A Fall Of Moondust นรกใต้ทะเลฝุ่น


นรกใต้ทะเลฝุ่น A Fall Of Moondust (1961) โดย Arthur C.Clarke

สนพ.ออบิท แปลโดย บรรยงก์

ห่างหายการรีวิวไปเป็นพักๆ ทั้งอารมณ์ในการเขียน เวลา คอมพิวเตอร์เสีย ประกอบกันทั้งหมด ไม่รู้จะได้รีวิวหนังสือที่อ่านไปอย่าง The Fraternity Of Stone, The League Of Night And Fog ของ David Morrell และ แผ่นดินนี้เราจอง (Pioneer, Go Home!) หรือเปล่า

เรื่องนี้ตามหาอยู่นานพอสมควร ถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าไหร่ ถ้านับงานเด่นๆของ Clarke จะไปอยู่ที่เรื่อง 2001 Space Odyssey กับ Rendezvous With Rama มากกว่า เข้าเรื่องดีกว่า...  

ยาน Selene 1 ซึ่งเป็นยานนำร่องเพื่อการท่องเที่ยวลำแรกของดวงจันทร์ ออกเดินทางเพื่อนำนักท่องเทึ่ยวชมทัศนียภาพบนดวงจันทร์ตามปกติ ในยุคที่มนุษย์สามารถเดินทางไปยังดาวต่างๆได้ ทั้งยังตั้งสถานีฐานบนดวงจันทร์เพื่อการท่องเที่ยวบนส่วนใกล้ของดวงดาวนี้ ขณะที่ส่วนไกลก็ยังมีสถานีสำรวจเช่นกัน 

Pat Harris กัปตันยาน Sue Wilkins สจ๊วร์ตสาว นำยานล่องผ่านทะเลฝุ่นอันเวิ้งว้าง ที่ถูกขนานนามว่า ทะเลแห่งความกระหาย (Sea of Thirst ลักษณะของมันเป็นทรายที่มีการเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่งเหมือนของแข็งและก็ไม่ลื่นไหลเหมือนน้ำ มีความหนืดอยู่ระหว่างสองสถานะนั้น) พวกเขามุ่งสู่ทะเลสาบบนทิวเขาอนาคม ทิวเขาที่เข้าถึงไม่ได้ และชมความสวยงามของโลกที่กำลังขึ้นจากมุมมองที่แปลกตาจากดวงจันทร์นี้นั่นเอง แต่ขากลับหลังจากชมทิวเขาอนาคม แผ่นดินเกิดเขย่าสั่นไหว ทะเลแห่งความกระหายตื่นตัว

ยาน Selene1 ค่อยๆถูกกลืนกินจนมิดความลึกกว่า 15 เมตร พวกเขาต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยของสถานีแม่บนดวงจันทร์ ด้วยความหวังอันน้อยนิดเพราะทะเลแห่งความกระหายนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก ประกอบกับว่าไม่มีใครล่วงรู้แน่ชัดว่ายานเกิดเหตุ ณ จุดใด ไหนจะทรัพยากรบนยานอย่าง ออกซิเจนที่มีนั้นใช้ได้แค่ 6 วัน อาหารที่มีจำกัด ระบบถ่ายเทอากาศก็ดันไม่ทำงานเนื่องจากจมอยู่ในทราย คาร์บอนไดออกไซด์ย่อมเพิ่มขึ้นจากการหายใจออกมา ที่สำคัญแต่ละคนบนยานจะมีใครตื่นตระหนกจนทำให้สถานการณ์เลวร้ายปั่นป่วนขึ้นหรือเปล่า แล้วหน่วยกู้ภัยจะมาช่วยเหลือพวกเขาทันหรือไม่ จะค้นหาอย่างไร วิธีการไหน ด้วยเงื่อนไขที่จำกัดของยานและเงื่อนเวลาของดวงจันทร์ที่แสงอาทิตย์จะส่องสว่างเพียง 2 อาทิตย์เท่านั้นในแต่ละรอบ

แค่ประเดิมการท่องเที่ยวบนดวงจันทร์ก็ประสบปัญหาไม่คาดคิดเสียแล้ว โครงการท่องเที่ยวที่นำโดยยาน Selene 1 จะล้มเหลวพับโครงการยกเลิกไปหรือไม่

การเล่าเรื่องของ Clarke ถือว่าอ่านได้เพลินๆ ไม่ต้องใช้จินตนาการสูงส่งมากมายอะไร แต่ตอนจบง่ายไปนิด ยิ่งถ้าไปเทียบกับ The Fountians Of Paradise และ Childhood's End ประเด็นของเรื่องดูจะด้อยกว่าทั้งสองเรื่องดังกล่าวพอสมควรทีเดียว

ส่วนพล็อตเรื่องนี้ดูไม่แปลกใหม่เท่าใดนักในยุคนี้ ดูหาได้ตามหนังไซไฟเกรดเอยันหนังเกรดซีทั่วๆไป ต่างกันที่การเติมรสเข้าไปให้มันกลมกล่อมของแต่ละเรื่อง ตอนอ่านๆไปอยู่ดีๆเรื่อง The Langoliers ของ Stephen King ก็วิ่งเข้ามาในหัว ประมาณว่าถ้าเติมมิติตัวละครให้มันเขย่าขวัญมากกว่านี้ น่าจะลุ้นมันกว่านี้ขึ้นไปอีก ถึงขนาดเป็น Scifi-Thriller ได้เลยเพราะพล็อตมันส่งเสริมอยู่แล้ว แต่อย่างว่า Clarke เน้นเล่าด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์มากกว่าในการแก้ไขปัญหาทีละขั้นๆไป   

"ไม่ว่ามนุษย์จะเก่งกล้าสามารถถึงกับเดินทางข้ามห้วงอวกาศจากดวงดาวไปยังอีกดวงดาว จากสุริยจักรวาลไปสู่อีกจักรวาลหนึ่ง แสนยานุภาพแห่งธรรมชาติก็จะตั้งแถวดาหน้าเข้าขัดขวางด้วยกลยุทธใหม่ๆและคาดไม่ถึงอยู่ทุกหนแห่ง แม้แต่ที่โลกพิภพซึ่งมนุษย์ได้รู้จักคุ้นเคยมานานนับกัปกัลป์ ก็ยังมีหลุมพรางของธรรมชาติไว้ดักคนประมาทขาดสติอยู่เสมอ"

ป.ล.อ่านหนังสือเก่าก็ต้องลุ้นไปด้วยเหมือนเนื้อเรื่อง ราวหน้าที่ 200 กว่าๆ หน้าซ้ำจนต้องลุ้นว่าหน้าจะหายอีกหรือเปล่า โชคดีแค่หน้าซ้ำเฉยๆ

คะแนน 7.5/10





Create Date : 10 มิถุนายน 2558
Last Update : 10 มิถุนายน 2558 0:31:59 น.
Counter : 861 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



สมาชิกหมายเลข 755059
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



New Comments
มิถุนายน 2558

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog