มีนาคม 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
Taiwan touch your heart ตอนที่ 1 เถาหยวน เย่หลิว แบบมีสารถีส่วนตัว

สำหรับไต้หวันถือว่าเป็นประเทศที่ จขบ อยากไปมาก เพราะว่ามีญาติอยู่ที่นั่นเลยอยากไปเยี่ยมญาติด้วย แต่ด้วยความที่สายการบิน Low cost ไม่มีไปลงที่ไต้หวัน บินตรงก็เกินงบ บินอ้อมก็ลำบาก แรกเริ่มได้จองตั๋วเซบูกทม - คล้าก - กทม และจองตั๋วแอร์เอเชีย คล้าก - ไทเป - คล้ากไว้ราคารวมประมาณ 4,000 บาท แต่ก็ต้องมีเหตุให้แอร์เอเชียเลื่อนเวลา เซบูยกเลิกไฟล์ทเปลี่ยนไปลงมะนิลาแทน คิดแล้วกลุ้มสุด ๆ กลัวว่าจะไม่ได้เดินทาง แต่โชคยังดีมีตั๋วโปรการบินไทยค่าตั๋วไปกลับ 10,050 บาท ได้การบินไทยราคานี้บินตรงด้วย เอาว่ะทิ้งตั๋วเซบูก็ได้ติดต่อขอคืนยากเย็น ฉันบินฟูลคอสละกัน ได้ไปกันซักทีไต้หวัน ช่วงเวลาเดินทาง 30/11 -3/12/2013 ไปกับเพื่อนสาวอีกสองคนรวมสามชีวิตพิชิตไต้หวัน

สำหรับรีวิวนี้จะแบ่งเป็นสองตอนนะคะตอนแรกเถาหยวน เย่หลิวแบบมีสารถีส่วนตัว และตอนที่สองจะเป็นไทเปแบบแบคเพ็ก 

โปรแกรมการเดินทางคร่าว ๆ ของเราเป็นแบบนี้ค่ะ
30/11  ถึงเถาหยวนเวลาเที่ยง / ฉือหู / ฟาร์มดอกไม้ต้าซี / ตลาดกลางคืน
1/12    เย่หลิว /  ซีเมินติ่ง / หอแดง (Red house)
2/12    วัดหลงซาน/ น้ำพุร้อนเป่ยโถว /ตลาดดันสุย/ กู้กง/ช๊อปปิ้งซีเมินติง
3/12    ซุนยัดเซ็น /ไทเป 101/ไทเปเมนสเตชั่น / เจียงไคเช็ก /  เตรียมตัวกลับไทย

โปรแกรมพร้อมแล้วไปเที่ยวกันเลยค่ะ

30/11/2012 ออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องออกตอน 7.25 น.กว่าจะไปถึงไต้หวันก็เกือบเที่ยงเวลาที่ไต้หวันเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ไม่ได้นั่งฟลูคอสซะนานจำบรรยากาศแทบจะไม่ได้




พอถึงไตัหวันน้องชายก็มารอรับที่สนามบินแล้ว บ้านน้องชายอยู่ที่เถาหยวนไม่ไกลจากสนามบินเท่าไหร่ วันนี้เราจะไปเที่ยวในเมืองเถาหยวนกันค่ะ นั่งรถเที่ยวในเมืองนี้บรรยากาศตึกรามบ้านช่องคล้ายๆ แถวลาดพร้าวหรือแถบกรุงเทพชานเมืองเลยค่ะ บ่นกับน้องแหมพี่นั่งเครื่องมาตั้งไกลบรรยากาศที่นี่เหมือนนั่งรถไปที่ทำงานพี่เลย

สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่เราจะไปคือ "ฉือหู" Chiang Kai-shek and Chiang Ching-Kuo Cultural Park ที่แห่งนี้เป็นสถานทีฝังร่างของจอมพล เจียง ไค เชคประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เชื่อกันว่า ท่านเจียง เห็น เมือง ฉือหู คล้ายบ้านเกิดของท่านในประเทศจีน และได้มีบัญชาให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงนำร่างของท่านมาฝังไว้ที่นี่ 
ที่นี่จะมีลักษณะคล้ายสวนสาธารณะขนาดใหญ่ พอเดินข้ามสะพานก็จะเห็นบ้านพักของท่านเจียง ซึ่งร่างของท่านอยู่ในโลงและตั้งใว้ภายในบ้านให้ผู้ที่มาเข้าชมได้ไปเคารพร่างของท่าน เมื่อก่อนสามารถเข้าไปเคารพข้างในห้องได้เลย แต่ตอนนี้ให้ยืนอยู่ด้านนอกห้องค่ะ 
ตอนที่เราไปถึงบ้านทหารกำลังทำพิธีเปลี่ยนกะกันอยู่เลย







เวลาตอนนั้นก็บ่ายโมงกว่าแล้วพวกเราเลยกินข้าวกลางวันกันที่นี่เลย ร้านอาหารที่ฉือหูมีร้านเดียวค่ะราคาสูงนิดหน่อย รสชาติก็พอใช้ได้ค่ะ


กินข้าวอิ่มแล้วเดินออกมาจากร้าน ก็มีชนเผ่ามาทำการแสดงถามน้องว่าเค้ามาทำอะไรกัน น้องบอกว่าเค้ามาโชว์เพื่อหาเงินไว้ใช้เพื่อการกุศลค่ะ ดูโชว์แล้วก็คล้าย ๆ ชาวเขาบ้านเราเลย




ก่อนวันเดินทางเคยคุยกับน้องไว้ว่าเท่าที่ดูโปรแกรมทัวร์ไทยเห็นมีไปเที่ยวฟาร์มดอกไม้ต้าซีแทบจะทุกทัวร์เลยอยากไปพาไปหน่อยได้ป่ะ เค้าก็ไลน์มาบอกรู้จักแน่นอนเดี๋ยวพาไปอยู่ในเถาหยวนนี่แหละแต่เอาเข้าจริงน้องเข้าใจว่าฟาร์มต้าซีกับฉือหูคือที่เดียวกันเราก็ยืนยันมันคนละที่ พอขับรถออกมาจากฉือหู เห็นป้ายฟาร์มดอกไม้ก็ชี้กันใหญ่ที่นี่แหละที่พี่อยากไปสรุปแล้วฟาร์มดอกไม้ต้าซีกับฉือหูอยู่ตรงข้ามกันเลยค่ะ 


ฟาร์มดอกไม้ต้าซี(Ta Shee Blooming oasis) //www.tasheeblmn.com.tw/ ที่นี่เสียค่าเข้าชม 150 เหรียญ เรามาถึงที่นี่ตอนเกือบจะบ่ายสอง พนักงานขายตั๋วเค้าบอกว่าฟาร์มปิดประมาณสี่โมงเย็นมีเวลาไม่กี่ชั่วโมงคุณจะเข้าไหม คือเค้ากลัวว่าเราจะเข้าไปเที่ยวไม่คุ้มค่าตั๋วแต่ทำไงได้มาถึงแล้วก็ต้องเที่ยวซิ




ฟาร์มแห่งนี้มีทั้งส่วนเป็นสวนดอกไม้ สวนสัตว์ ที่ตั้งแคมป์พักแรม และสอนการทำสิ่งประดิษฐ์ DIY เดินเที่ยวได้เพลิน ๆ บรรยากาศสวนดอกไม้สีแดงตัดกับฟ้ากลางหุบเขา สวยเชียวค่ะ แต่เสียดายตอนที่ไปดอกลาเวนเดอร์ยังไม่โตเต็มที่ และมาถึงก็บ่ายแล้วก็แสดงโชว์อะไรก็หมดรอบไปหมดแล้ว ถ้าใครมีเวลาเที่ยวที่ไต้หวันหลายวันไม่รู้จะไปไหนแนะนำให้มานะคะ แต่ถ้าตั้งใจว่าต้องมาให้ได้ก็อาจจะผิดหวังเพราะก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมายเดินซักครึ่งชั่วโมงก็ครบแล้วค่ะ




เดินเที่ยวในฟาร์มจนครบแล้วพวกเราก็เอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่บ้านน้องไปสวัสดีรายงานตัวกับลุงและป้า รอตอนค่ำจะออกไปหาอะไรกินที่ตลาดกลางคืนกันค่ะ

ตลาดกลางคืนถือว่าเป็นสีสันของไต้หวัน ที่ตลาดจะมีของกินเยอะมากให้เลือกกินที่ตลาดนี้เราเจอร้านคนไทยอยู่สองร้าน ร้านนึ่งขายไส้กรอกอีสานกับชานมเย็น (ถ้าขายบ้านเรานี่มันไม่เข้ากันเลยเลี่ยนเจอเลี่ยน) อีกร้านขายส้มตำ ซึ่งเค้าก็ทำออกมาได้รสชาติไต้หวั๊น ไต้หวัน คนไทยกินคือจืดสนิท


เราเลือกกินอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ ชาบูหม้อไฟ กับชานมไข่มุก ราคาไม่แพง พอๆ กับกินตลาดนัดในเมืองไทยเลยค่ะ กินข้าวอิ่มแล้วก็ได้เวลานอน หมดวันแรกที่เถาหยวนค่ะ

1/12/2013 วันที่สองของการเดินทาง ตื่นตั้งแต่แปดโมงเช้าเพราะตั้งใจว่าจะไปเย่หลิวกับจิวเฟิ่นแต่เช้า แต่ปรากฎว่าน้องชายไม่ตื่น ป้าเราเลยไปซื้ออาหารมาให้กินเป็นน้ำเต้าหู้และเกี๊ยวซ่า ที่นี่เค้าใช้ภาชนะกระดาษเปลืองมาก ทุกอย่างที่ซื้ออยู่ในภาชนะที่พร้อมกิน ใช้แล้วทิ้งเลย ผิดจากการสอนของไทยเรื่องโลกร้อนโดยสิ้นเชิง ป้าบอกว่าที่ไต้หวันค่าแรงงานแพงค่าภาชนะแบบใช้แล้วทิ้งถูกกว่าค่าจ้างแรงงานคนล้างจาน




กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ป้าบอกให้ไปเดินเล่นที่ตลาดรอไหมกว่าน้องจะตื่นคงเกือบเที่ยง เรากับเพื่อนก็เลยไปเดินเล่นตลาดกัน ตลาดนี้ใหญ่เป็นอันดับสองของเถาหยวนมีขายทุกอย่างตังแต่ของสดยันเสื้อผ้า พวกเราเลยซื้อขนมของฝากกันที่นี่เลย พวกพายสับปะรดของฝากประจำชาติ โมจิ ขนม ลูกอม ราคาถูกมาก 



กลับมาถึงบ้านก็สิบเอ็ดโมงแล้วคุณน้องก็ยังไม่ตื่น เลยต้องปลุกถ้าปล่อยยาวกว่านี้วันนี้คงไม่ได้ไปไหน น้องบอกว่าจิวเฟิ่นคงไม่ได้ไปแล้วเพราะอยู่ไกลไปแค่เย่หลิวก็พอเน๊าะ สิบเอ็ดโมงครึ่งเริ่มเดินทางออกจากบ้านไปเย่หลิวกันค่ะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงระหว่างทางน้องเปิดเพลงไต้หวันซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่องก็เลยบอกว่าแกต้องเปิดเพลงเกาหลีสิ เพลงสากลฟังคุ้นหูกันหมด




ถึงเย่หลิวก็เกือบบ่ายแล้วเลยเลือกที่จะกินอาหารกลางวันกันก่อน ที่นี่เป็นทะเลดังนั้นพวกเราเลือกกินอาหารทะเลกันค่ะ จัดหนักกันไปเลี้ยงน้องด้วยอุตสาห์พาเที่ยว อาหารทะเลสด ๆ อร่อยเชียว



กินอิ่มแล้วไปซื้อบัตรกันค่ะ ค่าเข้าชม 50 เหรียญ



เย่หลิวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าถ้าใครไปไต้หวันแล้วไม่ไปเย่หลิวก็เหมือนไปไม่ถึงใต้หวัน เข้าไปข้างในก็จะเจอกับหินจำลองหินเศียรราชินี ถึงของจริงผุกร่อนไปตามเวลาจนเหลือนิดเดียวและคิวเข้าแถวถ่ายรูปกับหินราชินีก็ยาวมากด้วยค่ะ



ไฮไลท์อีกอย่างถึงของที่นี่คืออนุเสาวรีย์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับผู้ชายท่านหนึ่งที่ลงไปช่วยเด็กที่ตกน้ำ แต่ช่วยไม่ได้ก็เลยจมน้ำตายทั้งคู่ นอกจากนั้นก็จะมีหินรูปร่างแปลกๆ เยอะไปหมดก็ตั้งชื่อหินแต่ละก้อน ก็แล้วแต่จะจินตนาการกันไปว่าเห็นเป็นรูปอะไร วันที่พวกเราไปอากาศหนาวลมแรงมากค่ะ  เที่ยวที่นี่จนทั่วแล้วก็นั่งรถยาว ๆ ไปไทเปกันค่ะ กว่าจะถึงไทเปก็ค่ำมากแล้วคืนนี้เราจองโรงแรมไว้ที่ย่านซีเมินติ่งชื่อโรงแรม ECFA Hotel Wan nian (Mrt ximen exit 6) โรงแรมจะอยู่บนชั้น 6 ของอาคารศูนย์การค้าตามรูปที่สองค่ะ จองผ่าน booking.com ราคาคืนละประมาณ 2,500 บาทแบบไม่รวมอาหารเช้าแต่พอไปถึงพนักงานบอกว่ากินอาหารเช้าได้เลย


ได้เวลาอาหารเย็นแล้วตอนแรกก่ะว่าจะไปกินบุฟเฟ่ร้านเทียนไหว้เทียนแต่พอไปถึงคนเต็มร้านไม่มีที่นั่งต้องรอหลายชั่วโมงก็เลยตัดใจไปกินร้านอื่นแทน



กินข้าวเสร็จแล้วก็ให้น้องกลับบ้าน วันที่เหลือพี่ ๆ จะเที่ยวกันเองร่ำลาน้องแล้วก็เดินไปดูหอแดง(Red house) เปิด 11.00 - 21.30 น. Mrt ximen station exit 1 ที่นี่จะมีงานทำมือ สิ่งประดิษฐสวย ๆ    น่ารัก ๆ เต็มไปหมดคนที่ชอบถ่ายรูปเหมาะกับที่นี่มากค่ะ

จบตอนแรก โปรดติดตามตอนต่อไป



Create Date : 16 มีนาคม 2557
Last Update : 21 มีนาคม 2557 18:44:05 น.
Counter : 3007 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

kumyotha
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]