอย่างแกไม่เจริญหูเจริญตาเอาเสียเลย”สาวตาโตหน้าง้ำฟาดฝ่ามือเพียะเข้าที่ลำตัวชายหนุ่มอีกที

 “ไอ้นพ ไอ้บ้า แกเห็นฉันเป็นแม่มดอย่างนี้ตลอดเลยใช่ไหม เออดีต่อไปอย่ามาขอให้ช่วยทำนวัตกรรม ทำผลงานวิชาการอีกนะ แม่มดทำไม่เป็นโว้ย”พูดจบก็สะบัดหน้าเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไปนพคุณส่ายหน้ามองตามยิ้ม ๆ ขำท่าทางของเพื่อนสาว พวงชมพูขี้งอนเธอชอบพูดขู่เขาแบบนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ ก็เป็นเธอเองนั่นแหละที่คอยวิ่งเต้นช่วยเหลือเขาจนสำเร็จโดยที่เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากขอให้ช่วยเลยสักครั้ง

นอน ๆ อยู่ชายหนุ่มก็รู้สึกง่วงขึ้นมาติดหมัด ก่อนพริ้มปิดเปลือกตาลงเขานึกถึงแววตาหวานเศร้าและคำพูดปริศนาของเจ้านางคนสวยอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเขาคงบังเอิญหน้าตาไปเหมือนใครสักคนเข้าใครคนนั้นคงเป็นคนรักของเธอ...ชักนึกอิจฉาเจ้าผู้ชายคนนั้นที่ต้องเป็นชายวิเศษเหนือชายแน่ๆ จึงสามารถกุมหัวใจสตรีสูงศักดิ์และเลอโฉมคนนี้เอาไว้ได้พอนึกมาถึงตรงนี้ชายหนุ่มหัวเราะขำตัวเองที่คิดเพ้อเจ้อเขาส่ายศีรษะสลัดความคิดนั้นทิ้งไปก่อนพลิกตัวลงนอนคว่ำเอาใบหน้าซุกลงกับหมอนนุ่มสักครู่ก็ระบายลมหายใจสม่ำเสมอ หลับไปอย่างมีความสุข

เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นบัวตองมาเชิญแขกทั้งคู่ให้ไปยังห้องอาหารของเรือนหลวงที่นั่นเจ้าของคุ้มแสนสวยนั่งรออยู่ก่อนแล้วเธอพิลาศล้ำด้วยเสื้อไหมโปร่งแขนยาวสีชมพูและเสื้อเกาะอกสีเดียวกันเผยผิวนวลผ่องเป็นยองใยภายใต้ร่มผ้าบางเบาผ้าซิ่นสีเดียวกับเสื้อปักลายป่าหิมพานต์แสนวิจิตร

บนโต๊ะอาหารที่ทำด้วยไม้มะฮอกกานีอย่างดีมีสำรับประกอบไปด้วยแกงฮังเลน้ำซุปถั่วลันเตา ผักกุ่มดอง แคบหมูกับน้ำพริกอ่องและข้าวเหนียววางอยู่ เจ้าของเรือนเชื้อเชิญให้ทั้งคู่นั่งดวงตาหวานซึ้งจ้องมองตามร่างอาคันตุกะหนุ่มไม่วางตา

“ที่เมืองเวียงแถน เราจะทำอาหารพวกนี้ไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองพวกคุณคงทานกันได้”เธอแนะนำสำรับอาหารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าด้วยกิริยาแช่มช้อยแล้วเอ่ยถามแขกต่างเมือง

“สบายมากครับ เพื่อนผมที่เชียงใหม่พาไปกินอาหารพวกนี้บ่อย ๆผมชอบแกงฮังเลกับน้ำพริกอ่องมาก ทานได้ทุกวันไม่มีเบื่อ”

เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มบอกดูเหมือนเจ้าของคุ้มสาวจะชะงักไปเล็กน้อยเธอยิ้มเยื้อนก่อนเชิญให้สองหนุ่มสาวลงมือทานข้าว ระหว่างมื้ออาหารพวงชมพูสังเกตเห็นเจ้านางคนงามคอยบริการเพื่อนหนุ่มของเธอเป็นพิเศษหญิงเจ้าของคุ้มตักแกงฮังเลให้ชายหนุ่มถี่ ๆ เลือกเอาแต่ชิ้นที่ติดมันนิด ๆผักแนมก็เลื่อนเฉพาะแตงกวามาให้ตรงหน้าเหมือนรู้ว่าเขาชอบนพคุณเองก็ทำหัวร่อต่อกระซิกอย่างน่าหมั่นไส้เขายิ้มและขอบคุณเจ้าหญิงไทเขินทุกครั้งที่เธอบริการด้วยน้ำเสียงตลก ๆ ซื่อ ๆตามสไตล์

เจ้านางคำหยาดฟ้ายิ้มแย้ม หยิบจับโน่นนี่ด้วยกิริยาชดช้อยพลางชวนชายหนุ่มแดนไกลสนทนาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเจื้อยแจ้วแววตาคู่สวยสดใสเปล่งประกายแวววาว เจ้านางโฉมงามดูเหมือนมีความสุขมากตลอดมื้ออาหารในขณะที่พวงชมพูกลับรู้สึกกลืนข้าวแทบไม่ลงเหมือนข้าวติดคอ

....................................................................................

เชิงอรรถ  

1ไทใหญ่ :นักมานุษยวิทยาใช้เกณฑ์ด้านวัฒนธรรมและประเพณีแบ่งกลุ่มชาติพันธุ์คนไทออกเป็นสามกลุ่มคือไทน้อย ไทใหญ่และไทยสยาม

ไทใหญ่หมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงเลยไปถึงลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำอิระวดีและพรหมบุตร กลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลนี้ได้แก่พวกไทใหญ่ ไทเหนือไทเขินหรือไทขึน ไทลื้อและไทยวน (ลาวยวน) เป็นต้น

2จ้าว คำลงท้ายของหญิงไทเขินและผู้หญิงทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยเหมือนคำว่า คะ ค่ะ




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2560
2 comments
Last Update : 3 พฤษภาคม 2560 20:04:46 น.
Counter : 515 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

มาทักทายพี่ลิค่ะ

 

โดย: รัชต์สารินท์ 3 พฤษภาคม 2560 19:54:14 น.  

 

สวัสดีค่ะ พี่ลิยังตอบบล็อคไม่เป็นเลย อิอิ

 

โดย: รัชต์สารินท์ (ลายลิขิต ) 3 พฤษภาคม 2560 21:12:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

space

BlogGang Popular Award#13


 
ลายลิขิต
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยายและเรื่องสั้นค่ะ

space
space
[Add ลายลิขิต's blog to your web]
space
space
space
space
space