ละอองดาว/พนมเทียน



ชื่อเรื่อง : ละอองดาว
ประพันธ์โดย : พนมเทียน
สำนักพิมพ์ : ณ บ้านวรรณกรรม


ปกใน

ถ้า “อนาสเตเซีย” คือเรื่องราวของการพิสูจน์หญิงสาวลึกลับผู้หนึ่ง ว่าเป็น “เจ้าหญิงอนาสเตเซีย นิโคลัส” ราชธิดาของพระเจ้าซาร์ จริงหรือเปล่า ชีวิตเธอ…ละอองดาว เบ็ญจรงค์ ก็ละม้ายกัน เป็นลูกกำพร้า เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ ที่ดร.ไกร เบ็ญจรงค์ เอามาเลี้ยงไว้ “ถูกแล้ว เจ้าเป็นลูกกำพร้า อายุเพียง 6-7 เดือน เจ้าก็หมดสิ้นทั้งพ่อและแม่ เขาไม่ได้ขจัดเจ้าอย่างสิ่งไม่พึงปรารถนา แต่เขาทั้งสองไม่มีวาสนาพอที่จะโอบอุ้มสายกำเนิด อันเป็นอนุสรณ์แห่งความรักอันล้ำค่าต่อไปได้ เพราะความตายซึ่งไม่เคยผ่อนปรนให้แก่ใคร พ่อทำหน้าที่แทนให้แก่เขาทั้งสองด้วยความเต็มใจยิ่ง หากเมื่อสิ้น ดร.ไกร เขาก็ยังได้ผูกมัดเธอไว้ด้วยเงื่อนไขของพินัยกรรม ที่เธอ…ละอองดาว และเขา…กรกฏ เบ็ญจรงค์ ไม่อาจปฏิเสธได้ สาวน้อยผู้นี้แหละ ที่บิดาของเขาได้ผูกมัดหมายมั่นเอาไว้ให้เป็นสมบัติของเขา สาวน้อยผู้นี้แหละ ผู้ซึ่งเขาพยายามทุกวิถีทาง ในอันที่จะขจัดหล่อนไปให้พ้นทิศทางอย่างไม่พึงปรารถนา จากวันที่ได้มีโอกาสเห็นเป็นครั้งแรก ได้มีโอกาสสังสรรค์ แม้จะเต็มไปด้วยทิฐิและไว้ตัวเข้าหากัน “อะไร” ชนิดหนึ่งได้ก่อเงาขึ้นกลางใจเขาเสียแล้ว เจริญงอกงามขึ้น ทุกคืนทุกวันที่ผ่านไป กรกฏรู้สึกในอารมณ์ลึกลับชนิดนี้ แต่พยายามปฏิเสธโกหกตัวเองมาโดยตลอด จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายว่า เขาไม่ได้รักหล่อน…จะรักไปไม่ได้ เขาเองเป็นผู้แสดงเจตจำนงที่ไม่ต้องการหล่อนมาตั้งแต่ต้น ทั้งๆ ที่ทุกวินาทีที่ผ่านไป คุณธรรม ความดีงามของหญิงสาว แผ่ซึมซาบเข้ามัดหัวใจของเขาแน่นแฟ้นขึ้นทุกขณะ จนในที่สุด ก็หมดหนทางจะกระดิกกระเดี้ย ความทิฐิทระนง เชื่อมั่นในตัวเองตามนิสัยเดิม บังคับให้เขาพยายามอย่างเต็มเหนี่ยวที่จะคิดว่า เขาไม่ได้รักหล่อน ทั้งๆ ที่แก่นแท้ของหัวใจ ท่วมท้นไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน เปรียบไม่ผิดอะไรกับสนิมหรือไฟที่สุมขอน กัดกร่อนลึกลงไปทุกขณะ “ซ่อนรัก รักซ้อนซ่อนรักสลักใจ รักซ่อนซึ้งใน เหตุไฉนเธอจะรู้ ไม่กล้าเอ่ยปาก ให้นึกกระดากอดสู… พี่รู้สึกตัว ก็สุดจะฝืน ถอนใจไม่ขึ้น รักแต่เธอหลงแต่เธอ ตกเป็นทาสสวาทใต้เบื้องบาทเธอ ลุ่มหลงรักเก้อ เพราะรักเธอ ถึงระทม” สำหรับละอองดาว หล่อนมีเหตุผลเช่นไร จึงต้องยินยอมให้เขาผู้นั้นเข้ามามีอิทธิพลบังคับอยู่เหนือชีวิตส่วนตัวของหล่อน จนถึงกับสามารถ “บงการ” ได้ถึงเพียงนั้น เรื่องอะไรที่หล่อนจะต้องเชื่อฟังในการคัดง้างห้ามปรามของเขาด้วย ตั้งแต่เกิดมา หล่อนไม่เคยเสียเชิงใคร เท่ากับเสียให้แก่ “พี่ชายจำเป็น” ของหล่อนคนนี้ เขาช่าง “ร้าย” กับหล่อนได้ทุกสิ่งทุกอย่าง “น้ำตาแห่งความน้อยใจ เจ็บใจ คลอออกมาเต็มนัยน์ตา หัวใจของหล่อนเป็นแผลลึกเสียแล้ว “เขา” ผู้นี้แหละ เป็นผู้เชือดเฉือนกระทำไว้ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมาในความหมายเยียวยา พอแตะต้องสัมผัสเข้า มันก็ไม่วายจะเสียวแปลบ” นับแต่ “กัลปังหา, สกาวเดือน-รัศมีแข, มัสยา และแววมยุรา จนกระทั่งนวนิยายรักของ “พนมเทียน” เล่มนี้ ละอองดาว ล้วนนำความประทับใจในความแสนแก่น แสนรัก ของพระ-นาง มาฝากให้ผู้อ่านรื่นรมย์สุขสมอุราเสมอมา ครั้งนี้ ความสดใสหนึ่งของหญิงสาว ที่สว่างไสวผ่องโสภา…ท้องฟ้ายามหลังฝนโปรยปรายสดชื่นงดงามเพียงใด ละอองดาว น้องนางนี้ ก็งามชื่นระรื่นหัวใจดุจนั้น คุณเคยแหงนมองท้องฟ้ายามนั้นบ้างไหม บนท้องฟ้าอันหนาวเหน็บ ซึ่งปกคลุมไปด้วยสะเก็ดพราวพร่างของหิมะ ยามนั้น แสงดาวที่ทอฝ่าหิมะลงมานั้น จะปรากฏเป็นรัศมีพราวพรายแวววาววะวับราวกับ…ละอองดาวที่โปรยปรายประพรมลงมายังพื้นโลก งามตาที่สุด…เยือกเย็นที่สุด นั่นแหละ ละอองดาว! สดใสที่สุด…น่าหลงรักที่สุด นั่นแหละ ละอองดาว!.



ความเห็นส่วนตัว

เรื่องนี้ตอนแรกก็สะใจที่พระเอกถูกนางเอกแกล้งค่ะ แหม! คนอะไรจะปฏิเสธการแต่งงานทั้งที ก็ไม่มาพูดจากันตรง ๆ กลับปฏิเสธนางเอกของเราทางโทรศัพท์ซะนี่ ไม่คิดบ้างหรือไงนะว่าคนฟังจะเสียความรู้สึกแค่ไหน ถึงแม้จะไม่ได้รักกันก็ตามเถอะ สมควรแล้วหรือที่ผู้หญิงอย่างละอองดาวจะให้ฝ่ายชายหยามเกียรติถึงเพียงนั้น ถึงแม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมก็เถอะ ในเมื่อผู้ชายไม่สนใจใยดีด้วย เธอจึงยอมเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานตามที่กรกฎขอร้อง ตามข้อผูกมัดในพินัยกรรม แล้วเป็นไงล่ะยังไม่ทันจะสามปีด้วยซ้ำ ผลออกมากลายเป็นว่ากรกฏผู้ชายปากแข็งกลับหลงรักละอองดาวเข้าเต็มเปา แล้วยิ่งทรมานหนักเข้าไปอีกเมื่อหัวใจไม่ยอมรับความรักที่เกิดขึ้น ยิ่งปฏเสธหัวใจตัวเองเท่าไหร่ ยิ่งทรมานตัวเองมากเท่านั้น และเมื่อวันหนึ่งนางเอกกลับกลายเป็นเจ้าหญิง ไม่ใช่คนในปกครองของตัวเองอีกต่อไป ก็ยิ่งไกลเกินเอื้อมเข้าไปอีก หัวใจของผู้ชายปากแข็งแตกสลายจนหมอไม่รับเย็บทีเดียว นอกจากละอองดาวเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้หัวใจของกรกฎกลับมาเป็นดังเดิม..คนอ่านเริ่มรู้สึกสงสารพระเอกก็ตอนนี้ล่ะค่ะ เอาเป็นว่าความรักของกรกฏกจะเป็นอย่างไร จะถูกละอองดาวเอาคืนขนาดไหนนั้น และผลสุดท้ายความรักของทั้งสองคนจะลงเอยอย่างไรนั้น ไปช่วยลุ้นพระ-นางกันต่อในหนังสือนะคะ







Create Date : 03 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2553 20:18:36 น.
Counter : 2884 Pageviews.

5 comments
  
เพิ่งรู้ว่าคุณพนมเทียนแต่แนวนี้ด้วย รู้จักแต่เพชรพระอุมา ฮะๆ

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ^^
โดย: พวงพะยอม (D-novel ) วันที่: 4 พฤศจิกายน 2553 เวลา:9:07:55 น.
  
เป็นอีกเรื่องที่ยังไม่ได้อ่านอะค่ะ
โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 4 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:59:10 น.
  
ยังไม่เคยอ่านงานอื่นของคุณพนมเทียนเลยค่ะ

เอาไว้จะลองหาเรื่องนี้มาอ่านบ้าง อิอิ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 4 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:32:52 น.
  
แนวนี้ของพนมเทียน เราไม่ค่อยได้อ่านค่ะ
อ่านแต่แนวป่ากับแนวบู๊
โดย: นัทธ์ วันที่: 4 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:47:23 น.
  
คุณพวงพะยอม (D-novel)
ยินดีที่ได้รู้จักเช่นเดียวกันค่ะ คุณพนมเทียน
เขียนหนังสือหลายแนว แต่ส่วนใหญ่คงจะรู้จัก
แต่เพชรพระอุมา แนวบู๊ก็มีนะคะถ้าชอบ






คุณหวานเย็นผสมโซดา
มีหลายเรื่องเหมือนกันค่ะ ที่ยังไม่ได้อ่าน ราคา
หนังสือของสำนักพิมพ์นี้ค่อนข้างแพง แถมร้าน
เช่าก็ไม่ค่อยจะมีให้เช่า บางเรื่องก็เลยต้องละไว้
ก่อน เบี้ยน้อยทำไงได้ล่ะเนอะ







คุณสาวไกด์ใจซื่อ
เรื่องแนวบู๊ล้างผลาญของคุณพนมเทียนก็น่า
สนใจนะคะ ถ้าชอบแนวหวานกุ๊กกิ๊กลองอ่าน
เรื่องสกาวเดือน-รัศมีแขดูสิค่ะ เผื่อจะชอบ







คุณนัทธ์
เราอ่านแนวบู๊(ลูกผู้ชาย) ที่เป็นภาคต่อกันของ
คุณพนมเทียนยังไม่จบเลยค่ะ เพิ่งจะอ่านไปได้
สองเรื่องเอง ราคาหนังสือมันแพงเลยยังไม่ได้ซื้อ
โดย: ไลเดเลีย วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:14:30 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ไลเดเลีย
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



ร้อยรส...กลอนกานท์




O ฤดูลม...O

O ฉับพลันฝนก็เร้นเก็บเส้นสาย
ดวงวันฉายแสงช่วงโลมห้วงหน
ขับความชื้นลบเลือนรอยเปื้อนปน
ลบหมองหม่นแผ่นฟ้าจนพร่าเลือน

O คล้ายเมฆสีเทาทึมเมื่อครึ้มฝน
ถูกแสงสรวงเบื้องบนเข้าปนเปื้อน
ย้อมสีเทาเป็นขาว..เมื่อหนาวเยือน
มาตามเตือนเลื่อนยามให้งามตา

O ลมต้นหนาวเกรียวกรูเสียงวู่ไหว
โลมกิ่งใบไม้ตื่นทั้งผืนป่า
เขยื้อนขยับยวบไหวอยู่ไปมา
เหมือนบอกลาล่วงพ้น..คาบฝนปลาย

O ความเปลี่ยนแปลงผ่านสู่..ให้รู้เห็น
จากเมื่อสีเลื่อนเส้น..แล่นเป็นสาย
เสียงครืนครั่นก้องอยู่ไม่รู้วาย
แปลบปลาบว่ายเวียนย้ำโลมค่ำคืน

O จนฟ้าเปลี่ยนไม้ใบสั่นไหวระริก
น้ำก็พลิกแผ่นผิว..เป็นริ้วตื่น
จึงบัดนั้น..ภูมิทัศน์ก็หยัดยืน
ด้วยสายลมเย็นชื่น..เพื่อฟื้นตัว

O ถึงคราลมเย็นรื่น..วกคืนย้อน-
พรมสายอ่อนโอนระลอกเข้าหยอกยั่ว
ยอดหญ้าเรียวโค้งนั้น..ย่อมสั่นรัว
รอเกลือกกลั้วรับรู้..ฤดูลม

O จากยึดโยงรากแทงลงแหล่งดิน
ตราบฝนรินหยาดหลั่งลงสั่งสม
คลายความชุ่มความชื้นเหนือพื้น, พรม-
ภาวะอันอุดม..ห้อมห่มไพร

O เหยียดยอดเสียดขึ้นแทงรับแรงฝน
ที่คอยหล่นร่วงหยาด..ก่อนลาดไหล
ยืนต้นตั้งเป็นแถว..เป็นแนวไป
รอลมไหววาดวี..จักมีมา

O ไม่นานเลย..จากฝนฟ้าหม่นหลัว
จนยอดไม้ส่ายรัวอยู่ทั่วหน้า
โลกต่ำ-ใบขาบเขียวทุกเรียวคา-
จะออดอ้อนลมถา..อยู่คาพื้น

O ระบำแถวยอดหญ้าตรงหน้านั้น
จะค่อยสั่นใบพลิ้วเป็นริ้วตื่น
เขียวจากฝนฝากตอนจะย้อนคืน-
เป็นแพรผืนโยนระลอกยั่วหยอกลม

O ร้อนจะรุมสุมมาจากฟ้าไหน
เรียวจะไหววาดรับช่วยขับข่ม
รอค่ำคืนน้ำค้างมาพร่างพรม
เพื่อรับฉมชื่นมาลย์..กลิ่นซ่านซ้อน

O กาลย่อมผ่านโดยช่วงของดวงวัน
จากเม็ดพันธุ์แตกหน่อเป็นช่ออ่อน
จนกลีบใบเรียวแรกเริ่มแตก..ชอน-
ไชขึ้นอ้อนออดรู้ฤดูกาล

O ฝน..หนาว..ร้อนรุ่มถึงขุมขน
แล้วเวียนรอบให้ฝน..อีกฝนผ่าน
เพื่อหยัดกลีบเรียวช่อ..ขึ้นรอบาน
พร้อมเรณูหอมซ่านขึ้นหว่านรส

O ช้าเร็ว..มวลผึ้งภู่ย่อมรู้กลิ่น
เมื่อลมรินรวยเท..หันเหบท
คอยดูเถิดอีกประเดี๋ยว..การเลี้ยวลด-
เข้าจ่อจดหวานหอม..จะพร้อมแล้ว

O ฤดูลมพรมพรำ..อยู่ค่ำเช้า
อาจรุมเร้า, อ่อนโรย..จนโชยแผ่ว
รอกวัดใบหญ้าเต้นจนเป็นแนว
ซ้ำบทแล้วบทเล่า..แต่เช้าวัน

O เมื่อสายลมผ่านสู่..ฤดูล่อง
และฟ้าผ่องแผ้วงามสีครามนั่น
ก็เมื่อผิวต้องหนาวจนหนาวครัน
จึงบัดนั้นโลกกว้างย่อมวางรอ

O ให้ฟังเสียงลมเท..มาเห่กล่อม
สูดกลิ่นหอมเรณูที่ชูช่อ
ทั้งเสียงไม้เสียดยอด..แสงทอดทอ-
ลอดพุ่มกอก้านใบ..ที่ไหวรับ

O พอลมล่องลาดเทมาเห่กล่อม
โลกที่ล้อมรอบล้วนคล้ายครวญขับ-
ผ่านบทเพลงร่ายรำ..เพื่อสำทับ-
การเขยื้อนการขยับลำดับนั้น

O ก็ใช่- เป็นเพียงฤดูลม
หมุนรอบมาห้อมห่มให้ซมสั่น
เปลี่ยนผ่านสภาพธรรมเข้าค้ำยัน
ให้จิตใจทั้งนั้นรู้ผันแปร

O เมื่อเม็ดน้ำขาดช่วงจากห้วงหน
เมฆขาวบนฟ้าพลอย..เลื่อนลอยแผ่
เมื่อขาวครามกลมเกลียวให้เหลียวแล
ก็เห็นแต่ภาพงามของยามนี้

O โอบโลกให้งดงามอยู่ท่ามกลาง-
ดวงวันพร่างแสงพร้อยเรียงสร้อยสี
ลมหนาวร่ำสายผ่านลงคว้านตี
เมื่อปีกผีเสื้อลายบินบ่ายย้อน

O ช่องโสตก็จะแว่วเสียงแจ้วเจื้อย-
ของนก, ลมโชยเฉื่อยคล้ายเหนื่อยอ่อน
ผืนแผ่นน้ำครวญครางในต่างตอน
จักซ้ำซ้อนภาพลวงอีกดวงวัน

O ให้มองเห็นลอยดวงบนสรวงฟ้า
ทั้งแจ่มจ้ายิ่งล้ำกลางน้ำนั่น
เท็จ-จริง..ที่มองผ่านก็ปานกัน
ย่อมแปรผันโดยจิต..การคิดตรอง

O ก็ใช่ – ที่เป็นเพียงธรรมชาติ
ทั้งดวงวันโอภาสคอยสาดส่อง
หรือคลื่นน้ำไหลลาดลงฟาดฟอง
และปีกผีเสื้อล่องบนท้องฟ้า

O เห็นไหมเล่ากลีบผการะย้าย้อย
ทุกช่อที่เคยช้อยอยู่คอยท่า
รอฝน..ต้องฝน..หมดฝนพา-
กันอ่อนโรยอ่อนล้า..ซบคาพื้น

O ฤๅ - อาจรู้ลูบโลมด้วยลมหนาว
หรือแสงงามวับวาวจากดาวดื่น
ครั้นสิ้นรอบลมร่ำกลางค่ำคืน
ฤๅ – อาจรู้ฉ่ำชื้นของพื้นดิน

O เพียงกาลผ่านเวียนแล้วเปลี่ยนช่วง
งามทั้งปวงถ้วนบทก็หมดสิ้น
ปีกลวดลายลมโชยเคยโบยบิน
อาจลาถิ่นไพรเถื่อนลับเลือนแล้ว

O ที่ไหนเล่าโลกกว้างและทางแคบ
เพียงหนีบแนบกลีบใบที่ไหวแผ่ว
ที่ไหนเล่าดีร้ายที่ปลายแนว-
ของเทือกแถวดอกมาลย์หอมหวานนั้น

O ก็นั่นแหละรูปธรรมในธรรมชาติ
ลมไหววาดแสงฉายน้ำพรายสั่น
ปีกลวดลายบินหยุด..ดอมบุษบัน
เกสรกลั่นหวานรส..อาจหมดฤๅ

O หากอีกสภาพธรรมในธรรมชาติ
เมื่อลมลาดล่องอยู่อาจรู้หรือ-
ว่าร้อน..ฝน..จนหนาว..อีกหนาวคือ-
การยึดถือตีความเอาตามใจ

O ฤดูลม-ยอดไม้ส่ายไหวอยู่
ปีกลวดลายหรุบชูก่อนลู่ไหล-
ลอดกลีบดอกนุ่มบางแทรกร่างไป
หวานเยี่ยงไรเล่าหนอ..จึ่งพอเพียง ?

O ฤดูลม..หวนระลอก, ดวงดอกไม้-
ก็หอมให้แถวถิ่นรู้กลิ่น, เสียง-
นกไพรเถื่อนก้องกรู..คล้ายอยู่เคียง-
ศัพท์สำเนียงก้องรัว..บางหัวใจ !



จากบล็อกพี่ สดายุ ค่ะ

Group Blog
  •  
  •  
  •  
  •   
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
พฤศจิกายน 2553

 
1
2
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
3 พฤศจิกายน 2553
All Blog