เกาะพยาม ในยามฝน


และแล้ววันหยุดก็มาถึงอีกครา รอบนี้วางแผนไปเที่ยวเกาะพยาม จังหวัดระนอง ภาคใต้กันเลยทีเดียว ทริปนี้วางแผนไป 3 วัน 2 คืน โดยมี 4 สาว กำหนดออกเดินทางจากโคราชค่ำวันศุกร์เพื่อให้ไปถึงเช้าวันเสาร์ จะได้ไม่เสียเวลาเที่ยว พร้อมแล้วไปเลยจ้า เริ่มจากตัวเมืองโคราช ขับรถไปบนถนนมิตรภาพ
ผู้ร่วมทริป


ออกเดินทางไม่นาน เริ่มหิว แวะ 7-11 สักหน่อย หาของกินรองท้อง


การเดินทางใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ ไปทางวงแหวนตะวันตก บางปะอิน บางบัวทอง ออกแยกปิ่นเกล้าไปเส้นนครปฐม เข้าราชบุรี ออกเพชรบุรี ผ่านประจวบคีรีขันธ์ มาถึชุมพรตีห้าครึ่งพอดี

เข้าเขตชุมพร เห็นป้ายบอกทางไประนอง ไปทางขวา ว่าแล้วก็ไปกันเลย



ถนนทางไประนอง บรรยากาศดีอาจเป็นเพราะมีฝนตกปรอยๆ แดดไม่ค่อยมี



ระยะทางจากชุมพรไประนอง ประมาณ 125 กิโลเมตร ใช้ถนนหมายเลข 4 พวกเราก็ขับรถกันไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบร้อน ถนนมีความคดเคี้ยวมาก และโค้งเยอะ แต่ดูเวลาแล้วยังเหลือเวลาอีกมาก เพราะจองเรือข้ามฟากไปเกาะพยามเที่ยว 14.30 น. ตั้งใจว่าจะแวะน้ำพุร้อน ของดีแห่งเมืองระนองกันก่อน พวกเราเข้าเขตอำเภอเมืองระนองช่วงแปดโมงเช้า ระหว่างทางเหลือบเห็นน้ำตกอยู่ริมถนน (น้ำตกนี้นอกโปรแกรมที่วางไว้) เลี้ยวรถเข้าไปนิดเดียวจากถนนก็เจอน้ำตกชื่อว่า "น้ำตกปุญญบาล"



พอลงจากรถเห็นน้ำตกเต็มตา ได้แต่ร้อง ว๊าวววว กันทุกคน เพราะน้ำตกมีความสวยและปริมาณน้ำเยอะมาก ว่าแล้วก็พากันลงไปเดินเล่นด้านล่างกัน



แอบเห็นป้ายรณรงค์เกี่ยวกับขยะด้วย


เดินชมธรรมชาติสักครู่ เนื่องจากน้ำที่ตกลงมามีความแรงมาก ละอองจากน้ำตกทำให้พวกเราเปียกชื้นกันไปตามๆ กัน



มองไปปลายทางที่น้ำตกไหลไปดูสวยดี ตื่นตาตื่นใจกันตั้งแต่เช้าสำหรับทริปนี้


ถนนเส้นทางเข้าเมืองระนอง


ปกติจะมีเก็บค่าบัตรเข้าชม ประมาณ 10-20 บาท แต่ตอนไปยังเช้าอยู่ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาอยู่เลยไม่ได้เสีย มีห้องน้ำสำหรับแวะพักไว้บริการด้วย แต่เราเห็นมีห้องน้ำอีกฝั่งถนนด้วย ก็เลยข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามกัน จะได้เดินดูรอบๆ สถานที่ไปในตัวด้วย

สักรูปก่อนข้ามถนน




ลั้ลลากันสุด ๆ



ได้พักสักครู่ พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ
ตอนแรกอยากไปน้ำพุร้อนพรรั้ง ดูมาจากเนต แต่ขับรถไปเห็นป้ายน้ำพุร้อนรักษะวารินก่อน และมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เราเห็นป้ายกัน แกรนแคนยอน ระนอง เลยเตลิดไปก่อน ผ่านน้ำพุร้อนรักษะวารินก่อน แกรนแคนยอน อยู่บ้านทุ่งคา ตำบลหาดส้มแป้น ระยะทางขึ้นเขาเป็นบางช่วงเล็กน้อย ระยะทางจากทางเข้าเห็นเขียนไว้ 11 กม.

ถึงแล้วแกรนแคนยอน ระนอง
มีเด็กๆ มาถามว่าให้อาหารปลามั้ยคะ ถุงละ 20 บาท 3 ถุง 50 ก็เลยไปให้อาหารปลากันก่อน


บรรยากาศโดยรอบๆ



ปกติน้ำจะเป็นสีออกฟ้าๆ อันนี้ชาวบ้านบอก แต่วันนี้เรามาน้ำไม่เป็นสีฟ้าเพราะฝนเพิ่งตก


เดินดูสักพักก็กลับกัน จุดมุ่งหมายต่อไปน้ำพุร้อนรักษะวาริน

มาถึงแล้ว ขาลงมาช่วงถึงน้ำพุร้อนทางจะเป็นวันเวย์ แอบขับรถเข้าผิดทางย้อนศรไปเล็กน้อย เพราะมองไม่เห็นป้ายห้ามเข้า

อ้อมมาทางที่เขาให้รถวิ่งลง เราเลยได้มาจอดอีกฝั่งตรงข้ามกับทางเข้าน้ำพุร้อนแล้วเดินข้ามสะพานกัน


ด้านล่างเป็นลำธารน้ำไหลเชี่ยวอยู่เหมือนกัน



บรรยากาศโดยรอบๆ ก็จะมีร้านขายของที่ระลึกเหมือนกับที่ท่องเที่ยวทั่วๆ ไป มีร้านอาหาร ร้านกาแฟสด ประมาณนี้ ส่วนบ่อน้ำพุร้อนก็จะมีอยู่ 3 บ่อ คือ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว

บ่อพ่อ อุณภูมิสูงกว่าบ่ออื่นๆ แล้วก็ใหญ่กว่า ลึกกว่า แอบไปชะโงกดู นึกกลัวถ้าตกลงไปคงจะสุกกันทีเดียว


มีคนมาเที่ยวเยอะเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นคนพม่า ดูจากการแต่งกายและการพูด คนอะไรก็คนเหมือนกัน มีมิตรไมตรีที่ดีก็โอเคแล้ว เลยวานให้เขาเก็บภาพให้สักหน่อย ปกติจะมีแค่รูป 3 คน เพราะอีกคนต้องเป็นคนถ่าย



บ่อแม่


มีป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวให้อ่านด้วย



ส่วนบ่อลูกสาวต้องเดินข้ามถนนมาอีกฝั่ง เห็นมีวัดอยู่ด้านนี้ด้วยแต่เราไม่ได้เข้าไปกัน


ด้านข้างก็จะมีเหมือนศาลาเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ บ่อน้ำร้อน ให้สักการะบูชาด้วย


เดินกลับมาฝั่งบ่อพ่อกันอีกรอบเนื่องจากขาไปเราเห็นมีเหมือนอ่างสำหรับให้แช่ขาด้วย เลยกลับมาจัดสักหน่อย ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว (จริงๆ อยากนอนแช่น้ำพุร้อน เคยไปแช่น้ำพุร้อนโป่งกวาวของเชียงใหม่ ติดใจ) แต่ที่นี่เขาก็มีบริการให้ลงแช่ด้วยเดินผ่านเห็นคนลงแช่อยู่ในเขตพื้นที่ที่เป็นสัดส่วนหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ห้องแบบส่วนตัว คิดในใจแช่แค่เท้าก็ได้นะ

มาถึงแล้ว เห็นคนพาลูกหลานมานั่งแช่ คนมีอายุหน่อยก็นั่งคุยกัน เดินดูอยู่สองบ่อเอาเท้าลงนิดหน่อยเช็ดอุณหภูมิก่อน รู้สึกร้อนมาก เลยมาบ่อที่มีคนนั่งแช่อยู่ก่อน เอาเท้าลงก็ยังรู้สึกร้อนอยู่ดี แต่ไม่มากเท่าสองบ่อแรก ว่าแล้วก็จัดกันเลย



แช่อยู่ประมาณ 15 นาทีก็ขึ้น ปรากฎว่าเท้าแดงกันทุกคน หุหุ

ออกจากน้ำพุร้อนเราก็แวะกินข้าวเช้ากัน จริงๆ ข้าวสายเพราะดูเวลาแล้วเกือบสิบเอ็ดโมงแน่ะ แวะร้านอาหารสวนมังคุด (พากันคิดว่าเขามีสวนมังคุดแล้วจะมีผลไม้ขาย) 555 ได้กินอาหารปักษ์ใต้สมกับที่มาภาคใต้ อิ่มอร่อยในราคาไม่แพง หารออกมาแล้วตกคนละ 50 บาทเองถือว่าถูกมาก ได้แกินแกงเหลือง คั่วเนื้อ ต้มเลือดหมู ไข่พะโล้ และไข่ดาวคนละฟอง อิ่มกันแล้วก็ออกเดินทางกันต่อไปหาท่าเรือที่จะลงเรือข้ามฟากกัน เราจองที่ฝากรถไว้ที่บ้านลุงเงาะ แถวๆ ท่าเรือนั่นแหล่ะ คิดวันละ 100 บาท ไม่ต้องฝากกุญแจ มาถึงบ้านลุงเงาะก็ใกล้ๆ เที่ยง น้องวิคนรับเรื่องก็ใจดี เห็นว่ามาก่อนเวลาที่จองไว้ก็พยายามหาเรือเที่ยว 12.30 น. ให้เราได้ไป (ถ้ามีว่างก็สามารถเปลี่ยนเที่ยวที่จะไปได้) แต่บังเอิญไม่มีว่าง 555 เราเลยต้องไปตามรอบที่จองไว้คือ 14.30 น. กรุ๊ปที่มาก่อนเราเปลี่ยนได้ แอบอิจฉาเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไรนั่งรอต่อไป

พอใกล้ 14.30 น. ทางบ้านลุงเงาะก็จะมีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง หรือรถกระบะ พาเราไปส่งที่ท่าเรือ ใกล้กันมากประมาณ 50 เมตร เอง


ความจริงเดินมาเองก็ได้ แต่เห็นเขาบริการดีก็เลยใช้บริการซะเลย
ตรงท่าเรือที่จะลงเรือก็จะมีร้านกาแฟสดของบูลสกายบริการด้วย สามารถนั่งเล่นรอได้ แต่ถ้าใครไม่ได้ใช้บริการเครื่องดื่มเขา ก็มีห้องน้ำบริการด้วย คนละ 5 บาท สะอาดและสวยงามตามท้องเรื่องของบลูสกาย

ได้เวลาก็มีสปีดโบ๊ทมารับ นั่งได้ประมาณ 30 คน เขาบอกใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 40 นาที ระยะทางจากท่าเรือไปเกาะพยามประมาณ 33 ก.ม. แต่พอเดินทางจริงในวันนี้มีคลื่นลมแรง เราก็เลยใช้เวลาในการเดินทางนานหน่อย ถึงฝั่งเกาะพยามก็ 15.00 น. กันเลยทีเดียว

ลงจากเรือก็จะมีสะพานยาวๆ ให้เดินเข้าฝั่ง ตามแบบฉบับท่าเรือทั่วไป



ถึงแล้วคร๊าบเกาะพยาม เก็บรูปกันสักหน่อย


เดินกันต่อไปหาที่จองรถมอเตอร์ไซค์ เราจองไว้ 2 คัน เป็นแบบเกียร์ธรรมดา ลงจากท่าเรือมาก็จะเห็นที่บริการให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์มากมาย แต่ช่วงนี้ไม่ได้เป็นช่วงของการท่องเที่ยวเท่าไหร่ เลยเห็นรถจอดไว้เฉยๆ มากมาย ถามคนให้เช่ารถเขาบอกเป็นปกติของที่นี่ พอเป็นหน้าท่องเที่ยวก็จะนำมาซ่อมแซมให้ดีรอบริการนักท่องเที่ยวกัน รถเกียร์ธรรมดาก็คันละ 150 บาทต่อวัน ถ้าเป็นออโตเมติก คันละ 200 บาทต่อวัน น้ำมันเราก็เติมเอง บนเกาะนี้จะขายน้ำมันขวดละ 35 บาท 3 ขวด 100 เราก็เลยต้องเอา 3 ขวด มาเติมแบ่งกัน 2 คัน ขับไปได้สักพักรถเบรคไม่อยู่ 555 เลยพากันมาเปลี่ยนเป็นรุ่นออโตเมติกดีกว่า เพื่อความสะดวก แนะนำว่าแบบออโตเมติกสะดวกกว่าสำหรับบนเกาะนี้ เนื่องจากถนนเป็นถนน คสล. แต่ดีเป็นเส้นๆ ไป บางเส้นก็ไม่ค่อยดีมาก ถนนก็จะกว้างประมาณ 2.50 - 3 เมตร แค่นั้น

ทางบนเกาะที่เราขับหาที่พักวันแรก



ขับไปจนสุดอ่าว ปรากฎว่าหลงทาง เพราะเลี้ยวซ้ายผิด เส้นทางไปอ่าวใหญ่ต้องเลี้ยวซ้ายตรงโรงเรียน แต่เราเห็นป้ายกันก่อนว่า ทางไปอ่าวใหญ่ก็เลยเลี้ยวกันโดยไม่ทันสังเกตว่ามีโรงเรียนหรือป่าว ขับรถเที่ยวรอบเกาะกันไป เส้นทางถ้าไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวสำหรับเราถือว่าเปลี่ยวใช้ได้ ถนนที่เราหลงไปกันแทบจะไม่มีบ้านคนเลย มีรีสอร์ทบ้างแต่ก็ปิด เนื่องจากไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวอย่างที่บอก ขับไปขับมาดันมาออกแหลมทับอวน แล้วอ้อมมาเจอบลูสกายทางด้านหน้าเกาะ แวะถามคนแถวนั้นเขาบอกให้ไปตั้งต้นใหม่ที่หน้าเกาะ อ้าว พร้อมแล้วเริ่มต้นใหม่คร๊าบ ถือว่าขับรถชมวิวรอบเกาะก็แล้วกัน


คราวนี้พวกเราก็ตั้งใจหาโรงเรียนก่อนอันดับแรก เพื่อจะไม่ได้หลงอีก ขับเลยทางแยกที่เราเลี้ยวตอนแรกมาสักพัก็เจอโรงเรียน เราก็เลยเลี้ยวซ้ายเพื่อไปอ่าวใหญ่กัน วันแรกเราจองที่พักผ่าน Booking.com เป็นเต้นท์สำหรับ 2 คน ริมทะเล ของ เจ เจ รีสอร์ท

แบบที่จองไว้



พอไปถึงหารีสอร์ทไม่เจอเพราะเข้าผิดทาง 555 ต้องเดินอ้อมมาอีกทางจึงจะเจอ เจ้าของรีสอร์ทแจ้งว่าที่พักแบบที่เราจองตอนนี้ไม่ได้เตรียมไว้เนื่องจากไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวอย่างที่บอกตอนแรก แต่ให้เราพักบ้านสองชั้นเป็นหลังในราคาที่เราจองจาก booking.com นั่นแหล่ะ จองที่พักมาในราคา 4 คน 800 บาท รวม 7% เป็น 856 บาท ก็ถือว่าถูกมาก

มาดูที่พักที่เราได้พักแทน ดีเลิศประเสริฐศรี





ให้ 2 หลังติดกัน แต่พวกเราไม่เอา (แอบเกรงใจ) เลยขอมานอนหลังเดียวกัน 4 คน ทางรีสอร์ทก็เลยเสริมที่นอนให้

มาดูที่พักสำหรับคืนนี้กัน สวยงามตามท้องเรื่องกันเลยทีเดียว บรรยากาศก็ธรรมชาติสุดๆ เงียบมาก ตอนแรกที่มาถึงคิดว่าไม่มีคนพักเลย ตอนค่ำเราถึงรู้ว่าที่พักเต็มทุกหลังเชียวนะ







บริเวณชั้นสองด้านบนก็มีที่นั่งให้พักผ่อนกัน





เก็บข้าวเก็บของกันเรียบร้อยก็ขอออกไปเดินเล่นหน้าหาดของรีสอร์ทกันสักหน่อย
พนักงานบนเกาะนี้ส่วนมากก็จะเป็นคนพม่า

มาถึงแล้วหน้าหาดเดินจากที่พักหลังที่พักประมาณ 50 เมตร ห้องอาหารของรีสอร์ทก็จะอยู่ด้านหน้าหาดเหมือนกัน



มีเจ้าถิ่นให้เราเห็นอยู่ทั่วไป ที่นี่จะเรียกหมาไม่มีเจ้าของว่าหมาทะเล
ไม่รู้ว่าคล้ายกับคนผีทะเลหรือป่าว ถถถถ



นั่งเล่นกันสักพัก เราก็ไปหาขับรถเล่นกันก่อน สั่งอาหารทะเลเอาไว้กินตอนค่ำ มีปลาหมึก 2 ก.ก. ปู 1 ก.ก. อยากกินกุ้งแต่ไม่มีกุ้งวันนี้ อาหารทะเลก็แล้วแต่วันว่าเรือจะหาได้อะไรมา ตกลงได้แค่ 2 อย่าง

กลับมาตอนค่ำนั่งเล่นรอสักพักก็ได้อาหารที่สั่งไว้ พวกเรากินข้าวเย็นกันแถวทางไปหน้าเกาะมาก่อนแล้ว เลยรู้สึกไม่หิว ของที่สั่งมาก็กินกันไม่หมดอีก 555


ทางรีสอร์ทเขามีที่นั่งให้กินเป็นโต๊ะๆ มีไฟรอบๆ ดูแล้วก็โรแมนติคดีนะ เห็นฝรั่งมาเป็นคู่ๆ เขานั่งกินอาหารกัน คนไทยก็มีอยู่หลายคน เราเลือกนั่งบนแคร่ยาวริมทะเลกัน

กินเสร็จก็เข้าที่พัก นอน เหนื่อย เดินทางกันมาทั้งวัน ปรากฎว่าหลับกันไม่รู้เรื่องเลยทั้งๆ ที่กลางคืนมีฝนตกหนัก

ตื่นเช้ามาฝนหยุดตกแล้ว แอบดีใจเล็กน้อย เพราะตอนมาฟังพยากรณ์อากาศว่าจะมีฝน 60% แต่ก็ต้องมาเพราะจองที่พัก โอนเงินเรียบร้อยแล้ว ถึงฝนจะตกเราก็ต้องมา 555 ไม่อยากเสียเงินทิ้ง

อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ก็เลยตกลงกันว่าจะไปเขาทะลุกันก่อนค่อยกลับมาเช็คเอ้าท์ออก

พร้อมแล้ว



เขาทะลุ อยู่อ่าวเขาควาย ที่นี่จะแบ่งเป็นอ่าวเขาควายเหนือกับอ่าวเขาควายใต้
ถึงแล้วเขาทะลุ หรือหินทะลุ มีที่ให้เก็บภาพสวยๆ กันเยอะ







ตอนพวกเรามากัน ไม่มีคนอาจเป็นเพราะยังเช้าอยู่ สักครู่ก็มีพ่อลูกคู่หนึ่งมาร่วมเป็นนักท่องเที่ยว เก็บภาพเหมือนกับพวกเรา



มีความหรรษา วิ่งถ่ายรูปตรงโน้นที ตรงนี้ที




มองไปทางไหนก็สวยงาม ความเป็นธรรมชาติยังมีอยู่มาก



ใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ เราก็กลับกัน ก่อนกลับไล่จับปูลมได้ 1 ตัว แล้วก็ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเหมือนเดิม



เริ่มหิวเรามีกล้วยรองท้องกันก่อน อิอิ


ขากลับก่อนไปเช็คเอ้าท์ เราขี่รถลัดเลาะหาที่พักคืนที่สองของเรา เพราะอยู่อ่าวเขาควายเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาหาตอนหลังอีก

เจอแล้วววว
สตาร์ไลท์ รีสอร์ท ที่พักคืนนี้ของพวกเรา จองผ่าน booking.com เช่นเคย เป็นบ้านสำหรับครอบครัวพักได้ 4 คน ในราคา 700 บาท (หุหุ ถูกจริงๆ )

ทางเข้ารีสอร์ททุกที่จะอยู่ด้านถนนบนเกาะ แต่หน้ารีสอร์ทจะติดทะเล



เห็นป้ายบอกชื่อเราก็เลี้ยวเข้าไปกันเลยยยย


ไปเจอพนักงานบอกจองที่พักไว้ เขาก็พาเดินดู มีหลังติดทะเลด้วย แต่ราคาต้องเพิ่มเงิน อิอิ งั้นหลังเดิมดีแล้ว

หลังนี้จ้า


ด้านในมี 2 ห้อง ห้องละ 1 เตียง กับ 1 ห้องน้ำ มีระเบียงพร้อมแปลนอนเล่น





จริงๆ ทุกหลังก็มองเห็นทะเลหมด ที่นี่เขาวางผังที่พักดีใช้ได้ บ้านพักแต่ละหลังลดหลั่นกันไป ทำให้สามารถมองเห็นทะเลได้ ยกเว้นบ้านพักที่เป็นปูนอีกรูปทรงหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังรีสอร์ท
ทรงนี้ที่อยู่ด้านหลัง ไม่รู้เรียกว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง เพราะทางเข้าอยู่หลังทะเลเราก็เลยเรียกด้านหลัง



เราคุยกับพนักงานสักครู่ แจ้งไว้ว่าจะกลับไปเอากระเป๋ามาไว้ก่อนเที่ยงได้หรือไม่ ทางรีสอร์ทบอกได้ สะดวกแบบไหนได้หมด เราก็เลยขับรถไปเอากระเป๋ามาเช็คอินกันก่อนจะไปเที่ยวที่อื่น

กลับมาถึง เจ เจ รีสอร์ทก็เดินหาพนักงานให้คิดค่าใช้จ่าย จะจ่ายตั้งแต่เมื่อคืนก็ไม่ยอมเก็บ เพราะเราตั้งใจจะออกเช้าไง กลัวหาเขาไม่เจอ 555 ระหว่างรอก็ไปเดินเล่นริมทะเลรอ เช้านี้คลื่นแรงมาก แอบเห็นมีคนเล่นกระดาษโต้คลื่นด้วย



คิดค่าเสียหายเสร็จ เราก็เอาสัมภาระเตรียมไปไว้ที่สตาร์ไลท์กันก่อน
เรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมจะไปสำรวจที่ท่องเที่ยวกันต่อ มีลูกสาวเจ้าของสตาร์ไลท์ บอกอยากไปโบสถ์กลางน้ำกับเราด้วย เห็นไปขออนุญาติป๊ะป๋าก่อนด้วย

น้องสตาร์ ชื่อเดียวกับชื่อรีสอร์ท อนาคตเจ้าของรีสอร์ทคนต่อไป



เราขับรถกลับมาทางที่จะมาหน้าเกาะเหมือนเดิม เพราะเมื่อเช้าตอนขับรถหาที่กินข้าวก็ผ่านโบสถ์กลางน้ำ ไปหนึ่งรอบแล้ว เห็นด้านขวามือมีวัด เป็นช่วงคนมาไหว้พระกันพอดี

ถึงแล้วโบสถ์กลางน้ำ


ทางเข้าก็จะเป็นสะพานให้เราเดินเข้าไป ผ่านประตูก่อนกลางสะพาน


ถึงโบสถ์ เข้ามาด้านในก็จะมีพระให้กราบไหว้กัน


ไหว้พระขอพรกันเรียบร้อย ขากลับสังเกตเห็นมีปูตามโขดหิน แต่มีสีเขียวๆ ไม่เหมือนปูทั่วไป


ทางออกก็จะมีพระประจำวันเกิดให้เราทำบุญกัน มีพระให้บูชา



มองจากวัดโบสถ์กลางน้ำไปเห็นสะพานที่เราลงเรือเมื่อวานด้วย


บรรยากาศรอบๆ



เสร็จจากการไหว้พระขอพร เราก็ตั้งเป้าจะไปกินกาแฟกันที่บลูสกาย อิอิ
บลูสกายเป็นรีสอร์ทเดียวที่มีไฟฟ้าใช้ทั้งวัน ราคาที่พักถึงได้สูงมาก คุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านบอกว่าไฟฟ้าหน่วยละ 25 บาทเชียว ตอนมาอยู่ใหม่ๆ คนที่เล่าให้ฟังบอกว่ามีตู้แช่ โทรทัศน์ และหม้อหุงข้าวไฟฟ้า จ่ายไปเจ็ดพันกว่าบาทต่อเดือนเลยทีเดียว แอบแพงมากกกก (คิดในใจ) จริงๆ ที่พักบลูสกายคงไม่แพงมาก อันนี้คิดเอง แต่ค่าไฟฟ้าแพง ราคาเลยสูงขึ้นตาม

ถึงแล้วคร๊าบบบบ บลูสกาย สวยงามตามท้องเรื่อง อีกตามเคย


อันนี้ที่พักแบบเป็นหลัง โซน L และ R ดูไว้ตอนแรกหลังละ 7,000 บาทสำหรับโซน L และ 8,000 บาท สำหรับโซน R พักได้ 2 คน พร้อมอาหารเช้า เสริมคิดเพิ่ม 1,000 บาท พร้อมเรือคายัคฟรีสำหรับคนเข้าพัก แต่ถ้าเราไม่ได้พักในนี้เขาคิด 100 บาทต่อชั่วโมง


บรรยากาศโดยรอบๆ


ที่พักอีกโซนหนึ่ง ราคาจะถูกลงมาหน่อย ติดด้านหน้าทะเล ตอนแรกชอบที่พักเป็นหลังโซน R พอมาเห็นของจริง ชอบแบบนี้มากกว่า ด้านหน้าติดทะเลและด้านข้างติดสระว่ายน้ำ สงสัยคงต้องมาซ่อมที่บลูสกายสักรอบ 555


เรามากินกาแฟกันตรงบริเวณร้านอาหารที่เขาให้บริการทั่วไปกันตรงนี้


สั่งกาแฟสด ราคา 85 บาท ชาเขียวเย็นจำราคาไม่ได้ อิอิ กับไอศกรีมฟรุ๊ตสลัดมากินกัน


หน้าตาไอศกรีมฟรุ๊ตสลัด ราคาน่าจะ 145 บาท


ระหว่างรอก็เก็บภาพกันไปเรื่อยเปื่อย


กินเสร็จ สามารถเดินเล่นรอบๆ ได้แต่เข้าบริเวณที่พักเขาไม่ได้ มีชิงช้าให้ไกวเล่นด้วย น้องสตาร์ชอบ


สักพักเราก็พากันกลับเพราะเห็นฟ้าเริ่มมืดครึ้มมาแต่ไกล คิดในใจจะกลับถึงที่พักทันฝนตกหรือป่าว คิดไปอีกที ตั้งแต่มาถือว่าโชคดีเหมือนกันที่ฝนไม่ตกกลางวันเลย ตกกลางคืน แต่วันนี้สงสัยจะไม่รอดแล้ว ฮ่าๆๆๆ

ขับรถพาน้องสตาร์มาส่งที่รีสอร์ท ก่อนที่พวกเราจะพากันไปเที่ยวอ่าวกวางปีบ ซึ่งเป็นอ่าวที่สวยที่สุด เขาเล่ามา ระหว่างทางก็ติดฝนนิดหน่อยประมาณเกือบ 30 นาที ฝนก็หยุดตก โชคดีอีกตามเคย ช่วงติดฝนก็เจอนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเหมามอไซค์ให้พาเที่ยวมาติดฝนเหมือนกัน คนขับรถมอไซค์บอกว่าทางไปอ่าวกวางปีบขึ้นยาก ทางลำบาก ให้จอดรถไว้ด้านล่างแล้วเดินไปกันดีกว่า เพราะเป็นทางขึ้นเขาด้วย เลยเห็นพ้องต้องกันโดยมิได้นัดหมาย 555 จอดรถแล้วเดินกันดีกว่า เดี๋ยวอันตรายถ้าไม่ฟังเจ้าถิ่นเตือน


ดูจากทางแล้วถ้าขับมอไซค์ขึ้นมาคงล้มแน่นวลลล


บรรยากาศเงียบสุดๆ ธรรมชาติสุดๆ




มาเจอรีสอร์ทปิดช่วงนี้อีกเหมือนเดิม ส่วนมากก็จะเป็นเหมือนๆ กันเกือบหมด จะมีบ้างเป็นบางรีสอร์ทที่เปิดตลอดทั้งปี



มืเชือกให้โหนเล่นกันด้วย



ถือว่าเงียบสงบมาก ถ้าเป็นผู้หญิงมากันคนเดียวหรือสองคน ดูจะน่ากลัวเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าฤดูท่องเที่ยวคงมีคนคึกคักแน่ๆ

กลับจากอ่าวกวางปีบ ทางผ่านก็จะผ่าน ยิปปี้ แหล่งท่องเที่ยวสำหรับกลางคืนบนเกาะพยาม แวะเข้าไปดู พอดีเจอกลุ่มน้องๆ มาจากสงขลา เราเลยไปพร้อมๆ กัน

ทางเข้าจากถนน



ก็จะเห็นที่พัก (ไม่แน่ใจ) ของยิปปี้ เป็นหลังๆ แบบนี้


พอพ้นมาถึงหน้าหาด เราก็จะเห็นเรือลำนี้


มองไปไม่ไกลก็เห็นที่พักของเรา มีรีสอร์ทเดอะซัน คั่นกลาง
แวะสักหน่อย เดอะซัน ที่พักมีห้องจำนวนมาก เป็นทั้งแบบสองชั้น หลังเดียว ด้านหน้ามีร้านอาหารบริการ ติดทะเล มีเรือไว้พายด้วย



เริ่มเหนื่อย 555 เที่ยวกันทั้งวัน เราเลยพากันกลับที่พักดีกว่า ไปนอนเล่นชมทะเลชิวๆ กัน


นอนเล่นหลับกันไปสักพัก กะว่าช่วงเย็นๆ ค่อยลงน้ำทะเลกัน


มองจากที่นั่งริมทะเลเข้าหารีสอร์ทก็จะเจอสวนตรงกลาง


วิวทะเลเมื่อมองจากจุดนั่งเล่น



มองเห็นคนเริ่มลงเล่นน้ำทะเลกันบ้างแล้ว เพราะแดดเริ่มอ่อนลง บางคนก็พายเรือเล่นกัน


ก็เลยลงเล่นน้ำกัน แต่ลงแค่ 2 คน อิอิ อีก 2 คนเดินเล่นและถ่ายรูปให้


เล่นได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฝนตั้งเค้าว่าจะตกอีกแล้ว ก็เลยเลิกเล่นกัน กลับไปรอบนห้องพักดีกว่ารอฝนหยุดค่อยออกมาเดินเล่นกัน
ทางขึ้นจากทะเล



ถึงห้องพักฝนก็ตกลงมาจริงๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงได้ หลังจากฝนหยุดเราก็เลยออกไปเดินเล่นริมชายหาดอีกรอบ

มีปูเสฉวนด้วย


เปลือกหอย พอมาอยู่เดี่ยวๆ ก็สวยไปอีกแบบ


ปะการัง กับริ้นทะเล ไม่รู้เรียกถูกหรือป่าวนะ


บรรยากาศยามเย็น



เดินเล่นกันสักพัก เริ่มรู้สึกหิวกันแล้ว มื้อเย็นพวกเราฝากท้องไว้กับทางรีสอร์ท สั่งหมูทอดกระเทียม ปลาหมึกนึ่งมะนาว ต้มยำทะเล ยำรวมมิตรทะเลไว้ แต่ปลาหมึกไม่มีเลยได้ปลากระพงนึ่งมะนาวแทน ตอนแรกจะกินตรงที่นั่งเล่นเมื่อตอนบ่าย แต่กลัวฝนตกอีกเลยนั่งกินในห้องอาหารของทางรีสอร์ท
เจ้าของเป็นคนไทย แฟนเป็นคนอเมริกา ลูกออกมาเลยน่ารักมาก น้องสตาร์ อัธยาศัยดี แกดูแลเอง เห็นมีเหมือนแม่บ้านคอยช่วยอีก 1 คนเอง น่าจะทำเองเกือบทุกอย่าง
จัดโต๊ะรอแล้ววววว



มาดูหน้าตาอาหารมื้อเย็นกัน
ยำรวมมิตรทะเล จานนี้ 160 บาท กุ้งตัวใหญ่มาก


หมูทอดกระเทียม จานนี้ 130 บาท


ต้มยำทะเล ถ้วยนี้ 150 บาท


ปลากระพงนึ่งมะนาว 300 บาท (แอบคิดว่าทำไมไม่เหมือนที่เราเคยกิน แต่ก็อร่อยไปอีกแบบ)


ข้าวอีก 2 โถ น้ำเปล่า 1 ขวดใหญ่ มื้อนี้เราหมดไป 920 บาท แต่เขาลดให้เหลือ 900 บาท หาร 4 คน ก็ตกคนละ 230 บาท เอง อิ่มอร่อยไปตามๆ กัน เสียอย่างเดียวมาที่นี่ยังไม่ได้กินกุ้งเผาตัวโตๆ เลย

กินเสร็จก็แยกย้ายกันขึ้นเตียง นั่งคุยกันข้างนอกไม่ไหวยุงช่วงหัวค่ำเยอะมาก พอสองทุ่มทุกคนก็เริ่มอยากนอนกันแล้ว ไฟฟ้าที่นี่เปิดให้ใช้ 18.30 น. อย่างว่าค่าไฟฟ้าแพงมาก ถ้าเปิดเร็วคงจ่ายบานตะไท เพราะราคาที่พักถูกมาก

ZZZZZZ

เช้าวันที่สาม
ตื่นกันตั้งแต่ตีห้า 555 นอนฟังเสียงคลื่น ฟินสุดๆ อาบน้ำแต่งตัวกันแต่เช้าเสร็จตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เรามีนัดลงเรือกลับเที่ยว 8.30 น. ออกมานั่งเล่นระหว่างรอกันเห็นนกเงือกตัวใหญ่มาเกาะที่ต้นไม้หน้าห้องพักด้วย ถ่ายรูปไม่ทันง่ะ เสียดายจัง อยากถ่ายรูปไปอวดว่าที่นี่ยังมีความเป็นธรรมชาติมากกกก คิดในใจต้องมีซ่อมอีกรอบแน่นวลลลล

ปกติทีสตาร์ไลท์ถ้าไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็ปิดให้บริการ เห็นเจ้าของเล่าให้ฟังว่าปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดนอกฤดูการท่องเที่ยว

เก็บของกันเสร็จก็เตรียมตัวไปขึ้นเรือ ต้องเผื่อเวลาคืนรถมอเตอร์ไซค์ด้วย

บ๊าย บาย ก่อนนะสตาร์ไลท์ มีโอกาสจะมาพักอีก


ถ่ายรูปดอกไม้ก่อนกลับ ชอบบรรยากาศ


มีไก่ด้วยแฮะ


บนเกาะนี้มีดอกชบาเยอะมาก ไปทางไหนก็มี สวยดี


ออกจากสตาร์ไลท์ เราก็แวะกินข้าวราดแกงปักษ์ใต้อีก แถมได้ซื้อสะตอกลับบ้านด้วย ราคาไม่แพง 100 ฝัก 500 บาท อิอิ สมใจได้ของฝากราคาเป็นมิตร

ข้าวแกงจานละ 50 บาท ได้ปลาตัวโตๆ 1 ตัว


อิ่มมื้อเช้าก็ไปกินกาแฟโบราณกัน ก่อนไปคืนรถ แล้วก็เอามอไซค์ไปคืนตรงสี่แยกที่เราลงเรือมา ปรากฎว่าไม่มีคนอยู่ โทรหาคนที่เราติดต่อเช่าน้องเขาบอกเอากุญแจไว้ตรงโต๊ะได้เลย แอบคิดในใจจะไม่หายเหรอเนี่ย แต่คงไม่หายแน่นอน 555 ใครจะเอารถไปจากเกาะได้

เก็บภาพเป็นที่ระทึกก่อนกลับ





หนูหิ่นกับมะขิ่น มีหน้าที่แบกสะตอ 555


พออีกสัก 10 นาที ก็เดินมารอเรือตรงท่าเรือกัน ด้านข้างสะพานเห็นกำลังมีการก่อสร้างสะพาน น่าจะมีท่าเรือในอนาคต


มีการขนของลงเรือลำใหญ่ แบบธรรมดา ค่าเรือ 150 บาทต่อคนต่อเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง (เขาบอก)



มียางพาราแบบแผ่นด้วย เพราะบนเกาะเราเห็นเขาปลูกต้นยางพารากัน กับมีต้นมะม่วงหิมพานต์เยอะมาก มารอบนี้อดกินมะม่วงหิมพานต์แบบสดๆ เลย เสียดายมาก ไม่ใช่ฤดูออกผล




รอสักพักเรือที่เราจะกลับก็มา เราจองสปีดโบ๊ทไว้ทั้งไปและกลับ คนละ 350 บาทต่อคนต่อเที่ยว เพื่อย่นเวลาเอาไว้เที่ยว อิอิ

มาแล้วววว


ต้องเอาสัมภาระลงเรือให้หมดก่อน คนถึงจะได้ขึ้น

ได้นั่งหลังสุดฝนตกด้วย 555


บ๊าย บาย เกาะพยามที่ไม่ต้องพยายามมาก แล้วจะมาใหม่เด้อ


ขากลับเร็วกว่าขามาเพราะไม่มีคลื่นลมแรง ใช้เวลาแค่ 30 นาทีก็ถึงฝั่งแล้ว
เก็บภาพก่อนจากจั๊กโหน่ย



มาถึงฝั่ง 9 โมง ก็ขับรถเรื่อยๆ แวะซื้อมังคุด ปูดำ กัน ราคาพอๆ กับบ้านเราแต่รสชาดอร่อยมาก เข้าเขตชุมพรเที่ยงตรงพอดี ใช้เวลาจากระนองถึงชุมพรนานไปหน่อย เพราะถนนคดเคี้ยวกับไม่ชินเส้นทางด้วย ไม่กล้าขับเร็ว

แวะซื้อขนมหม้อแกงเพชรบุรีกันอีกรอบ


คราวนี้ก็ยิงยาวถึงโคราชสี่ทุ่มพอดี เฮ่อๆๆ จบทริปวันหยุดแล้ว พรุ่งนี้ทำงานต่อ ทริปนี้ถือว่าแฮ้ปปี้มาก แบกเป้เที่ยวในราคามิตรภาพกันเลยทีเดียว

รอวันหยุดหน้า ค่อยคิดทริปใหม่ดีฟ่า




Create Date : 18 กรกฎาคม 2560
Last Update : 23 กรกฎาคม 2560 18:41:14 น.
Counter : 155 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
  
ขอบคุณที่แบ่งปัน
โดย: Kavanich96 วันที่: 25 กรกฎาคม 2560 เวลา:19:14:58 น.
  
น่าไปๆ รอหน้าร้อนก่อนเจอกัน
โดย: ไอฟายน้อย (Ces ) วันที่: 17 สิงหาคม 2560 เวลา:13:03:56 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



กิ๊กไง จะใครล่ะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กรกฏาคม 2560

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
18 กรกฏาคม 2560