<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
5 กุมภาพันธ์ 2554
 

สวดมนต์กันอย่างไรดี 011

นางสาว ก “เวลาสวดมนต์แล้วรู้สึกขนลุก”
ผู้เขียน “ยังไงต่อ”
นางสาว ก “ก็รู้สึกดี รู้สึกสงบดี”
ผู้เขียน “อาการขนลุกที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องของความปิติ ว่าแต่ที่ไปสวด ๆ ไปนะรู้ไหมว่าสวดอะไรไป”
นางสาว ก “ก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็สวดตามหนังสือที่เขาแจกในวัดนั่นแหละ”
ผู้เขียน “เรื่องขนลุก ว่ากันไม่ได้บอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม คงเคยสะสมเรื่องการสวดมนต์แล้วเกิดความรู้สึก ปิติ แบบนี้มา” “แต่ทว่าสวดไปแบบไม่รู้ว่าสวดอะไรไปก็ไม่ค่อยดีเหมือนกัน”

แล้วจะสวดยังไงดีล่ะท่าน

ที่บอกว่าสวดอะไรไปก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่ดีเพราะพอไม่รู้แล้วก็เป็นที่ทราบกันว่าต้องมีโมหะ (ความไม่รู้) เป็นเหตุ ยิ่งถ้าติดใจว่าสวดแล้วสบายอกสบายใจดีก็มีโลภะตามประกบไปด้วย โดยปกติโลภะเกิดกับโมหะเสมอ เขาเรียกกันว่าทวิเหตุ (มีเหตุสองเหตุคือทั้งโลภะและโมหะ) โลภะเกิดโดด ๆ มาเป็นเหตุเดียวไม่ได้ ที่เกิดมาได้เหตุเดียวก็คือ “ความไม่รู้” หรือโมหะ ก็สวดอะไรไปไม่รู้จะดีได้อย่างไร ถ้าบอกว่าทำให้สงบก็คงถามกันต่อสงบจากอะไร เรามีหลักที่ว่าถ้าไม่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนา ก็ไม่ใช่กุศล ความสงบนี้สงบจากกิเลสหรือเปล่า??? กรณีนี้คงไม่ใช่ เพราะไปท่องบ่นโดยที่ไม่ได้เข้าใจความหมายแล้วสวดมนต์เพราะ “ความอยาก” จะสงบตกลงเลยไม่สงบกันพอดี

บทสวดมนต์หลายบทมีการแปลเป็นภาษาไทยกำกับให้อยู่แล้ว ไหน ๆ จะสวดแล้วก็ลองอ่านดูว่าคำแปลคืออะไร ถ้าไปอ่านคำแปลอาจทราบได้ว่าเอ๊า แล้วจะสวดไปทำไมเนี่ย เช่นขอให้เทวดาคุ้มครอง บันดาลความสุข ความร่ำรวยให้ ถ้าเป็นเช่นนี้การที่เราสวดไปก็ไม่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนา

การเข้าใจความหมายของคำที่สวดจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น เราเคยต้องได้ยินบทบูชาคุณพระรัตนตรัยมาแน่ ๆ ลองอ่านความหมายของคำที่เราเคยได้ยินหรือเคยสวดมากัน

พุทธคุณ 9 (คุณของพระพุทธเจ้า — virtues or attributes of the Buddha)
อิติปิ โส ภควา (แม้เพราะอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น — thus indeed is he, the Blessed One,)
1. อรหํ (เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไกลจากกิเลส ทำลายกำแห่งสังสารจักรได้แล้ว เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ควรได้รับความเคารพบูชา เป็นต้น — holy; worthy; accomplished)
2. สมฺมาสมฺพุทฺโธ (เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง — fully self-enlightened)
3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน (เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ — perfect in knowledge and conduct)
4. สุคโต (เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดำเนินพระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยสำเร็จผลด้วยดี พระองค์เองก็ได้ตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพุทธกิจก็สำเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชนทั้งหลายในที่ที่เสด็จไป และแม้ปรินิพพานแล้ว ก็ได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้เป็นประโยชน์แก่มหาชนสืบมา — well-gone; well-farer; sublime)
5. โลกวิทู (เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลกคือสังขารทั้งหลาย ทรงหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตวโลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอำนาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้ทรงดำเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งคติธรรมดานั้น และทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้ — knower of the worlds)
6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ (เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า คือ ทรงเป็นผู้ฝึกคนได้ดีเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเทียมเท่า — the incomparable leader of men to be tamed)
7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย — the teacher of gods and men)
8. พุทฺโธ (เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คือ ทรงตื่นเองจากความเชื่อถือและข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ถือกันมาผิดๆ ด้วย ทรงปลุกผู้อื่นให้พ้นจากความหลงงมงายด้วย อนึ่ง เพราะไม่ติด ไม่หลง ไม่ห่วงกังวลในสิ่งใดๆ มีการคำนึงประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น จึงมีพระทัยเบิกบาน บำเพ็ญพุทธกิจได้ถูกต้องบริบูรณ์ โดยถือธรรมเป็นประมาณ การที่ทรงพระคุณสมบูรณ์เช่นนี้ และทรงบำเพ็ญพุทธกิจได้เรียบร้อยบริบูรณ์เช่นนี้ ย่อมอาศัยเหตุคือความเป็นผู้ตื่นและย่อมให้เกิดผลคือทำให้ทรงเบิกบานด้วย — awakened)
9. ภควา (ทรงเป็นผู้มีโชค คือ จะทรงทำการใด ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ หรือ เป็นผู้จำแนกแจกธรรม — blessed; analyst)
พุทธคุณ 9 นี้ เรียกอีกอย่างว่า นวารหาทิคุณ (คุณของพระพุทธเจ้า 9 ประการ มีอรหํ เป็นต้น) บางทีเลือนมาเป็น นวรหคุณ หรือ นวารหคุณ แปลว่า คุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ 9 ประการ

ธรรมคุณ 6 (คุณของพระธรรม — virtues or attributes of the Dhamma)
1. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม (พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว คือ ตรัสไว้เป็นความจริงแท้ อีกทั้งงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศหลักการครองชีวิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง — Well proclaimed is the Dhamma by the Blessed One)
2. สนฺทิฏฺฐิโก (อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คือ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเองไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ ผู้อื่นจะบอกก็เห็นไม่ได้ — to be seen for oneself)
3. อกาลิโก (ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทันที บรรลุเมื่อใด เห็นผลได้ทันที อีกอย่างว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่จำกัดด้วยกาล — not delayed; timeless)
4. เอหิปสฺสิโก (ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม และพิสูจน์ หรือท้าทายต่อการตรวจสอบ เพราะเป็นของจริงและดีจริง — inviting to come and see; inviting inspection)
5. โอปนยิโก (ควรน้อมเข้ามา คือ ควรเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึง ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ หรือให้ใจบรรลุถึงอย่างนั้น หมายความว่า เชิญชวนให้ทดลองปฏิบัติดู อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่นำผู้ปฏิบัติให้เข้าไปถึงที่หมายคือนิพพาน — worthy of inducing in and by one’s own mind; worthy of realizing; to be tried by practice; leading onward)
6. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ (อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง — directly experienceable by the wise)
คุณข้อที่ 1 มีความหมายกว้างรวมทั้งปริยัติธรรม คือ คำสั่งสอนด้วย ส่วนข้อที่ 2 ถึง 6 มุ่งให้เป็นคุณของโลกุตตรธรรม จะเห็นได้ในที่อื่นๆ ว่า ข้อที่ 2 ถึง 6 ท่านแสดงไว้เป็น คุณบทของนิพพาน ก็มี

สังฆคุณ 9 (คุณของพระสงฆ์ — virtues of the Sangha; virtues or attributes of the community of noble disciples)
1. สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ (พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี — Of good conduct is the community of noble disciples of the Blessed One)
2. อุชุปฏิปนฺโน (เป็นผู้ปฏิบัติตรง — of upright conduct)
3. ญายปฏิปนฺโน (เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง — of right conduct)
4. สามีจิปฏิปนฺโน (เป็นผู้ปฏิบัติสมควร — of dutiful conduct; of proper conduct)
ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา (ได้แก่ คู่บุรุษ 4 ตัวบุคคล 8 — namely, the four pairs of men, the eight types of individuals.)
เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ (พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนี้ — This community of the disciples of the Blessed One is)
5. อาหุเนยฺโย (เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือควรรับของที่เขานำมาถวาย — worthy of gifts)
6. ปาหุเนยฺโย (เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ — worthy of hospitality)
7. ทกฺขิเณยฺโย (เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา, ควรแก่ของทำบุญ — worthy of offerings)
8. อญฺชลีกรณีโย (เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี, ควรแก่การกราบไหว้ — worthy of reverential salutation)
9. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส (เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก, เป็นแหล่งปลูกฝังและเผยแพร่ความดีที่ยอดเยี่ยมของโลก — the incomparable fied of merit or virtue for the world)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
//www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=307

การทราบความหมายของคำที่สวด จะทำให้เราสวดโดยรู้ว่าเรากำลังสวดอะไร เพื่ออะไร เช่นที่ยกมาเราก็จะทราบว่าเรากำลังสวดเพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ และถ้าหากได้ทำการค้นคว้าต่อไปก็จะให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น อาทิเช่น

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน (เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ — perfect in knowledge and conduct) วิชาไม่ได้หมายถึงวิชาเรียน วิชาความรู้ในภาษาไทย เมื่อค้นคว้าเพิ่มเติมจะทราบว่าพระพุทธเจ้าถึงพร้อมด้วยวิชา 8 (//www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=297) ถ้าเอาแต่เพียงชื่อก็คงไม่ได้อะไร แต่ถ้าศึกษาต่อไปก็จะรู้ว่าพระอรหันต์ต้องเป็นผู้ที่บรรลุอาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้ — knowledge of the destruction of mental intoxication ที่มา อ้างแล้ว) คือทุกพระองค์ทำลายความไม่รู้เป็นปริเฉท (เป็นที่สิ้นสุด ไม่เหลือแล้ว) ด้วยอาสวักขยญาณ

สนฺทิฏฺฐิโก อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คำอธิบายก็เช่นนอกจากพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีผู้ใดพยากรณ์ว่าท่านผู้นี้บรรลุโสดาปัตติมรรค โสภาปัตติผล ท่านผู้นี้คือพระอรหันต์ เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติจะทราบโดยตนเอง คำว่า อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล หลายท่านเข้าใจจากคำอ่านแล้วแปลว่าว่าพระพุทธศาสนา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะตั้งอยู่ไปได้ตลอดกาล (ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่จำกัดด้วยกาล) โดยที่ถ้าได้ศึกษาพระอภิธรรมจะทราบว่าคำนี้หมายถึงการเกิดสืบต่อเนื่องของจิต จากที่ปกติโดยทั่วไปจิตจะมีการเกิดคั่นสลับกันตลอดเวลาระหว่างจิตที่เป็นวิถีจิต กับจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต จิตเกิดสลับกันตลอดเวลา มีจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต (เรียกว่าภวังค์จิต) สลับคั่นกับจิตที่เป็นวิถีจิตตลอดเวลา แต่ถ้าเกิดโลกุตตรมรรคจิตแล้วโลกกุตตรผลจิต (มรรคจิต/ผลจิต) จะเกิดต่อทันทีไม่มีจิตอื่นคั่น

(ฟังเรื่องคุณของพระธรรมได้ที่ //www.dhammahome.com/front/media_cd/show.php?id=16&cid=3 ชุดปกิณกธรรมแผ่นที่ 3 ตั้งแต่นาทีที่ 18 ของตอนที่ 123 เป็นต้นไป ที่มา เว็บบ้านธัมมะ)

ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา (ได้แก่ คู่บุรุษ 4 ตัวบุคคล 8) ในบทบูชาคุณของพระสงฆ์ บุคคลในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเรียกว่าโสดาปัตติมรรคจิต โสดาปัตติมรรคบุคคลนี้นับเป็นอริยบุคคลขั้นแรก และได้ชื่อว่าเป็นผู้หยั่งลงสู่กระแสพระนิพพานแล้ว มรรคจิตต่อโดยโสดาปัตติผลจิตทันที บุรุษ 4 คือที่ท่านจะได้อ่านมาก่อนหน้านี้แล้วคือขั้นแรกโสดาบันบุคคล ลำดับที่สองคือสกทาคามีมรรคบุคคล มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่เรียกว่าสกทาคามีมรรคจิต ต่อด้วยสกทาคามีผลจิตทันทีไม่มีจิตอื่นเกิดคั่น ลำดับถัดไปคือ อนาคามีมรรคบุคคล (อนาคามีมรรคจิตเกิด แล้วอนาคามีผลจิตเกิดต่อทันที) ลำดับสุดท้ายคือ อรหัตตมรรคบุคคล อรหัตตมรรคจิตเกิดต่อด้วยอรหัตตผลจิตเกิดต่อทันที ไม่มีอะไรเกิดคั่น ดังนั้นคำสวดคู่บุรุษ 4 ก็คือผู้เข้าถึงโลกุตระ อริยบุคคลสี่ประเภท (โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์) ตัวบุคคล 8 ก็คือมรรคจิต และมรรคผลของพระอริยบุคคลแต่ละประเภท

ในสังสารวัฎอันยาวนานนับไม่ได้ ขอท่านผู้อ่านได้ทราบว่าโลกุตรมรรคจิต และผลจิตที่แจ้งให้ทราบเกิดเพียงอย่างละ 1 ครั้ง (โลกุตรธรรม (โล-กุ(ต)-ตะ-ระ) คือธรรมที่เหนือโลก ธรรมที่พ้นจากโลก ถ้าในแง่ของภพภูมิที่กำเนิดคือพ้นจากกามโลก สัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรฉาน (ทุคติภูมิ 4) มนุษย์ (โลกที่เราอยู่ถือเป็นสุขคติภูมิขั้นต่ำที่สุด) เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม) กล่าวคือเกิดโสดาปัตติมรรคจิตเพียง 1 ครั้ง เกิดโสดาปัตติผลจิตเพียง 1 ครั้งสำหรับโสดาบันบุคคล เกิดสกทาคามีมรรคจิตเพียง 1 ครั้ง เกิดสกทาคามีผลจิตเพียง 1 ครั้ง สำหรับสกทาคามีบุคคล เกิดอนาคามีมรรคจิต 1 ครั้ง เกิดอนาคามีผลจิต 1 ครั้งสำหรับอนาคามีบุคคล เกิดอรหัตมรรคจิตเพียง 1 ครั้ง เกิดอรหัตผลจิตเพียง 1 ครั้งสำหรับพระอรหันต์ ในสังสารวัฎอันยาวนานนั้นขอได้ไตร่ตรองเถอะว่ามีเพียงจิตที่เป็นโลกุตรมรรคจิต และผลจิตนี้เกิดเพียงประเภทละ 1 ครั้งเท่านั้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้พอเข้าใจได้ว่าความเข้าใจธรรมะจนถึงฐานะที่จะเป็นผู้เข้าถึงกระแสนิพพานยากเพียงไหน

มรรค 4 (ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล, ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด - the path)
1. โสดาปัตติมรรค (มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก, มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส - the path of stream-entry)
2. สกทาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 ข้อต้น กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง - the path of once-returning)
3. อนาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง 5 - the path of non-returning)
4. อรหัตตมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง 10 - the path of Arahantship).

ผล 4 (ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค, ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ - fruition)
1. โสดาปัตติผล (ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน, ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย - fruition of stream-entry)
2. สกทาคามิผล (ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย - fruition of once-returning)
3. อนาคามิผล (ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย - fruition of non-returning)
4. อรหัตตผล (ผลคือความเป็นพระอรหันต์, ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย - fruition of Arahantship)

ผล 4 นี้ บางทีเรียกว่า สามัญญผล (ผลของความเป็นสมณะ, ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม - fruits of a monk's life; fruits of the monkhood)

ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

แม้นแต่เพียงบทสวดมนต์ที่คุ้นเคยก็ยังสามารถทำให้เราศึกษาต่อ และทำความเข้าใจได้มาก การสวดมนต์ที่ดีก็ควรจะรู้ว่ากำลังสวดอะไร เพื่อเข้าใจ บทสวดมนต์ที่เราท่านรู้จักกันมากบทก็มาจากพระไตรปิฏก หากทราบถึงความหมายของบทสวดก็เป็นการศึกษาและทำความเข้าใจถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การทำเช่นนี้ย่อมดีกว่าสวด ๆ ไปโดยไม่ทราบว่ากำลังสวดอะไร สวดแล้วเพื่ออะไร ตัวอย่างเช่นคำสรรเสริญพระรัตนตรัยที่ยกมาก็เป็นการสวดเพื่อบูชา ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้ดียิ่งกว่านั้นควรรู้ด้วยว่าแต่ละคำ แต่ละความหมายนั้นเป็นไปในเรื่องใด การทำเช่นนี้ทำให้เราทราบว่าบทสวดมนต์ใดควรสวด เพราะถ้าคำที่ท่องบ่นไม่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนา (การอบรมเจริญปัญญา) ก็จะกลายเป็นสวดปากเปล่า ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจและได้ปฏิบัติศาสนาตามที่สมควร


Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 13 พฤษภาคม 2554 2:21:31 น. 2 comments
Counter : 986 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณครับ
 
 

โดย: Zen Entania วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:31:30 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับที่แวะมาอ่าน ถือว่าแลกเปลี่ยนความรู้ ความสนใจกันครับ
 
 

โดย: elenote วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:12:57:54 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

elenote
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เป็นพุทธเถรวาท เป็นผู้ศึกษาและปฏิบัติในศาสนา
[Add elenote's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com