<<
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
25 มกราคม 2554
 

อะไรคือกุศล (ความเข้าใจเบื้องต้น) 008

พูดถึงเรื่องบุญคนเราก็ชอบ บุญหรือกุศลเป็นความสบายใจไม่เดือดร้อนทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ไม่เดือดร้อนทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ในทางกลับกันอกุศลเป็นความเดือดร้อน บางทีเราจะไม่รู้ว่าจะไปเดือดร้อนอะไร ทำไปแล้วก็สุขสบายกาย สุขสบายใจดี เช่นฉีดน้ำหอมที่ตัวได้กลิ่นที่ดี ชวนเพื่อนไปกินอาหารร้านอร่อย ก็ถูกปากกับอาหารรสอร่อยถูกใจกับบรรยากาศของร้าน เป็นต้น แม้นแต่เรื่องที่เป็นปกติชีวิตประจำวัน ตื่นตอนเช้าเลือกเสื้อผ้าใส่ไปทำงานซึ่งเป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวัน เลือกสั่งกาแฟที่สตาร์บั๊ก พูดคุยเรื่องหนัง หรือหนังซีรีย์ที่ได้ดูไปเมื่อคืนนี้กับเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนเรียน ดู ๆ ไปก็ไม่ใช่เรื่องของอกุศลเพราะไม่เดือดร้อนต่อตนเองหรือต่อผู้อื่น

เพื่อที่จะได้ทราบว่าการกระทำ (กรรม) อะไรเป็นกุศล อะไรไม่ใช่กุศล ข้อที่ใช้ในการพิจารณาคือเมื่อใดที่ไม่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนาเมื่อนั้นไม่ใช่กุศล ณ เวลานี้เราก็ยึดหลักเกณฑ์ที่ว่าถ้าเมื่อใดได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส หรือนึกคิดแล้วไม่เป็นไปในทาน ศีล หรือภาวนาเมื่อนั้นไม่ใช่กุศล

ลองถามตัวเองครับ วันหนึ่ง ๆ เราจะเกิดกุศลหรืออกุศลมากกว่ากัน งานที่ทำลงไป กิจธุระต่าง ๆ ความคิดของเราวันหนึ่ง ๆ เป็นไปในทาน ศีล ภาวนา หรือเป็นไปนอกจากนี้มากกว่ากัน

เมื่อให้คำตอบตัวเองไปแล้ว ลองพิจารณาว่าทานคืออะไร ศีลคืออะไร ภาวนาคืออะไร ทานหมายถึงการให้ การสงเคราะห์ผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อน ในขณะที่ทำทานหากคิดว่าถ้าทำทานแบบนี้แล้วได้อานิสงฆ์อะไร ลองคิดดูว่าจะเป็นกุศลกรรมไหมเมื่อในขณะที่ทำทานนั้นก็คิดว่าจะไปอะไรตอบแทน ในขณะที่เรากำลังบริจาคเงิน บริจาคของให้ผู้อื่น เราไม่สามารถเหมารวมไปเป็นกลุ่ม เป็นชุด เป็นช่วงตลอดเวลาครั้งนั้นว่าเรากำลังทำบุญอยู่นะ กำลังทำบุญกันเป็นก้อน ๆ คราว ๆ ว่ากำลังเป็นกุศลกรรมจากการบริจากเงิน บริจาคสิ่งของ หรือช่วยเหลือผู้อื่นด้วยกำลังแรง เป็นกุศลตลอดเวลาที่ทำเพราะในขณะที่เรากำลังทำทาน จิตคิดไปในเรื่องอื่นนอกเรื่องทาน ศีล ภาวนา

อานิสงฆ์ของทานจะมากน้อยขึ้นอยู่กับอะไรอีกมากมายหลายอย่าง เช่นเกี่ยวกับความตั้งใจหรือเจตนา คือเจตนาก่อนทำ เจตนาในระหว่างทำ และเจตนาหลังทำ เรื่องการได้มาของวัตถุที่ทำทาน คือวัตถุทานที่ให้บริสุทธิ์ขนาดไหน ไม่ได้ไปลักขโมยใครมา เป็นต้น เรื่องคุณความดีของผู้รับ หรือปฏิคาหกของผู้รับทานนั้น เป็นต้น ทุกอย่างละเอียดถึงปานนี้ บางท่านในขณะที่กำลังตักบาตรอาจคิดว่าพระรูปนี้ดูไม่สำรวม การคิดไปอย่างนี้บังคับบัญฃากันไม่ได้เลยแต่ละคนมีเหตุปัจจัยมาไม่เหมือนกัน ดูซิกำลังทำทานอันดีอยู่แท้ ๆ แต่จิตคิดในเรื่องอกุศลก็ได้ ดังนั้นเมื่อบริจาคทานก็ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเสียดาย ไม่ต้องหวังว่าจะได้อะไรกลับมา เราได้ตั้งใจและกำลังทำทานอันดีแล้วแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องหวังอะไรตอบแทนเพราะจากความเข้าใจในเรื่องกรรมและผลของกรรม ทานอันดีที่ได้ทำไปย่อมได้รับผลตอบแทนเป็นที่แน่นอน

ศีลเป็นการวิรัติทุจริต ศีลเป็นเรื่องละเอียดเหมือนกับธรรมะในทุกหัวข้อ ศีลเป็นนิจศีลคือสิ่งปกติที่เราท่านควรมี คนไทยโชคดีเกิดในประเทศที่ยังได้ยินพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้นับถือศาสนาพุทธในประเทศต้องเคยได้ยินศีลห้า ศีลแปดมาบ้าง การเป็นผู้มีศีลไม่ใช่อาราธนาศีลห้า ศีลแปดเสร็จแล้วก็อยู่ในบ้านไม่ออกไปไหน อยู่ในสถานที่จำกัดที่ใดที่หนึ่ง อยู่เฉย ๆ แล้วคาดว่าสามารถรักษาศีลที่ได้อาราธนานั้นไว้เป็นอย่างดี เมื่อใดที่เราวิรัติทุจริตเมื่อนั้นเรากำลังปฏิบัติตามศีลที่ได้ตั้งใจจะรักษาไว้ การเป็นผู้มีศีลย่อมต้องมีได้ในชีวิตประจำวัน ในขณะที่กำลังใช้ชีวิตตามปกติ ตัวอย่างเช่นกำลังจะพูดในสิ่งที่ไม่จริง ก็เกิดการวิรัติทุจริตนั้น (เช่นการไม่พูดในสิ่งที่ไม่จริงนั้น ในขณะนั้น) ศีลมีความละเอียดยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงบอกว่าอาราธนาศีลห้าแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์เลยวันนี้ ไม่โกหกเลยสักคำวันนี้ ลองอ่านบทความนี้แล้วพิจารณาดูว่า ศีลที่เราเคยเข้าใจนั้นต่างกับความเป็นจริงของเรื่องศีลอย่างไร //www.84000.org/tipitaka/book/bookpn02.html เรื่องศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ

ขอออกนอกหัวข้อในบทความนี้เล็กน้อย เพราะเราพูดกันถึงเรื่องสุจริต ทุจริตจึงต้องอธิบายว่าทุจริตกระทำได้กี่ทาง ทุจริตก็ทำได้สามทางคือทางกาย ทางวาจา ทางใจ สุจริตก็เช่นเดียวกัน ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ได้อ่านบล๊อกเรื่องบุญกริยาวัตถุ อาจกลับอ่านหัวข้อดังกล่าว เมืออ่านจบแล้วลองค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่องกุศลกรรมบท จะได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น เมื่อศึกษาเรื่องกุศลกรรมบทก็ควรศึกษาธรมมะที่ตรงกันข้ามด้วยก็คือ อกุศลกรรมบท

ถัดจากทาน ศีลก็เป็นภาวนา กรรมที่ทำ จะทำ หรือจิตที่คิดถ้าไม่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนาก็ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่กุศลจิต ภาวนาไม่ใช่ภาวนาอย่างภาษาไทยที่หมายถึงท่องคาถา ท่องบทสวดมนต์ ภาวนาโดยความหมายคือ

ภาวนา การทำให้มีขึ้นเป็นขึ้น, การทำให้เกิดขึ้น, การเจริญ, การบำเพ็ญ
1. การฝึกอบรม ตามหลักพระพุทธศาสนา มี ๒ อย่าง คือ
๑. สมถภาวนา ฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ
๒. วิปัสสนาภาวนา ฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้เข้าใจตามเป็นจริง,
อีกนัยหนึ่ง จัดเป็น ๒ เหมือนกันคือ
๑. จิตตภาวนา การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามด้วยคุณธรรม มีความเข้มแข็งมั่นคง เบิกบาน สงบสุขผ่องใส พร้อมด้วยความเพียร สติ และสมาธิ
๒. ปัญญาภาวนา การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้รู้เท่าทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จนมีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและความทุกข์
2. การเจริญสมถกรรมฐานเพื่อให้เกิดสมาธิ มี ๓ ขั้น คือ
๑. บริกรรมภาวนา ภาวนาขั้นตระเตรียม คือกำหนดอารมณ์กรรมฐาน
๒. อุปจารภาวนา ภาวนาขั้นจวนเจียน คือเกิดอุปจารสมาธิ
๓. อัปปนาภาวนา ภาวนาขั้นแน่วแน่ คือเกิดอัปปนาสมาธิเข้าถึงฌาน
3. ในภาษาไทย ความหมายเลือนมาเป็น การท่องบ่นหรือว่าซ้ำๆ ให้ขลัง ก็มี
ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ภาวนาไม่ใช่หมายถึงสมาธินอกพระพุทธศาสนา ภาวนาคือสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา สมถภาวนาคือการสงบจากกิเลส ถ้าเราทำกุศล กุศลย่อมทำให้สงบจากกิเลส ในการบริจาคทาน เมื่อกำลังช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะนั้นจิตของเราย่อมสงบจากกิเลส เมื่อรักษาศีลในขณะนั้นจิตย่อมสงบจากกิเลส หรือเมื่อเจริญสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนาจิตย่อมสงบจากกิเลส

วิปัสสนาภาวนาเป็นการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้เข้าใจสภาพตามความเป็นจริง ปัญญาในพระพุทธศาสนาไม่ใช่คำไทยที่แปลว่าฉลาด แต่หมายถึงสภาพที่รู้ความเป็นจริง เรามีชีวิตอยู่ในความไม่รู้ (โมหะ) เราไม่รู้ในธรรมะแปดประการคือ (คำบาลีหากอ่านไม่ได้ก็ผ่านไปก่อนครับ)
(๑) ทุกฺเข อญาณํ ไม่แจ้งในทุกข์
(๒) ทุกฺขสมุทเย อญาณํ ไม่แจ้งเหตุให้เกิดทุกข์
(๓) ทุกฺขนิโรเธ อญาณํ ไม่แจ้งการดับทุกข์
(๔) ทุกฺขนิโรธคามินิปฏิปทาย อญาณํ ไม่แจ้งหนทางที่จะดับทุกข์
(๕) ปุพฺพนฺเต ยญาณํ ไม่แจ้งในขันธ์ อายตน ธาตุ อินทริย์ สัจจ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นส่วนอดีต (อเหตุกทิฏฐิ ไม่เชื่อเหตุ)
(๖) อปรนฺเต อญาณํ ไม่แจ้งในขันธ์ อายตน ธาตุ อินทรีย์ สัจจ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นส่วน อนาคต (อุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าสูญและนัตถิกทิฏฐิ ไม่เชื่อผล)
(๗) ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญาณํ ไม่แจ้งในขันธ์ อายตน ธาตุ อินทรีย์ สัจจ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่เป็นส่วนในอดีตและในอนาคต (อกริยทิฏฐิ ไม่เชื่อทั้งเหตุทั้งผล)
(๘) อธิปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญาณํ ไม่แจ้งในธรรมที่มีเหตุให้เกิดผลอันต่อเนื่องกัน
(อัตตทิฏฐิเชื่อว่าเป็นตัวเป็นตน)
ที่มา พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒ – อกุศลเจตสิก คัดลอกจาก //palipage.com/jm/index.php?option=com_content&view=article&id=92%3A2010-05-16-07-33-41&catid=46%3A2010-05-10-14-56-54&Itemid=30&limitstart=2

ความไม่รู้ (โมหะ) ในธรรมะแปดประการจะเห็นได้ว่าสี่ประการแรกคืออริยสัจ 4 ข้อห้าและหกก็เช่นเรื่องกรรม (อันเป็นเหตุ) และผลของกรรม (อันเป็นผล) ส่วนคำว่าอเหตุกทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ ฯลฯ ก็ลองค้นคว้าต่อไปครับ ข้อเจ็ดก็คือไม่เชื่อในกรรม และผลของกรรม ข้อแปดก็หมายถึงเชื่อในสักกายทิฐิ เชื่อการมีตัวตน มีเรามีเขา เป็นเราเป็นเขา (อ่านสัก-กา(ย)-ยะ-ทิฐ-ถิ) เชื่อว่าขันธ์ 5 เป็นของเรา ส่วน “ขันธ์ อายตน ธาตุ อินทรีย์ สัจจ ปฏิจจสมุปบาท” ก็คือวิปัสสนาภูมิ 6

ธรรมะแต่ละอย่างถ้าไปค้นคว้าต่อไปก็จะเห็นได้ถึงความกว้างขวางและละเอียดอย่างที่สุด

ถ้าทำอะไร รวมถึงคิดในเรื่องที่ไม่ใช่ทาน ไม่ใช่ศีล ไม่ใช่ภาวนาก็ไม่ใช่กุศล เมื่อเราท่านทราบความเบื้องต้นเกี่ยวกับทาน ศีล ภาวนาแล้วลองกลับไปนึกถึงที่ถามไว้ตอนต้นของบทความนี้ว่า วันหนึ่ง ๆ เราท่านมีกุศลหรือไม่ใช่กุศลมากกว่ากัน จะเห็นได้ว่ายากมากในวันหนึ่ง ๆ ที่เราจะมีกุศลได้มากทั้งวัน และด้วยเกณฑ์นี้ต่อไปเมื่อเกิดคำถามว่าทำแบบนี้แล้วเป็นกุศลหรือไม่ ไม่แน่ใจว่าที่กำลังจะทำเป็นกุศลหรือเปล่าก็ลองใช้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นนี้ตัดสินเอาครับ

ถ้ามีคนบอกว่าท่องคาถานี้ซิดีนะ ท่องแล้วรวย ท่องแล้วหายเจ็บหายป่วย บอกทำแล้วดีนะเสริมมงคลให้ชีวิต ก็ลองพิจารณาครับว่าเป็นไปในทานหรือเปล่า เป็นไปในศีลหรือเปล่า เป็นไปในการภาวนาหรือไม่ เช่นบอกท่องคาถาแล้วเสริมบารมีทำให้คนอื่นเกรงกลัว ท่องแล้วอยากเป็นผู้ที่คนอื่นเกรงกลัวจะเป็นกุศลไหม? การท่องบ่นที่ว่าเป็นไปในศีลไหม เป็นไปในเรื่องภาวนา เป็นไปเพื่อสงบระงับจากกิเลส หรือเกิดปัญญาเข้าใจสภาพความเป็นจริงไหม ถ้าทำไปแล้วแทนที่จะกลายเป็นเรื่องของความสงบจากกิเลส กลายเป็นเรื่องของความต้องการ ท่องคาถานี้แล้วรวย ลองถามตัวเองว่าท่องแล้วพ้นจากความไม่รู้ไหม ทำให้เชื่อมั่นในเรื่องกรรมและกรรมของกรรมไหม ท่องบ่นคาถาทำกรรมด้วยการท่องบ่นไปแล้วผลของกรรมคือจะได้รวย ท่องไปเพราะอยากรวย (โลภะ – ความโลภ ความอยากได้) ท่องไปแล้วยังอยู่ในเรื่องของทาน ศีล ภาวนาไหม?


Create Date : 25 มกราคม 2554
Last Update : 28 ธันวาคม 2554 18:02:05 น. 4 comments
Counter : 899 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณมากค่ะ
ขอให้กุศลที่นำธรรมมาบอกต่อ ค้ำจุนคุณและครอบครัวให้มีแต่ความสุขนะคะ :-)
 
 

โดย: pezzcado วันที่: 25 มกราคม 2554 เวลา:20:43:53 น.  

 
 
 
เช่นกันครับ
ขอให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องครับ อย่าหยุดสนใจและศึกษาพระพุทธศาสนาให้สมกับที่ได้เกิดมาในประเทศที่ยังได้ยินได้ฟังพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้านะครับ
 
 

โดย: elenote วันที่: 25 มกราคม 2554 เวลา:21:34:18 น.  

 
 
 
 
 

โดย: wbj วันที่: 25 มกราคม 2554 เวลา:22:51:45 น.  

 
 
 
เดิมในบทความนี้ :ข้อแปดก็หมายถึงไม่แจ้งในเรื่องปฏิจจสมุปบาท และหรือเชื่อในสักกายทิฐิ การมีตัวตน มีเรามีเขา เป็นเราเป็นเขา

แก้ไขข้อ 8 ในเรื่องธรรมะที่โมหะไม่รู้ อธิบายไปบอกว่าไม่แจ้งในธรรมที่มีเหตุให้เกิดผลอันต่อเนื่องกัน คือปฏิจสมุปบาท แต่ถ้ายึดตามคำอธิบายว่าเป็น อัตตทิฏฐิ ก็หมายถึงสักกายทิฐิ

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 
 

โดย: elenote วันที่: 29 มกราคม 2554 เวลา:9:00:43 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

elenote
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เป็นพุทธเถรวาท เป็นผู้ศึกษาและปฏิบัติในศาสนา
[Add elenote's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com