กลยุทธ์หักเหลี่ยมโค่น "เซียน" by เอกยุทธ อัญชันบุตร
credit: //www.oknation.net/blog/print.php?id=305306

"จอร์จ ตัน" คือชื่อที่ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" โด่งดังในมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในฐานะมือบริหาร "เฮดจ์ฟันด์" (กองทุนบริหารความเสี่ยง) มือฉกาจ ที่เล่นกับความเสี่ยงทุกชนิด ทั้งหุ้น ค่าเงิน และความผันผวนของราคาน้ำมัน 

"ผมเล่นหุ้นทั่วโลกเล่นมาเป็น 10 ปีแล้ว"

เอกยุทธให้คำนิยามตัวเองว่าเป็น ?นักธุรกิจ? ที่แสวงหาโอกาสจากความเสี่ยง และผลกำไร ที่มาเลเซีย และสิงคโปร์ เขาบอกว่าเพื่อนๆ จะให้เกียรติเรียกว่า "ไต่กอ" หรือ ?Big Brother? ภาษาไทยแปลว่า?พี่ใหญ่?

"เพื่อนฝูงผมเยอะมากทุกวงการจนบางคนเขามองผมว่าเป็น "มาเฟีย? ถ้าคุณไป สิงคโปร์ มาเลเซีย วันนี้ไปถามชื่อผมว่า "จอร์จ ตัน? เมืองไทย นักธุรกิจทุกคนรู้จักผม ไม่มีทางลืมชื่อผม? เอกยุทธกล่าวด้วยความมั่นใจ

เอกยุทธยังเป็นดีลเมคเกอร์ที่เชี่ยวชาญทางด้าน M&A(ควบรวมกิจการ) อยู่ในมาเลเซีย ธุรกิจของเขาราบรื่นในฐานะเพื่อนสนิทลูกชาย ดร.มหาธีร์ อดีตผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของมาเลเซีย

แต่ในเมืองไทยเขาเป็นนักเล่นหุ้นระดับ "พันล้าน" เข้าออกอย่างไร้ร่องรอย จนถูกตั้งฉายานามในหมู่เซียนเมืองไทยว่า "ป.(ป๊อด)ลอนดอน" ซึ่งคนมักเข้าใจผิดว่าเป็น "ปิ่น จักกะพาก" อดีตราชาเทคโอเวอร์เมืองไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษ

"ปีที่แล้วช่วงปลายปี 2546 เขา(ผู้มีอำนาจ)ตามหาตัวผมทีแล้ว จะเล่นงานผม เขาบอกว่า ป.ลอนดอนมาปั่นหุ้นของเขา แต่คนเข้าใจว่าผมเป็นปิ่น โชคดีให้คุณปิ่นรับไป

ผมเริ่มเห็นคนในรัฐบาลชี้นำราคาหุ้นชัดช่วงปลายปี 2545 พอปี 2546 ผมก็เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ผมรู้ว่าเข้ามาต้องได้ตังค์ ในฐานะนักธุรกิจนี่คือช่องทางหาเงิน เพราะไม่มีตลาดไหนเล่นหุ้น "หมู" ขนาดนี้ คือถ้าผมกินเจ้ามือจะไม่เสียใจเลย"

จอร์จ ตัน เวียนวนอยู่ในห้องค้า 5-6 แห่งในกรุงเทพฯ การลงทุนของเขาจะมี "ก๊วน" เหมือนกับเซียนคนอื่นๆ ในตลาด และเห็นกลุ่มทุนใกล้ชิดศูนย์อำนาจ 2 กลุ่มใหญ่เข้ามาหาผลประโยชน์ในตลาดหุ้นร่ำรวยเป็นหมื่นล้านบาทกลับออกไป

"คือผมไปเทรดนั่งในห้อง VIP โก้หรู มองออกมาเห็นคนแก่นั่งขยับแว่นตาได้เงินไม่กี่พันก็เลิกแต่เสียเงินเป็นแสน ผมเห็นอย่างนี้เกือบปี มันรู้สึกละอายใจ"

ในฐานะเซียนหุ้น "จอร์จ ตัน" โกยกำไรจากตลาดหุ้นไทยในปี 2546 กว่า 1,000 ล้านบาท ด้วยวิธี "ขี่กระแส" ทักษิณฟีเวอร์ เล่นหุ้นในกลุ่ม "ชินคอร์ป" และหุ้นรัฐวิสาหกิจแทบทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล แม้จะไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขเงินลงทุนที่แน่ชัด บอกเพียงสั้นๆ ว่า "มากกว่าพันล้านบาท"

"อย่าพูดถึงตัวเลขดีกว่า ยิ่งเขาจ้องจะมายึดเงินผมอยู่"

หลังจากเอกยุทธหลบหนีออกจากประเทศไทยเมื่อ 20 ปีก่อนในคดีแชร์ชาร์เตอร์ เขาถูกเพื่อนชักชวนไปบริหารกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) เล่นอัตราแลกเปลี่ยน หุ้น และน้ำมัน

"ผมได้ประสบการณ์หนักๆ ช่วงนั้น เทรดมัน 3 ตลาดเลย โตเกียว นิวยอร์ก ลอนดอน"

สิ่งที่ "จอร์จ ตัน" เรียนรู้ ก็คือ เทคนิคการเล่นหุ้นที่มืออาชีพระดับโลกใช้กัน

วิธีการสร้างราคาหุ้นเริ่มจากเก็บข้อมูล เลือกหุ้นที่มีวอลุ่มสูง หรือ "หุ้นร้อน" ติดอันดับวอลุ่มสูงสุด 20 อันดับแรกของตลาด

พอเลือกหุ้นได้แล้ว ต้องไปตรวจสอบ "หน้าตัก" เจ้าของหุ้นก่อนว่า "รวย" หรือไม่ สิ่งที่ต้องดู คือ ดูว่าเจ้าของ "เซียน" หรือเปล่า ถือหุ้นอยู่เยอะแค่ไหน แล้วหุ้นตัวนั้นมี Free Float (หุ้นหมุนเวียนในตลาด) อยู่เท่าไร

"ถ้า Free Float ไม่เยอะต้องเช็คว่าใครถือหุ้นใหญ่ จะติดต่อไป จะคุยกันว่าอยากขายออกมาบ้างมั๊ย เดี๋ยวเรามาขายด้วยกัน ถ้าคุยจบก็เริ่มเลย เจ้าของหุ้นจะช่วยปล่อยข่าวดีออกมาหนุนราคาพยายามดันราคาจนถึงจุดสุดยอดก็ปล่อยของ

แต่ถ้าคุยไม่ลงตัวก็มาดูหน้าตักเจ้าของหุ้น ถ้าเป็นพวกเศรษฐีเงินกู้ (เอาหุ้นไปจำนำแบงก์ไว้) หรือถ้าเจ้าของถือหุ้นหมิ่นเหม่ เขาปั่นเลย เพราะรู้ว่าคุณไม่กล้าขายออกมาสู้กับเขา"

เมื่อผ่านขบวนการตรงนี้แล้วก็จะเริ่มขบวนการปล่อยข่าวผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ก็จะรู้กันว่า "รายใหญ่" เล่นตัวไหนก็จะแกล้งเปิดพอร์ตให้ลูกค้าในบริษัท 1-2 คนดู บอกว่า "หุ้นตัวนี้....เสี่ยกำลังเล่น"

แต่ก่อนที่จะปล่อยข่าว "เสี่ย" ก็จะเข้าไปเก็บก่อน ทุบบ้างโยนบ้างเล่นกันเอง ก็คือซื้อมา...ขายถูก ซื้อมา....ขายถูก ทำอย่างนี้เพื่อสร้างวอลุ่มให้ราคาลง แต่ตัวเองยังถืออยู่ พวกนี้จะไม่กล้าทุบรุนแรง จะทำให้เสียราคา

"สมมุติราคาหุ้น 2 บาทเขาจะเล่น 1.80-2.10 บาท อยู่ตรงนี้เพื่อสร้างวอลุ่ม 1-2 เดือน เมื่อเก็บหุ้นได้มากพอก็จะกระซิบกับโบรกเกอร์ พวกนี้จะรู้กัน"

เขาบอกว่าถ้าหุ้นขนาดไม่ใหญ่เงินหน้าตักขนาด 200-300 ล้าน ก็สร้างราคาได้แล้ว แต่ถ้าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ต้องมีหน้าตักเป็น 1,000 ล้าน เพราะเงินสด 300 ล้าน สามารถหมุนเล่นรอบได้ถึง 3,000 ล้าน ถ้ามี 3 คนมาช่วยกันปั่นวงเงินหมุนก็ระดับหมื่นล้าน ราคาหุ้นวิ่งแน่นอน

"เวลาผมเล่นหุ้นผมไม่ใช้วิธีการอย่างนี้ แต่ผมจะดูว่าใครเล่น เห็นอาการก็รู้แล้วว่าใครเล่น จุดสังเกตให้ดูวอลุ่มที่เพิ่มขึ้นจะบอกอาการ ผมจะให้เด็กนั่งเฝ้า ถ้ารู้ว่ามันเล่นแน่ เราก็เข้าไปซื้อเก็บไว้ แต่จะค่อยๆ เก็บ ถ้าคุณไปซื้อเป็นล้านหุ้นต่อวัน พวกเซียนมันตกใจ"

หุ้นที่อยู่ในขบวนการสร้างราคานั้น ระยะเวลาในการเก็บหุ้นเพื่อ "โหนกระแส" จะต้องใช้เวลาเก็บอย่างต่ำสุด 2-3 อาทิตย์ แผนของเราต้องการจะไป "กินเจ้ามือ"

"เพราะฉะนั้นต้อง "รอ" อย่างใจเย็น จะต้องเก็บที่ละแสน สองแสนหุ้น แล้วต้องกระจายหลายๆโบรกฯอย่างต่ำก็ 5-6 โบรกฯขึ้นไป แล้วต้องใช้คนหลายคน ถ้าคุณเก็บเร็วคุณเสร็จ เจ้ามือมันรู้"

ถ้าเป็นเซียนหุ้นที่ย่ามใจ และไม่ค่อยระวังตัว จะใช้วิธีค่อนข้างโจ่งแจ้ง นั่งเก็บ 3-4 โบรกฯก็โยนหุ้นได้ หรือบางทีอยู่โบรกฯเดียวกันเปิดเล่น 5 บัญชี นั่งเคาะอยู่ห้องเดียวกันเลย ซึ่งแบบนี้น่าเกลียดมากแต่ทางการก็ไม่จับ

ในกรณี "นักการเมือง" ที่เข้ามาหาประโยชน์ในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะมาในรูปของ "กองทุน" ชื่อแปลกๆ หรือ มีคำว่า "นอมินี" ต่อท้าย ผ่านเงินมาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่ใช้ประเทศสิงคโปร์เป็นแหล่งพักเงินเข้าออก แต่ตัวเองนั่งสั่งการซื้อขายอยู่ในประเทศไทย

บางคนใช้วิธีลงทุนผ่าน Private Fund (กองทุนส่วนบุคคล) มีผู้จัดการกองทุนออกหน้ารับแทนว่าเป็นคนบริหารให้ แต่จริงๆ แล้วสั่งการโดยเขาหมด

"Private Fund ของบิ๊กพวกนี้สั่งซื้อ สั่งขายหุ้นเอง เพียงแต่เขาให้โบรกฯเป็นคนคีย์คำสั่ง เงินเป็นร้อยเป็นพันล้านไม่มีทางที่จะให้โบรกเกอร์ตัดสินใจแทนเขาหรอก"

เอกยุทธ ให้ไปถามโบรกเกอร์พวกนี้รู้ข้อมูลดีที่สุด เพราะต้องบันทึกเทปคำสั่งซื้อขายไว้เป็นหลักฐาน ว่าหุ้นตัวนี้ "เสี่ย" คนไหนเล่น เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะเขากลัวเสียลูกค้า ไม่ใช่ฝรั่งผมทอง แต่เป็นฝรั่งผมดำ

ในขบวนการสร้างราคาขบวนการ "สร้างข่าว" สำคัญมากที่สุด วิธีการเก็บหุ้นของรายใหญ่มักใช้การปล่อยข่าวเพื่อ "ทุบหุ้น" โดย "ขายนำ" แรงๆ แล้วมารับซื้อข้างล่าง เขาเรียกว่าทุบให้ "อ้วก" รายย่อยตกใจคายหุ้นออกมา วิธีนี้เก่ามากตรวจสอบง่าย แต่ใช้ได้ผลทุกครั้ง

วิธีการทุบหุ้นที่ซับซ้อนขึ้นหน่อย คือ ไปซื้อหุ้นตัวใหญ่ๆ ที่มีผลต่อการคำนวณดัชนี เช่น PTT THAI BANPU BBL เลือก 4-5 ตัวแล้วทุบเพื่อกดให้ดัชนีลง เขาจะใช้วิธีโยน (ขาย) ไม้ละ 1 ล้านหุ้น ขายเอง รับเองยอมขาดทุนไม่มาก ถ้าเป็นหุ้นของเขาก็รับกลับ ถ้าเป็นหุ้นของคนอื่นที่ผสมโรงก็ดึงรายการซื้อออก จะมีคนนั่งหน้าจอรอดูตลอด

"เขาต้องการให้เกิด "Panic Sale" (ขายแบบตื่นตระหนก) หุ้นขนาดกลาง และเล็กมันจะลงแรงกว่าหุ้นตัวใหญ่ เขาก็จะไปเลือกเก็บหุ้นที่มีพื้นฐานบ้างถือไว้ ขบวนการต่อไปนี่แหละคลาสสิกที่สุด เมื่อเก็บหุ้นได้มากพอสมควรแล้ว ก็จะใช้วิธีไล่ราคา ยิ่งซื้อก็ยิ่งขึ้น...

แต่เขาเก็บจริงใครขายออกมาเท่าไรซื้อหมด ก่อนหน้านั้นเขาก็ไปตกลงกับกองทุนซึ่งเขาควบคุมได้ไว้ก่อน แล้ว "โยนหุ้น" ให้กองทุนรับไป สมมติเก็บมาได้ 20 ล้านหุ้นราคา 20 บาท ก็ไปคุยกับกองทุนว่าผมให้ Discount (ส่วนลด) คุณ 10% เป็นการเก็บให้กองทุน"

เอกยุทธ ยืนยันว่ามีกองทุนจำนวนไม่น้อยที่ยืมมือรายใหญ่เข้าเก็บหุ้นให้ ซึ่งมักจะได้หุ้นราคาสูงเข้าพอร์ต สาเหตุที่กองทุนยอมทำอย่างนี้ก็เพราะมันเป็น "Win-Win-Win" ทั้ง 3 ฝ่าย

"Win แรก" ในทางบัญชีจะดูดีทันที เพราะซื้อได้ในราคา Discount(ส่วนลด) ฐานะกองทุนจะมีกำไรทันที "Win ที่สอง"ผู้จัดการกองทุนมีผลงาน แต่ที่ร้ายกว่านั้นผู้จัดการกองทุนบางคนมีรถปอร์เช่ คันละ 10 กว่าล้านขับ เพราะมีรายได้พิเศษจากการรับซื้อหุ้น "Win ที่สาม" วิธีการเก็บหุ้นแล้วโยนให้กองทุนรับไปถือว่าปลอดภัยที่สุด

"แต่หลังจากกองทุนซื้อไปแล้วก็ตัวใครตัวมัน ผมถึงบอกว่าอันตรายมันไม่ได้มีเฉพาะนักลงทุนในตลาดอย่างเดียว คนที่ไปซื้อหน่วยลงทุนก็เสี่ยง ไปเช็คกองทุนของรัฐดูซิว่าเจ๊งกันไปเท่าไรกับวิธีนี้ นี่เป็นวิธีการฉ้อฉลที่ตามกฎหมายแล้วคุณจับเขาไม่ได้"

ในขบวนการสร้างราคาหุ้นการปล่อยข่าว"ด้านบวก"สำคัญมากเช่นเดียวกัน ที่นิยมใช้กันมาก คนสร้างราคา คือ "รายใหญ่"กับ"เจ้าของหุ้น"รู้เห็นเป็นใจกัน

"เขาจะคุยกันก่อน ถ้าคุยจบก็เริ่มเลย เจ้าของหุ้นจะช่วยปล่อยข่าวดีออกมาหนุนราคาทุกๆ 3-4 อาทิตย์ รวมไปถึงเชิญนักวิเคราะห์ไป Company Visit ช่วยดันราคาไปจนถึงจุดสุดยอด ถ้าเป็นหุ้นรัฐวิสาหกิจ หุ้นที่เกี่ยวกับสัมปทาน หรือหุ้นที่รัฐเอื้อประโยชน์ทางภาษี ข่าวดีพวกนี้จะออกมาจากคณะรัฐมนตรีแป๊บเดียวหุ้นวิ่งก่อนแล้ว ให้สังเกตดู บางคนออกมาพูดส่งสัญญาณตรงๆ เลยก็



Create Date : 17 กรกฎาคม 2557
Last Update : 17 กรกฎาคม 2557 12:37:05 น.
Counter : 1047 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



lets_kick_off
Location :
QLD  Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



มีไรเม้นต์มาคุยกันได้นะครับ
กรกฏาคม 2557

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog