Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
พบเพื่อนเก่าและวันเวลาเก่าๆที่ผ่านเลย

วันเวลาที่ผ่าน หลายคนอาจนึกหวนกลับไปถึงอดีต บางคนก็อาจจะบอกว่าการคิดถึงอดีตคือคนแก่ หรือไม่ก็เริ่มที่จะเข้าสู่วัยชราภาพ แต่ความจริงแล้ว มันย่อมหมายถึงประสบการณ์และการผ่านเรื่องราวตั้งมากมายในชีวิตมากกว่า เพียงแต่ว่า มันสัมพันธ์ถึงอายุของคนเรา

เวลาแห่งโลก ย่อมไม่มีวันหวนกลับ แต่ทว่า วันเวลาแต่ละวินาทีที่ผ่านไป คนเราได้ผ่านกาลเวลาและเรียนรู้ชีวิตตั้งมากมาย ทั้งที่ดีและที่ร้าย

แต่เชื่อไหมว่า เหตุการณ์ทั้งที่ดีและร้ายเหล่านั้น มันกลับกลายเป็นความทรงจำที่ยากจะลืม และในบางครั้ง เมื่อหวนกลับไป เหตุการณ์เหล่านั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย กลับทำให้เรายิ้มได้

หลายครั้งในชีวิตของผมมักจะหวนนึกถึงอดีต เพราะว่าสิ่งที่เป็นอดีตและผ่านไปแล้วบางครั้งก็มีสิ่งที่ทำให้เราต้องนึกหวน ซึ่งหลายครั้งก็ไม่ใช่ว่าเราเองอยากจะนึกหวน เพียงแต่มีเหตุการณ์ที่เข้ามาให้นึกหวน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ได้พบเพื่อนเก่า ซึ่งเป็นเพื่อนหญิงร่วมห้องคนหนึ่ง เพราะเพื่อนเก่าได้เห็นชื่อของผมในหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วคุ้นชื่อและนามสกุล จึงค้นหาแล้วส่งอีเมล์เข้ามาถามเมื่อปีที่ผ่าน จึงส่งอีเมล์คุยกันนับตั้งแต่นั้นมา

แล้วก็ได้พบเพื่อนเก่าสมัยที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายคนนี้ในวันที่เพื่อนมารับปริญญาโท ซึ่งวันเวลาที่จากกันนั้น นานถึง๒๓ปีแล้วที่ต่างคนต่างจากกันไปเหมือนกับนกที่ออกจากรัง เหมือนกับนักเขียนหลายๆคนที่มักจะใช้สำนวนนี้เปรียบเปรย แต่เมื่อนึกย้อนวันเวลาเหล่านั้น โดยลักษณาการแล้วมันก็ใช่ เพราะเราต่างแยกย้ายจากกันไปตามทิศวิถีของแต่ละคน

ผมกับเพื่อนหญิงคนนี้ ไม่ค่อยจะได้คุยกันนัก เป็นเพื่อนร่วมห้องที่ไม่สนิทกันเลย แต่ก็แปลก ทำไมนะ ช่วงวันเวลาที่จาก กลับทำให้เพื่อนคนที่ไม่สนิทกลับสนิทชิดเชื้อกันมากยิ่งกว่าเพื่อนที่เคยสนิท

จากไม่คุ้นเคย กลับกลายเป็นความคุ้นเคย

หรือว่า ต้องโทษวันเวลา

หรือว่า ต้องโทษตัวเราเองก็ไม่รู้

เราพบกันด้วยคำถามมากมาย และเราต่างก็เห็นภาพอดีตมากมายที่วิ่งวนอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำของเราทั้งสองคน

การพบเพื่อนเก่า ทำให้ผมนึกไปถึงภาพความทรงจำอีกมากมายที่ผ่านเลยมาเหล่านั้น นึกถึงใบหน้าของเพื่อนชายและเพื่อนหญิงอีกมากมายที่คุ้นเคยและสนิทสนมกันมา เพื่อนบางคนก็ผ่านเรื่องราวทั้งความทุกข์และเศร้าร่วมกันมา เพื่อนบางคนก็จากโลกนี้ไปแล้วตั้งแต่วัยหนุ่มสาว

การพบเพื่อนเก่าที่ไม่คุ้นเคยในครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า มีบางอย่างในความไม่คุ้ยเคยไม่สนิทสนมกันของเพื่อนคนนี้ แต่เพิ่งจะรู้ถึงภาพที่สะท้อนออกมาจากเพื่อนคนนี้โดยที่ผมไม่รู้มาก่อน

นั่นคือ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนหญิงคนนี้จะมองผมอยู่ในฐานะของความเป็นเพื่อนว่า ผมชอบอ่านหนังสือ(นอกจากตำราเรียน) เพื่อนผมบอกว่า ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเล่นหัวหยอกล้อเล่นกับเพื่อนเหมือนเพื่อนวัยเดียวกัน แต่จะจมอยู่กับการอ่านหนังสือ จึงดูเหมือนเคร่งขรึม บางครั้งเพื่อนหลายๆคนก็ไม่กล้ามาหยอกล้อด้วย
ในขณะนั้นผมชอบอ่านหนังสือจริงๆ เพราะผมจะเข้าห้องสมุดทั้งตอนเช้า พักเที่ยง และก็ยืมหนังสือไปอ่านที่บ้านทุกวัน วันศุกร์จะยืมมากที่สุดคือ๓เล่มตามที่ห้องสมุดโรงเรียนกำหนดการยืมสูงสุดต่อครั้งเอาไว้

ผมอ่านทั้ง นวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี งานเขียนทั่วไปและนิตยสารฉบับรวมเล่ม ส่วนหนังสือพิมพ์และหนังสือรายสัปดาห์ก็อ่านทุกวันที่ห้องสมุดอยู่แล้ว ในขณะนั้น ผมยังมีเพื่อนนักอ่านและเพื่อนต่างห้องที่เป็นนักอ่านด้วยกัน โดยเฉพาะ นวนิยายจีนกำลังผมจะชอบอ่านมากๆ

ความจริงแล้ว นวนิยายจีนกำลังภายในผมไม่เคยอ่านมาก่อน แต่จำได้ว่า ประมาณ ม.๔ ภาคเรียนที่สองเห็นเพื่อนชายคนร่วมห้องคนหนึ่งคือแสงจันทร์ซึ่งก็เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งยืมหนังสือนวนิยายจีนกำลังภายในไปอ่านทุกวัน เย็นวันหนึ่งเป็นคาบว่างในคาบสุดท้าย แสงจันทร์เห็นผมนั่งอ่านหนังสืออยู่ จึงฝากหนังสือกับผมเพื่อจะไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อน เมื่อหนังสืออยู่ในมือผมก็ลองอ่านดู

ผมจำไม่ได้ว่า นวนิยายจีนเรื่องนั้นชื่ออะไร แต่เมื่ออ่านแล้วเกิดความชอบนวนิยายจีนกำลังภายในตั้งแต่นั้นมา ผมจึงเป็นนักอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในอีกคน
ในเวลาต่อมาจึงรู้ว่าเพื่อนอีกคนคือปัฐกรก็ชอบอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในเหมือนกัน จนกระทั่งรู้จักกับนฤมิตรเพื่อนต่างห้องที่เป็นคอเดียวกัน อ่านนวนิยายจีนกำลังภายในเหมือนกัน และก็มีเพื่อนนักอ่านอีกหลายคนที่เป็นกลุ่มที่ชอบอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในเหมือนกันในขณะนั้น

บางครั้งต้องแย่งกันยืมเมื่อหนังสือเล่มใหม่เข้ามา เหมือนกับว่า ใครจะได้อ่านก่อน เพราะต่างก็อ่านในห้องสมุดกันหมดแล้ว ดูเหมือนว่าอาจารย์บรรณารักษ์ก็ชอบอ่านนวนิยายกำลังภายในด้วย จึงมีเข้าห้องสมุดประจำ

จากการที่ชอบอ่านนวนิยายกำลังภายในนั้นเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อน(คือนฤมิต)ได้ตั้งฉายาให้ผมว่า “ท่านจอมยุทธ” หรือเรียกสั้นๆว่า “จอมยุทธ์” ดังนั้นผมจึงไม่ยอม จึงเสนอขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเรียกปัฐกรว่า “ตั๊วกอ” เพราะผมเห็นว่าปัฐกรตัวใหญ่และอ่านนวนิยายจีนก่อนผมด้วย

จากนั้นจึงเรียกปัฐกรว่า พี่ใหญ่ เพราะว่า “ตั๊วกอ” ก็คือ “พี่ใหญ่” ต่อมาภายในห้องเรียน หลายคนที่ไม่ได้อ่านหรือชอบอ่านนวนิยายจีน จึงเรียกปัฐกรว่า “พี่ใหญ่” และเรียกผมว่า “จอมยุทธ์” แม้แต่เพื่อนต่างห้องบางคนที่รู้จักกันก็ยังเรียกเช่นนี้ แม้แต่รุ่นน้องบางคนที่รู้จักกันและบางคนที่อ่านนวนิยายจีนก็ยังเรียกฉายานี้

ผมเพิ่งจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกก็เพราะได้ที่ได้พบเพื่อนเก่าคนนี้นั้นเอง

การพบกันในวันนั้นมีอยู่คำหนึ่งที่เพื่อนหญิงคนนี้พูดขึ้นว่า
“เมื่อก่อนเราชอบมองเธออยู่บ่อย เพราะเมื่อก่อนเห็นเธอผิวขาว นึกว่าเธอเป็นคนจีน แต่ก็ไม่ได้ทักเพราะเธอชอบอ่านหนังสือ และเป็น
คนไม่ค่อยพูดกับใคร เธอเป็นคนจีนหริอเปล่า จนตอนนี้ยังไม่แน่ใจ”

ผมหัวเราะในคำพูดของเพื่อน แล้วตอบเพื่อนไปว่า
“คนไทยแท้นี่แหละ แต่ตอนนี้แก่แล้ว มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป”

ผมคิดในใจว่า เราต่างก็แก่กันแล้ว ผิวพรรณและวันวัยก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างก็จะเหลือแต่อดีตเท่านั้น

หลังจากแยกจากเพื่อนเก่าแล้ว ทำให้ผมคิดว่า เวลามันได้เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ทุกอย่างที่เคยเป็นความสวยสดงดงามมันก็แปรเปลี่ยนไป แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านไปเรากลับไม่เห็นความสวยงามของมันในขณะนั้น และหลายอย่างที่ผ่านไปก็ทำให้เราหลงลืมหรือค้างคาในสิ่งที่เราอยากจะบอกกับใครสักคน

ผมเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ผมยังมีคนอยู่สองคนที่ผมยังไม่เคยพูดความรู้สึกบางอย่างไป คนหนึ่งผมรู้ว่าเธอคิดอะไร และผมก็คิดอะไรแต่เธอก็ไม่รู้ว่าผมคิดอะไร แต่อีกคนหนึ่งเธอคงไม่คิดอะไร แต่เธอไม่รู้ว่าผมคิดอะไร บางทีเราก็ปล่อยเวลาให้เลยผ่านโดยทิ้งสิ่งที่ค้างคาใจเอาไว้
หรือว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือความสุขของเวลาในอดีตที่นึกถึง

แต่สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมา และทำให้ผมอมยิ้มจนถึงทุกวันนี้คือ

ผมคือ “จอมยุทธ์” ฉายาที่เพื่อนตั้งให้

แต่มากมายกว่านั้นก็คือ ภาพของเหล่าจอมยุทธ์ ที่ร่วมสุขร่วมเสพในการแบ่งบันเรื่องราวของยุทธจักรนิยายร่วมกันในห้วงเวลาที่ผ่านเลยเหล่านั้นยังแจ่มชัดอยู่เสมอ

และขอบคุณเพื่อนหญิงคนหนึ่งที่ทำให้ความทรงจำบางส่วนผุดขึ้นมาในห้วงนึก รวมทั้งความทรงจำที่มีต่อเธอด้วย

วันที่ผมกลับบ้านคงได้พบกับเพื่อนหลายคน แต่เพื่อนเหล่าจอมยุทธ์ทั้งมวลไม่ทราบข่าวคราวของผู้ใดเลย ว่าอยู่ ณ หนแห่งใด


ขอบคุณวันเวลาเก่าๆ
เกรียงไกร หัวบุญศาล
๑๓ มีนาคม ๒๕๕๕





Create Date : 14 มีนาคม 2555
Last Update : 17 มีนาคม 2555 0:04:59 น. 10 comments
Counter : 751 Pageviews.

 
เรื่องแย่งหนังสืออ่านกับเพื่อนนี่เข้าใจเลยค่ะ


โดย: มารน้อยไร้สังกัด วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:1:21:49 น.  

 
สวัสดีครับคุณมารน้อยฯ
คงอารมณ์เดียวกัน


โดย: huaboonsan วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:1:29:08 น.  

 

รู้สึกอบอุ่นและสบายใจทุกครั้งท่ามกลางเพื่อนเก่า อ่านแล้วทำให้คิดถึงเพื่อนๆสมัยที่อยู่ต่างจังหวัดจังเลย



โดย: deco_mom วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:9:44:54 น.  

 
แวะมาเยี่ยมครับ

อ่านแล้วดีจัง คิดถึงเพื่อนตอนประถม


โดย: อเสวนา วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:9:50:40 น.  

 
คุณdcco_mon
ขอบคุณครับที่เข้ามาร่วมแงปัน


โดย: huaboonsan วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:20:25:21 น.  

 
คุณอเสวนา
แต่ละคนต่างก็มีเพื่อน
หากเป็รความทรงจำที่ดีระหว่างกัน
นับว่าควรที่จะระลึกถึงอย่างยิ่ง


โดย: huaboonsan วันที่: 14 มีนาคม 2555 เวลา:20:26:20 น.  

 

คนอ่านหนังสือมาก ได้เปรียบจริงๆ

รู้เยอะ ข้อมูลเพียบ

ขอคาระวะ ท่าน“จอมยุทธ์"

๕๕๕๕


โดย: อบอุ่นในหัวใจ วันที่: 16 มีนาคม 2555 เวลา:21:51:01 น.  

 
ขอบคุณครับคุณอบอุ่นในหัวใจ


โดย: huaboonsan วันที่: 17 มีนาคม 2555 เวลา:0:06:19 น.  

 
หวนกับมาพบอีกครั้ง ดีใจนะท่านจอมยุทธ ท่านคงจำเราไม่ได้ เพราะเราต่างห้องและสิ่งที่นายทำให้เราจำนายได้คือ นายขาว กว่าใครในรุ่น เรา อยู่ 6/1


โดย: โหน่ง สุภจิรา IP: 112.142.128.9 วันที่: 8 มกราคม 2558 เวลา:7:51:58 น.  

 
เราจำเธอได้นะ ชื่อ/นามสุล ก็ไม่เคยเปลี่ยนเหมือนกัน ฮิฮิ มยุรา โพธิดอกไม้(6/4)



โดย: มยุรา IP: 101.109.39.179 วันที่: 8 มกราคม 2558 เวลา:13:51:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

huaboonsan
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





.....มีความฝันเป็นเรือ
ล่องลอยไปในทะเล
แห่งกาลเวลา............

Friends' blogs
[Add huaboonsan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.