+:+L:i:c:h:t+:+

Valentine's Month


 
Miran
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2548
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
4 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Miran's blog to your web]
Links
 

 
เด็กโตไม่โต๋ได้ไง


ดูเด็กโต๋ผ่านไป 2 สัปดาห์ได้ มัวแต่ไปคุยฟุ้งจนไม่ได้มาบันทึกไว้ในบล็อกตัวเองเลย เลยขอพูดถึงเพื่อเก็บเป็นความประทับใจสักหน่อยเถอะ เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เราก็ไปดูหนังตามปกติน่ะแหละแล้วก็เห็นโต๊ะจองบัตรเด็กโต๋ตั้งอยู่ทำเอานึกได้วันนี้ฉายนี่นาพลาดได้ไงเลยรีบไปต่อคิวขอบัตรกะเขาด้วย ตอนนั้นเวลาเที่ยงกว่าๆ แต่ไดรอบ 16.30 น. เอาเหอะยังไงบ้านก็อยู่ใกล้ๆ กลับช้านิดหน่อยเป็นไรไป พอได้จองล่อไปซะเกือบหน้าสุดซะนี่ คนแยะง่ะ ระหว่างนั้นก็ไปเดินนู่น ดูนั่นดูนี่จนใกล้เวลาก็มารับบัตรหน้าโรง มีแถมกระดาษทิชชู่มาด้วยง่ะ ตอนรอเข้าโรงนั้นกินเวลานานมากเลยได้คุยกะคนอื่นที่มารอไปพลางๆ ด้วย ถึงได้รู้ว่ามีตั๋วนั่งกับพื้นด้วยล่ะ งานนี้ไม่มีการคิดเงินค่าบัตรแต่มีการตั้งโต๊ะพร้อมกระบอกไม้ไผ่จารึกรับบริจาคหน้าโรงแทน ให้บรรยายกาศดีไปอีกแบบ ด้วยความว่าคนเยอะกว่าจะระบายคนออกกินเวลาพอสมควรเลยอีกอย่างคนดูมักจะขอถ่ายรูปกับคุณผู้กำกับสุดสวยทั้งสอง คุณป๊อป กับคุณนิศา คงศรีจนออกกันไม่สะดวก เลยได้ทีสังเกตคนที่ช่วยกันบริจาคเงินลงกระบอกมากมายจนน่าปลื้มใจ

แล้วหนังก็ฉายซะทีหนังเล่าถึงครูใหญ่ที่ต้องเดินทางไปรับสมัครเด็กนักเรียนชาวเขาเพื่อรับมาเข้าเรียน และได้เจาะถึงชีวิตของเด็กชาวเขา 4 คน ชีวิตประจำวันของเด็ก เสมือนหนึ่งเราได้เข้าไปร่วมเรียนกับเด็กๆ ได้รู้รสชาติของการที่ครูบางคนมีอันจำเป็นต้องย้ายออกไปที่อื่นรวมถึงความดีใจอย่างสุดปลื้มของเด็ก นักเรียนทุกคนเป็นเด็กกินนอนต้องจากพ่อแม่มาเป็นเวลานานเพื่อเล่าเรียน พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหารเอง เริ่มตั้งแต่การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เก็บมาปรุงเป็นอาหาร และสิ่งหนึ่งที่จูงใจสำหรับเด็กๆ ให้อดทนเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษาในชั้นม.3 คือ การได้ไปเที่ยวทะเล ได้เห็นความอยากรู้อยากเห็น และการที่ต้องรอนแรมจากเขาเดินทางถึง 3 วันจึงจะได้เห็นทะเลอันกว้างใหญ่ไม่สิ้นสุด เหมือนคำของครูใหญ่ที่กล่าวไว้ว่า ความหมายที่ครูอยากพาเด็กๆ ไปทะเลคือ การที่เมื่อเด็กๆ ต้องเรียนจบออกไปเขายังต้องมีชีวิต ได้รู้จักผู้คนมากมาย ต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง คำพูดในหนังจับใจนักแต่เราจำไม่ได้ ได้แต่ความรู้สึกน่ะนะ นอกจากนี้เรายังได้รู้ข้อมูลบางอย่างที่รู้สึกหดหู่เหลือเกินคือการที่รัฐบาลลดเงินสนับสนุนค่าอาหารกลางวันเด็กจากคนละ 20 บาท/คน/วัน เหลือ 12 บาท/คน/วัน และการที่ทั้งอาคารเรียน หอพักของโรงเรียนนี้สร้างขึ้นได้ด้วยเงินบริจาคของรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงค่าใช้จ่ายในโรงเรียนในปัจจุบัน รู้แล้วรู้สึกแย่จัง

หนังแบบนี้ทำให้เกิดความรู้สึก Nostalgia หรือการนึกอดีต สมัยอนุบาลและประถมของเราก็คล้ายๆ แบบนั้นเลย แต่เราเรียนโรงเรียนเอกชนในใจกลางกรุงเทพฯ นะนั่นทำไมจึงช่างละม้ายคล้ายชาวเขาเสียเหลือเกิน เราอาจไม่ต้องทำอาหารกินเอง แต่อาหารกลางวันของโรงเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงป.6นั้นเป็นอาหารของโรงเรียนซึ่งเป็นข้าวต้มทุกวัน มีบ้างนับครั้งได้เลยว่าที่อยู่นั้นได้กินข้าวผัดไม่ถึง 10 ครั้ง กับข้าว ถ้าอย่างหรูคือ หมูหยอง และของปกติคืออาหารที่เด็กๆ เรียกกันว่าหมูไข่ คือหมูต้มใส่ไข่ กับไช้โป้วสับผัดไม่ใส่เนื้อ นั่นล่ะเมนูอาหารประจำโรงเรียนมีแค่นั้นเท่านั้น สาธารณสุขมูลฐานสำคัญคือห้องน้ำยิ่งแล้วใหญ่ประหนึ่งยกซัวเถามาไว้ก็ไม่ปาน แรกๆ คือคอห่านนั่งยองๆ ที่มีแค่ 4 โถ ซึ่งกำแพงที่กั้นห้องแยกชายหญิงสูงแค่เอวผู้ใหญ่น่ะนะ กับเดินเข้าไปข้างในมีอีก 4 ที่มิดชิดขึ้นมาหน่อยแต่ก็มีกำแพงกั้นแยกสูงแค่เอวซ้ายขวาฝั่งละ 2 คือมิดชิดสำหรับข้างนอกมองมาแต่ถ้าเข้ามาข้างในยังไงก็เห็นแหละ และนอกจากนั้นการจะราดน้ำคือคุณจะต้องถือขันตักน้ำเดินเข้ามาราดเลยล่ะจึงเกิดเหตุการณ์ทิ้งสมบัติไว้บ่อยๆ ในห้องน้ำหญิงนี่มีห้องหนึ่งซึ่งปิดตายอยู่เสมอ จนกระทั่งได้มีการเปิดให้ใช้เป็นห้องน้ำนักเรียนห้องแรกที่มิดชิดที่สุดและกว้างที่สุด กว่าผอ.จะคิดได้โดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ห้องก็เล่นเอาเราอยู่ ป.6 แล้วนั่นแหละ แต่ต้องนับว่าห้องน้ำหญิงยังดีกว่าห้องน้ำชายก็อย่างที่บอกมันกั้นกันไว้แค่เอวฝั่งผู้ชายมีรางสำหรับปัสสาวะ กับโถเรียงอยู่4 โถเช่นกันแบบว่าผู้หญิงยังมีปกปิดแต่ผู้ชายไม่มี...ไม่ต้องห่วงเรื่องการที่เด็กไม่ทราบเรื่องความแตกต่างระหว่างสรีระชายและหญิงเลย

สำหรับโรงเรียนนี้แล้วสิ่งที่สอนเราได้มากที่สุดคงเป็นเรื่องของการที่ไม่ต้องใช้เงินเลย ครือ...ผอ.เขามีกฏห้ามไม่ให้เด็กเอาเงินมาโรงเรียนน่ะอย่างที่บอกแล้วว่าข้าวก็กินข้าวโรงเรียน น้ำก็น้ำโรงเรียนขนมไม่มีขายมีแต่อาหารว่างเด็กตอนบ่ายสามที่เป็นขนมปังปี๊ปหรือนมอย่างหรูก็ขนมปังราดนมข้น จะเอาเงินมาก็แค่จ่ายค่ากระดาษสอบกับซื้อสมุดเท่านั้นแหละ เลยทำให้รู้สึกว่าบางครั้งเงินก็ไม่จำเป็นอะไรเลย จนตอนนี้ยังไงก็ขอขอบคุณครูที่ช่วยสอนให้ได้ดิบได้ดีเป็นตัวตนอยู่จนทุกวันนี้ ครูโรงเรียนเราก็มีน้อยอยู่ด้วยความที่ว่าผอ.มีนโยบายที่ให้ครูประจำชั้นสอนเองทุกวิชาน่ะนะ เลยมีกันอยู่ไม่กี่คนนักหรอก



Create Date : 04 ธันวาคม 2548
Last Update : 6 ธันวาคม 2548 19:39:09 น. 2 comments
Counter : 445 Pageviews.

 
สุดท้ายเงินมาถึงโรงเรียนจริงๆแค่8บาท50สตางค์ต่อคนต่อวันค่ะ
ก็ไม่รู้ผู้ใหญ่คนไหนเอาเงินค่าข้าวเด็กไปใช้ คงสุขพิลึกเลยค่ะ


โดย: p_tham วันที่: 4 ธันวาคม 2548 เวลา:21:30:33 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณ p_tham เราเข้ามาตอบช้ามากเลย แต่ยังไงก็จะตอบ ผู้ใหญ่นี่เขาถือคติ อม 3 ส่วน เม้ม 1 ส่วนกันใช่ไหมนี่ น่าสงสารเด็กแต่เขาก็ยังโชคดีที่ได้ครูดีล่ะนะ


โดย: Miran วันที่: 19 ธันวาคม 2548 เวลา:19:37:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.