Never cease

ปราสาทวัดพู…จำปาหอมที่ลาวใต้

ปราสาทวัดพู…จำปาหอมที่ลาวใต้








วัดพู ไม่ใช่ วัดแบบบ้านเราหรอก ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หรืออุโบสถ อะไร
แต่เป็นลักษณะปราสาทขอมแบบปราสาทพิมาย ปราสาทนครวัด
แล้วทำไมไปเรียกเป็นวัดได้ล่ะ….เรื่องนี้ก็ต้องเท้าความกันหน่อย

ขอม คือผู้สร้างสถาปัตยกรรมแห่งนี้
ปราสาทวัดพู คือปราสาทขอมที่สร้างก่อนปราสาทนครวัดซะอีก นี่คือความสำคัญระดับมรดกโลกแห่งที่สอง รองจากหลวงพระบาง ของลาวแห่งนี้

แต่ภายหลัง เปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัย พุทธศาสนามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ก็เลยมีการนำพระพุทธรูปมาประดิษฐที่ปราสาทให้คนได้กราบไหว้ บูชา
แต่บางยุคบางสมัย จากภาพสลักหินทรายรูปพระพุทธรูป ก็กลายเป็นศิวลึงค์ ก็มี

การมาถึงยังปราสาทวัดพู ดูแล้วก็สมบุกสมบันใช่น้อย…
เราใช้เวลาไม่น้อยในการรอแพยนต์ ที่จะข้ามแม่น้ำโขงไปอีกฝั่ง
อาการรอคอย สำหรับคนที่เคยไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น คงซาบซึ้งดี
แต่ดีอยู่ตรง ใช้เวลาบนแพไม่นานเท่าไร ไม่เกินสิบห้านาที




















บางคนใช้เวลาตรงนี้ กับข้าวปุ่น หรือขนมจีน ที่มีแต่น้ำยาปลา
ราคาก็ซาวบาท ยี่สิบบาทนั้นเอง ….แสบอีหลีเด้อพี่น้อง อย่าห่วงขี้แตกเลย
เส้นขนมจีนของเค้าเล็กเรียวขาวดี เรียกว่าเส้นขนมจีนบ้านเราใหญ่กว่าเท่านึงเลย

ส่วนน้ำยาปลา นั้นเข้าขั้นเผ็ดแสบเลย กินหมดชาม ก็เป่าปากรอไว้เลย

สงสารแต่แบ็คแพ็คชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่ง สงสัยคงยังไม่ได้กินข้าวเช้า แกโซยซะเป็นโซบะบ้านแกเลย
สุดท้ายแกคงอยากกระโดดน้ำโขงซะตอนนั้น หูตาแก้มแดงเป็นลูกตำลึง เลย

มันก็แปลก ตอนกินไม่เผ็ดแต่มาแพลงฤทธ์ตอนอิ่ม เห็นแล้วก็น่าสงสาร
ก็เลยแจกลูกอมที่มีให้ซะ คนละเม็ด ถือเป็นรางวัลในการเข้าถึงอารยะการกินของคนลาว

มาลาวใต้ ไม่ได้แลกเงินกีบเลย เค้ารับเงินไทยด้วยความยินดียิ่ง
ก็เลยไม่ต้องมา งงๆกับอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้งการพกเงินกีบเป็นฝ่อนๆ
ก็อัตราแลกตอนที่ไป คือ ๑ บาทแลกได้ ๒๖๐ กีบ ก็สองหมื่นหกพันกีบเท่ากับ หนึ่งร้อยบาทไทย




















ช่วงรอแพ ในยามเช้านี้ ผมรู้สึกอิจฉาวิถีชีวิตริมน้ำโขงตรงนี้มาก
แม่น้ำช่างใสสะอาด มองไปไกลเห็นขุนเขาสูงใหญ่ตระหง่านตรงหน้า
ลมพัดเย็นสบาย ไร้มลพิษทางเสียงใดๆ
พบแต่ครอบครัวพอเพียง ที่พ่อกำลังเก็บแห แม่ก็นั่งซักผ้า




















ลูกๆชายหญิง เล่นน้ำโขงกันสนุกสนาน เต็มอารมณ์
เด็กชายริมโขง ที่บ้างก็เล่นดินเล่นโคลน ตามลำพัง
แต่ก็เห็นมีความสุขดี เล่นอยู่คนเดียวได้ตั้งนานสองนาน
ความสุขเอย…ณ ริมแม่น้ำโขง จำปาสัก




















ไม่นานหลังจากรถลงแพ ก็ไม่นานถึงอีกฝั่ง
นั่งรถไปอีกสักพัก ผ่านบ้านท่านพ่อ เจ้าบุญอุ้ม ที่เป็นเจ้านายองค์สุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงประเทศ
ไปอีกไม่นานก็ถึงเขตปราสาทวัดพู




















ต่อจากนี้ คือการเดินเท้าเข้าไป วันนี้แดดสดใสมากๆ
แต่ได้ลมตีนเขาภูเก้า พัดประทังร้อนได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของ จำปาสัก นอกจากต้นจำปา ต้นสักแล้ว
สิ่งนี้ก็เป็น อะไรที่ ชาวจำปาสัก เข้าใจได้ดีอย่างลึกซึ้ง

เสานางเรียง

ลักษณะโค้งมนเป็นเหลี่ยม แบบนี้
เสานางเรียงเหล่านี้ ก็เปรียบได้กับหญิงสาวพรหมจรรย์ที่มารับรับเสด็จ เพื่อไปสู่วัดพู
ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพิ่งมีงานฉลองผ่านพ้นไป จึงยังคงเห็นข้างเหนียวที่ตักบาตรติดไว้ที่บนเสานางเรียงอยู่




















เดินตรงเข้าไป ขวามือเราจะเป็นปราสาทที่ใหญ่โต ปราสาทนี้เรียกโรงท้าว หรือ Northern Hall

เพราะอยู่ทางทิศเหนือ








































ส่วนซ้ายมือเรา หรือตรงข้ามกับโรงท้าว เรียกว่า โรงนาง หรือ Southern Hall
เป็นสถานที่ใช้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายของเจ้านายชาย หญิง
ก่อนขึ้นสู่ปราสาทวัดพู

หน้าบันของสถาปัตยกรรมตรงนี้ คือจุดสำคัญ จุดหนึ่ง
เพราะ ภาพแกะสลักรูปพระศิวะทรงโคนนทิ เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ณ ที่เเห่งนี้
อุทิศแด่ พระศิวะ ผู้เป็นใหญ่สุด ในไศวนิกายลัทธิ

ทางขึ้นจะเจอกับต้นจำปา หรือลั่นทม จำนวนมาก ซึ่งลำต้นใหญ่ๆทั้งนั้น
ว่ากันว่า ฝรั่งเศส ผู้ปกครองลาวมาก่อน ได้นำเข้ามาปลูก
จนกลายเป็นว่า จำปา คือดอกไม้ประจำชาติไปเลย




















บันไดที่ขึ้นไปปราสาทวัดพู ต้องเรียกว่า เป็นบันไดแบบเซเว่น อีเลเว่น ( 7-11 )
เพราะมันจะเป็นชุดบันได เจ็ดชุด ชุดละสิบเอ็ดขั้น รวมเป็นเจ็ดสิบเจ็ดขั้น
ที่มันเป็นเจ็ดก็เพราะอิงกับสวรรค์ชั้นเจ็ด ในความเชื่อ

นี่คือปราสาทวัดพู ( Vat Phou )




















ที่มองลงไปเห็น โรงนาง ด้านล่าง



















บริเวณปราสาทวัดพู นอกจากตัวปราสาทที่มีหน้าบัน และทับหลัง
ที่มีเรื่องราวตามศาสนาพราหมณ์ ฮินดูแล้ว
ก็ยังมี น้ำศักดิ์สิทธ์ที่ไหลจากเขาหยดลงมาตามหิน
ซึ่งแต่เดิมเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะกษัตริย์เท่านั้น

ภาพพระพุทธบาทตามหินบนเขา
รวมทั้งหินที่ใช้สำหรับพิธีกรรมบูชายันต์ ที่เรียกว่าหินจระเข้




















หรือ หินที่แกะสลักเป็นรูปช้าง



















สำหรับไฮไลท์ของปราสาทวัดพู ที่ต้องมาดูก็คงเป็น หน้าบัน ทับหลังที่สวยงาม
โดยเฉพาะทับหลังที่สมบูรณ์มาก ก็คือ ภาพแกะสลัก พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียรเหนือราหู
ด้วยความที่ปราสาทวัดพูหันหน้าตรงไปทิศตะวันออก และทับหลังเป็นรูปพระอินทร์ก็มาจากความหมายว่า

พระอินทร์ผู้เป็นเทพที่ดูแลโลกทางด้านทิศตะวันออก กำกับดูแลดินฟ้าอากาศ ทำให้โลกมีความชุ่มชื้น
และได้ช้างเอราวัณเป็นพาหนะซึ่งพระอิศวรประทานให้ ช้างเอราวัณจึงมีหน้าที่ดูดน้ำจากโลกขึ้นไปบนสวรรค์ ให้พระอินทร์บันดาลให้เกิดน้ำจากฟ้าตกลงสู่โลก ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์




















ส่วนที่พระอินทร์ทรงช้างเหนือราหู ก็เพราะราหูไปรังแกพญาครุฑ

พญาครุฑจึงหนีไปพึ่งพระอินทร์ ระหว่างนั้นพระราหูซึ่งกำลังไล่ล่าพญาครุฑ บังเอิญเหลือบไปเห็นน้ำอมฤต ด้วยความกระหายจึงยกขึ้นดื่ม
ฝ่ายพระอินทร์เห็นพระราหูทำล่วงเกิน ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง บันดาลโทสะ จึงขว้างจักรเพชรเข้าใส่ร่างพระราหู ร่างขาดเป็น 2 ท่อน แต่ไม่ตายเพราะได้น้ำอมฤตมาก่อนนั้น




















ปราสาทขอม ย่อมมีสองสิ่งนี้

ทวารบาล
และนางอัปสร ผู้เป็นผลผลิตจาก พิธีกวนเกษียรสมุทร





























ภาพสลักหินทรายที่โด่งดังอีกอัน คือทับหลังด้านขวาของปราสาท
ซึ่งหันไปทางทิศใต้ นั้นคือ เกียรติมุข

เกียรติมุข คือรูปสัตว์ประหลาด ที่ออกมาจากดวงตาที่สามตรงหน้าผากของพระศิวะ
เพราะด้วยความโมหะของพระศิวะที่เจ้าราหู มาบังอาจมาขอเอาเมียพระศิวะไปครอง

แต่สุดท้าย ราหู ยอมขออภัยเนื่องจากกลัวเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ พระศิวะจึงยกโทษให้
ซึ่งในขณะนั้นเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้า
แม้กระทั่งแขน ขา ลำตัวของมันเอง จนเหลือแต่ใบหน้า


พระศิวะจึงให้ชื่อว่า เกียรติมุข เอาไปไว้ที่หน้าประตูทางเข้า
ถือเป็นใบหน้าที่มีเกียรติ ซึ่งใครไม่เคารพ ย่อมจะไม่ได้รับพรจากพระศิวะ




















ปราสาทวัดพู เป็นการสร้างตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดู
จึงต้องทราบว่า เทพสามองค์ที่สำคัญ คือใครบ้าง

พระศิวะหรือพระอิศวร : เทพผู้ทำลายและสร้างโลก
พระวิษณุหรือพระนารายณ์ : เทพผู้รักษาคุ้มครองโลก
พระพรหม : เทพเจ้าผู้สร้างจักรวาลและโลก

สำหรับผู้ที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ที่สุดจะมีชื่อเรียกว่า “ลัทธิไศวนิกาย” ส่วนผู้ที่นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ที่สุด มีชื่อเรียกว่า “ลัทธิไวษณพนิกาย” และผู้ที่ให้ความเคารพนับถือเทพเจ้าพร้อมกันทั้ง 3 องค์ มีชื่อเรียกว่า “ตรีมูรติ”

ตรีมูรติ ....เทพเจ้าแห่งศาสนาพราหมณ์ เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้ให้ ผู้ทำลาย ทุกอย่างทั้งความรัก สุขภาพโชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข ฯ ล ฯ โดยเฉพาะบ้านเรา นับถือให้สมหวังในความรัก


ในบริเวณปราสาทวัดพู ก็มีการแกะสลักหินเป็นรูปตรีมูรติ ไว้ ที่ด้านซ้ายของปราสาท
แปลกตรงที่ เป็นรูปแกะสลักที่อยู่บนหิน ที่วางอยู่บนดินเลย
จึงเป็นรูป ตรีมูรติ ที่อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับสายตาพอสมควร




















องค์ตรงกลางคือ พระศิวะ

ส่วนองค์ขวามือพระศิวะ คือ พระนารายณ์
สังเกตว่าถือดอกบัวอยู่ และมี ๔ กร

สุดท้ายคือองค์ซ้ายมือพระศิวะ คือพระพรหม
ที่มีหนึ่งเศียร และมีสร้อยสังวาล


แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น เรื่องราวของพราหมณ์ฮินดู
น่าจะเกิดจากพระอินทร์ที่ทรงช้างเอราวัณ แล้วไปทำพวงมาลัยของฤาษีที่ถวายตกลงพื้น
เนื่องจากช้างเอราวัณไม่ชอบกลิ่นดอกไม้

ฤาษีจึงโกรธ และแช่งให้เหล่าเทพมีพลังอ่อนลง เรื่อยๆ

ทำให้คู่อริอย่างอสูรทั้งหลาย หมายจะยึดสวรรค์ในช่วงเวลาที่เทพอ่อนแอ
ทำให้ทวยเทพต้องไปขอความช่วยเหลือจากพระนารายณ์

พระนารายณ์จึงแนะนำให้พระอินทร์ตั้งพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตซึ่งหากเทวดาได้ดื่มแล้วจะทำให้เป็นอมตะและเพิ่มพูนฤทธาขึ้นมาก เมื่อถึงครั้งนั้นต่อให้เหล่ายักษ์มีกำลังเท่าใดก็ไม่สามารถทำอันตรายปวงเทพได้





















แต่พิธีกวนเกษียรสมุทรนี้ ไม่อาจใช้แรงเหล่าเทพได้เพียงฝ่ายเดียว จึงต้องมีการออกอุบายให้พวกอสูรช่วยโดยจะเอาเขามันทระเป็นไม้กวน ซึ่งจะให้พญานาคพันเขาไว้ แล้วให้อสูรและเทพดึงกันคนละด้าน

แต่เทพขี้โกง เพราะบอกอสูรว่าหากได้น้ำอมตะจะแบ่งให้กิน ด้วย แต่ตอนนี้ให้อสูรเนี้ยดึงทางด้านหัวพญานาค
เพราะยกยอว่าอสูรมีแรงมาก ควรได้รับเกียรติทางหัว ส่วนเทพจะดึงทางหาง

ขี้โกงตรงที่ พวกเทพรู้ว่าเวลาดึงไปดึงมา พญานาคจะงงๆเวียนหัว แล้วก็จะพ่นไฟออกมา
ไฟมันก็จะโดนพวกอสูร ทำให้ร้อน กะดำกะด่าง ต่างจากพวกเทพที่ดึงสบายไม่โดนไฟจากปากพญานาค

ส่วนพระนารายณ์ต้นคิดเรื่องนี้ รับบทเป็นกรรมการ นั่งบนตัวพญานาคอีกที
พระนารายณ์ยังทรงแจ้งด้วยทิพยญาณว่าเกษียรสมุทรเมื่อถูกเขามันทระกวนไปเรื่อยๆจะทะลุแล้วน้ำจะไหลไปท่วมมนุษยโลกพระองค์จึงแบ่งภาคเป็นเต่า(กุรมะ) ใช้กระดองรองรับเกษียรสมุทรไว้

ลองดูที่รูปครับ จะเห็นเต่าอยู่ด้านล่าง

กวนกันเป็นพันปี จนได้น้ำอมตะ แต่อสูรก็ไม่ได้กินเพราะพระนารายณ์แปลงกายเป็นหญิงงาม
มาล่อให้พวกอสูรเมามายด้วยสุรา ในขณะที่เหล่าเทพก็ดื่มน้ำอมฤตจนหมด

แต่มีอสูรตนหนึ่ง ชื่อราหู ไม่หลงเชื่อ แปลงตัวเป็นเทพจึงได้ดื่มน้ำอมฤต
ใครดูรูปปั้นที่ขาออก สนามบินสุวรรณภูมิ ในแถวของหมู่เทพ ก็จะเห็นเทพองค์ท้ายๆแปลกกว่าองค์อื่น
คือมีเขี้ยวเหมือนยักษ์ นี่แหละ…เจ้าราหู

แต่ใช่ว่า ราหู จะจบสวย แม้ได้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว
ก็เทพพระจันทร์ และเทพพระอาทิตย์ แกเป็นพลเมืองดี เห็นว่าเจ้าเทพราหูนี่ ผิดปกติ จึงไปรายงานพระนารายณ์
พระนารายณ์ก็เลยขว้างจักรตัดราหูออกเป็นสองส่วน แต่ราหูไม่ตายเพราะเป็นอมตะแล้ว

ราหูส่วนแรกก็เลยอาฆาตพระอาทิตย์ พระจันทร์ ว่าเจอเมื่อไรจะจับกินซะหน่อย จึงเป็นที่มาของ สุริยคราส จันทรคราส ส่วนอีกส่วนเป็นพระเกตุ คือ พวกดาวตก ดาวหาง

เรื่องราวความเชื่อของพรามหณ์ฮินดู จึงเป็นเรื่องราวต่างๆมากมาย
ที่มีเรื่องราวมาจาก พิธีกวนเกษียรสมุทร เป็นหลัก
สมควรที่เราชาวสุวรรณภูมิ ทั้งไทย เขมร ลาว ต้องเรียนรู้รากเหง้าของเราไว้
เพราะการนับถือสิ่งใดๆย่อมต้องอยู่ในเหตุและผล ไม่ใช่ทำตามกันโดยไร้สาระปัญญา

ส่งท้ายกันด้วยน้องตีบ ไกด์สาวน้อยชาวลาวใต้
ที่พาเดินปราสาทวัดพู ซะทะลุหินทราย และบรรยายซะเต็มเหนี่ยว
สะบายดี เด้อครับ…



จบกันแบบดื้อๆ นี่ละ..















 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2553
5 comments
Last Update : 11 สิงหาคม 2553 22:33:58 น.
Counter : 4446 Pageviews.

 

เคยไปมาประมาณ6-7ปีมาแล้วไปทางปากเซพักที่วังเจ้าบุญอุ้มเก่าจำชื่อโรงแรมไม่ได้เห็นภาพแล้วอยากกลับไปเที่ยวอีกรอบ

 

โดย: เป็ดน้อย IP: 77.21.97.159 12 กุมภาพันธ์ 2553 2:41:09 น.  

 

ไปเมื่อ 2ปีก่อน..ยังบูรณะไม่เสร็จหรือค่ะ

อยากไปอีกสักครั้ง รูปที่ถ่ายไว้ หายไปหมดแล้ว

 

โดย: benja IP: 118.172.155.237 12 กุมภาพันธ์ 2553 7:23:25 น.  

 

ตามเข้ามาดูแล้วชื่นตา อิ่มใจมาก ๆ ค่ะ

รูปสวย และขอบคุณมาก

 

โดย: น้านก IP: 66.245.194.21 12 กุมภาพันธ์ 2553 8:51:54 น.  

 

รูปสวยแล้วยังได้ความรู้อีกค่ะ
อยากไปบ้างจัง ลาวเป็นเมืองที่อยากไป
แต่ยังไม่ได้ไป
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

 

โดย: oonrak_baby 12 กุมภาพันธ์ 2553 9:48:50 น.  

 

รูปสวย เล่าสนุก เหมือนเดิมค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 12 กุมภาพันธ์ 2553 15:32:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


the fivedog
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




การได้อยู่กับคนที่เรารัก ก็ดีพอแล้ว
แต่การได้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน มันสุดยอดมากกับชีวิตคู่ ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

คนที่เชื่อมั่นในการให้ การแชร์สิ่งดีๆให้แก่กันและกัน เพื่อสังคมดีๆ ที่น่าอยู่ต่อไป
New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
11 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add the fivedog's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.