The Three-Body Problem ดาวซานถี่ อุบัติการณ์สงครามล้างโลก




ดาวซานถี่ อุบัติการณ์สงครามล้างโลก 
The Three-Body Problem (2014)
โดย Liu Cixin (หลิวฉือซิน)
สนพ.โพสต์บุ๊ค แปลโดย เรืองชัย รักศรีอักษร

"การค้นหาอารยธรรมต่างดาวเป็นวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง มีผลกระทบต่อมุมมองชีวิตของคนทำงานด้านนี้มาก...

...ยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ได้ยินเสียงรบกวนจากจักรวาลอันไร้ชีวิตผ่านหูฟัง เสียงรบกวนนี้เลือนรางราวกับเป็นนิรันดร์ยิ่งกว่าดวงดาวทั้งมวล บางครั้งก็รู้สึกว่าเสียงนั่นเหมือนสายลมในฤดูหนาวที่ไม่รู้จักจบสิ้นของภูเขาต้าชิงอันหลิง ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บ ความรู้สึกว้าเหว่นั้นสุดบรรยายจริงๆ

เวลาเลิกงานกะดึก แหงนมองท้องฟ้ารู้สึกว่า ดวงดาวเหมือนทะเลทรายที่เปล่งแสง ตัวเราเป็นเหมือนเด็กน่าสงสารที่ถูกทอดทิ้งในทะเลทราย...รู้สึกว่าชีวิตบนโลกเป็นความบังเอิญ ในความบังเอิญของจักรวาล จักรวาลเป็นปราสาทใหญ่ที่ว่างเปล่า มนุษย์เป็นเพียงมดตัวเดียวในปราสาท ความรู้สึกนี้ทำให้ครึ่งหลังของชีวิตฉันมีความขัดแย้งทางความคิด บางครั้งรู้สึกว่าชีวิตช่างล้ำค่าเหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างช่างยิ่งใหญ่เหมือนเขาไท่ซาน บางครั้งกลับรู้สึกว่า มนุษย์เราช่างเล็กกระจิดริดไม่สมควรจะเอ่ยถึง แต่อย่างไรก็ตามเวลาก็ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ท่ามกลางความรู้สึกประหลาดนี้แล้วแก่เฒ่าลงโดยไม่รู้ตัว..."

............................................................

เมื่อนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะแขนงด้านฟิสิกส์ เกิดการฆ่าตัวตายไปหลายๆคนในช่วงนี้ คนล่าสุดคือ หยางตง นักฟิสิกส์หญิงที่กำลังจะทำการพิสูจน์แบบจำลอง 
ซูเปอร์ สตริงที่เธอค้นคว้าผ่านเครื่องเร่งความเร็วอนุภาคมูลค่ามหาศาลที่กำลังจะสร้าง

เธอทิ้งจดหมายให้สามีนักฟิสิกส์ มีข้อความเพียงว่า

"ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงที่ว่า : แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีวิชาฟิสิกส์ อนาคตก็จะไม่มี ฉันรู้ว่าการทำอย่างนี้ไม่รับผิดชอบ แต่ไม่มีทางเลือกอื่น"

วังเหมี่ยว ศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีนาโนถูกทางหน่วยงานของรัฐบาลตามตัวแบบแกมบังคับมาช่วยสืบสวน เหตุเพียงเพราะเขาเคยมีความเกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ใน "ชายแดนวิทยาศาสตร์" องค์กรลับที่นักวิทยาศาสตร์แนวหน้าทั่วโลกใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอันเป็นความลับกันและคนที่ฆ่าตัวตายมักจะเกี่ยวข้องกับองค์กรนี้

ยิ่งเขาสืบค้นและได้รับข้อมูลก็ยิ่งถลำลึกเข้าไปพัวพันพบกับความแปลกประหลาดหลายๆอย่าง 

ทั้งรายงานการทดลองทางวิทยาศาตร์ในช่วงนี้ที่มักไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่มีผลที่เสถียรเพียงพอในแบบที่กฎทางฟิสิกส์ในอดีตที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันไม่สามารถอธิบายได้

ทั้งเกมซานถี่ที่แพร่หลายกันในหมู่ผู้ที่เชื่อถืออารยธรรมต่างดาว เกมที่เสมือนแบบจำลองผ่านหลายร้อยอารยธรรมในดาวเคราะห์ดวงหนึ่งภายใต้ดวงอาทิตย์สามดวง มุ่งค้นหากฎของธรรมชาติของดาวเคราะห์นี้ เรียนรู้และเอาตัวรอดให้ผ่านยุคโกลาหลที่แสนปั่นป่วนทรมานแสนสาหัสถึงขั้นต้องขับน้ำ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในยุคเสถียรแทน

จนนำเขาไปพานพบกับ เย่เหวินเจี๋ย อดีตนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์หญิงประจำสถานีอวกาศหงอ้านสถานีลับของจีนบนเขาต้าชิงอันหลิงในมองโกเลียที่มีหน้าที่รับ-ส่งสัญาณ ออกไปยังจักรวาลเพื่อค้นหาและติดต่อสื่อสารกับอารยธรรมต่างดาว เธอซึ่งบอบช้ำ เจ็บปวดจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในหนหลังอย่างที่สุด เรื่องเล่าในอดีตของเธอจะค่อยๆเปิดเผยออกมา

แล้วปริศนาต่างๆก็จะค่อยๆเริ่มคลี่คลาย 

ทั้งเกมซานถี่ มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ทำไมถึงนิยมกันในชนชั้นปัญญาชนและ
นักคิดนักวิทยาศาสตร์ ความลับที่อยู่เบื้องหลังมันกำลังรอวันเปิดเผย 
ทำไมการทดลองทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่สำคัญบนโลกถึงหยุดชะงักและล้มเหลว 
ทำไมในที่ประชุมถึงเอ่ยกลายๆพร้อมที่จะสู้รบ แต่สู้รบกับใครล่ะ

ทั้งหมดทั้งปวงนี้อยู่บนวังวนแห่งความอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง

โลกมนุษย์กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความโกลาหลอย่างแท้จริง...

.............................................................

เล่มแรกของชุด Remembrance of Earth's Past ไตรภาคนิยายวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ Hugo Award ในปี 2015 และเข้าชิงรางวัล Nebula Award ในปี 2014 ซึ่งถือว่าเป็นนักเขียนชาวจีน คนเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัล Hugo Award นี้

ผมอ่านจบแล้วมีความรู้สึกว่า มันออกจะเรียลๆ จริงจังในแบบ Arthur C.Clarke เขียน มีความเป็น Hard Scifi เพียงแต่ Liu Cixin ใส่การเมืองเข้ามามากหน่อยและ ตัวละครมีมิติมากกว่า และที่ทำให้นึกถึง Clarke อีกอย่าง คือมีการเอ่ยถึงบันไดเลื่อนอวกาศ ที่อาจจะสร้างจากวัสดุนาโน ทำให้นึกถึงเรื่อง สู่สวรรค์ (The Fountains Of Paradise) เล็กๆเลย

ทั้งยังยังใช้เกมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องคล้ายๆกับ Ender's Game ของ Orson Scott Card แต่มีสเกลที่ใหญ่และดูเครียดกว่า เพียงแต่เนื้อหาของเกมไม่ชวนสนุกเท่า เพราะมันไม่ใช่การหากลยุทธในการสู้รบ แต่เป็นการค้นหาคำตอบเพื่อการเอาตัวรอดที่จะสู้กับธรรมชาติบนดาวเคราะห์ที่มีดวงอาทิตย์ 3 ดวง

เปิดเรื่องมากลิ่นระบอบคอมมิวนิสต์ (ความเสมอภาค เท่าเทียม = ความเสถียร) ก็ลอยมาเลย เติมแต่งด้วยเหตุการณ์  "การปฏิวัติวัฒนธรรม" (ความโกลาหล) ในยุคของเหมา เจ๋อ ตุง มาสื่อถึงธีมของเรื่อง นั่นก็คือ ความโกลาหล ความเสถียร เพื่อฉายให้เห็นภาพเกริ่นนำ

คนเขียนเข้าใจใช้ประวัติศาสตร์ในยุคใกล้ที่ร่วมสมัยเพื่อสื่อถึง 2 สิ่งนั้น (ถ้าเป็นนักเขียนไทยก็คงใช้เหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 2516 มั้ง) เป็นยุคที่น่าจะโกลาหลที่สุดของจีนยุคหนึ่ง มีคนตายและถูกจับกุมร่วม 1 ล้านครอบครัว ศัตรูทางการเมืองและนักวิชาการถูกกวาดล้าง นักศึกษาถูกครอบงำด้วยความคิดว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง (แต่ภายหลังอาจจะมาคิดได้ว่านั่นคือ สิ่งที่ถูกต้องจริงหรือ) ก่อนจะคลี่คลายมาสู่จีนในยุคเสถียรที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆจนเป็นยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน

แนวความคิดเกี่ยวกับ คอมมิวนิสต์ ยังตลบอบอวลต่อเนื่องไปยังบนดาวซานถี่ที่ทุกคนต้องมีหน้าที่ ต้องมีงานทำไม่เช่นนั้นจะถูกบังคับให้ตาย พอไปเปิดประวัติดู Liu Cixin เกิดในปี 1963 ครอบครัวของเขาทั้งพ่อและแม่ทำงานอยู่ในเหมือง เมื่อเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมขึ้น ตัวเขาถูกส่งไปอยู่กับครอบครัวปู่ย่าตายาย เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้าเขาจะใส่เรื่องนี้เข้ามาในนิยาย 

แต่ชอบความคิดของเขาที่แม้จะผ่านอะไรมาพอสมควรกับระบอบนี้ เขาบอกกลายๆว่าถ้าโลกนี้จะมีแนวคิดเรื่อง "คอมมิวนิสต์" ก็ควรจะมีในรูปแบบ "คอมมิวนิสต์ในสิ่งมีชีวิต" นั่นคือ มีความเสมอภาคเท่าเทียมในการดำรงชีวิตอยู่ ไม่ว่ามันจะเป็นมนุษย์ ช้าง นก มด หรือแม้แต่ ต้นไม้ เราที่เป็นมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่า สิ่งมีชีวิตอย่างพวกเรามีคุณค่ามากกว่า สมควรที่จะอยู่บนโลกใบนี้มากกว่า 

หลังจาก Liu Cixin ใช้เหตุการณ์ทางสังคมสื่อถึงประเด็นเหล่านั้นแล้ว เขาก็ใช้
เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ยังขบคิดกันอยู่แม้แต่ในปัจจุบัน ตอกย้ำประเด็น "ความโกลาหล ความเสถียร" นั่นคือ

"ปริศนาซานถี่ Three Body Problem" ให้เราเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก เราลองนึกภาพว่า เราอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนั้น มีดวงอาทิตย์ 3 ดวง ที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน เปรียบง่ายๆก็...มี ผู้ชาย 3 คน (ดวงอาทิตย์) มีความรักกับผู้หญิง 1 คน (ดาวเคราะห์) เหมือนกันและเท่าๆกัน แต่ความหึงหวง (แรงดึงดูด)ของผู้ชายไม่เท่ากันในแต่ละช่วง ช่วงที่จะถูกดึงดูดไปอยู่กับชายคนไหนนี่แหละ คือ ยุคโกลาหล จะกินเวลายาวนานแค่ไหนไม่มีใครรู้ จนกว่าเธอจะไปหมุนรอบชายคนใดคนหนึ่งที่เป็นผู้ชนะ ก็จะอยู่ในยุคเสถียรและรอจนกว่าชายอีก 2 คนจะโคจรกลับมาอีกก็จะเข้าสู่วงจรนี้ต่อไปเรื่อยๆ

และมันก็แปลกที่มนุษย์อย่างเราที่อยู่บนโลกใบนี้ที่โคจรหมุนรอบดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวในทางช้างเผือก ถือว่ามีความเสถียรโดยธรรมชาติพอสมควร กลับมักสร้างยุคโกลาหลด้วยน้ำมือของพวกเราแทนธรรมชาติเองนี่แหละ 

สรุปว่าเป็นหนังสือที่สมควรได้รับรางวัลนั้นแน่นอน ถ้ามองในแง่คุณค่าและสารที่ต้องการจะสื่อ ความสนุกตื่นเต้นอาจจะไม่เยอะ หวือหวามากนัก อาจจะเพราะกลวิธีในการเล่าเรื่องที่สลับไปมาทั้งในมุมมองของวังเหมี่ยว สลับตัดไปในอดีตของเย่เหวินเจี๋ย สลับตัดไปในเกมซานถี่ แถมตัวละครช่วงแรกๆเยอะพอสมควร จำชื่อได้ยาก (อันนี้ความผิดผมเองที่ไม่ค่อยคุ้นกับชื่อจีน) แต่อ่านได้เพลิน กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นดียิ่งนัก บรรยากาศของเรื่องเหมือนยกองค์กร SETI, CERN หรือหนัง Contact มาฉายให้เราดูผ่านตัวอักษร เติมแต่งด้วยแนวสืบสวนปนฉากแอคชั่นหน่อยๆและแผนบ่อนทำลายของอารยธรรมต่างดาวที่ดิ้นรนหนีจากสภาพแวดล้อมที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนอยากเจอ ตอนเฉลยทุกอย่างนี่ วิทยาศาสตร์จัดเต็มมาก ไม่ถึงกับมึนแต่งงเล็กๆมากกว่า เราลองคิดดูซิแค่ โปรตรอนอัจฉริยะ 2 ตัวจะทำให้โลกชะงักงันปั่นป่วนได้ขนาดนั้นราวกับเป็น สายลับนาโนวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่เป็นคนอย่าง James Bond, Jason Bourne ช่างคิดมาก จินตนาการล้ำเหลือจริงๆ

ยุทธวิธีในการแทรกแซงของดาวซานถี่นี่สุดยอดมาก เหมือนจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันได้ทั้ง 3 ขั้นตอนเลย

1.ย้อมสี เพียงแค่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก 

2.อภินิหาร เพียงแค่สร้างเรื่องชวนหัว ชวนเชื่อ เสมือนทำให้เป็นวิทยาศาสตร์เทียมครอบงำไปเรื่อยๆ จนทำให้ประชาชนเคารพนับถือ วิทยาศาสตร์แท้ก็จะถูกลบเลือนหายไป

3.การขัดขวางการทดลองทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่สำคัญ ตัดวงจรพิสูจน์ความจริงต่างๆทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนพัฒนาเทคโนโลยี

(3 ขั้นตอนนี้เหมือนมันจะคุ้นๆอยู่ที่ไหนสักแห่งน้อ)

"ช่วงนี้มีหนังเรื่องเฟิงกำลังฉายอยู่ ไม่รู้ว่าคุณดูรึยัง ตอนจบมีผู้ใหญ่กับเด็กยืนอยู่หน้าหลุมศพของเรดการ์ดที่ตายจากการต่อสู้ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม เด็กคนนั้นถามผู้ใหญ่ว่า พวกเขาเป็นวีรชนใช่ไหม ผู้ใหญ่ตอบว่าไม่ใช่ เด็กถามอีกว่าพวกเขาเป็นคนร้ายใช่ไหม ผู้ใหญ่ตอบว่าไม่ใช่ เด็กถามต่ออีก งั้นพวกเขาเป็นใคร ผู้ใหญ่ตอบว่า เป็นประวัติศาสตร์"

ป.ล.มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีดราม่าเรื่องเล่นเกม เดาว่าทั้ง Liu Cixin และ Orson Scott Card ต้องชอบเล่นเกมพอสมควร ไม่งั้นคงไม่สามารถนำเกมมาเป็นส่วนหนึ่งของนิยายได้สุดยอดแบบนี้แน่ๆ แต่การแบ่งเวลาเล่นเกมต่างหากมั้งที่จะต้องจัดสรรกันเอานะครับ

อ้อ ชอบปกฝรั่งมากกว่าปกไทยอีกแล้วล่ะครับ



คะแนน 8.6/10




Create Date : 16 กรกฎาคม 2560
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 14:14:36 น.
Counter : 874 Pageviews.

6 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณออโอ

  
อยากอ่านค่า แต่ว่าจะรอให้ออกครบก่อนค่อยเก็บทีเดียว โอมีปัญหาหลังๆ ชอบลืมว่ามีถึงเล่มไหนแล้ว เริ่มเบลอ โอชอบปกไทยนะคะ เห็นแล้วปิ๊งเลย
โดย: ออโอ วันที่: 18 กรกฎาคม 2560 เวลา:15:29:51 น.
  
ขอบคุณที่โหวตให้นะครับ

อ่านรวดเดียวก็ดีครับ ต่อเนื่องดีไม่สะดุดครับคุณออโอ เล่ม 3 น่าจะใกล้ออกเดาว่างานหนังสือเดือน ต.ค.นี่แหละครับ

ปกไทยมันตรงไปนิดในความรู้สึกผม ปกฝรั่งมันจะสร้างความฉงนสงสัยมากกว่าว่าเกี่ยวอะไรกับปิรามิดน้อ?
โดย: leehua (สมาชิกหมายเลข 755059 ) วันที่: 19 กรกฎาคม 2560 เวลา:22:48:29 น.
  
น่าสนใจเชียวค่ะ ไม่ค่อยได้อ่านแนวไซไฟแบบนี้เลย
โดย: kunaom วันที่: 15 สิงหาคม 2560 เวลา:17:21:02 น.
  
คุณ kunaom ต้องลองดูครับ หนังสือมาแนวจริงจังผสมการเมืองนิดๆ ถ้าเคยอ่านแนวนี้น่าจะชอบครับ
โดย: leehua (สมาชิกหมายเลข 755059 ) วันที่: 21 สิงหาคม 2560 เวลา:17:42:15 น.
  
ผมไม่ค่อยได้อ่านแปลจีนสักเท่าไหร่ เคยอ่านแค่เรื่องเดียวเอง บอกตรงๆว่าสับสนเวลาอ่านชื่อตัวละครครับ แหะๆ
โดย: ruennara วันที่: 21 สิงหาคม 2560 เวลา:18:22:38 น.
  
คุณ ruennara ตอนแรกๆผมก็เป็นแบบนั้น แต่พออ่านๆไปเดี๋ยวก็ชินไปเอง ลองดูๆครับ
โดย: leehua (สมาชิกหมายเลข 755059 ) วันที่: 29 สิงหาคม 2560 เวลา:19:27:45 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



สมาชิกหมายเลข 755059
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



New Comments
กรกฏาคม 2560

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog