The End justified The Means
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
16 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 
War of The World



ลองถามตัวเองดูก็ปรากฏว่าจำไม่ได้จริงๆว่าชีวิตนี้มีหนังมนุษย์ต่างดาวผ่านตามาแล้วกี่ครั้ง – น่าแปลกที่แต่ล่ะเรื่องก็ไม่ชวนให้ศรัทธาเสียเท่าไหร่ทั้งที่จริงๆแล้วผมก็เป็นคอหนัง Sci-Fi ตัวยงทีเดียว

และเมื่อบริบทของเราอยู่ที่หนังแนวเอเลี่ยนเช่นนี้แล้ว ใครและใครก็น่าจะนึกถึงชื่อของเขาคนนี้ขึ้นมาในลำดับต้นๆ พ่อมดแห่งฮอลีวู้ดสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก ผู้มีผลงานคลาสสิกอย่าง E.T., Jurassic park, Jaws และอื่นๆอีกมากมาย พอกล่าวได้เลยว่าไม่มีผลงานครั้งไหนของผู้ชายคนนี้จะไม่เป็นที่ฮือฮา

และในศักราช 2005 พ่อมดตัวจริงแห่งโลกเซลลูลอยด์ก็กลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยโปรเจครีเมคอันทรงคุณค่าที่แค่หน้าหนังก็รับประกันความสำเร็จในระดับหนึ่งได้อย่างดี รวมถึงการได้พระเอกตลอดกาลอย่าง ทอม ครูส มาสวมบทนำให้ในสงครามครั้งสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ War of the Worlds

อันที่จริงผมออกจะมีความทรงจำไม่สู้ดีนักกับงานของสปีลเบิร์กคนนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับเอเลี่ยนด้วยแล้วก็ยิ่งไม่น่าขุดขึ้นมาให้เป็นประสบการณ์ของชีวิตสักเท่าไหร่

ใครยังจำหนังไซไฟ-ดราม่าที่ชื่อ A.I. (Artificial Intelligence) เมื่อหลายปีก่อนได้ไหมครับ ที่มีเจ้าเด็ก Sixth Sense ฮาลี่ โจเอล ออสเม้นท์ เป็นตัวแสดงนำ

ในสายตาผม A.I. ดีหมดทุกอย่างนับตั้งแต่เปิดเรื่อง – การเดินเรื่อง – โปรดักชั่น – ความประทับใจ แต่.... ทุกสิ่งทุกอย่างที่หนังใน 2 ชั่วโมงแรกพังทลายลงมาอย่างไม่มีชิ้นดีให้นึกถึงเมื่อองค์ที่ 3 ของหนังถูกขโมยซีนด้วยบทของ เอเลี่ยน....

ขอโทษนะฮะ แต่ตอนนั้นผมประมาณ อึ้งแด๊กส์ ไปเลยครับคุณผู้อ่าน พร้อมกันกับลอบอุทานในใจว่า เฮ้ย อะไรของเมิงวะเนี่ย!!!! เอไอมันทำท่าจะจบ – จะจบไปหลายซีนก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งมันก็น่าจะประทับใจกับโศกนาฏกรรมของหุ่นปัญญาประดิษฐ์ตัวน้อยนั้นมากกว่า... พลพรรคเอเลี่ยน....

(จนวันนี้ผมก็ยัง....สงสัยว่า อะไรของเมิงวะเนี่ย สปีลเบิร์ก!!)

อย่างไรก็ดีที่แล้วก็แล้วไป ผมยังเต็มใจจะเข้าไปลองของกับสปีลเบิร์กและเอเลี่ยนของเขาเสมอด้วยความหวังที่ว่า คราวนี้เขาจะไม่หักหลังเราตอนจบเหมือนที่แล้วๆมา... เพราะจนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครทำหนังมนุษย์ต่างดาวมากเท่าเฮียแกอยู่ดี จนมันจะเกือบจะเป็นธุรกิจผูกขาดไปแล้ว (ฮา)

War of the Worlds สร้างจากบทประพันธ์ของลือชื่อในปี 1898 และรีเมคจากเวอร์ชั่นแรกของหนังในปี 1953 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการบุกเข้าโจมตีโลกของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว เล่าขานกันว่ามีช่วงหนึ่งที่ War of the Worlds เคยทำเป็นละครวิทยุและเขย่าขวัญให้ชาวอเมริกันนึกว่ามีเอเลี่ยนบุกจริงๆด้วยซ้ำ

แต่ในเวอร์ชั่น 2005 War of the Worlds จะทำได้ดีเพียงใด กับเรื่องราวที่ร่วมสมัยมากขึ้น งานวิชวลเอฟเฟคที่พัฒนาขึ้นพร้อมพระเอกซุปเปอร์สตาร์และเด็กน้อยมหัศจรรย์

ทอม ครูสดาราที่เคยเข้าชิงออสการ์ถึง 3 ครั้งกลับมาในบทของ เรย์ เฟอริเอ้อร์คนงานท่าเรือที่มีชีวิตครอบครัวแตกสลาย – เมียมีสามีใหม่พร้อมกับลูกชายและลูกสาวที่มองไม่เห็นเขาใกล้เคียงกับคำว่าพ่อเลยสักนิด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อหนังบอกเราแทบจะทันทีว่า เรย์มันเฮงซวยเพียงใด

เรื่องราวเปิดตัวเมื่อวันธรรมดาๆวันหนึ่งภรรยาเขา (มิแรนด้า ออตโต้จาก LOTR) พาลูกทั้ง 2 มาฝากไว้ให้เรย์ดูแลขณะที่เธอกับสามีใหม่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บอสตัน

ในการขึ้นจอร่วมกันไม่กี่นาทีเราก็พบว่า ร็อบบี้และราเชล (เด็กสั่งได้แห่งยุค ดาโกต้า แฟนนิ่ง) ให้ความเคารพนับถือพ่อของพวกเขาขนาดไหนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของร็อบบี้ด้วยแล้วแทบจะเป็นศูนย์ด้วยซ้ำ

หนังให้เวลาครอบครัวนี้มีชีวิตปกติไม่นานเท่าไหร่นักเพราะปัญหาเกิดขึ้นจากพายุแม่เหล็ก...หรืออะไรสักอย่างที่ใกล้เคียงก่อตัวขึ้นอย่างน่ากังขาทั่วโลก สายลมที่พัดย้อนเข้าหาแกนพายุและสายฟ้าที่ผ่าลงจุดเดิมซ้ำๆบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติเสียแล้ว

พายุพิศวงนี้ยังผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลายเป็นอัมพาตทั้งโทรศัพท์และรถยนต์ เรย์เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่ธรรมดาอย่างมากเสียด้วย...และเขาก็ไปหาจุดที่ฟ้าผ่า (ด้วยความสอดรู้สอดเห็น ผมว่า)

หลังจากนั้นเพียงอึดใจหนังก็ปล่อยให้ผู้รุกรานทำหน้าที่ของมันยาน 3 ขาขนาดยักษ์ที่ผู้ฝังไว้ใต้ดินเมื่อนับล้านๆปีก่อนถูกปลุกขึ้นมาทำหน้าที่อย่างโหดเหี้ยมและนับจากนาทีนั้นหายนะของโลกก็เริ่มต้นขึ้นอย่างโฉ่งฉ่าง – ราวกับการโจมตีสายฟ้าแลบ

เมื่อความวินาศสันตะโรขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆสิ่งเดียวที่เรย์และมนุษย์คนอื่นๆจะทำก็คือ หนีและหนีอย่างไม่คิดชีวิต เพราะแน่นอนว่านี่ไม่ใช่หนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่จะมีใครสำแดงอิทธิปาฏิหาริย์มาช่วยได้

เรย์พาลูกทั้ง 2 คนหนีด้วยพาหนะที่ใช้ได้เพื่อมุ่งหน้าไปยังบอสตันสมทบกับแม่ของพวกเด็กๆ ความมุ่งมั่นของเขาจะสำเร็จหรือไม่ ใครจะรอดจากสงครามล้างเผาพันธุ์ครั้งนี้ได้บ้างหรือมนุษยชาติถึงคราวจบสิ้นจริงๆแล้วในคราวนี้ด้วยแผนการแยบยลที่วางกันมาเป็นล้านๆปี.... ต้องไปดูเองแล้วล่ะครับ

ทอม ครูสแสดงพลังค่อนข้างน่าเชื่อในบทของพ่อไม่เอาอ่าวที่เริ่มรู้สึกตัวระหว่างการเดินทางว่าเขากับลูกๆห่างกันขนาดไหนและนั่นก็ทำให้ตัวละครของเขายอมทำทุกๆอย่างเพื่อปกป้องลูกทั้ง 2 คนไว้ให้ปลอดภัยให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกชายที่ห้าวไม่เข้าเรื่องหรือลูกสาวที่พร้อมจะสติแตกทุกเมื่อก็ตาม

นอกเหนือจากครูส นักแสดงคนอื่นก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีทั้งดาโกต้า แฟนนิ่งที่เล่นได้คงเส้นคงวากับบทราเชลที่เป็นคีย์ของเรื่อง หรือจะเป็นทิม ร็อบบินส์กับผู้ป่วยทางจิตจากการสูญเสียทุกอย่างไปเพราะเอเลี่ยน

ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ สปีลเบิร์กไม่ใช้โลเกชั่นเปลืองเพราะเราจะเห็นภาพความวินาศของโลกผ่านทางสายตาของเรย์และคำกล่าวอ้างของผู้คนรอบๆเท่านั้น ที่พังทลายไปอย่างจะแจ้งก็มีเพียงในอเมริกาที่เดียวแค่นี้ก็พออนุมานได้ว่า ที่อื่นคงไม่แคล้วอีหรอบเดียวกัน

War of the Worlds ไม่ใช่หนังแอคชั่นและคงยากถ้าใครจะพยายามดูให้มันเป็น กองทัพผู้รุกรานเรื่องนี้เป็นเพียงปัจจัยบีบคั้นอย่างหนึ่งให้ตัวเอก, คนรอบข้างและมนุษย์ทั่วไปสำแดงความต้องการมีชีวิตรอดออกมาเท่านั้น เช่นว่าในสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุดเราจะพบตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน

บทดราม่าทำได้น่าประทับใจ งานวิชวลเอเฟคที่ขึ้นหิ้ง พลังรับส่งระหว่างครูสกับแฟนนิ่งและโปรดักชั่นที่อลังการทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ก็พอจะส่งให้ War of the Worlds ขึ้นทำเนียบหนังวิทยาศาสตร์ที่ทรงคุณค่าได้ทันที...

แต่.... (อาจจะสปอยเลอร์เล็กน้อยโปรดระวัง!!!)

เมื่อหนังเดินทางมาที่ 10 นาทีสุดท้ายผมรู้สึกว่าผมกำลังโดนแบบเดียวกับตอนที่เข้าไปนั่งดู A.I. คุณงามความดีของหนังแทบจะล่มสลายจนหมดสิ้นไปพร้อมกับบ้านเรือนที่โดนเอเลี่ยนจู่โจม

สงครามล้างพิภพจบลงอย่าง..... ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผลและก็ไม่ใช่ไม่สมเหตุสมผลแต่มันจบลงแบบที่ว่าต้อง อึ้ง...และอุทานว่า เฮ้ย เอาอย่างนี้เลยเหรอ ซึ่งลองมาคิดๆดูแล้วก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีสุด เพราะผู้รุกรานเข้มแข็งเกินไปหรือผู้ต่อต้านอ่อนแอเกินไปก็คงใช่

แต่ผมก็ทำใจไม่ได้อยู่ดีกับอาวุธลับของโลกที่สปีลเบิร์กมอบบทให้มันแบบนี้.....

โดยรวมๆแล้ว War of the Worlds ยิ่งใหญ่สมราคาและไม่ทำให้ประวัติทางอาชีพของผู้ร่วมโปรเจคด่างพร้อย หากทำใจได้ว่าไอ้ตอนจบมันเป็นคำตอบสุดท้ายของเรื่องหนักๆแทบจะตลอดเวลาของหนังแล้ว องค์ประกอบอย่างอื่นน่าจะถูกใจคอไซไฟไม่มากก็น้อย

พิพากษากันคราวนี้อย่างสงสัยว่าทำไมผมให้แค่ 3 ดาวกับสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ปี 2005 เพราะทำใจกับตอนจบที่เหมือนโดนหักหลังอ้อมๆไม่ได้จริงๆ (ตอนดูจบใหม่ๆผมให้ 2 ดาวครึ่งด้วยซ้ำ)

หากว่าคุณงงว่านี่คือคะแนนที่เหมาะสมกับเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เยี่ยงนี้แล้วหรือ... ต้องไปด้วยตาคุณเองแล้วล่ะครับ




Create Date : 16 ตุลาคม 2548
Last Update : 16 ตุลาคม 2548 2:50:49 น. 1 comments
Counter : 506 Pageviews.

 
ไม่ได้รู้เรื่องอะไรทำมาเป็นวิจารณ์ นิยายเขียนมาแบบนั้น เชื้อโรคมันทำลายเอเลี่ยน แล้วหนังก็มีแต่มุมของครอบครัวนี้อย่างเดียวมาตลอด ไม่ใช่อยู่ดีๆเอเลี่ยนก็ตาย ในมุมของครอบครัวนี้คือไม่ได้รู้ด้วยซำ้ว่าเอเลี่ยนตายเพราะอะไร หนีไๆมาก็อ้าวมันตายหลอวะเนี่ย กูก็กลับไปหาเมียดีกว่า
คุณคิสิไม่ใช่เอาความคิดออน่ๆมาแล้วก็ว่าเค้าเสียหาย
ให้คะแนนทำไม ไปหัดดูหนังให้เข้าใจดีกว่า


โดย: นักดูหนัง IP: 124.122.139.164 วันที่: 17 ตุลาคม 2556 เวลา:7:46:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

krysler
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add krysler's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.