
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 |
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
ทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ตรง 003
ทิฏฐุชุกรรมคือการกระทำความเห็นให้ถูกตรงนั้นได้แก่ตรงต่อความจริง ตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ตรงตามความเห็นของเราหรือผู้อื่นซึ่งยังหนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส ทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบนี้เป็นอย่างเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๑๐ อย่าง คือ
๑. เห็นว่าทานที่ให้แล้วมีผล คือต้องเชื่อว่าให้ทานแล้วต้องได้รับผล เป็นต้น ๒. เห็นว่าการบูชามีผล การบูชาในที่นี้หมายถึงผู้ที่ควรบูชา มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวก พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูอาจารย์ ฯลฯ ๓. เห็นว่าการบวงสรวงมีผลคือการนำของไปบูชาผู้มีคุณย่อมมีผล ๔. เห็นว่าการทำดีทำชั่วมีผล คือทำดีก็ได้ผลดีทำชั่วก็ได้ผลชั่ว ๕. เห็นว่าโลกนี้มีอยู่ หมายความว่าเชื่อว่าผู้ที่ตายจากโลกอื่น มาเกิดในโลกนี้มีอยู่ ๖. เห็นว่าโลกหน้ามีอยู่ หมายความว่าเชื่อว่าผู้ที่ตายจากโลกนี้แล้วไปเกิดในอีกโลกอื่นมีอยู่ ๗. เห็นว่ามารดามีอยู่ คือเห็นว่าคุณของมารดามีอยู่ การทำดีทำชั่วต่อมารดาย่อมมีผล ๘. เห็นว่าบิดามีอยู่ คือเห็นว่าคุณของบิดามีอยู่ การทำดีทำชั่วต่อบิดาย่อมมีผล ๙. เห็นว่าโอปปาติกสัตว์คือสัตว์ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีบิดามารดา เกิดแล้วโตเต็มที่ทันที ได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม มีอยู่ ๑๐. เห็นว่าสมณะพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติชอบประกอบด้วยความรู้ยิ่ง เห็นแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และ โลกหน้าด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้นั้นมีอยู่ คือเห็นว่าผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอยู่นั่นเอง
ที่มา //84000.org/tipitaka/book/bookpn04.html
ทิฏฐุชุกรรม การมีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างน้อยก็ต้องถึงกัมมสกตาปัญญา (กัม-มะ-สะ-กะ-ตา-ปัญ-ญา) คือรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว ธรรมที่เป็นปัจจัยให้เกิดกัมมสกตาปัญญา คือ ก. สุตมยปัญญา (สุ-ตะ-มะ-ยะ) ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน ข. จินตามยปัญญา (จิน-ตา-มะ-ยะ) ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณาไตร่ตรอง ค. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนา
ที่มา //www.abhidhamonline.org/aphi/p5/073.htm
จากความหมายของทิฏฐุชุกรรม (อ่าน ทิฏ-ถุ-ชุ-กรรม) ผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ด้วยตนเอง และประกาศพระสัทธรรมนั้นมีอยู่ (นั่นคือผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าและการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า) ผู้ที่ไม่เชื่อว่าโอปปาติกสัตว์ เช่นสัตว์นรก เปรต เทวดา พรหมมีอยู่ (นั่นคือผู้ที่ไม่เชื่อว่านรกมี สวรรค์มี เป็นต้น) ผู้ที่ไม่เห็นคุณของมารดา บิดา (สองประการนี้ตรงตัวอยู่แล้ว) ผู้ที่ไม่เห็นว่าโลกนี้มีอยู่โลกหน้ามีอยู่ (ไม่เห็นว่ามีชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อน) ผู้ที่ไม่เห็นว่าการทำดีทำชั่วมีผล (คือผู้ที่ปฏิเสธเรื่องกรรมและผลของกรรม) ผู้ที่ไม่เชื่อว่าการบูชา การบวงสรวงมีผล บางที่อาจใช้คำว่าเซ่นสรวง ทำให้คิดไปว่าเหมือนการไหว้เจ้า (บ้านที่มีเชื้อสายจีนคงรู้จักเรื่องการไหว้เจ้า) คำว่าเซ่นสรวงหมายความถึงกริยามารยาทอันดี ดังนั้นการบวงสรวงในทิฏฐุชุกรรมหมายถึงกริยามารยาทอันดีที่มีต่อผู้มีคุณย่อมมีผล สุดท้ายผู้ที่ไม่เชื่อว่าทานที่ให้แล้วมีผล (ซึ่งเป็นเรื่องกรรมและผลของกรรมนัยหนึ่ง) ทั้งหมดเป็นผู้ที่มีความไม่ตรง เป็นผู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับสัมมาทิฎฐิในนัยหนึ่ง
สำหรับคำว่าทิฏฐิ ถ้ากล่าวโดยทั่ว ๆ ไปจะหมายถึงมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) โดยเฉพาะถ้ากล่าวควบคู่ไปกับเรื่องอกุศล
ท้ายสุดผมขออุทิศส่วนกุศลอันดีที่ได้ทำไปให้แก่บิดามารดา บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ญาติสนิทมิตรสหาย คนรู้จักที่ล่วงลับไปแล้ว เทวดาและอมนุษย์ทั้งหลาย ขอให้มีจิตรับทราบและอนุโมทนากุศลอันดีที่ผมได้กระทำไปแล้ว
และขออนุโมทนากุศลอันดีของท่านผู้อ่านที่ได้แสดงความสนใจในการศึกษาพระพุทธศาสนา ขออนุโมทนาคุณครู อาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนจนอ่านเขียนและทำให้มีโอกาสได้ศึกษาพระพุทธศาสนา
| Create Date : 24 ธันวาคม 2553 |
| Last Update : 13 พฤษภาคม 2554 2:09:27 น. |
|
3 comments
|
| Counter : 1605 Pageviews. |
|
 |
|
|
โดย: elenote วันที่: 22 มกราคม 2554 เวลา:0:36:36 น. |
|
| โดย: นายอยากรู้ IP: 101.108.192.253 วันที่: 21 มิถุนายน 2554 เวลา:12:24:06 น. |
|
โดย: elenote วันที่: 23 ธันวาคม 2554 เวลา:14:22:51 น. |
|
| |
|
| elenote |
 |
|
|
 |
|
ถ้ามีคำถามในแต่ละเรื่อง ก็เขียนถามได้เลยนะครับ ตอบได้จะตอบ ตอบไม่ได้จะหาคำตอบมาให้ครับ