space
space
space
 
ตุลาคม 2559
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
space
space
21 ตุลาคม 2559
space
space
space

ทริกเตรียมสอบ IELTS....คะแนนพุ่ง!!



ทริกเตรียมสอบ IELTS....คะแนนพุ่ง!!

IELTS หรือ การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ น้องๆ ที่อยากเรียนต่อนอก น่าจะเคยผ่านหรือพอรู้จักมาบ้าง แต่คะแนนสอบอาจยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ ส่วนคนที่ยังไม่สอบก็คงกลัวความยากของมัน...วันนี้ Life on campus เลยรวบรวมกลเม็ดเด็ดในการเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามจริงจากผู้ที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน รับรองว่าสอบครั้งหน้าได้ระดับ 7 ขึ้นไปแน่นอน ! 

IELTS คืออะไร ?

IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System ซึ่งก็คือ การวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยการสอบจะครอบคลุม 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน จากนั้นจึงนำมาวัดระดับความสามารถทางภาษาซึ่งมีทั้งหมด 9 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 1 ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เลย จนถึงระดับ 9 ความสามารถในการใช้ภาษาดีเลิศ ระดับที่ถือว่าใช้ได้ ผ่านเกณฑ์คือ 5.5 หรือ 6.5 ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับสถานศึกษาและแต่ละบริษัท)
        คะแนนสอบ IELTS มักใช้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในประเทศฝั่งยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมันฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลีย หรือคนทั่วไปที่อยากเข้าทำงานในธุรกิจที่เน้นไปในบริษัทข้ามชาติที่มาจากยุโรป ซึ่งต่างจาก TOEFL ที่นิยมใช้ในแถบอเมริกา แต่เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ตายตัวแล้วนะ เพียงแค่ว่าถ้าน้อง ๆ เอาคะแนนสอบ TOEFL ไปยื่นที่ยุโรป อาจจะต้องยื่นคะแนนที่สูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับ IELTS เท่านั้นเอง
        สำหรับในส่วนของการสอบมีการแบ่งสอบเป็น 4 พาร์ท พาร์ทฟัง อ่าน เขียน จะสอบวันเดียวกันทั้งหมด ไม่มีการหยุดพักระหว่างการสอบ ส่วนการพูด อาจสอบในวันเดียวกันหรือภายในเจ็ดวันก่อนหรือหลังจากนั้นแล้วแต่ทางศูนย์สอบกำหนด โดยการสอบทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง การสอบการฟัง 30 นาทีแบ่งเป็น 4 ส่วน มี 40 ข้อ ทั้งเขียนตอบ choice และจับคู่ การสอบการอ่าน 60 นาที 40 ข้อ มี 3 passages ให้อ่านไม่ยากแต่ยาว การสอบการเขียน60 นาที มี 2 ข้อ อธิบายกราฟ และแสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่กำหนดมาให้ และการสอบการพูด 11-14 นาที มี 3 ส่วน พูดเกี่ยวกับบุคคล พูดในหัวข้อที่ถูกเลือกให้และถกเถียงในหัวข้อที่ถูกตั้งขึ้นตามความคิด

กลเม็ดเด็ดพิชิต IELTS 4 ด้าน

1. ฝึกฟังให้คล่องเตรียมความพร้อม Listening Part 

         อย่างที่บอกว่า IELTS ใช้กับโซนยุโรป ดังนั้นสำเนียงจึงต้องเป็น British English (BE) แน่นอน สิ่งที่ต้องทำคือ ฟังให้เยอะมากที่สุดเพื่อทำความคุ้นเคยกับสำเนียงฝรั่ง เริ่มจากตื่นเช้ามาเปิดทีวีฟัง BBC หรือช่องข่าวที่เป็นสำเนียง BE แรก ๆ ฟังไม่ออกไม่เป็นไร พอฟังไปเรื่อย ๆ จะเริ่มดีขึ้น ว่าง ๆ ก็ดูภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ฝรั่งแบบปิด Subtitle และฝึกฟังทาง Internet เช่น //www.esl-lab.com , //www.bbc.co.uk/worldservice/learningenglish ขณะที่ฟังก็จดโน้ตสั้นๆ ไปด้วย ช่วงแรกอาจเริ่มจาก “ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” ต่อไปก็พยายามจดโน้ตที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น พวกจำนวนตัวเลข 
        เทคนิคอีกอย่างที่น่าสนใจ คือ การฝึกอ่านโจทย์ให้ได้เร็วๆ จับใจความให้ได้ว่าโจทย์ถามอะไรเพื่อจะได้มีสมาธิในการฟังเยอะๆ เพราะถ้ามัวแต่อ่านคำถามให้เข้าใจ อาจจะงงได้ว่าเทปพูดถึงข้อไหนแล้ว และระหว่างที่ตะลุยทำแบบฝึกหัดหรือข้อสอบเก่า ก็ควรจะเปิดอ่าน Tapescripts จะได้รู้ว่าฟังคำไหนไม่ออก และถ้าศัพท์คำไหนที่จาก Tapescripts ที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรก็จดไว้ เปิดหาความหมายได้เลย รับรองว่าเจอคำนั้นในการฟังเรื่องอื่นแน่นอน
        สำหรับในส่วนของทริกการทำข้อสอบพาร์ท Listening ศัพท์ที่เจอไม่ยากแต่จะมีความหลากหลาย และส่วนใหญ่โดนหลอกด้วย Choice กันทั้งนั้น เช่น โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อไหร่? A 1990 B 1992 C 1995 เขาจะไม่ได้พูดแค่ตัวเลข แต่จะพูดทั้ง 3 choice คือ ปี 1990 ผู้ก่อตั้งมีแนวคิดจะก่อตั้งโรงเรียน 1992 เริ่มก่อสร้างโรงเรียนและเปิดรับนักเรียน และปี 1995 โรงเรียนเพิ่มรับนักเรียนอีก 200 คน คำตอบคือข้อ B ฉะนั้นควรฟังให้จบก่อน
        หากเป็นจับคู่ อาจะจะใช้วิธี short note ในสิ่งที่เทปพูดไว้ข้างๆ ของแต่ละข้อก่อน แล้วจึงมาอ่านแล้วจับคู่อีกทีตอน 10 นาทีสุดท้ายที่เขาให้ transfer คำตอบ นอกจากนี้ควรระวังเรื่องการเติม -s,-es,-ed และ ควรรู้ว่า voice, voices, change, changes ออกเสียงต่างกันยังไง โอกาสที่จะเจอตัวลงท้ายด้วย e มีมาก รวมถึงความแตกต่างระหว่างอักษร H กับ 8 (eight) 
        นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำอีกเล็กน้อยว่า ควรจะทำพาร์ท 1 - 2 ให้ถูกมากที่สุด เพราะเป็นพาร์ทที่ง่าย สามารถเก็บคะแนนได้ หรือแม้กระทั่งช่วงเตรียมตัวก็ให้หาหูฟังยี่ห้อ oker รุ่น OE-440M.V ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ใช้ในการสอบมาใช้จะได้ชินหู และวันสอบก็ควรเข้าห้องสอบเร็วๆ เพื่อจะได้ทดสอบหูฟังไปเรื่อยๆ สร้างความเคยชิน และป้องกันการผิดพลาดทางเทคนิค 

2.บริหารเวลาเป็น สอบอ่านทันแน่นอน 

หัวใจสำคัญของการสอบ Part นี้คือ 'การบริหารเวลา' โดยส่วนใหญ่พบว่าจะทำกันไม่ค่อยทัน เนื่องจากความยาวของแต่ละ Passage ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้ยากและคำถามก็ไม่ได้ละเอียดมาก ซึ่งวิธีการฝึกก็ไม่ยาก คือ เน้นฝึกจับเวลาให้เหมือนตอนสอบจริงมากที่สุด ช่วงเวลาที่ทำแบบฝึกหัด กำหนดเวลาไปเลยว่าแต่ละ Passage จะใช้กี่นาที เพื่อจะได้รู้ว่า Topic ไหนเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน และควรฝึกรูปแบบกระดาษคำตอบจริงเพื่อความคุ้นชิน อ่านหนังสือพิมพ์ เช่น Wallstreet Journalและ Financial Times แนะนำให้ซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านดีกว่าอ่านบนหน้าจอเพราะการได้ขีดเขียนจะทำให้เข้าใจง่ายมากกว่า
 อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเยอะๆ ให้ครอบจักรวาล โดยเฉพาะ Topic ที่ไม่ถนัด เวลาอ่าน ลองเขียนสรุปใจความสำคัญในแต่ละ paragraph ว่าใจความหลักคืออะไร (who, what, when, where, why) จะช่วยให้จับใจความสำคัญได้เร็วขึ้น พอเวลาทำข้อสอบที่ให้ match headings ก็จะทำได้เร็วขึ้น ส่วนการท่องศัพท์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยทำอ่านpassageได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน 
สำหรับเทคนิคในการทำข้อสอบการอ่านขึ้นอยู่กับความถนัด บางคนอาจจะใช้วิธี ทำให้เสร็จไปทีละ passageไปเรื่อยๆ แต่ละอันอ่านใช้เวลาประมาณ 3 นาที โดยจะไม่เว้นไว้กลับมาเติม เพื่อป้องกันการลืม หรืออ่านแบบเร็วมากทั้งบทความเพื่อให้รู้ภาพรวมและแต่ละย่อหน้าพูดเรื่องอะไร แล้วค่อยเติมคำตอบ หรือบางคนเลือกทำ passage ที่ตัวเองถนัดก่อน วิธีไหนก็ไม่ผิด แต่วิธีที่ 2 อ่านหาภาพรวมจะใช้ได้ดีที่สุด ข้อสำคัญอีกข้อ คือ ควรทำทั้งหมดให้เสร็จภายใน 50 นาทีเผื่อทบทวน

3.นับคำ จำคำศัพท์ สอบการเขียนไม่ใช่เรื่องยาก 

สำหรับข้อสอบการเขียน จะแบ่งเป็น 2 พาร์ท คือ อธิบายกราฟ150 คำ ให้เวลา 20 นาที และ แสดงความคิดเห็นเรื่องทั่วไป 250 คำ ให้เวลา 40 นาที วิธีการฝึกที่ดีที่สุด คือ การซ้อมเขียนให้เสมือนจริง จับเวลา และนับคำอย่างเคร่งครัด ฝึกตาม model answer ใน Cambridge เล่มม่วงดำ คัดเอาที่ band สูงๆ กับ very good answer แล้วใช้บริการ correction service จาก Website ซึ่งแก้ให้โดยไม่เปลี่ยนเนื้อหา แต่ดูแกรมม่า คำศัพท์ กับดูว่าประโยคกำกวม วกวนหรือไม่ หรือถ้าไม่สะดวกก็อาจให้เพื่อนที่ภาษาดีช่วยให้ Feedback ก็ได้
แนะนำให้ฝึกใช้คำศัพท์หรูหรา ไม่ซ้ำซาก เพื่อนำไปใช้ในการเขียนให้น่าสนใจ ชอบคำไหนก็ท่องไว้เยอะๆ ว่าคำนี้มีคำเหมือนกี่คำ ฝึกใช้ Clause ต่างๆ ให้คล่อง เช่น where who which when หรือคำเชื่อมเก๋ๆ อย่าง however, therefore , and, or,,either or, In addition, not only...but also, Adjective Adverb เป็นต้น
ในเรื่องของการนับคำ ช่วงที่เตรียมตัวสอบอาจจะพอนับได้แม่น แต่เชื่อว่าพอสอบเข้าจริง คงไม่มีเวลามานั่งนับทวนอีกรอบ เพราะฉะนั้นควรใช้วิธีกะบรรทัดเอาคร่าว ๆ เช่น พาร์ทอธิบายกราฟซึ่งเป็นพาร์ทแรกกำหนดให้เขียน 150 คำ ก็ตีไปว่าบรรทัดละ 10 คำ ก็เขียนให้เกิน 15 บรรทัดไปนิดหน่อย เป็นต้น และก่อนสอบสักอาทิตย์หนึ่ง ก็เข้าไปหาข้อมูลจากคนที่สอบครั้งล่าสุดว่าออกแบบไหนไปแล้วได้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ อย่าง jaiboon.pantown.com หรือ Pantip ที่จะมีคนเอาประสบการณ์มาแชร์กัน
สำหรับวันสอบจริงแนะนำให้ทำพาร์ทที่ 2 ก่อน เพราะคะแนนเยอะกว่า ใช้เวลาในการจัดลำดับความคิดให้ชัดเจน ตอบให้ครอบคลุมทุกคำถาม ตามความคิดเห็นของตนเอง อย่าตอบแค่ผลดีและผลเสียอย่างเดียว ควรดูด้วยว่าสอดคล้องกันไหมเพราะถึงแม้ว่าเราเขียนครบ 250คำ ทันเวลาแต่ถ้าไม่ตอบคำถามโจทย์ คะแนนที่ได้ก็จะน้อย
ส่วนพาร์ทที่ 1 เพื่อประหยัดเวลา ให้ดูแค่จุดสำคัญๆ ของกราฟ หรือตารางที่ให้มา ไม่ต้องเอามาเขียนทั้งหมด ดึงเฉพาะตัวเลขที่เด่น ๆ มาตอบ อย่าลืมจำ expressions ที่จะเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เปรียบเทียบข้อมูล (ตาราง) หรืออธิบาย trend (line/bar chart) และฝึกเขียน chart/diagram หลายๆ แบบมาด้วยนะ จะได้เอามาใช้พาร์ทนี้

4. ทำตัวให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดเวลาพูด (Speaking Part) 

 สำหรับข้อสอบพาร์ท Speaking การท่องจำไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด (memorise) เพราะต่อให้ท่องจำไปมากเท่าไหร่หัวข้อที่ได้ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เก็งไว้ ควรทำใจให้สบายและฝึกพูดหน้ากระจกให้ดูเป็นธรรมชาติ เพื่อไม่ให้มีกิริยาที่น่าอึดอัด ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองน่ามองและน้ำเสียงน่าฟังที่สุดในขณะที่สอบ อาจจะใช้การอัดเสียงตัวเองไว้เพื่อเช็คแกรมม่าและสำเนียงให้เป๊ะ ดูว่าพูดติดขัดตรงไหน พูดไม่ชัดหรือเปล่า ระดับความเร็วในการพูดเร็วเกินไปไหม 
 สิ่งที่ควรเตรียม คือ ความถูกต้องของแกรมม่า present simple,past tense และ future tense การใช้ adj, adv, clause คำเชื่อมสวยหรู however, because, not only...but also ศัพท์ไฮโซ สำนวน คำพวก would should could และ adverb พวก -ly ทั้งหลาย เช่น normally,apparently ให้คล่อง เพราะตามปกติแล้วฝรั่งจะใช้กันเยอะ ยิ่งน้อง ๆ ใช้คำแบบนี้จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติมาก ๆ เวลาว่างก็มองไปรอบตัว แล้วคิดว่า ถ้าจะอธิบายสิ่งที่เห็นจะพูดอะไรบ้าง
 นอกจากนี้อย่าใช้คำว่า I think... บ่อยจนเกินไป เพราะคำที่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวมีอีกหลายคำ เช่นคำว่า In my opinion เวลาตอบรับก็ไม่ควรตอบสั้นจนเกินไปนัก Yes , No ไม่พอ ควรใส่ Detail เท่าที่จะทำได้ ยกตัวอย่างคำถาม เช่น Are people taking more holidays and travelling far away these days? Is tourism having an effect on environment? What do you think are the benefits of playing sports ? How the punishment affects children? และDo you like speaking English a foreign language? เป็นต้น
ตัวอย่าง Script Speaking สามารถเข้าไปดูได้เผื่อจะเอาใช้เป็นแนวทางในการตอบ ที่ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=khamtit&month=10-2007&date=19&group=6&gblog=1 และ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=khamtit&month=10-2007&date=19&group=6&gblog=2   

นอกจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์น่าสนใจให้เข้าไปเรียนรู้อย่าง //ielts-simon.com

รวบรวมเทคนิคและข้อสอบมาให้ลองทำแถมยัง Update ข้อมูลใหม่เสมอ //my-ielts.com, //www.ielts-blog.com นอกจาก Tips แล้วจะมีตัวอย่าง Essay ใน Part Writing ให้ด้วย //www.ieltsbuddy.com ตัวอย่างไม่เยอะแต่แนะนำดี //www.ielts-exam.net ตัวอย่าง writing และ speaking เยอะมาก และ //learningenglish.voanews.com/ เป็นต้น
สุดท้ายนี้สำหรับคนติดมือถือหรือทุนทรัพย์น้อยก็ใช้ว่าจะไม่มีทางเลือก แค่เข้าไปที่ Appstore ดาวน์โหลด application บน IOS ชื่อ IELTS Speaking สังเกตเป็นรูปไอคอนผู้หญิง มาเก็บไว้ในเครื่องหรือจะเสิร์ชดูเทคนิคผ่าน Youtube ก็ได้เช่นเดียวกัน อย่าลืมใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อหนังสือราคาแพง 


แหล่งเพิ่มเติม






 

Create Date : 21 ตุลาคม 2559
0 comments
Last Update : 21 ตุลาคม 2559 10:50:10 น.
Counter : 115 Pageviews.


สมาชิกหมายเลข 1091875
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 1091875's blog to your web]
space
space
space
space
space